แฟชั่นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนเทรนด์ไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย แต่หลายครั้งแฟชั่นในอดีตก็ถูกหยิบมาล้างน้ำ ปัดฝุ่น แล้วใช้ใหม่ เทรนด์รองเท้ามาแรงในปี 2018 ที่เห็นได้ชัดคงหนีไม่พ้น Chunky Sneakers หรือที่เรียกกันว่า Dad shoes ซึ่งกลับมาเป็นที่นิยมปรอทแตกกันอีกครั้ง UNLOCKMEN เองก็ไม่นิ่งเฉย รวบรวมรองเท้าจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากวันวานมาให้ตื่นตาตื่นใจและเงินในกระเป๋าสั่นระริก ๆ ไปพร้อม ๆ กัน 1.Louis Vuitton Archlight Sneaker สร้างความตื่นเต้นให้แก่เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ไม่น้อยกับสนีกเกอร์ที่ผสมผสานความวินเทจแบบรองเท้าคุณพ่อและปรับให้เข้ากับรูปทรงสุดล้ำอย่าง Louis Vuitton รุ่น Archlight จากคอลเลกชั่น spring/summer 2018 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าของนักบาสเก็ตบอลในยุค 90s ที่ฉีกแนวออกจากสนีกเกอร์รุ่นก่อน ๆ ของ LV อย่างเห็นได้ชัด 2.Givenchy 1952 Active running sneaker อีกหนึ่งแบรนด์ชื่อดังของฝรั่งเศสอย่าง Givenchy ก็ได้ออกสนีกเกอร์สไตล์วินเทจด้วยเช่นกัน ในรุ่นที่ชื่อว่า Givenchy 1952
ถ้าจะถามว่า ‘ความน่ารัก’ ของผู้หญิงหนึ่งคนคืออะไร เราคงไม่สามารถหาคำตอบได้ เนื่องจากแต่ละคนมีเสน่ห์ในรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรสนิยมของปัจเจกว่าจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่คน ๆ นั้นแสดงออกมา A GIRL WE LOVE คือคอลัมน์ที่อยู่คู่กับ UNLOCKMEN มาอย่างยาวนาน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้มีโอกาสทำความรู้จักและพูดคุยกับหญิงสาวมาไม่น้อย โดยเฉพาะในปี 2018 ที่ผ่านมา แม้พวกเธอจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอก, อุปนิสัย, การงานอาชีพ, หรือแม้แต่ทัศนคติวิธีคิด แต่ทุกคนล้วนแต่มีเสน่ห์อัดแน่นอยู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยม เป็นความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร เมื่อปี 2018 กำลังจะผ่านพ้นไป เราจึงได้รวบรวม GIRLS WE LOVE MOST 5 ผู้หญิงที่เรารักที่สุดในปี 2018 มาให้ทุกคนได้ HIGH & HYPE กับความน่ารักล้นเหลือของพวกเธอและทำความรู้จักตัวตนของพวกเธอเหล่านี้กันอีกครั้ง อิ้งค์ – วรันธร เปานิล ความน่ารักที่มาในรูปแบบเพลง Synth-Pop ไม่ใช่แค่ในคอลัมน์ A GIRL WE LOVE ของ UNLOCKMEN
ก่อนอื่นคงต้องยอมรับกันตรง ๆ ว่าบทสัมภาษณ์ของ Befor.tart เป็นการคุยที่ “ออกรส” ส่งท้ายปี 2018 ของ UNLOCKMEN มากที่สุด เพราะเรามีโอกาสลิ้มรสแพสชั่นของชายที่อยู่ตรงหน้ากับปาก เคี้ยว crack ได้เต็มคำทุกอณูแรงบันดาลใจของเขา เช่นเดียวกับบทสนทนาถูกคอที่ละลายเวลาอย่างรวดเร็วเหมือนผ่านไปเพียงไม่นาน พร้อมเสียงหัวเราะ เพราะทั้งหมดนี้คือคำพูดที่ไม่เคลือบน้ำตาลแต่ดิบและจริงใจจากเขา ซิก-สุรัตน์ ซิการี่ เจ้าของร้านทาร์ตมากคอนเซ็ปต์ที่ทำขึ้นเพื่อคุณเท่านั้น “Befor.tart” เรื่องหนึ่งที่เราเห็นชัดจากซิก คือเซนส์ความเข้าใจตัวเองที่ชัดเจนจนน่านับถือ แม้หลายคนยอมรับความก้าวหน้าเส้นทางการเติบโตที่ตัวเองต้องเจอ แต่เขากลับแบกรับความกล้าเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้ารู้ว่าไม่ชอบและวันหนึ่งจะไม่ใช่ เขาจะไม่เสียใจที่ต้องเริ่มใหม่ นั่นจึงเป็นเส้นทางสายใหม่ของอดีตนักภูมิศาสตร์ทำงานเขียนแผนที่ แต่สำรวจพบในการทำงานปีที่ 3 ว่าตัวเองชอบกินขนมและอยากทำอะไรที่สนุกมากกว่าเดิมทุก ๆ วัน “ตอนที่เราทำงาน เราสนุกมากครับ แต่พอทำไปทำมามันไม่สนุกแล้ว ตำแหน่งการทำงานแล้วมันไม่ใช่แบบเดิมแบบที่คิดไว้ มันก้าวหน้าเติบโตมากขึ้นแต่ไม่สนุก เราก็อยากทำอะไรที่สนุกกับมันมากกว่า ประจวบกับตอนนั้นชอบกินขนมมากก็เลยมาทำขนม เราวางแผนว่าต้องทำอะไรบ้าง การเรียนมันต้องใช้เวลาและการเก็บเงิน พอเราทำทุกอย่างได้ตามแผนแล้วก็ออกมาเริ่มเรียนขนมจริงจัง” Before BeFor. : 3 ปี 3 สถานที่งานทำขนมสู่ความกลมกล่อมที่ลงตัว ความชอบจะพาเราไปถึงไหน คำตอบของแต่ละคนน่าจะไม่เหมือนกัน สำหรับซิก ความชอบพาเขาออกจากงานที่เคยหลงใหลไปสู่การข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่างแดน
เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้เห็นทีมชาติม้ามืดที่พาตัวเองผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศสในศึก 2018 FIFA World Cup แม้ผลจะออกมาว่า Croatia ต้องพ่ายแพ้ไป แต่มันก็ยิ่งใหญ่พอจะทำให้คนทั้งประเทศยกย่องให้นักเตะชุดนี้เป็นฮีโร่ตัวจริงถึงขั้นขนานนามว่าเป็น “Golden Generation” ที่ประกอบด้วยนักเตะดี ๆ มากมาย โดยหนึ่งในนั้นก็คือ Luka Modric กัปตันทีมชาติ Croatia นักเตะ midfielder จาก Real Madrid ที่สามารถคว้ารางวัล Ballon d’Or ปีล่าสุด เบียด Messi และ Ronaldo ได้อย่างสวยงาม “Luka Modric เป็นนักเตะที่ครบเครื่องและแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่มีส่วนสำคัญทั้งกับทีมชาติและสโมสร การวิ่งเข้าใส่แบบถวายชีวิตไม่มีเหนื่อย ความสามารถในการทำประตู การขับเคลื่อนเกม และการสร้างกำลังใจให้กับเพื่อน ๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนสังเกตเห็นได้จากตัวของเค้า” แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูลึก ๆ จะเห็นถึงความพยายามและความกระหายในการเล่นฟุตบอลของ Luka Modric ชายผู้เกิดมาในช่วงสงครามที่แย่ที่สุดของ Croatia ชายผู้เกือบจะสูญเสียทุกอย่างไป มีเพียงเศษกระดาษที่ปั้นเป็นลูกบอลกลม ๆ คอยประคองให้ตัวเค้าก้าวผ่านความเลวร้ายเหล่านั้น และเป็นแรงผลักดันให้เค้ารักฟุตบอลอย่างสุดหัวใจ Lucky Luka คือชื่อเล่นของนักเตะกองกลางที่เรารู้จักกันดีในชื่อ LUKA
“ความมั่นใจ”เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ถ้าใครสักคนมีมันอยู่ในตัวก็จะได้รับการยอมรับทั้งในโลกแห่งการทำงานและโลกแห่งการปฏิสัมพันธ์ แต่หลายครั้งความมั่นใจในตัวเองกับความบ้าอำนาจหรือหลงตัวเองก็มีเส้นกั้นบาง ๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นคนที่มีความมั่นใจแบบถึงแก่นหรือที่แท้เราแค่บ้าอำนาจและหลงตัวเองเท่านั้น ? ไม่ต้องคิดให้เหนื่อย ลองสำรวจตัวเองจาก 12 สิ่งต่อไปนี้ เพราะนี่คือ 12 สิ่งที่มนุษย์มีความมั่นใจถึงแก่นแตกต่างจากคนทั่วไป มีความสุขจากภายใน ความสุขคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของความมั่นใจ เพราะมนุษย์ที่มั่นใจในตัวเองแบบถึงแก่นนั้นไม่ว่าเขาเลือกจะทำอะไรเขาย่อมคำนึงถึงความสุขของตัวเองเสมอว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมันส่งผลให้เขาพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นหรือเปล่า ดังนั้นคนที่มั่นใจในตัวเองนั้นมีความสุขมาจากตัวตนของตัวเอง เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำไปมันมีค่าให้ตัวเขาเองชื่นชมตัวเองหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่านี่ดีกับตัวเขาเองแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอฟังคำชมจากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีความสุขอีกต่อไป ไม่ตัดสินคนอื่น มนุษย์ที่มั่นใจในตัวเองอย่างถึงแก่นจะไม่ใช้มาตรฐานตัวเองเป็นมาตรวัดตัดสินคนอื่น ๆ เพราะเขารู้ดีว่ามนุษย์ทุก ๆ คนมีบางสิ่งบางอย่างในตัวเองที่เป็นจุดพีค และแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีเหมือนกัน ดังนั้นเขาจะไม่บอกว่าตัวเองเหนือกว่าใคร หรือตัดสินใครว่าต่ำกว่าใคร เพื่อยกระดับความสามารถตัวเองให้ดูดี คนที่ตัดสินคนอื่นหรือมัวแต่เปรียบเทียบอาจจะไม่ได้มั่นใจอย่างที่เขาแสดงออก แต่ตัวตนเขาแสนเปราะบาง ไม่ตอบตกลงมั่ว ๆ แต่จะตอบเมื่อตัวเองต้องการ งานวิจัยจาก University of California ระบุว่าการที่มนุษย์คนหนึ่งไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น นั่นแปลว่าคนนั้นกำลังเผชิญหน้ากับภาวะสุดตึงเครียด หมดไฟ หรือแม้กระทั่งซึมเศร้า ในขณะที่มนุษย์ที่มีความมั่นใจถึงแก่นรู้ดีว่าการรู้จักปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการนี่แหละที่ดีต่อตัวเอง ที่สำคัญคือพวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมากพอที่รู้ว่าเรื่องไหนมันต้องปฏิเสธ และเรื่องไหนคือเรื่องที่พวกเขาเต็มใจทำจริง ๆ ไม่ใช่ตอบตกลงส่ง ๆ แค่เพราะเกรงใจคนอื่น หรือตอบตกลงแค่เพราะกลัวคนอื่นไม่ชอบขี้หน้า ฟังมากกว่าพูด มนุษย์ที่มีความมั่นใจถึงแก่นจะฟังมากกว่าพูด เพราะพวกเขารู้ว่าการฟังมากกว่าพูดทำให้เขาเรียนรู้และเติบโตขึ้น และเขาไม่ได้มองว่าวงสนทนาเป็นสถานที่ที่มีไว้อวดว่าใครฉลาดกว่าใคร หรือใครรู้อะไรมากกว่าใคร แต่เขามองว่าวงสนทนาคือสถานที่ที่มีไว้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
ถ้าเราให้เรียงลำดับว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต นอกจากปัจจัย 4 แล้ว บอกเลยว่า โทรทัศน์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสุด ๆ ไปเลย ลองคิดดูว่าในชีวิตนึงเราผูกพันกับ TV มากแค่ไหน ในวันที่เหนื่อยล้า ก็ได้ TV นี่แหละคอยเยียวยาหัวใจให้หายเครียด ในวันที่มีความสุข ก็ TV นี่แหละที่เพิ่มอถรรสความมันส์บันเทิงให้ชีวิต หรือแม้แต่ในวันที่เราต้องการความรู้ ก็ได้ TV เป็นครูสอนเรื่องราวน่าสนใจจนเกิดไอเดียใหม่ ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะลงทุนกับอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด TV ก็เป็นสิ่งที่เราทุ่มได้แบบไม่ต้องเสียดายเงิน ปัจจุบันการซื้อ TV ไม่ใช่แค่กล่องสี่เหลี่ยมที่ฉายภาพได้อีกต่อไป เพราะคุณภาพที่ได้รับคือความคมจัดชัดจริงที่สังเกตความแตกต่างได้ชัดเจน และประสบการณ์รวมถึงอารมณ์ที่ได้นั้นแตกต่างจาก TV คุณภาพพอใช้ เรียกว่าเข้าถึงอารมณ์มากกว่าก็ไม่ผิด ลองนึกถึงความอินในอารมณ์จากการดูภาพยนตร์ในโรงหนัง กับการดูภาพยนตร์เรื่องเดียวกันบนจอทีวีที่ภาพเบลอ ๆ สีจืด ๆ ดูซิครับ ฉากบู๊ล้างผลาญถึงกับดูไม่น่าเกรงขามกันเลยทีเดียว นอกจากนี้เรื่องดีไซน์ ก็เรียกได้เลยว่า TV เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่ทำให้ดูโมเดิร์น เท่และลงตัวขึ้น เพราะ TV มันมีค่ากว่าความมินิมอลเรียบเท่ อีกทั้งดีไซน์ของ TV สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคุณได้
ทุกวันนี้เรื่องการเขียนด้วยปากกาดินสอ ถ้าไม่นับการเซ็นบัตรเครดิตก็แทบไม่ค่อยได้ใช้งานกันเท่าไหร่ เนื่องจากนวัตกรรมส่วนใหญ่มันอำนวยความสะดวกให้เราเหลือเกิน ทั้งการเขียนผ่านเสียง หรือการขยับนิ้วพิมพ์แล้วมีโปรแกรมช่วยสะกดเดาข้อความให้ก่อนที่เราจะพิมพ์เสร็จ ประกอบกับการรณรงค์ paperless เพื่อช่วยเรื่องภาวะโลกร้อนด้วย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนอยากเข้ามาพัฒนานวัตกรรมกระดาษมหัศจรรย์ขึ้น ล่าสุดวารสาร ACS Applied Materials and Interfaces ได้ตีพิมพ์เรื่องนวัตกรรมกระดาษมหัศจรรย์ รีเฟรชตัวเองให้เขียนได้ไม่หยุดและไม่ต้องขยำลงถัง โดยเป็นผลงานการวิจัยของทีมนักวิจัยชาวจีน นำโดย Luzhuo Chen หนึ่งในผู้นำทีมวิจัยจาก Fujian Normal University ใช้หลักการที่เราคล้ายกับหมึกลบได้ โดยเอาเรื่องอุณหภูมิมาเป็นกุญแจสำคัญในการประดิษฐ์ ด้วยการนำกระดาษธรรมดามาเคลือบด้านหนึ่งด้วยสาร thermochromic (สารที่เปลี่ยนสีเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน) ย้อมสีน้ำเงิน นำมาเคลือบกระดาษด้านหนึ่ง และเคลือบผิวด้านอื่น ๆ ด้วยผงหมึกสีดำจากเทคนิค Photothermal ที่ใช้วิธีซับแสงเป็นพลังงานความร้อน หลักการใช้งานจะเป็นการใช้กระดาษใบนี้ร่วมกับ heat-emitting pen (ปากกาความร้อนหรือปากกาแสง) จากนั้นเมื่อหมึกได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสีบริเวณที่ถูกย้อมให้สว่างขึ้น เผยให้เห็นผิวกระดาษสีขาวด้านล่าง ซึ่งในอนาคตมันจะสามารถใช้งานได้กับเครื่องปรินต์แสง ทำให้เราประหยัดหมึกไปในคราวเดียว ทีเด็ดที่มันทำได้เหนือกว่านวัตกรรมในอดีตก็อยู่ที่การจัดการให้อยู่ได้นานและจำนวนครั้งที่ใช้งานได้ซึ่งพอเห็นแล้วออฟฟิศเราก็อยากอุดหนุนเหมือนกัน เพราะนักวิจัยเขาประดิษฐ์ให้มันสามารถเก็บไว้ระยะเวลานานสุด ๆ โดยกว่าข้อความหรือภาพจะลบเลือนกลับไปเป็นสีฟ้าทั้งแผ่นจะต้องเจอกับอุณหภูมิที่เย็นถึง 14 องศาฟาเรนไฮน์ หรือ 10 องศาเซลเซียส ซึ่งแน่นอนว่าเราเก็บไว้ในออฟฟิศได้สบาย ๆ
สิ้นปีกำลังจะมาถึงในไม่กี่อาทิตย์ เพื่อไม่ให้ปลายปีนี้เราต้องเฉามานั่งไล่ลิสต์ที่เขียนไว้ต้นปีเพื่อกดก๊อปปี้วาง แล้วไปพอกไว้ปีหน้า UNLOCKMEN ขอทำหน้าที่เป็นป๋าดัน แนะนำวิธีคลอดไอเดียเป็นล้านที่คุณมี ให้มันไม่เป็นแค่จินตนาการฟุ้ง ๆ ในอากาศ สามารถบรรลุเป้าหมายได้แม้ว่าคุณจะงานล้นมือหรือมีเวลาน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม เหตุผลคนดองไอเดีย ไม่ได้ขี้เกียจแค่ทางเลือกมันเยอะเกิน ใครที่ไอเดียพลุ่งพล่านมาหลายปี แต่ชั่วชีวิตนี้ไอเดียก็ยังเป็นได้แค่ไอเดียเฉย ๆ ไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างในชีวิตจริงสักที เรื่องนี้อธิบายได้ว่ามันมีเหตุผลของมัน เพราะเคยมีนักจิตวิทยาทำวิจัยเรื่องการวางแผนลงทุนเพื่อนการเกษียณสำหรับพนักงานไว้แล้วพบว่า ยิ่งเรามีทางเลือกให้เลือกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ แทนที่เราจะได้ทำตามทางเลือกเหล่านั้นกลับกลายเป็นว่าไอ้ทางเลือกเยอะ ๆ นี่แหละที่สกัดดาวรุ่งเรา จนสุดท้ายคนที่เข้าร่วมการวิจัยที่เจอทางเลือกลงทุนเยอะ ๆ เข้าไปเลยล้มแผนออมเพื่อเกษียณมันซะเลย ดังนั้น การขยับไปทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสิบเป็นร้อยสิ่งนี่แหละที่มันดูดพลังงานเราเหลือเกิน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับเรา นี่คือ 5 สิ่งที่เราควรปักหมุดในใจและลงมือทำเสมอไม่ว่าจะคิดอะไรอยู่ ใครพร้อมลุยก่อนสัปดาห์สุดท้ายของปีจะมาถึงก็เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอฤกษ์ปีใหม่แต่อย่างใด 1. สร้างเดดไลน์ย่อย ๆ ให้เดินตาม โปรเจ็กต์งานชิ้นนี้ให้เวลา 2 เดือน ฟังดูเหมือนจะนานเพราะเราคิดเอาเองว่างานชิ้นนั้นวันสองวันก็เสร็จแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงสิ่งที่เราเจอมันกลับกลายเป็นหวุดหวิดจะไม่ทันเสียได้ ถ้าใครอยู่ในอาการนี้อาจจะเข้าข่ายว่าเรากำลังเข้าโหมด Parkinson Law ที่กล่าวไว้ว่า “การทำงานมันยืดจนเต็มเวลาเดดไลน์ได้เสมอแหละ” ซึ่งถ้าถามว่าเวลาไปไหนหมด ทำไมไปปั่นตอนใกล้นนาทีสุดท้ายมันชัดเลยว่าเราเอาไปเติมอย่างอื่น เช่น ขอเล่นเกมก่อน
สิ่งที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นต้องพบเจออยู่เสมอคือความตึงเครียดในการทำงานแต่ละวัน กลายเป็นภาพลักษณ์ให้คนทั่วโลกเห็นว่าคนญี่ปุ่นมักบ้างาน แต่ใช่ว่าขยันแล้วจะดีเสมอไปเพราะแท้จริงแล้วความขยันมากไปนั่นแหละที่จะสร้างความลำบาก บางครั้งก็เสียเวลาไปกับการทำโอทีโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร วัฏจักรแบบมนุษย์เงินเดือนที่เวียนไปทุกวันไร้ซึ่งการตอบคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุขท่ามกลางกองงานพะเนิน แล้วโรคบ้างานแบบนี้มีโอกาสจะเกิดกับมนุษย์เงินเดือนไทยมากน้อยแค่ไหน ? จุดเริ่มต้นของ ‘โรคบ้างาน’ หรือ ‘Workaholic’ เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1969 เหล่าทีมวิจัยค้นพบโรคบ้างานหรือ ‘คาโรชิ’ มีต้นเหตุจากการเสียชีวิตของหนุ่มญี่ปุ่นอายุ 29 ปี เพราะพื้นฐานของคนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ ความภักดีต่อองค์กรที่ตัวเองอยู่ รวมถึงเรื่องความรับผิดชอบที่สูงลิบ ค่านิยมเหล่านี้ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ และไม่แปลกที่พวกเขาจะทำให้โรคบ้างานกลายเป็นโรคยอดฮิตของชายชาวญี่ปุ่น เดิมทีโรคบ้างานถูกพบแค่ในหมู่ชายชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานไม่ต่างจากผู้ชายญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก โรคบ้างานจึงแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกรวมถึงในประเทศไทย จากการสำรวจประชากรไทยพบว่ามีคนเป็นโรคบ้างานถึงร้อยละ 67 และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เราอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ขอบอกเลยว่าไม่จริง แม้บางครั้งเหล่าผู้ขยันทำงานเกินเหตุอาจรู้สึกสนุกไปกับการทำงานหนัก โดยไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบกับร่างกายเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงแล้วโรคภัยจำนวนมากต่างแห่เข้ามาอย่างไม่รู้ตัวทั้ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพาต เพราะความเครียดทำร้ายระบบการไหลเวียนของเลือดจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน รวมถึงโรคซึมเศร้าที่คนบ้างานมีโอกาสจะเจอสูงกว่าคนทั่วไป วิจัยวารสารวิชาการ PLOS One ของมหาวิทยาลัย Bergen University กล่าวว่าคนขยันทำงานเกินเหตุมีโอกาสเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำสูงถึง 25.6% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตามปกติ รวมถึงมีโอกาสเกิดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เห็นได้ชัดว่าการทำงานหนักนั้นก่อให้เกิดโรคทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมเมื่ออยู่กับความเครียดเป็นเวลานาน เหล่ามนุษย์เงินเดือนผู้ขยันขันแข็งมักหาทางออกโดยการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด และทำให้ต้องเพิ่มโรคมะเร็งปอดกับตับแข็งเข้าไปอีก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นบ้างานหรือไม่? มนุษย์เงินเดือนบ้างานสามารถสังเกตุว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกายหรือไม่ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้ายทอย
คงไม่มีใครอยากทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ยกเว้นแต่จะเป็นเจ้าของธุรกิจเพราะอันนั้นไม่ต้องร้องหาวันหยุดให้เสียเวลา เราก็อยากอยู่กับดอกผลที่หว่านลงไป แต่ว่าล่าสุดผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก Melbourne Institute Worker Paper เขาบอกว่าถ้าคุณอายุ 40 หรือเกิน 40 ไปแล้วล่ะก็ อย่าว่าแต่ทำงาน 5 วันเหมือนสมัยวัยรุ่น งานวิจัยระบุว่าอย่าพยายามทำงานเกิน 3 วันต่ออาทิตย์เลยจะดีกว่า “3 วันกำลังดี” ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ไม่ได้สนับสนุนการอู้งาน แต่เพื่อบอกหนุ่มใหญ่ว่าอย่างเราจะทำงานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าทำตามเวลานี้ เพราะนักวิจัยศึกษาด้วยการติดตามอาสาสมัครหญิงและชายในวัยนี้จำนวนถึง 6,500 คน แบ่งเป็นชาย 3,000 คน หญิง 3,500 คน โดยระหว่างการทดสอบจะมีการสอบถามและทดสอบความรู้ความเข้าใจ และนำมาคิดวิเคราะห์อุปนิสัยการทำงาน ความจำ การใช้หลักเหตุผล รวมถึงการให้เหตุผลในรูปแบบนามธรรมไปพร้อมกัน ในการทดสอบมีการทดสอบนอกจาก IQ แล้วยังรวมถึงการประมวลผลจากการให้อาสาสมัครอ่านเนื้อหาย้อนจากหลังมาหน้า อ่านออกเสียงให้ชัดเจน และจับคู่ตัวเลขกับข้อความภายใต้ความกดดันด้วย จากนั้นนักวิจัยจะเพิ่มชั่วโมงการทำงานเป็นชั่วโมงที่ 25 เข้าไป แต่พอทดสอบแล้วพบว่าหลังจากชั่วโมงที่ 25 ทักษะและความสามารถของการทำงานจะเริ่มถดถอยไม่ว่าผู้ทดสอบจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม ซึ่งการที่บอกว่าแค่ 3 วันก็เหลือแหล่มันก็มาจากตัวเลขการทำงานแบบ 9


