สิ้นปีแบบนี้ สัญญาณของวันหยุดยาวเข้าใกล้มาทุกที ช่วงเวลาที่หลายคนวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในหลากหลายพื้นที่ เพื่อรับลมหนาวที่มักจะรอคอยเราให้ไปสัมผัสบรรยากาศฉ่ำปอดแบบนี้ในทุกปี (แม้ลมหนาวจะมาแสนสั้นและไม่ครอบคลุมทั้งประเทศก็ตาม) เดินทางไกลแบบนี้จะขาด Playlist เจ๋ง ๆ ที่ช่วยให้บรรยากาศการเดินทางไม่เงียบเหงาไปได้ยังไง UNLOCKMEN จัดมาให้กับ Winter Road Trip ที่ให้มู้ดที่แตกต่างไปจาก Playlist Road Trip เมื่อช่วง Summer เพราะลมหนาวมาเยือนเราแล้ว Brace Yourself, Winter Is Coming. สำหรับใครที่สะดวกฟังบน Spotify ตามไป Follow Playlist นี้กันได้ Two Door Cinema Club – Next Year Two Door Cinema Club – Bad Decisions Foals – My Number Keane – Sovereign Light
มันต้องมีสักเสี้ยววินาทีที่ผู้ชายอย่างเราคิดจะกินคลีน กินเพื่อสุขภาพ กินปราศจากโซเดียม ฯลฯ แต่เมื่อเราริลองจะใช้ชีวิตกับอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ เราจะสัมผัสได้เลยว่าราคามันสูงลิ่วเกินกว่าที่เราจะกินคลีนวันละสามมื้อได้ไหว อาทิตย์ละสองสามครั้งอาจพอทน แต่ถ้าต้องกินทุกมื้อ เราก็จำใจต้องกลับไปซบอกร้านป้าอาหารตามสั่งที่หนักผงชูรส หนักน้ำปลา คุณค่าทางอาหารอาจสู้ไม่ได้ แต่ราคาสบายกระเป๋ามากกว่า ปัญหาเงินในกระเป๋ามีมากไม่พอจ่ายราคาอาหารที่ถูกสุขลักษณะอนามัยจึงเกิดขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บ้านเราเท่านั้นในอังกฤษก็มีปัญหานี้เช่นกัน รัฐบาลอังกฤษเขาก็ห่วงใยประชาชนของตัวเองจึงมีคำแนะนำอย่างเป็นทางการว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีโภชนาการเหมาะสมคือการรับประทานผักและผลไม้วันละ 5 จาน และรับประทานปลาที่มาจากแหล่งน้ำ (ที่สะอาดและยั่งยืน) ทุกสัปดาห์ แต่ผลปรากฏว่ามีเด็กราว ๆ 3.7 ล้านคนที่ไม่สามารถกินอาหารที่ถูกโภชนาการตามหลักอาหารที่ดีนั้นได้ “เพราะคนจนไม่มีความรู้มากพอไง เลยกินแต่อาหารแย่ ๆ ไม่ดีต่อตัวเอง” ในอดีตคำกล่าวหามักมุ่งไปที่การขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการกินอาหารที่ดี แต่จากรายงานของมูลนิธิอาหาร (Food Foundation) แห่งสหราชอาณาจักรพบว่า 20% ของครอบครัวในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,860 ปอนด์ต่อปีจะต้องใช้เงิน 42% ของรายได้หลังจากหักค่าที่อยู่อาศัยเพื่อทำอาหารให้ตอบสนองความต้องการของแนวทาง “Eatwell Guide” ของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายในการกินอาหารถูกโภชนาการสำหรับครอบครัวที่มีผู้ใหญ่สองคนและเด็กสองคน (อายุสี่ถึงแปดปี) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 112.04 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (หรือราว ๆ 46,985 บาทต่อสัปดาห์) จินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าถ้าต้องจ่ายเงินเยอะขนาดนี้ เพื่อกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ จนไม่เหลือเงินไปทำอย่างอื่น
เดินทางเข้าสู่ช่วงสิ้นปี ที่ปกติผู้ชายอย่างเราต้องก็มีค่าใช้จ่ายมากมายให้จัดการอยู่แล้ว แต่เหมือนบรรดาค่ายของเท้าต่าง ๆ จะอยากสร้างทางเลือกการใช้เงินให้เรามากขึ้น ด้วยการปล่อยรองเท้ารุ่นเด็ด ๆ ออกมาส่งท้ายปีโดยเฉพาะในคอลเลกชันของ Nike x Off-White ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาสำหรับรองเท้า 3 คู่สุดท้ายเสียทีตามข่าวลือของวงในที่ได้เปิดเผยมา NIKE และ OFF-WHITE™ ประกาศร่วมงานกันมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2017 ก่อนปล่อยคอลเลกชัน “THE TEN” ออกมาทักทายโลกสตรีทแฟชั่น ด้วยตารางการดรอปของแบบลากยาวตลอดทั้งปีกับรองเท้ากว่า 10 โมเดล ไม่ว่าจะเป็น Air Jordan 1, Blazer, Presto, Air Max 97, Air Max 90, Air Force 1, Air VaporMax และ Zoom Fly ซึ่งสร้างกระแสความนิยมได้มากน้อยแตกต่างกันไปแต่ไฮป์เป็นพลุแตกทุกคู่ และตอนนี้ก็ได้เวลาในการปล่อยของเดิมออกให้หมด เพื่อเตรียมตัวสำหรับผลงานชุดก็ไปในปี 2019 ล่าสุด Instagram ในชื่อ @dropinfos ได้เปิดเผยอย่างไม่เป็นทางการว่า
แค่ได้ยินคำว่า SET Awards 2018 นักลงทุนหลายคนก็คงอยากรู้แล้วว่าใครบ้างที่ได้รางวัลนี้ เพราะมันเป็นรางวัลที่ถือว่าเป็นรางวัลเกียรติยศทรงคุณค่าในตลาดทุนไทย ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิคัดเลือกการมอบรางวัลกันอย่างเข้มข้น เรียกได้ว่า คนทำงานชื่นใจ นักลงทุนก็ยิ่งกระชุ่มกระชวยถ้าบังเอิญได้เอี่ยวกับบริษัทที่ได้รางวัลเหล่านั้นเพราะหมายถึงแนวโน้มการทำงานของบริษัทนั้นเชื่อถือได้ ส่วนใครที่กำลังจะลงทุนก็ต้องรีบโหมกระพือปีกเข้ากองไฟอุ่น ๆ ให้ไม่ต้องขึ้นดอยหนาวได้ พร้อมแล้วอย่ารอช้า UNLOCKMEN ได้ Recap เก็บมาให้ครบทุกรางวัลตามลำดับ พร้อมบทสัมภาษณ์จากรางวัลไฮไลต์คือ Best CEO 2018 ไว้ทุกคำแล้ว BEST INVESTOR RELATIONS AWARD รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม แบ่งออกเป็น 5 รางวัลตามประเภทดังต่อไปนี้ 1. รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม บริษัทที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในตลาดหลักทรัพย์ MAI : บมจ. สยามเวลเนสกรุ๊ป 2. รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม Market Cap ระหว่าง 3,000 – 10,000 ล้านบาท : บมจ. สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี 3. รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม Market
เรานั่งสนทนากันในวันที่แสงแดดดี ไม่มีกลิ่นอายความเศร้า แต่เอ่ยถึง “ความตาย” กันเหมือนเรื่องปกติสามัญเรื่องหนึ่งไม่ต่างจากเรื่องเล่าข่าวเช้า หรือเรื่องเล่าพูดคุยธรรมดาช่วงบ่าย พี่ที่คุ้นเคยกันคนหน่ึงกล่าวว่าช่วง 25-35 คือวัยที่เราทยอยไปงานแต่งอย่างบ้าคลั่ง แต่หลังจาก 40 เป็นต้นไป งานศพจะเป็นงานที่เราไปบ่อยที่สุด คนที่เรารักจะทยอยจากไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การพบ พราก จาก ลา และแสดงความอาลัยต่อสิ่งที่จากคือธรรมดาของโลก สิ่งที่น่าสนใจคือในทุกงานศพมักมีวัฒนธรรมการแสดงความอาลัยต่อเจ้าของงานอย่างการมอบพวงหรีดดอกไม้ที่เรารู้สึกเคยชินกับการให้ แต่ไม่เคยมองว่าปลายทางของมันจะจบลงอย่างไร จนกระทั่งได้พบกับรูปแบบหรีดใหม่อย่าง “หรีดหนังสือ” ที่ช่วยกระตุกต่อมคิด เราจึงพบว่าแท้จริงแล้วความเศร้ามันสามารถส่งต่ออะไรให้กับคนอื่นได้มากมาย ทั้งผู้วายชนม์ คนที่ยังอยู่ และสังคม แถมหรีดนี้ยังได้รับการดีไซน์ออกมาสไตล์มินิมัลสมเกียรติ เหมาะแก่การส่งต่ออีกด้วย เพื่อติดตามเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์นี้ UNLOCKMEN จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้คิดโครงการและผู้เกี่ยวข้องกับหรีดหนังสือเหล่านี้ ดอกไม้สด ลูปความเศร้าที่จบไม่สวย ถ้าพูดถึงหรีดงานศพ “ดอกไม้สด” จะเป็นสิ่งแรกที่เราคิดถึง ธรรมดาแล้วเรามักจะคิดว่าเป็นวัสดุธรรมชาติเดี๋ยวก็คงย่อยได้ แต่จากสถิติปลายปีที่แล้วเฉพาะเทศกาลลอยกระทงบริเวณลุ่มน้ำปิงพบว่ามีขยะกระทงจำนวนถึง 120 ตันภายในวันเดียว แล้วสำหรับงานศพที่เกิดขึ้นทุกวัน เฉลี่ยทั่วประเทศวันละ 1,200 งาน คงไม่ต้องบอกว่าเราจะพบกองหรีดเป็นพะเนินขนาดไหน บวกการสร้างคาร์บอนฟุตปริ้นท์ปริมาณสูงถึง 359 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ ยังไม่นับรวมฟอร์มาลีนที่นำมาฉีดเพื่อคงความสดให้พวกเราต้องสูดเข้าไปซึ่งจะสร้างอันตรายอีกมากมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คุณสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ริเริ่มดำเนินการโครงการอย่างจริงจัง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในแวดวงดาราศาสตร์และอวกาศคงไม่มีข่าวไหนจะได้รับความสนใจไปกว่าข่าวยาน InSight ยานสำรวจไร้คนขับขององค์การ NASA สามารถลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จหลังจากที่ถูกปล่อยขึ้นสูห้วงอวกาศในวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษย์สามารถส่งยานไปลงจอดบนดาวอังคาร แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปในแง่ภารกิจ เพราะเป้าหมายของ InSight คือการสำรวจโครงสร้างทางธรณีวิทยาของดาวอังคารโดยละเอียด ถึงแม้ว่า InSight จะเป็นยานไร้คนขับเช่นเดียวกับลำก่อน ๆ ที่ NASA เคยนำไปลงจอดบนดาวดังคาร ซึ่งหมายความว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่มีมนุษย์คนไหนได้ฝากรอยเท้าไว้บนดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ แต่การที่ภารกิจสำรวจดาวอังคารค่อย ๆ คืบหน้าขึ้นเรื่อย ๆ และความฝันที่ดาวเคราะห์ดวงนี้จะเป็นบ้านหลังที่ 2 ของชาวโลกก็เข้าใกล้ความจริงขึ้นมาทุกที แต่ในเมื่อมนุษย์ไม่ใช่เจ้าของดาวอังคาร ไม่ได้ถือกำเนิดที่นั่น เป็นแค่เพียงผู้มาเยือนและหวังจะตั้งรกรากเท่านั้น สิ่งนี้จึงนำไปสู่คำถามทางจริยธรรมที่ว่าถ้ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวอังคาร ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน และการย้ายถิ่นฐานครั้งนี้นำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตดังกล่าว การอพยพสู่ดาวอังคารเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? Life in the Universe ตามที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์เคยกล่าวไว้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ในจักรวาลกว้างใหญ่ เพียงแต่ในสถานที่นั้น ๆ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ น้ำ, แหล่งให้ความร้อนและพลังงาน, แร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ เช่น คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ดาวอังคารก็มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วนดังนั้นการที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่จึงมีโอกาสเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ไม่ใช่สถานที่เดียวในจักรวาลที่มนุษย์ค้นพบและมีองค์ประกอบครบต่อการดำรงชีวิต เนื่องจาก Europa หนึ่งในดวงจันทร์บริวารขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส และ Enceladus ดวงจันทร์บริวารขนาดใหญ่ของดาวเสาร์ก็มีคุณสมบัติดังกล่าวเช่นกัน ดูเหมือนว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์จะไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ เพราะตอนนี้โครงการ Europa Clipper มีแผนที่จะปล่อยยานสู่อวกาศในปี 2020 โดยเป้าหมายคือการสำรวจดวงจันทร์บริวารดังกล่าวอย่างละเอียด
ความเศร้า ความปวดเจ็บและหยาดน้ำตาคือสิ่งที่อยู่เคียงข้างมวลมนุษยชาติมานานจนแยกไม่ออก วินาทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกเราต่างก็ต้องเปล่งเสียงร่ำไห้เพื่อหายใจ เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิตเสียแล้ว แต่ยิ่งผู้ชายอย่างเราเติบโตขึ้นมาเท่าไร เรามักถูกมาตรฐานทางสังคมกดดันว่า ห้ามเศร้า! ห้ามมีน้ำตา! อย่าแสดงอารมณ์อ่อนไหวออกมาถ้าไม่อยากดูเป็นคนอ่อนแอ! น้ำตาลูกผู้ชายจึงเป็นสิ่งท้าย ๆ ที่เราจะแสดงให้ใครเห็นไม่ว่าเราจะเศร้ามากเพียงไหน แต่น่าแปลกที่ความเศร้าบางรูปแบบ น้ำตาบางหยดเราไม่อาจควบคุมมันได้ หลายครั้งเราจึงร้องไห้ออกมาหลังกิจกรรมสุดซาบซ่านเสียวสยิวเสียอย่างนั้น ก่อนอื่น…อย่าตื่นตระหนกไป เพราะความเศร้านี้มีที่มา น้ำตานี้มีชื่อเรียก คุณไม่ได้ร้องไห้หลังมีเซ็กซ์เพียงลำพัง ขณะที่เกมวาบหวิว กิจกรรมสวาทดำเนินไป ความสุขของเราทะยานขึ้นเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่ผ่านการตลบซ้ำ ๆ จนวูบไหวในท้องน้อยอย่างหยุดไม่อยู่ แต่เมื่อเซ็กซ์จบลงก็คล้ายกับว่ารถไฟเหาะตีลังกาขบวนนั้นค่อย ๆ ดิ่งตัวลงสู่สภาวะปกติ และเด็กน้อยอย่างเราต้องกลับบ้านไปอย่างเหงา ๆ จู่ ๆ เราก็ทำนบน้ำตาแตก ร้องไห้ออกมาต่อหน้าสาวที่เพิ่งเสียวไปด้วยกันหยก ๆ ผู้ชายคนไหนที่เคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้ UNLOCKMEN อยากกระซิบบอกคุณ (และอยากให้คุณกระซิบบอกเพื่อน ๆ ต่อไป) ว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ แถมเป็นภาวะอาการที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เราไม่ได้สติแตกไปคนเดียวแน่นอน Post-coital Dysphoria หรือ PCD คือชื่อเรียกของภาวะนี้ซึ่ง Ian Kerner ผู้เป็น Sex Therapist อธิบายว่า
ปัญหายิ่งใหญ่ของผู้ชายที่ทำงานดุเดือดเลือดพล่านอย่างเรา ๆ นอกจากเรื่องงานกองมหาศาลที่ทำเท่าไหร่ก็เหมือนว่าไม่เคยจะน้อยลงเลย คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องเวลานอนที่มีน้อยจนต้องหอบสารร่างคล้ายซอมบี้ไปทำงานบ่อย ๆ จนปัญหาการนอนน้อยส่งผลกระทบกับเรื่องอื่น ๆ เป็นทอด ๆ ไม่รู้จบ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการนอนน้อยมันส่งผลให้เราตายไว! แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าทุ่มเททำงานหาเงินมาแทบตาย แต่ยังไม่ทันได้ใช้เงิน ไม่ทันได้หาความสุขแต่ต้องมาหมดลมหายใจไปซะก่อนอย่างนี้ ? (เฮ้อ) ก่อนอื่นต้องอย่าคิดว่าการนอนน้อยเป็นเรื่องเล่น ๆ แค่เหนื่อย ๆ เพลีย ๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่หว่า ? นักวิจัยพบว่ามนุษย์ที่อายุต่ำกว่า 65 ปีลงมาที่ได้นอนวันละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นติดต่อกันตลอด 7 วันมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ได้นอน 6-7 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้นการนอนน้อยจึงไม่ใช่แค่ส่งผลต่อสภาพความเป็นซอมบี้ไปทำงานเท่านั้น แต่มันส่งผลต่อระยะความยืนยาวที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทุกปัญหาย่อมมีทางออก เพราะหัวใจผู้ชายรักงานมันร่ำร้องว่า เฮ้ย กูนอนไม่ได้จริง ๆ ว่ะ กูต้องโหมทำงานหนักเพราะมันโคตรสะใจกับผลงานที่ออกมาได้ โดยทางออกนี้เสนอโดย Torbjorn Akerstedt นักวิจัยของสถาบันวิจัยความเครียด มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน บอกว่าการอดนอนในช่วงวันทำงาน แล้วลองมานอนยาว ๆ ในช่วงวันหยุดเป็นการทดแทน ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยได้จริง และเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก! ดังนั้นใครที่เคยเจอพ่อแม่บ่น
เพราะเซ็กซ์เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในบางครั้งมนุษย์ก็มีการสรรสร้างบางสิ่งเพื่อให้กิจกรรมทางเพศมีความสนุกสนานมากขึ้น นั่นคือจุดกำเนิดของ เซ็กซ์ทอย ซึ่งอย่าเข้าใจผิดคิดว่าเซ็กส์ทอยนั้นเป็นของยุคสมัยใหม่ที่มีขายเฉพาะในญี่ปุ่น เพราะที่จริง Sex Toy มันมีมาเนิ่นนานกว่าที่เราจะคาดคิดเสียอีก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเซ็กซ์ทอยเป็นสิ่งเก่าแก่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้วแต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก เมื่อนักโบราณคดีลงพื้นที่ขุดเจอสิ่งของต่าง ๆ เราก็จะเห็นแต่ข้าวของธรรมดาทั่วไปอย่างเช่น หม้อ ชาม ไห แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่นักโบราณคดีพบ มันมีมากกว่านั้น เพียงแค่ไม่ได้บอกให้คนทั่วไปรับรู้เท่านั้นเอง โดยเฉพาะ Sex Toy ของคนยุคโบราณอย่างดิลโด้จึงเป็นเรื่องที่ถูกเก็บไว้ในซอกหลืบของประวัติศาสตร์มาโดยตลอด การพูดถึงเซ็กซ์ทอยยุคก่อนประวัติศาสตร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในค.ศ. 2005 เมื่อมีการค้นพบเซ็กซ์ทอยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุราว 27,000 – 30,000 ปี ภายในถ้ำ Hohle Fels ประเทศเยอรมนี นักโบราณคดีพบวัตถุรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายขนาด 19.2 เซนติเมตร ทำจากหินซิลเวอร์แกะสลัก ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Prehistoric Blaubeure การค้นพบครั้งนี้ถือว่าจุดประกายการตั้งคำถามเกี่ยวกับของเล่นทางเพศที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของสตรียุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาในค.ศ. 2010 นักโบราณคดีชาวสวีเดนค้นพบวัตถุคล้ายอวัยวะเพศชายอีกครั้ง แกะสลักจากเขากวาง มีความกว้าง 0.8 นิ้ว แต่ด้วยปลายของด้ามอีกด้านที่มีความแหลมคมจึงทำให้นักโบราณคดีไม่กล้าตัดสินว่ามันคือเซ็กซ์ทอยยุคโบราณ แล้วหน้าที่ของมันในช่วงเวลานั้นมีไว้ทำอะไรกันแน่? ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งแบบแท่งยาวเรียวไม่มีลวดลาย บางอันมีการแกะสลักรูปภาพต่าง
ในยุคที่โลกกำลังเดินหน้าพัฒนายานยนต์ให้พึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลง หันมาเลือกใช้พลังงานที่สะอาดอย่างระบบไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้เราต่างคุ้นเคยกับการได้ยินข่าวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นในทุกรูปแบบ รถบ้าน รถซูเปอร์คาร์ ไม่เว้นแม้กระทั่งในตลาดรถกระบะ ที่นอกจากความเร็วจะสำคัญแล้ว เครื่องยนต์ที่สามารถให้ความแรง รวมถึงสมรรถนะในการแบกของหนักบุกตะลุยก็เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่ท้าทายรูปแบบพลังงานไฟฟ้ามาตลอด แต่ในขณะที่ผู้ชายไทยจะมองภาพออกแค่รถจาก Tesla เมื่อพูดถึง Electric-Cars เวลาเดียวกันค่ายรถยนต์น้องใหม่กว่าอย่าง RIVIAN ก็ชิงเปิดตัวรถกระบะรูปแบบ All-Electric ออกมาก่อนในชื่อ R1T RIVIAN R1T เปิดตัวไปในงาน LA Automobility ในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยถือเป็นการเปิดตัวรถยนต์คันแรกที่ผลิตและมีแผนจะวางจำหน่ายจากค่าย RIVIAN ควบคู่กับ SUV อย่าง RIVIAN R1S ซึ่งจะเปิดตัวตามมาในอนาคต โดยเจ้า R1T ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นรถกระบะ Double-Cap แบบ 5 ที่นั่ง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แถมยังมาพร้อมงานออกแบบและดีไซน์ซึ่งเรียกว่ามาจากยุคอนาคตเลยทีเดียว ดีไซน์ภายนอก R1T มาในรูปแบบล้ำสมัย เริ่มจากไฟด้านหน้ารถสองตัวเชื่อมด้วยไฟ LED ที่พาดยาวและไฟตัดหมอกที่แยกมาวางไว้ทั้งสองด้านของตะแกรงระบายอากาศ ด้านข้างมาพร้อมดีไซน์โค้งเว้าที่เริ่มจากส่วนบังโคลนจนไปจบที่ด้านบนประตูผู้โดยสาร ในส่วนของด้านหลังตัวรถจะเห็นไฟเบรกลากยาวโดดเด่นเป็นสง่าเหมือนด้านหน้า มาพร้อมโลโก้ RIVIAN และชุดล้อขนาด 20


