หลังจากให้ความสำคัญกับตลาดรถ SUV อยู่สักพักใหญ่กับ Lamborghini URUS จนทำให้แฟน ๆ พากันคิดไปว่าภายในปีนี้คงจะอดเห็น Supercar คันใหม่จาก Lamborghini แล้ว แต่สุดท้ายปลายปีค่ายกระทิงเปลี่ยวก็ยังตอกย้ำรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาด้วยรถยนต์ที่ถูกสร้างมาในสมรรถนะรถแข่ง แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของได้ขับไปทำงานอย่าง Lamborghini SC18 Lamborghini SC18 คือรถยนต์ที่ถูกออกแบบโดย Lamborghini Squadra Corse ซึ่งเป็นแผนกที่แยกออกมาเพื่อดูแลและพัฒนารถแข่งของค่ายโดยเฉพาะ และ SC18 ถือเป็นรถคันแรกของ Squadra Corse ที่ผลิตมาเพื่อรองรับการวิ่งบนท้องถนน โดยได้รับความร่วมมือจาก Centro Stile Lamborghini Design Studio Lamborghini SC18 ถูกพัฒนาโดยมีรูปแบบพื้นฐานมาจาก Lambotghini aventador ซึ่งแม้จะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการวิ่งบนท้องถนนปกติแต่ SC18 กลับถูกดีไซน์ออกมาอย่างใส่ใจรายละเอียดเพื่อเพิ่มสมรรถนะของตัวรถให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ด้านหน้าตัวรถที่รับแรงบันดาลใจมาจาก Lamborghini Huracan GT3 EVO พร้อมส่วนบังโคลนและช่องอากาศด้านข้างตัวรถที่ดึงมาจาก Lamborghini Huracan Super Trofoe EVO
เกมคอนโซลและรองเท้าผ้าใบ นับเป็นไอเทม 2 ชนิดตลอดกาลที่สามารถสร้างความสุขให้กับผู้ชายอย่างเราได้เสมอ เพราะต่อให้เวลาผ่านไปสักแค่ไหน เราก็ยังหลงเหลือความชอบในพวกมันอยู่ไม่มากก็น้อยและดูเหมือนว่าแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่อย่าง NIKE จะเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี เลยจัดการการตอบสนองความต้องการของเหล่า Sneakerhead ทั่วโลกด้วยการส่งโมเดลรองเท้าล่าสุดอย่าง PlayStation x NIKE PG 2.5 ออกมาให้ต้องเก็บเงินพร้อมเคลียร์ตู้รองเท้ากันอีกแล้ว PlayStation x NIKE PG 2.5 คือรองเท้าบาสเกตบอลรุ่นประจำตัวของ Paul George นักบาสเกตบอลจากทีม Oklahoma City Thunder ในลีก NBA โดยรองเท้ารุ่นแรกของเขาอย่าง NIKE PG 1 ถูกส่งออกมาเป็นครั้งแรกในปี 2017 และด้วยกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Nike เดินหน้าพัฒนาแนวทางของมันจนออกมาเป็นรองเท้ารุ่นล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเครื่องเกมคอนโซลในตำนานอย่าง PlayStation 1 และพื้นฐานความชื่นชอบในการเล่นเกมของ Paul George PlayStation x NIKE PG 2.5 มาในโทนสีหลักคือ Wolf Grey โดยมีการใส่รายละเอียดจากเครื่อง PlayStation Classic
หากพูดถึง Herschel Supply co หลายคนอาจติดภาพของแบรนด์ผู้ผลิตกระเป๋าแบ็คแพ็คและกระเป๋าเดินทางขวัญใจวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงาน ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมไปทั่วทุกมุมโลก แต่ที่จริงแล้วตลอดช่วงระยะเวลา 9 ปี นับตั้งแต่ Herschel ถูกก่อตั้งขึ้นพวกเขาก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับแค่เรื่องกระเป๋า แต่ยังพัฒนาตัวเองและกำลังขยาย Categories สินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมกับตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้าอยู่เสมอ ถ้าสงสัยว่าอะไรที่เป็นพื้นฐานของการเติบโตอันรวดเร็วและแข็งแกร่งของพวกเขา วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ UNLOCKMEN ได้มาพูดคุยกับคุณ Lyndon Cormack (ลินดอน คอร์แม็ก) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Herschel Supply co. ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์เจ๋ง ๆ แบบ Exclusive รวมไปถึงบอกเล่าแนวทางและเบื้องหลังความสำเร็จของ Herschel ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงแผนอนาคต ใครเป็นแฟนกระเป๋าแบรนด์นี้ และอยากรู้ว่าชายผู้กุมบังเหียนแบรนด์ระดับโลกคนนี้ มีขั้นตอนการทำงานและพัฒนาตัวเองยังไงบ้าง บอกเลยว่าใครอยากสร้างแบรนด์แฟชั่นให้ไปไกลระดับโลกควรอ่านให้จบ รับรองเกิดประโยชน์แน่นอน ย้อนกลับไปในวันที่ก่อตั้ง Herschel อะไรคือแรงบันดาลใจการสร้างแบรนด์ขึ้นมา ? “ในทุกธุรกิจมักเริ่มจากปัญหาอยู่เสมอ แต่ก็โชคดีที่ปัญหาของเรานั้นง่าย เรื่องของเรื่องคือเราพบว่ารูปแบบของกระเป๋าสะพายมันดูธรรมดาและน่าเบื่อจนเกินไป เลยอยากสร้างกระเป๋าที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสไตล์และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงใส่ใจในรายละเอียดการผลิต และนับตั้งแต่วันที่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน Herschel ก็ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน” อะไรคืออุปสรรคสำคัญในเวลานั้น
ในค่ำคืนที่บรรยากาศเป็นใจ มีพระจันทร์ดวงใหญ่มาช่วยเพิ่มความโรแมนติกยามค่ำคืน อย่าปล่อยให้โอกาสดี ๆ แบบนี้หลุดลอยไป ออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ไม่ได้มีกันทุกวันอย่างวันพระจันทร์เต็มดวง ขึ้นไปตามลมบน Rooftop พร้อมจิบเบียร์เย็น ๆ เพื่อให้ให้บรรยากาศลื่นไหลยิ่งขึ้น UNLOCKMEN แนะนำ PLAYLIST 20 เพลงชิล จิบเบียร์ชม FULL MOON บน ROOFTOP เอาไว้กลบความเงียบเหงาด้วยเสียงเพลงที่เราคัดมาให้ สำหรับใครที่สะดวกฟังบน Spotify ตามไป Follow PLAYLIST กันได้เหมือนเดิม Vance Joy – Georgia SYML – Where’s My Love LEØ – The Wolf Shura – 2Shy Troye Sivan – Touch Cemeteries – Sodus Glass Animals – Agnes Sun Rai
ในจำนวนประชากรหลายร้อยล้านคน ทำไมมีบางคนเป็นกลุ่มผู้นำ ในจำนวนหลายร้อยคนในบริษัท ทำไมมีผู้บริหารแค่ไม่กี่คน หลายคนน่าจะสงสัยว่าพวกเขาทำอย่างไรถึงได้ก้าวไปอยู่บนจุดที่ยิ่งใหญ่ได้ วันนี้ UNLOCKMEN จะพาไปสัมผัสถึงมุมมองและชีวิตของผู้นำโลกทั้ง 5 คนที่เลือกมาแล้ว ว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดอะไร ยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเองมากแค่ไหน และทำอย่างไรถึงได้มี passion ที่ผลักดันชีวิตจนประสบความสำเร็จ 1.นโปเลียน โบนาปาร์ต จากทหารปลายแถวสู่จักรพรรดิฝรั่งเศสผู้โด่งดัง เด็กหนุ่มร่างเล็กสุดธรรมดาที่ไร้เสน่ห์ พูดสำเนียงแปร่ง ๆ จนถูกเพื่อนล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นตัวผลักดันให้นโปเลียนเป็นคนมีความอดทนสูงและมุ่งมั่น นโปเลียนเป็นชายผู้ยึดมั่นในหน้าที่ของตัวเอง เมื่อเป็นทหารเขาก็ทุ่มสุดตัวในทุกสมรภูมิรบ พกความห้าวหาญติดตัวไม่กลัวใครหน้าไหน ทำให้กลายเป็นวีรบุรุษของฝรั่งเศสในหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นผู้กล่าวประโยคดังที่ถูกพูดถึงมาจนปัจจุบันว่า “เป็นไปไม่ได้ คือคำศัพท์ที่พบในพจนานุกรมของคนโง่เท่านั้น” เพราะจากเด็กชายที่เกิดในครอบครัวสามัญชนและก้าวสู่การเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสที่เมื่อพูดชื่อแล้วก็ต้องรู้จัก ถ้าโง่คงทำไม่ได้แน่ ๆ บางคนอาจบอกว่าจุดจบของนโปเลียนนั้นช่างน่าเศร้าและแสนอับอาย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาได้ทำมา ความพยายามที่น่านับถือ และความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงกับการสร้างชื่อให้ฝรั่งเศสที่ไม่สามารถทำตามกันได้ง่าย ๆ ก็พิสูจน์ได้ว่านโปเลียนคือผู้นำที่มีความสามารถไม่น้อยกว่าใคร 2.วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีเมืองผู้ดี ผู้ซึ่งถูกนำไปสร้างหนังนับครั้งไม่ถ้วน ภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง ที่นำเสนอเกี่ยวกับวินสตัน เชอร์ชิล เด็กหนุ่มที่ผู้คนกล้าเรียกได้ว่าค่อนข้าง “ฉลาดน้อย” เพราะนอกจากวิชาภาษาอังกฤษกับประวัติศาสตร์ เขาก็ไม่เก่งอะไรเลย พอเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารก็ได้เป็นทหารม้าที่ยศต่ำเตี้ย
โบทาโอชิ กีฬาสุดอันตรายจากดินแดนซามูไรที่เปลี่ยนสนามกีฬาให้กลายเป็นสมรภูมิเดือด ด้วยความรุนแรง และกติกาที่สามารถทำอะไรก็ได้กับฝ่ายตรงข้าม ทำให้กีฬานี้สงวนไว้สำหรับลูกผู้ชายที่ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตายของชาวญี่ปุ่นเท่านั้น ชื่อโบทาโอชิ มีที่มาจากการผสมกันของสองคำคือ โบ ที่แปลว่า ท่อนไม้ และ ทาโอชิ ที่มีความหมายว่า ทำให้ล้ม รวมกันเป็นการทำให้เสาของศัตรูล้มลงให้ได้ กีฬานี้ที่ไม่มีต้นกำเนิดแน่ชัดว่าเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จุดเริ่มต้นที่ชัดเจนนั้นเริ่มขึ้นที่โรงเรียนเตรียมทหารแห่งหนึ่งใน ค.ศ. 1940 หัวใจของกีฬาโบทาโอชิคือการทำให้เสาของฝ่ายตรงข้ามล้มลงเกิน 30 องศา จนเมื่อ ค.ศ. 1973 ได้มีการเปลี่ยนกติกาใหม่จาก 30 องศา กลายมาเป็น 45 องศาเพื่อความมันส์ยิ่งขึ้น ซึ่งกรรมการจะเป็นผู้ตัดสินว่าเสานั้นล้มลงถึงเกณฑ์หรือไม่ ส่วนกติกาจะแบ่งผู้เข้าแข่งขันออกเป็นสองทีมจากผู้เล่นทั้งหมด 150 คน แบ่งเป็นฝั่งละ 75 คน และเกมจะสิ้นสุดลงเมื่อเสาของทีมใดทีมหนึ่งล้มลง ฝั่งที่ทำให้เสาล้มได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ แค่ทำให้เสาล้มมันจะไปยากอะไร ดูแล้วเหมือนง่าย แต่จริง ๆ มันไม่หมูอย่างที่คิด ด้วยกฎเหล็กที่ห้ามตุกติก ห้ามพกอาวุธ ใช้ได้แค่พลังกายและพลังใจล้วน ๆ การกระแทกกันเหมือนกีฬารักบี้ที่มีสมาชิกมากกว่าเป็นสองเท่า การดึงทึ้งจนเสื้อขาด ไปจนถึงการแลกหมัดกันเป็นเรื่องปกติเมื่อเริ่มการแข่งขัน ด้วยจำนวนคนกว่า 150 คน การวิ่งทะลวงฝ่าฝูงชนเพื่อล้มเสาจึงทำได้ยาก ฝั่งทีมรุกก็ลุยกันเต็มที่
Tom Hardy นักแสดงหนุ่มสัญชาติอังกฤษผู้มีผลงานการแสดงนับไม่ถ้วน อย่างภาพยนตร์เรื่อง Mad Max: Fury Road และ Venom ที่นอกจากจะฝากผลงานอันยอดเยี่ยมไว้ ล่าสุดยังได้เข้ารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น CBE หรือ Commander of the Most Excellent Order of the British Empire จากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ในตำแหน่งของบุคคลผู้สร้างชื่อระดับภูมิภาค แต่กว่าจะมาถึงวันนี้เขาคือชายผู้เคยติดสุราเรื้อรังและเล่นยามาตั้งแต่อายุ 11 ปี และนี่คือเรื่องราวที่จะหักล้างความคิดของหลายคนที่เข้าใจว่า เด็กที่เริ่มต้นไม่ดี อนาคตก็ต้องไม่ดีตามไปด้วย ก่อนที่จะกลายเป็นบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้กับอังกฤษ ชีวิตของทอม ฮาร์ดี้ ผ่านอะไรเจ็บ ๆ มาเยอะกว่าที่คิด เด็กหนุ่มชาวอังกฤษที่แม่เป็นศิลปินวาดภาพและพ่อเป็นนักเขียนชื่อดัง ทุกอย่างดูเพียบพร้อมจนฮาร์ดี้อายุ 11 ปี เขาเริ่มยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการดมกาว เมื่ออายุ 13 ก็เริ่ม Turn Pro เข้าสู่สายดาร์กแบบเต็มตัวด้วยการหันมาเสพโคเคนและติดเหล้า ซ้ำยังโดนไล่ออกจากโรงเรียนประจำมีชื่อเสียงของอังกฤษอย่าง Reed’s School ตอนอายุ 16 ปี เพราะขโมยของ ซึ่ง
ก่อนที่เราจะประสบความสำเร็จ เคยนับบ้างมั้ยว่าเราล้มไปกี่ครั้ง บางคนอาจปูทางเดินของตัวเองไว้อย่างดี เลยสามารถทำมันสำเร็จได้ในครั้งเดียว บางคนต้องล้มลุกมานับไม่ถ้วน สองหนุ่ม Whal & Dolph ก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่ได้คว้าความสำเร็จไว้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกในการลงมือสร้าง กว่าเขาจะเป็นที่รู้จักขนาดนี้ ทั้งสองคนเล่นดนตรีมาแล้วร่วมสิบปี มาดูกันว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง กว่าจะเป็น Whal & Dolph แม้เราจะได้ฟังเพลงของสองหนุ่มมาหลายต่อหลายเพลง จนเรียกได้ว่าพวกเขาอยู่ในกระแสของวงการดนตรีตอนนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเพลงของพวกเขาทำออกมาแล้วมันเปรี้ยงเลยในครั้งเดียว ก่อนหน้านี้ย้อนไปเกือบสิบปีได้ ทั้งสองคนต่างมีวงเป็นของตัวเอง สลัดภาพหนุ่ม Acoustic นุ่มนวลไปได้เลยเพราะพวกเขาเป็นวงร็อก ส่วน Whal & Dolph เป็นเพียงโปรเจ็กต์ที่เขาตั้งใจทำแค่เล่น ๆ แต่พอทำแล้วมันยิ่งสนุก เพลงเลยงอกออกมาหลายเพลงจนค่าย What The Duck จีบไปอยู่ด้วยกัน น้ำวน: ความตั้งใจแรกของเรา Whal & Dolph จะเป็น Side Project เพราะเรามีวงเป็นของตัวเองคนละวง ทำเพลงแนวร็อกหน่อย ส่วนวงนี้จะเป็นความนุ่มนวล กะไว้ว่าทำหนึ่งเพลงแล้วก็แยกย้าย แต่พอออกมาหนึ่งเพลง มันไม่ได้มี Feedback ที่ดีหรอก แต่เราทำแล้วสนุกก็เลยทำต่อ เพลงแรกก็เพลงยิ้ม ต่อมาคือเพลงพอ แล้วก็เพลงนานนาน ที่เราทยอยปล่อยมา คิดว่าทำเป็นงานอดิเรก
เพราะกว่า 60% ของร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำ ดังนั้นน้ำคือสิ่งที่เราจะขาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ นักผจญภัยสายลุย ที่ในแต่ละวันต้องทำกิจกรรมเสียเหงื่อจำนวนมาก การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ใช่ว่าน้ำจืดจะมีอยู่ทุกที่ เพราะในบางทริป โดยเฉพาะทริปทะเลที่รอบตัวเต็มไปด้วยน้ำเค็ม ถึงกระหายแค่ไหนก็ดื่มไม่ได้ ดังนั้นจะวิเศษแค่ไหนถ้ามีอุปกรณ์ที่สามารถเสกน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำดื่มได้ ‘Matt Marchand’ Industrial Designer สายลุยจาก California น่าจะเข้าใจไลฟ์สไตล์หนุ่ม ๆ เป็นอย่างดี เพราะดูจาก Social Network แล้ว เขาคือนักท่องโลกตัวยง รวมถึงน่าจะเคยประสบปัญหาไม่สามารถหาน้ำจืดมาดื่มได้จากบางทริปของตัวเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นไอเดียให้เขาออกแบบ ‘Desalinator’ ตัวกรองมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วที่สามารถเปลี่ยนน้ำทะเลให้ดื่มได้ขึ้นมา เวทมนตร์ของ Desalinator อยู่ที่ระบบกรองอัจฉริยะที่มีถึง 4 ชั้น เริ่มชั้นแรกด้วยลูกปัดซิลิกาทำหน้าที่กรองเศษตะกอนและสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ต่อด้วยชั้น Electrodialysis ซึ่งในชั้นนี้คือขั้นตอนของการแยกเกลือออกจากน้ำ ชั้นที่ 3 รับช่วงต่อด้วยการใช้รังสี UV เพื่อกำจัดแบคทีเรียออกไป ก่อนจะเข้าสู่ชั้นที่ 4 โดยในชั้นนี้จะเป็นการกรองด้วยถ่านเพื่อความสะอาดขั้นสุดท้าย จากนั้นน้ำทะเลที่ในตอนนี้ได้แปรสภาพไปเป็นน้ำดื่มเรียบร้อยแล้วจะไหลลงสู่ภาชนะด้านล่าง พร้อมให้ผู้ใช้งานดื่มได้ทันที ด้วยระบบกรองที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้ใช้จึงมั่นใจได้เลยว่าน้ำที่ผ่านการกรองจาก Desalinator สะอาด ปลอดภัย ดื่มได้แน่นอน นอกจากประสิทธิภาพในการใช้งานจะยอดเยี่ยมแล้ว ขนาดที่เล็กกะทัดรัดทำให้ผู้ใช้สามารถพกพา Desalinator เรียกว่าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเลยทีเดียว
โคเคนคือสารเสพติดที่มีลักษณะเป็นผงสีขาว ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท วิธีการเสพส่วนใหญ่จะนิยมสูดดมผ่านทางจมูก แต่ก็สามารถนำมาสูบในรูปแบบ Crack Cocaine ได้เช่นกัน เมื่อโคเคนเข้าสู่ร่างกาย ระดับสารโดพามีนในสมองก็จะถูกกระตุ้น ทำให้ผู้เสพรู้สึกตื่นตัว มั่นใจในตัวเอง มีความสุข แต่เมื่อฤทธิ์ของมันหมด ทุกอย่างก็จะกลับตาลปัตร ผู้เสพจะเริ่มมองโลกในแง่ร้าย มีอาการซึมเศร้า หมดกำลังใจ จะว่าไปแล้วระดับการออกฤทธิ์ของโคเคนนั้นคล้ายกับเส้นทางชีวิตของผู้ที่ทำให้มันแผ่กระจายไปทั่วโลก คือเริ่มต้นด้วยความยิ่งใหญ่ มีอำนาจล้นฟ้า ร่ำรวยจนมองธนบัตรเป็นกระดาษชำระ ก่อนที่สุดท้ายจะลงเอยด้วยการเป็นศพข้างถนน ถูกขังลืมในคุก หรือไม่ก็ต้องหลบหนีไปทั้งชีวิต ผงสีขาวที่เป็นทั้งพระเจ้าและปีศาจร้ายนี้อยู่คู่กับประวัติศาสตร์การมัวเมาของโลกมาอย่างยาวนาน แต่ถ้าจะพูดถึงยุคทองของโคเคน ช่วงเวลาที่เจ้าผงสีขาวนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก กลายเป็นยาเสพติดยอดฮิต คงต้องย้อนกลับไปในช่วงยุค 70 ณ ประเทศโคลอมเบีย ที่ในเวลานั้นเต็มไปด้วยแก๊งค้ายามากมาย ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือความขัดแย้ง สงคราม การนองเลือด และความตาย โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนบินลัดฟ้าสู่โคลอมเบียยุค 70 เรียนรู้ประวัติศาสตร์แห่งความโหดร้ายนี้ไปพร้อม ๆ กัน Medellin Cartel เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘Pablo Escobar’ ราชาแห่งโคเคน เขาคือ Iconic ของยาเสพติดชนิดนี้ก็ว่าได้ และเป็นหนึ่งในพ่อค้ายาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ทำเงินมหาศาลจากธุรกิจนี้ ร่ำรวยจนครั้งหนึ่งเคยได้รับตำแหน่งผู้มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลกอันดับ 7 จากนิตยสาร


