ย้อนไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ก่อนที่ทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย Social Network อย่างเช่นทุกวันนี้ การเข้าสังคมของมนุษย์คือการพบปะตั้งกลุ่มกันจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านทางหน้าจอ ด้วยพฤติกรรมทางสังคมดังกล่าว กลุ่มมอเตอร์ไซค์ Hells Angels จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1948 ก่อนที่ Hells Angels จะกลายเป็นชื่อที่ผู้คนต่างพากันหวาดกลัว ด้วยพฤติกรรมอันธพาลไม่เกรงใจใคร ก่อวีรกรรมสุดโฉดไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุฆาตกรรมกลางคอนเสิร์ต The Rolling Stones , ยิงนักท่องเที่ยวใน Las Vegas, ตั้งตัวเป็นพ่อค้ายา และอีกมากมายเกินจะนับ แรกเริ่มเดิมทีนางฟ้าแห่งอเวจีกลุ่มนี้เป็นเพียงทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีที่อยากรวมตัวกันเท่านั้น ตามธรรมดาของการคบหาสมาคมเมื่อ 70 ปีก่อน Born of Hells Angels Sammy Shuster หรือที่ชาวแก๊งรู้จักกันดีในนาม ‘StealShot’ อดีตสมาชิก Hells Angels ยุคบุกเบิก ซึ่งปัจจุบันเป็นชายชราวัย 73 เล่าให้ฟังว่า “ที่แก๊งพวกเรามีมอเตอร์ไซค์เป็นสัญลักษณ์ก็ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากในยุคนั้นซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามไม่นาน ผู้คนยังไม่นิยมขี่มอเตอร์ไซค์กัน ราคาจึงถูกมาก” “เรามีอุดมการณ์ของเรา หลัก ๆ ก็เกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม
ตั้งความหวัง ผิดหวัง ถือเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกผิดหวังมันอยู่ยาวนานกว่าความสุขเสมอ ดังนั้น เมื่อเจ็บในปีนี้ หลายคนจึงลดทอนเป้าหมายหรือบอกตัวเองว่า “ช่างแม่ง” เลิกทำมันซะเลย…ถ้าเราช่างแม่งแบบไม่เรียนรู้ความผิดพลาด โหมด “ฉิบหาย” ก็รอคอยเราอยู่อย่างแน่นอน เพื่อให้ผู้ชายเราเติบโตขึ้น 100% ครบทั้ง 3 ด้านของชีวิต คือ ตัวเอง การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เราจึงต้องตั้งเป้าหมายแทนการนั่งทำกิจวัตรเดิมไปวัน ๆ เพราะไม่อย่างนั้นกว่าจะรู้ตัวอีกทีภาพก็ตัดมาที่ปลายปีแล้ว และเมื่อเราถามตัวเองว่า “ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร” คำตอบที่ได้แต่ก็คือ “ไม่รู้ว่ะ ก็เหมือนปีที่แล้วแหละ” แล้วก็เดินหน้าทำแบบเดิมต่อไปในปีหน้า ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร เราจะไม่ตัดสิน แต่อยากให้คุณตั้งหลักใหม่ด้วยวิธีการเหล่านี้ จะได้ตอบตัวเองได้ชัดขึ้นว่าปีที่ผ่านมาเราดีขึ้นหรือแย่ลง และจะทำอย่างไรในปีหน้า ความหวังที่สูงมันเจ็บ แต่ความหวังต่ำทำให้ย่ำอยู่กับที่ คนที่เคยดูโฆษณาสิงห์ เมื่อหลายปีก่อนโน้นคงจำประโยคเด็ดจากโปรกอล์ฟท่านหนึ่งที่พูดถึงเส้นทางความสำเร็จได้ว่า “ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” ซึ่งหมายถึงการตั้งความหวังให้โคตรสูงชนิดที่มองแล้วบอกตัวเองว่าไม่สำเร็จ ถึงจะพลาดมันก็ยังสูงกว่าที่ต้องการอยู่ดี เรียกง่าย ๆ ว่าถ้าเราคาดไว้ว่าเราทำงานแค่ผ่านเกณฑ์ก็พอใจ โอกาสสำเร็จและพลังความพยายามฝึกซ้อมของเรามันจะล้อไปกับเป้าหมาย แปลว่าอย่างดีก็คือผ่านเกณฑ์แต่โอกาสสำเร็จในอัตราที่ดีกว่านั้นแทบจะไม่มีอยู่เลย ขณะที่การตั้งเป้าหมายไว้สูงกว่าเดิม 2-3 เท่า แล้วมุ่งมั่นฝึกไปเรื่อย ๆ และลงมือทำมัน นับเป็นสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองเกิดการตั้งเป้าหมายระยะยาวที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพจากขีดจำกัดได้ และแม้จะเฟล
แม้จะถูกแซะอยู่บ่อย ๆ ว่าเป็นรองเท้ารูปทรงขัดตาขัดใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นแรร์ไอเทมไปแล้วสำหรับ Post Malone x Crocs ล่าสุดพวกเขากำลังเตรียมตัวปล่อยรองเท้าในดรอปที่สองตามออกมา หลังจากรองเท้ารุ่นแรกได้รับความนิยมจากแฟน ๆ อย่างท่วมท้น ถึงขนาดราคา Resell ใน eBay พุ่งทะยานเกิน 10 เท่าของราคาป้ายไปแล้ว Post Malone x Crocs คู่แรกถูกปล่อยออกมาแบบเซอร์ไพรส์แฟน ๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเลือกถ่ายทอดผลงานลงบนรองเท้า Iconic ของค่ายซึ่งทุกคนคุ้นตากันดีอย่าง Classic Clog ซึ่งการทำออกมาครั้งนั้นเหมือนเป็นการโยนหินถามทางมากกว่าถ้าดูจากจำนวนที่ผลิตออกมา แต่ทว่ามันกลับสร้างปรากฏการณ์ด้านยอดขายฟ้าถล่มดินทลาย รวมไปถึงเสียงตอบรับด้านบวกเป็นวงกว้าง ทำเอาคนที่เคยด่า Crocs ต้องกลืนน้ำลายตัวเองกันหลายอึก ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการปล่อยรองเท้ารุ่นที่สองตามออกมาในที่สุด Post Malone x Crocs ดรอปที่สองมากับรองเท้าในโมเดลเดียวกันกับคู่แรก แต่เปลี่ยนมาใช้โทนสีเหลืองสดเป็นหลัก ตัวรองเท้ามาพร้อมกราฟิกลายลวดหนามซึ่งถือเป็นลายที่ Post Malone หลงใหลเป็นพิเศษ ตกแต่งด้วยเข็มกลัดจาก Jibbitz ไม่ว่าจะเป็นรูปงู, หัวกะโหลก รวมถึงโลโก้ PM-2 ตัดด้วย In-Sole สีดำสนิทสร้างมิติที่แปลกใหม่ โดยมีแผนจะวางขายสู่ตลาดในวันที่
เราทุกคนต่างต้องเคยผ่านเรื่องราวที่ไม่น่าจดจำ ความล้มเหลว และการทำผิดพลาด แต่ไม่ว่าจะพลาดไปกี่ครั้ง การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองเพื่อต่อสู้กับปัญหาชนิดหลังชนฝาเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะยาก แต่ในความจริงแล้วการสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกจิตวิญญาณนักสู้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยากอย่างที่คิด ค่านิยมสู้ไม่ถอยนั้นมีอยู่ทั่วโลก มีอยู่ในตัวของทุกคน แต่เมื่อพูดถึงความใจสู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงชาวญี่ปุ่นที่มักมาพร้อมกับวลี “กัมบัตเตะ” ที่แปลว่า พยายามเข้า หรือ สู้ ๆ ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไรก็จะมักจะ “กัมบัตเตะ” ไว้ก่อนเสมอ เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ทางภาษาและสังคมที่เป็นที่เข้าใจและนึกภาพออกกันทั่วโลกกับเรื่องของความสู้ไม่ถอยของชาวญี่ปุ่น ในขณะที่คนไทยมักจะพูดว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ความสู้ไม่ถอยของคนญี่ปุ่นนั้น มาจากประสบการณ์มากมายที่ชาวญี่ปุ่นต้องพบเจอ เช่น ไม่ว่าจะเป็นการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสารพัดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว หรือสึนามิ ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทุกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเกิดความเสียหายรุนแรงขนาดไหน เราจะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นสามารถพลิกปัญหาต่าง ๆ ให้กลับมาราบรื่นได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ซึ่งความใจสู้ไม่ยอมถอยให้กับอุปสรรคและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีนั้น เป็น Mindset ที่น่าสนใจของคนญี่ปุ่น ซึ่งคงจะดีถ้าเรานำวิธีคิดเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตั้งเป้าหมายและมั่นใจว่าทำได้ การตั้งเป้าหมายคือการวางแผนขั้นแรกที่สำคัญ ทั้งการตั้งเป้าหมายที่มองในภาพรวมและเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง อาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้ตอนเริ่มต้นเมื่อเทียบกับการทำอะไรตามที่สะดวกของตัวเอง แต่เชื่อเถอะว่าการทำแบบนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่า สามารถสร้างเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงได้ เริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ จากนั้นค่อยขยับสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
กลายเป็น Talk of the town ภายในชั่วข้ามคืน สำหรับการประกาศร่วมงานข้ามสายระหว่าง Samsung และแบรนด์สเก็ตบอร์ดสุดไฮป์อย่าง Supreme ซึ่งอาจสร้างความตื่นเต้นให้กับหนุ่ม ๆ ในบ้านเราให้ได้ลุ้นกันได้ไม่ทันข้ามวัน แต่ดูเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นจะถูกดับฝันไปเสียแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วแบรนด์ Supreme ที่พูดถึงกันดันเป็นแบรนด์จดลิขสิทธ์ลอกเลียนแบบจากช่องโหว่ของกฎหมายมาซะงั้น ไม่รู้ว่าเป็นความผิดพลาดหรือความตั้งใจของโคตรแบรนด์จากเกาหลีใต้ ในระหว่างงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Samsung Galaxy A8S รุ่นล่าสุดออกมาตีตลาดในประเทศจีน ก่อนจะสร้างเสียงฮือฮาด้วยการประกาศแผนการในอนาคตว่าจะ Collaboration ร่วมกับสุดยอดแบรนด์เสื้อผ้าสตรีตอย่าง Supreme รวมไปถึงเชิญชาย 2 คนที่อ้างว่าตัวเองว่าเป็น CEO ของแบรนด์ ขึ้นมาพูดคุยถึงแนวทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต่อหน้าคนดูจำนวนมากอีกด้วย แต่หลังข่าวได้แพร่สะพัดออกไปด้าน CEO ตัวจริงของ Supreme อย่าง James Jebbia ก็ไม่รอช้าออกมาปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ของสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ ด้วยการส่งข้อความผ่านทาง Instagram ของ Supreme NY และบอกไว้อย่างชัดเจนว่า “ทาง Supreme ไม่มีแผนที่จะร่วมงานกับ Samsung รวมไปถึงการเปิด Flagship Store ขึ้นในกรุงปักกิ่งและงานแฟชั่นโชว์ใน
ถึง Magazine จะเริ่มตายไปจากตลาด แต่พลังของ Magazine สายข่าวอย่าง TIME ก็ยังได้รับความเชื่อถือเสมอ ส่วนหนึ่งมาจากวัตถุประสงค์ชัดเจนของการเป็น Magazine สายข่าวที่เน้นการนำเสนอประเด็นในโลกที่น่าจับตามอง รวมถึงการเฟ้นหาบุคคลสำคัญในทุกวงการทั่วโลกมานำเสนอและขึ้นปก เพียงการขยับของบุคคลเหล่านั้นก็ส่งผลกระทบมาหลายริกเตอร์ต่อสังคม สำหรับคนไทยในปก TIME เอเชียเอง เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นและคุ้นหน้าคุ้นตากันเพราะล้วนเป็นคนขับเคลื่อนประเทศของเราในระดับโลกทั้งนั้น กลางปีนี้นายกฯ คนปัจจุบันของเรา – พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก็เพิ่งได้ขึ้นกับเขาไปหมาด ๆ นอกจากการเลือกบุคคลสำคัญตามมภูมิภาคสาขาเพื่อขึ้นปก TIME แล้ว หนึ่งในธรรมเนียมปฏิบัติที่ TIME ทำเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ พ.ศ. 2470 คือการเลือก TIME’s person หรือการเลือกบุคคลแห่งปี ความน่าสนใจคือคนที่ TIME เลือกคือดาวเด่นของปีนี้ และคำว่า “ดาวเด่น” ก็หมายถึง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โลกถล่มแผ่นดินทลาย “เขา” หรือ “เธอ” ผู้นั้นมีอิทธิพลสูงสุดในเหตุการณ์ปีนั้นเสมอ และนี่คือ Shortlist ทำเนียบสำหรับคนสุดเจ๋งที่ตัวเลือกขึ้นเป็น TIME’s person 2018 ในปีนี้ คนกลุ่มนี้บอกเลยว่าต่อให้ไม่โดนเลือกแต่ได้ลองไปรู้จักประวัติเขาไว้ก็ไม่ผิดหวัง
มากกว่ารสชาติความคลาสสิกที่วิ่งผ่านลำคอ เครื่องดื่มสามารถสร้างสรรค์ไปได้ไกลกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมันเปลี่ยนความชอบของผู้ชายอย่างเรื่องของสถาปัตยกรรมให้กลายมาเป็นแอลกอฮอล์แก้วจิ๋วที่ยิงหมัดหนักได้ตรงทั้งความเข้มและความประทับใจ ไอเดียเปลี่ยนสถาปัตยกรรมมาเป็นเมนูเครื่องดื่มที่เรานำมาฝากในครั้งนี้ส่งตรงจาก Connaught Bar บาร์ในลอนดอนที่ติดอันดับที่ 5 ของ The World’s 50 Best Bars ในปีนี้ ซึ่งกำลังครบรอบ 10 ปี Agostino Perrone หัวหน้า mixologist จึงครีเอตไอเดียให้นักดื่มอย่างเรารู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น แพสชั่นนี้เกิดจากความช่ืนชอบสถาปัตยกรรมในบาร์ นำมารวมเข้ากับเรื่องการดื่ม สร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มสุดคลาสสิกที่กลายเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะสถานที่จิบดื่มคือบาร์แห่งนี้เท่านั้น ซึ่งเขากล่าวว่าการคิดสูตรเหล่านี้ไม่ได้จับเฉพาะเรื่องการดื่มอย่างเดียวแต่มีเรื่องการดื่มด่ำความสนุกเข้าไปเป็นแก่นของรสชาติด้วย เมนูเครื่องดื่มแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ the Masterpieces, Foundation, Finesse และ Flair แต่ละส่วนจะประกอบด้วยเมนูที่ดึงคาแรคเตอร์ของบาร์ออกมาให้เลือก MASTERPIECE คือส่วนแรกของคอลเลกชั่นนี้ เน้นเมนูคลาสสิกขึ้นชื่อประจำบาร์มาใส่ไว้ในเมนู แต่เป็นฉบับปรับปรุงสูตร เพราะฉะนั้นเบสเดิมที่เข้มข้นเมื่อเติมพลิกแพลงใหม่จึงได้รสชาติสุดประทับใจ FOUNDATION คือการรวมเมนูที่ดึงคาแรกเตอร์แข็งแรง ลงลึกถึงระดับโครงสร้างและวัตถุดิบมาสร้างเป็นรสชาติชวนดื่มให้มันถึงพริกถึงขิง อาทิ Set in Stone คือค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์หินอ่อน เสิร์ฟจัดแต่งน้ำแข็งกลางแก้วดุจหินอ่อนสร้างความรู้สึกสุดเข้มข้น หรือ Sweet &
ขึ้นชื่อว่า “เหตุไม่คาดฝัน”ย่อมเกิดขึ้นได้แบบไม่เลือกที่ ไม่เลือกเวลาและไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่กิจกรรมบนเตียงที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ผู้ชายหลายคนคงเคยเผชิญเหตุไม่คาดฝัน กำลังบรรเลงเพลงสวาทอย่างเร่าร้อน แต่เดี๋ยวก่อน…ถุงยางเจ้ากรรมดันขาด หลุด หรือรั่ว “ฉิบหายแล้ว”เราอาจคิดในใจ แต่ก็เลิกลั่ก จิตหลอน ทำตัวไม่ถูกจนเสียอาการ ใครยังไม่เคยเจอ “เหตุ”นี้ก็ดีไป แต่จินตนาการดูว่าถ้าวันข้างหน้าเราต้องเจอเหตุการณ์ต่อไปนี้แบบไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนมันจะระทึกขวัญขนาดไหน ดังนั้นท่องไว้ “ต้องรอด!” UNLOCKMEN SURVIVAL ขออาสาพาไปเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ระทึกบนเตียง ถุงยางขาด หลุด รั่ว ไม่ต้องตกใจ คว้าคอนเทนต์นี้มาอ่านไว้ รอดแน่ สงบ นิ่ง อย่าแตกตื่น และบอกเธอว่าอย่าพยายามล้าง ความเข้าใจผิด ๆ อย่างหนึ่งของการเผลอหลั่งในหรือมีเหตุไม่คาดฝันอย่างถุงยางแตกรั่วคือการที่เราและสาว ๆ ของเราคิดว่าการสอดล้าง หรือพยายามล้างเอาน้ำของเราออกจากน้องหนูของเธอจะช่วงป้องกันการตั้งครรภ์หรือช่วยล้างเชื้อโรคได้ ความเป็นจริงคือไม่ควรพยายามล้วง ล้าง ถู น้องหนูเด็ดขาด Lisa Perriera ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาเปิดเผยว่าการล้างมันก็ไม่ได้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์อะไร แต่ที่มันแย่คือมันอาจทำให้เกิดแผลและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นแทนที่จะช็อกจนทำอะไรไม่ถูก ก็พยายามคุมสถานการณ์แล้วแนะนำสาว ๆ ของเราว่าไม่ต้องตกใจไป และไม่ต้องพยายามสอดล้างเกินกว่าปกติ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายกว่าเดิม ถ้าถุงยางตัวดีหลุดเข้าไป อย่ารอเด็ดขาด นอกจากถุงยางฉีดหรือขาด อีกกรณีที่ระทึกขวัญไม่แพ้กันก็คือการที่ถุงยางหลุดหายเข้าไปในน้องหนูของเธอ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในสังคมยุคปัจจุบัน โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ทำให้คนตายได้มากพอ ๆ กับโรคร้ายอย่างมะเร็ง และโรคซึมเศร้าก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการฆ่าตัวตาย รวมถึงเรื่องของการใช้ยาเสพติด ไม่ว่าจะด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนให้เกิดความเครียดทั้งนั้น ด้วยจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากวันนึงคนรอบข้างเป็นโรคซึมเศร้าถึงขั้นคิดว่าตายไปน่าจะดีกว่า เราควรจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร ? เข้าใจว่าความรู้สึกอยากตายเกิดจากอะไร? บางคนเกิดมาจนถึงตอนนี้อาจไม่เคยเกิดความรู้สึกว่าอยากตายเลยสักครั้ง แต่สำหรับคนที่มีอาการซึมเศร้า เมื่อเจอปัญหาหนักเกินรับไหวก็จะเริ่มเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา และจะถูกสะกิดให้คิดถึงมันได้แม้จะไม่มีปัจจัยอะไรมากระตุ้นก็ตาม เพราะความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ และเปลี่ยนแปลงง่ายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางสภาพแวดล้อม คนรอบข้าง หรือตัวเองก็ตาม ทุกอย่างล้วนสร้างความคิดที่วนเวียน จมอยู่ในช่วงเวลาแย่ ๆ ในหัวจนรู้สึกโดดเดี่ยวออกมาจากสังคม หากครั้งหนึ่งใครเคยได้ยินชื่อของ JD Schramm ที่ปรึกษาด้านธุรกิจการสื่อสารของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก็คงจะนึกออกว่าเขาคือชายผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดสะพานแมนแฮตตัน เขาเลือกการตายเพื่อจบความเจ็บปวดจากโรคซึมเศร้า และสุดท้ายเขาก็ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ทัน จึงได้เอาประสบการณ์เกือบตายในครั้งนี้มาเล่าใน Ted Talk JD บอกว่าเขาเข้าใจความคิดของคนที่ต้องการฆ่าตัวตายเป็นอย่างมาก เพราะความคิดแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนเหมือนกัน เขารู้ซึ้งถึงพลังของความเงียบเหงา และความหดหู่นั้นน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะมันจะเปลี่ยนสิ่งรอบตัวเราให้กลายเป็นความทุกข์อันมืดดำ จนรู้ตัวอีกทีไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถทำให้มีความสุขได้อีกแล้ว และทางออกเดียวที่คิดว่าจะช่วยทำให้ความทุกข์หายไปก็คือการฆ่าตัวตาย JD สรุปว่าจิตใจเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก และถ้าหากเริ่มมีความเครียดนึกถึงแต่เรื่องแย่ ๆ ก็ต้องหาวิธีรับมืออย่างทันท่วงทีก่อนที่มันจะบานปลายจนถึงขั้นเกิดความคิดที่จะจบชีวิตตัวเอง ทางด้านองค์กรต่างๆ ก็พยายามค้นหาคำตอบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้คนคิดฆ่าตัวตายเกิดจากอะไร ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ฯ หรือ
เมื่อจะต้องเดินทางไกลทั้งที เรื่องหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาก็คงไม่พ้นเรื่องของการเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน ที่คิดยังไงก็คิดไม่ตก ทั้งเรื่องของความสะดวกสบาย รวมไปถึงระบบความปลอดภัยเพื่อความสบายใจของชีวิต UNLOCKMEN จึงได้รวบรวมงานวิจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกที่นั่งบนเครื่องเพื่อให้เหล่านักเดินทางได้ศึกษาเผื่อจะจองที่นั่งบนเครื่องบินครั้งต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่ามันเป็นเพียงสถิติที่มีการศึกษาจากทีมวิจัยต่างประเทศ ไม่ได้แปลว่าที่นั่งอื่นนั่งไม่ได้แต่อย่างใด เพราะปัจจุบันเครื่องบินทุกลำของทุกสายการบินมีการตรวจสอบอย่างละเอียดยิบทุกขั้นตอน จึงมีความปลอดภัยที่สูงมาก ๆ เรียกว่าแทบจะมีโอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝันเป็น 0% เลยทีเดียว (สถิติเครื่องบินพาณิชย์ในปี 2018) ว่ากันว่าการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการเดินทางโดยเครื่องบิน แม้จะมีความเสี่ยงต่อชีวิตถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย เรียกว่าใกล้กับคำว่า 0% ปลอดภัยยิ่งกว่ารถยนต์หรือรถไฟฟ้าเสียอีก แต่อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยก็ไม่หยุดตั้งตำถามว่า จากตำแหน่งที่นั่งหลายร้อยที่บนเครื่องบินโดยสาร ตำแหน่งไหนมีความปลอดภัยมากที่สุดในเชิงสถิติ เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่เมื่อเครื่องบินตกแล้วผู้โดยสารจะเสียชีวิตยกลำเสมอไป ยกตัวอย่างกรณีเครื่องบินของสายการบิน US-Bangla ตกและมีผู้เสียชีวิต 49 คน จากทั้งหมด 67 คน หรือในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็พึ่งมีข่าวว่าเครื่องบินของสายการบิน Aeromexico เที่ยวบิน AM2431 เกิดอุบัติเหตุจากสภาพอากาศที่ย่ำแย่และมีผู้โดยสารบาดเจ็บบ้างแต่รอดชีวิตทั้งลำ แล้วคนที่รอดชีวิตส่วนมากนั่งกันตรงไหน? จากสถิติการสำรวจของ The Popular Mechanics ระบุว่าเหตุการณ์อุบัติเหตุของเครื่องบินในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 20 ครั้ง ที่ได้ข้อมูลจากสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งสหรัฐ ฯ หรือ National Transportation


