บางครั้งการมีตัวเลือกมากเกินไปก็นำไปสู่ความหนักใจ เพราะแต่ละตัวเลือกก็มีข้อดีแตกต่างกันไปจนไม่รู้ว่าจะเลือกอันไหนดี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเสมอเมื่อเราเข้า Netflix ถ้ามีตัวเลือกอยู่แล้วก็ดีไป แต่ถ้าแค่คิดว่าอยากหาซีรีส์ดี ๆ ดูสักเรื่อง เราเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องเคยประสบปัญหาเดียวกับเราแน่นอน เพราะใน Online Streaming ชื่อดังนี้มีซีรีส์มากมายนับร้อยนับพันเรื่อง แต่ละเรื่องก็น่าสนุกทั้งนั้น จนบางครั้งใช้เวลานับชั่วโมงในการตัดสินใจเลยทีเดียว วันนี้เราจึงอาสาเป็นตัวช่วยให้ผู้ชาย UNLOCKMEN ทุกคน เพราะทั้ง 5 เรื่องที่เราจะแนะนำต่อไปนี้รับรองว่าสนุกโดนใจหนุ่ม ๆ แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นคือทุกเรื่องแฝงไปด้วยข้อคิดและบทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับชีวิตจริง หรืออาจจะถึงขั้นถือเป็นคติประจำใจได้เลยทีเดียว Narcos Series ถึงจะต่างชื่อเรื่อง ต่างสถานที่ แต่ทั้ง Narcos ภาคแรกทั้ง 3 ซีซั่นที่เล่าเรื่องสงครามการค้าโคเคนแห่งโคลอมเบียของ Medellin Cartel ของ Pablo Escobar และ Cali Cartel หรือ Narcos: Mexico ที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Miguel Angel Felix Gallardo ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นราชายาเสพติดแห่งเม็กซิโก ต่างก็ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตของกลุ่มคนที่ถูกความโลภกลืนกินออกมาได้ดีทั้งคู่ ส่วนในเรื่องความสนุกนั้นไม่ต้องพูดถึง เราแนะนำให้เคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดู EP.1 ไม่อย่างนั้นอาจถึงขั้นเสียการเสียงานได้ การเล่าเรื่องจักรวาล
คอเพลงคงคุ้นหน้าตาของหนุ่ม Alex Turner กันดี ในฐานะฟรอนต์แมนแห่งคณะ Arctic Monkeys ที่ยิ่งนับวันจะยิ่งฉายแววความติสต์แบบฉุดไม่อยู่ ที่ผ่านมาตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงตอนนี้ คงไม่มีใครกังขากับความสำเร็จของเขาในฐานะศิลปิน หลายคนคงคุ้นเคยกับเขาและผลงานกันดีอยู่แล้ว จะมาพูดถึงประวัติของเขาอย่างกับเป็นหนังสือชีวประวัติก็คงน่าเบื่อเกินไป UNLOCKMEN เลยพาทุกคนมาแกะรอยเบื้องหลังผู้จรดปากกาออกมาเป็นผลงานเจ๋ง ๆ ว่าจีเนียสอย่างเขามี Inspiration จากอะไรกันบ้าง Like Father Like Son ในเรื่องราวนี้ เราสามารถเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นได้แบบเต็มปาก เพราะพรสวรรค์ทางด้านดนตรีของหนุ่ม Alex ได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อของเขา David Turner ที่เป็นนักดนตรีเหมือนกัน และยังเป็นผู้ที่หลงใหลในเพลง Jazz เขาเองสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลาย อย่าง Saxophone, Clarinet และ Piano แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า David จะยัดเยียด Jazz ให้ลูกชายของเขาเพียงอย่างเดียว เขาเลือกที่จะเปิดกว้างให้กับลูกชายด้วยแนวดนตรีที่หลากหลายจากศิลปินมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็น Frank Sinatra, The Beatles, Led Zeppelin, David Bowie และ The Beach
สำหรับคนที่เกิดและเติบโตในเมืองร้อนที่แต่ละฤดูแทบจะไม่มีความแตกต่าง ก็คงไม่รู้สึกอะไรกับการเปลี่ยนแปลงของฤดู อย่างมากก็มีแค่พฤติกรรมประจำวันที่ต่างไปจากเดิมนิดหน่อย แต่ในประเทศที่ฤดูร้อนกับฤดูหนาวแตกต่างราวฟ้ากับเหว อุณหภูมิห่างกันเกินกว่า 30-40 องศาเซลเซียส หิมะเริ่มโปรยปราย และที่สำคัญที่สุดคือการขึ้น-ลงของพระอาทิตย์ ประเทศเมืองหนาวในช่วงหน้าร้อนนั้นกว่าที่ดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้าก็ล่วงไปเกือบ 2-3 ทุ่ม หรือในบางประเทศถึงขั้นได้ฉายาว่า ‘พระอาทิตย์เที่ยงคืน’ เลยทีเดียว ผู้คนมีชีวิตในช่วงกลางวันที่ยาวนานขึ้นและสนุกกับชีวิตได้มากขึ้น แต่เมื่อฤดูกาลผันเปลี่ยนเข้าสู่เหมันต์ ทุกอย่างก็ตรงกันข้าม แสงอาทิตย์กลายเป็นของหายาก มีเวลาให้ชื่นชมมันวันละแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ความมืดจะคืบคลานเข้ามา แต่เมืองที่เราจะพาไปทำความรู้จักในวันนี้เลวร้ายกว่านั้นเยอะ เพราะที่แห่งนี้กลางคืนยาวนานราวนิรันดร์ ไม่มีแสงอาทิตย์ส่องมาถึงยาวนานติดต่อกันถึง 65 วัน Utqiagvik หรือ Barrow คือชื่อเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งในมลรัฐ Alaska ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา มีประชากรเพียงแค่ 4,000 คน เมืองนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ไม่ใช่บ้านเกิดบุคคลสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้เมืองเล็ก ๆ เมืองนี้ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางคือความยาวนานของกลางคืนที่กินเวลาถึง 2 เดือน ข้อมูลไม่ได้ผิดพลาดแต่อย่างใด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ๆ และที่สำคัญคือมันเกิดขึ้นทุกปี นี่คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับเมืองที่ตั้งอยู่เหนือบริเวณ Arctic Circle โดยปรากฏการณ์ที่พระอาทิตย์ไม่โผล่พ้นขอบฟ้ายาวนานกว่า 24 ชั่วโมงนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Polar Night’ โดยในทุก ๆ ปีตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป Utqiagvik จะเริ่มเข้าสู่ความมืดมิด ซึ่งหมายความว่าในตอนนี้เมืองนี้ได้เข้าสู่ช่วงกลางคืนอันยาวนานไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย
ผู้หญิงผมสั้นมักมาพร้อมเสน่ห์ดึงดูดบางอย่างที่มัดใจผู้ชายไว้ได้อยู่หมัด อาจด้วยเพราะความมั่นใจ ความเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงความเท่ ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ (ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้ชายก็มักคิดไปเองทั้งนั้น) ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรแต่ผมสั้นกุดเผยเห็นต้นคองามระหงก็ทำให้เราใจสั่นได้ทุกที ในชีวิตจริงเราอาจเดินสวนกับสาวผมสั้นบ้างบางที แต่จะมีสักกี่ที่ที่เราได้ตกหลุมรักสาวผมสั้นกับเขาจริง ๆ สักคน เพื่อเป็นการซ้อมรัก วันนี้เราขนตัวละครผู้หญิงผมสั้นจากหนัง 5 เรื่องที่เราหลงใหลมาฝากกัน บอกได้เลยว่าไม่ใช่แค่ผมสั้นเท่านั้นที่ทำให้พวกเธอกุมหัวใจเราไว้ได้อยู่หมัด แต่เพราะคาแร็กเตอร์สุดเป็นตัวของตัวเองยากจะหาใครเหมือนก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้เราเทใจให้ตัวละครผู้หญิงผมสั้น 5 คนนี้ Amélie ความสดใสไร้เดียงสาและโคตรเป็นธรรมชาติของ Amélie Poulain จะทำให้ผู้ชายอย่างเราอมยิ้มกับตัวเองได้ไม่หยุด ผสมกับวิธีเล่าเรื่องของหนังที่เล่าตั้งแต่ชีวิต Amélie วัยเด็ก ยิ่งปูให้เราเห็นรายละเอียดตัวตนของเธอที่น่ารักน่าชังจนฝันว่าจะมีผู้หญิงที่น่ารักและแตกต่างมาให้เรารักสักคนในชีวิตจริง Amélie คือหนังโรแมนติกคอมเมดี้ดูเพลิน ฉากหลังเป็นวิวสวย ๆ ในปารีส ใครชอบสาวผมสั้นสไตล์เรียบง่ายสบาย ๆ แต่มีเสน่ห์ด้วยสตอรี่ส่วนตัว ห้ามพลาดเรื่องนี้จริง ๆ Léon: The Professional เราคงเรียก Mathilda จาก Léon: The Professional ว่าสาวได้ไม่เต็มปากมากนัก เพราะเธอคือเด็กสาววัย 12 ปีที่มีอันต้องมาใช้ชีวิตกับมือปืนระดับพระกาฬอย่าง Léon แม้ Mathilda จะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าความรักแบบหนุ่มสาวคืออะไร
เรื่องการหาหมอผ่านระบบ AI การวินิจฉัยโรคหรือการตรวจสุขภาพทั่วไปผ่านช่องทางออนไลน์เป็นกระแสที่หลายคนคงพอได้ยินมาบ้าง แต่อาจไม่ค่อยเชื่อกันว่ามันใช้งานได้จริงหรือมันจะโตได้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่น่ายอมฝากชีวิตไว้กับเทคโนโลยีมากกว่าคนจริง ๆ ด้วยกัน แต่สำหรับประเทศที่มีจำนวนคนมากกว่าหมอหลายเท่าอย่างจีน การพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ก้าวหน้าผ่านแอปพลิเคชั่นดูแลสุขภาพออนไลน์ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความสำคัญและมีบทบาทกับชีวิตอย่างมาก Ping An Good Doctor คือแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นสุขภาพที่กำลังมาแรงในจีน นับเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็มีจำนวนสูงถึง 28 ล้านรายแล้ว จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ทำให้ล่าสุดในการประชุมงานอินเทอร์เน็ตโลก (World Internet Conference) ครั้งที่ 5 Ping An Good Doctor ผู้นำด้านเทคโนโลยีการรักษาได้ประกาศแผนการสร้างคลินิกรักษาพยาบาลไร้มนุษย์ที่ทำงานด้วยระบบ AI แห่งแรกในโลกขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคลินิกหนึ่งนาทีของคุณหมอ AI ขึ้นโชว์ในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางงานประชุมให้คนได้เข้าทดลองใช้งานกันจริง ๆ ถึงบอกว่าเป็นคลินิกหมอ AI แต่ก็ยังเป็นการทำงานควบคู่กับหมอที่เป็นมนุษย์จริง ๆ ด้วย โดยหมอจริงทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบการทำงานของ AI สม่ำเสมอ ส่วนลักษณะของเจ้าคลินิกสีส้มนี้ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก คล้ายกับห้องคาราโอเกะในบ้านเรา แต่คอนเซ็ปต์ของมันค่อนข้างเนี้ยบและดีทีเดียว เนื่องจากมันสามารถให้การรักษาได้ในระยะไกล คนอยากเจอหมอเก่ง ๆ ก็ไม่ต้องไปต่อคิวที่โรงพยาบาลให้เสียเวลาเหมาะกับคนกรุงที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่ง และหลังรักษาสามารถจ่ายยาให้ได้ตามต้องการทันทีด้วย ส่วนยาไหนที่ไม่มีในสต๊อกระบบก็ให้ซื้อได้ผ่านแอปฯ และจัดส่งให้ถึงบ้านภายใน
หลายแนวคิดและธรรมเนียมของญี่ปุ่นคือสิ่งที่เราชื่นชอบ เพราะส่วนใหญ่เน้นความเรียบง่ายแต่ให้ลายละเอียดลงลึก จึงไม่แปลกที่คอนเซ็ปต์นี้จะถูกส่งต่อมาเป็นเรื่องราวของโปรดักส์แทบทุกชิ้น เช่นเดียวกับตัวนี้ที่เราเพิ่งไปเจอมาคืออุปกรณ์อัจฉริยะหน้าตาเรียบ ๆ ทำจากแผงไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ใช้ชื่อว่า “Mui” Mui คืออุปกรณ์อัจฉริยะลูกผสมระหว่าง ความเชื่อและความไฮเทคมารวมกันอย่างลงตัว ซึ่งความเชื่อมาในรูปแบบของวัสดุที่ใช้แผ่นไม้ เชื่อมโยงกับวลีในภาษาญี่ปุ่นที่ว่า “Kuwabara kuwabara” (桑原桑原) หรือเคาะไม้แล้วจะกันโชคร้ายได้ นำมารวมกับความทันสมัยด้วยการออกแบบให้ไม้นั้นแสดงไฟ Led ขึ้นเป็นอักษรหรือภาพในระบบ interactive ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ MUI ทำอะไรได้บ้าง? เปลี่ยนบ้านให้เป็นสมาร์ตโฮมที่จะทำให้คุณใกล้ชิดกับคนในครอบครัวมากขึ้น ควบคุมได้ทั้งแสงไฟและอุณหภูมิของฮีทเตอร์ในห้อง เป็นอุปกรณ์สื่อสารสำหรับคนในครอบครัว เพื่อใช้ติดต่อกัน ให้ข้อมูลสภาพอากาศ ปฏิทิน หรือนาฬิกา โดยไม่ต้องจับมือถือบ่อย ๆ ทำหน้าที่เป็นสมาร์ตโฟนสำหรับ Google Home และ Alexa ตอนแรกเราเองก็สงสัยว่าแค่เป็นไม้แล้วอย่างไร มันต่างจากการใช้กระจกหรือจอ Led ปกติ Google home หรือ Alexa ตรงไหน คำตอบมันอยู่ที่คอนเซ็ปต์การผลิตที่ผู้ผลิตเขาต้องการให้มันเป็นอุปกรณ์แห่งอนาคตไว้ลดความว้าวุ่นใจเวลาใช้งานโลกออนไลน์หันมาใช้เวลาร่วมกัน ด้วยรูปลักษณ์เรียบ ๆ เป็นเพียงแผ่นไม้ของมัน ที่พอเราไม่ไปสัมผัสมันก็กลับเป็นแผงไม้ปกติเหมือนเก่าจึงทำให้เราหันกลับไปโฟกัสกับคนด้วยกันมากกว่า ชนิดที่ว่าเราจะไม่ไปนั่งพะวงกับการใช้งานมันบ่อย ๆ เหมือนตอนใช้อุปกรณ์ตัวอื่นเพราะส่วนใหญ่พอเรากดมือถือไปเพื่อใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้
การทำงานหามรุ่งหามค่ำหรือทำงานแล้วต้องนอนน้อยจนแทบไม่ได้นอนสำหรับผู้ชายอย่างเราดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว บางครั้งยิ่งนอนน้อยเพราะทำงานหนักมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูเป็นคนที่น่าชื่นชมจากคนในองค์กรมากเท่านั้น ค่านิยม “ผมนอนน้อย เพราะทำงานหนักมากเพื่อองค์กร” จึงเป็นค่านิยมที่ผู้ชายแข่งกันคว้ามาครอบครอง แต่ยิ่งนอนน้อยแปลว่าเราทำงานหนักหรือทำงานมีประสิทธิภาพเสมอไปจริง ๆ หรือเปล่า ? นั่นเป็นคำถามที่องค์กรต้องทบทวนให้ดี ในขณะที่บริษัทจากญี่ปุ่นแห่งหนึ่งคิดไม่เหมือนชาวบ้านเขา ใครทำงานหนักเลยนอนน้อยอะไร ไม่สน! เราขอประกาศนโยบายว่าเป็นพนักงานบริษัทนี้การนอนเต็มอิ่มต้องมาก่อนโว้ย! ความจริงจังของนโยบายนี้ไม่ใช่แค่การประกาศลอย ๆ ว่าพวกคุณจงไปนอนให้เต็มอิ่มแล้วบริษัทจะรักคุณเป็นการตอบแทน แต่นโยบายนี้ให้ผลตอบแทนจริงจังโดยกติกาก็คือพนักงานคนใดที่นอนหลับอย่างน้อยคืนละ 6 ชั่วโมง อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์จะได้รับคะแนนพิเศษจากบริษัทซึ่งคะแนนพิเศษนี้ใช้แลกค่าตอบแทนอีกที บริษัทที่ใจป้ำผู้ออกนโยบายเพื่อคนนอนเยอะแห่งนี้คือ Crazy Inc. บริษัทออแกไนเซอร์งานแต่งงานซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงสุดถึง 64,000 เยน หรือราว ๆ 187,000 บาทต่อปี โดยค่าตอบแทนไม่ได้มาในรูปแบบเงินสดแต่เป็นคูปองที่สามารถใช้จับจ่ายซื้ออาหารในโรงอาหารของบริษัทได้ ในสายตาเราอาจจะมีเสียดายตาละห้อยเล็กน้อยที่ค่าตอบแทนไม่ใช่เงินสด แต่ถ้าพิจารณาดูดี ๆ การได้นอนเต็มอิ่ม แถมยังประหยัดค่าอาหารทุกมื้อที่มากินที่ทำงานได้ เงินเหลือไปทำอย่างอื่น แถมสุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน ส่วนใครที่คิดจะโกงเวลานอน พี่อาจจะต้องผิดหวังไปตามระเบียบเพราะ Crazy Inc. เขาใช้แอปพลิเคชันติดตามการนอนโดยเฉพาะ เพื่อตรวจจับว่าเรานอนจริง ๆ ไหม หลับลึกจริง ๆ หรือเปล่า คุณภาพการนอนเป็นอย่างไร ซึ่งแอปพลิเคชันนี้พัฒนาขึ้นโดย
ภาพหญิงสาวในเรือนร่างหลากหลาย บ้างอวบอัด บ้างเพรียวบาง ถูกมัดด้วยเชือกสีแดงสด ยิ่งเน้นหนั่นเนื้อให้นูนโผล่พ้นเส้นเชือกที่พันธนาการออกมา เห็นทีไรก็ต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ๆ ทั้งเรือนร่างและเส้นเชือกที่มีเสน่ห์ดึงดูดแบบยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อพ้นไปจากความดึงดูดและแรงขับทางเพศที่เต้นเร่าอยู่ในตัวเราแล้ว เราเห็นอะไรเบื้องหลังเส้นเชือกและเรือนร่างเหล่านั้นอีก ? สำหรับเรา เราเห็น ไมเนอร์-เพชรดา ปาจรีย์ หรือ Unnamedminor หญิงสาวคนหนึ่งที่หลงใหลการมัดแบบหมดจิตหมดใจ เธอเริ่มต้นจากการมัดตัวเองแบบงู ๆ ปลา ๆ มีอาจารย์เป็นข้อมูลที่หาได้ทางอินเตอร์เน็ต ก่อนจะเริ่มเรียนรู้จาก Mother of Kinbaku อย่างเอาจริงเอาจัง ในวันที่โลกมอง Kinbaku หรือ Shibari (แล้วแต่จะเรียก) อย่างสนใจมากขึ้น ๆ เราจึงมีโอกาสเห็นบทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องนี้จากปากของเธอตามสื่อสารพัดแขนงมากตามไปด้วยเช่นกัน เธอเปิดเปลือยตัวตน พอ ๆ กับที่รัดรึงได้อย่างน่าทึ่ง เราจึงคิดว่าไม่มีอะไรจะงดงามไปกว่าการพาร่างกายไปให้เธอมัด บทสนทนาของเราจึงเป็นบทสนทนาที่ไม่ได้ร้อยเรียงด้วยคำพูด แต่ผูกรัดร้อยเรียงขึ้นมาด้วยเส้นเชือก เธอและเรา “เซ็กซี่ฉิบหาย” นั่นคือแวบความรู้สึกแรกที่พุ่งขึ้นมาในหัวตอนที่เธอเปิดประตูออกมารับ ในขณะที่ชั่วขณะต่อมาเราสัมผัสได้ถึงความมั่นใจและความเป็นตัวเองบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเธอและนั่นยิ่งขับให้เธอดูเซ็กซี่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ใต้แดดบ่ายสีทอง เรากระซิบกระซาบคุยกันด้วยเรื่องทั่ว ๆ ไป สลับเสียงหัวเราะของเธอและรอยยิ้มของฉัน จนเมื่อเธอพร้อม ฉันพร้อม ทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น … ความละเมียดละไมอาจเป็นสิ่งท้าย
จากสมาชิกกว่า 51 คนใน BNK48 จะมีเพียงแค่ 16 คน (จำนวนมาตรฐาน อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับเพลง) เท่านั้นที่จะได้รับโอกาสเป็น ‘เซ็มบัตสึ’ ในแต่ละซิงเกิ้ลหลัก ซึ่งการได้รับเลือกเป็นเซ็มบัตสึนั้นหมายถึงเมมเบอร์ทั้ง 16 คนจะได้เป็นผู้ร้องเพลงนั้น ๆ ,ได้แสดงใน MV, ได้แอร์ไทม์ในการโปรโมตซิงเกิ้ล ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเมมเบอร์คนไหนได้รับเลือกเป็น ‘เซ็นเตอร์’ แสงสปอตไลต์จะยิ่งสาดส่องให้โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ดังนั้นการได้รับเลือกเป็นเซ็มบัตสึจึงสำคัญมากสำหรับสมาชิกในวง ปกติการเลือกเซ็มบัตสึนั้นทาง Official หรือบริษัทต้นสังกัดจะเป็นผู้เลือก โดยใช้เกณฑ์หลัก ๆ คือความนิยม, ยอดบัตรจับมือ, ความเหมาะสมกับเพลง และปัจจัยอื่น ๆ ที่แฟนคลับไม่อาจล่วงรู้ แน่นอนว่าการเลือกแบบนี้ย่อมไม่ถูกใจทุกคน โดยเฉพาะแฟนคลับของสมาชิกที่ไม่ได้รับเลือกก็จะเกิดคำถามว่าทำไมโอชิของเราไม่ติด ทำไมคนนั้นติด ดังนั้นเพื่อบรรเทาปัญหานี้ ยาซูชิ อากิโมโตะ ผู้ก่อตั้ง 48 Group จึงคิดค้น ‘การเลือกตั้งเซ็มบัตสึ’ ขึ้นมาเพื่อให้บรรดาแฟนคลับมีสิทธิ์เลือกเซ็มบัตสึได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง UNLOCKMEN เคยเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้แล้ว (ใครยังไม่เคยทราบรายละเอียดความเป็นมาของการเลือกตั้ง 48 Group มาก่อนสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ 48 Election ) ตั้งแต่นั้นมาการเลือกตั้งก็ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่องในระบบ 48 Group ทุกวง
ถ้าพูดถึงซามูไร และฮาราคีรี หลายคนคงรู้ความหมายอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดถึงชื่อของ มิชิมะ ยูกิโอะ อาจจะยังไม่รู้ว่าเค้าคือใคร UNLOCKMEN จะพาไปทำความรู้จักกับวิถีนักรบญี่ปุ่น และลูกผู้ชายที่เรียกตัวเองว่า The Last Samurai ได้เต็มปาก แรกเริ่มเดิมทีซามูไรเป็นเพียงกลุ่มนักรบรับจ้างแก่จักรพรรดิและชนชั้นสูง แต่ต่อมาเหล่าซามูไรเกิดความคิดอยากรวมบรรดานักรบบ้าระห่ำให้อยู่เป็นกลุ่มก้อนเพื่อความเป็นปึกแผ่น จึงเกิดการจัดการกลุ่มนักสู้ที่เป็นระบบมากขึ้น ด้วยความเก่งกาจเรื่องการต่อสู้ที่ไม่กลัวตาย กฎระเบียบที่เคร่งครัด และความใจถึงพึ่งได้ ซามูไรจึงขึ้นมาเป็นกลุ่มชนชั้นที่มีบทบาททางการเมืองในฐานะนักรบชั้นนำที่ใครเห็นเป็นต้องก้มหน้า เด็กร้องไห้เดินเจอยังต้องหยุดร้อง ซามูไรมีบทบาทในสังคมญี่ปุ่นยาวนานกว่าร้อยปี ก่อนจะสิ้นสุดลงในยุคเมจิช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย สร้างรูปแบบกองทัพตามแบบประเทศตะวันตก ลดอำนาจของระบบศักดินารวมถึงเลิกสถานะซามูไร ยกเลิกสิทธิในการพกดาบ Katana ในที่สาธารณะ และสิทธิในการฆ่าใครก็ได้ที่ไม่ให้ความเคารพต่อซามูไร ด้วยเหตุผลต่าง ๆ จึงทำให้ซามูไรส่วนมากหันไปเป็นนักเขียนและทำงานในรัฐบาลแทน สิ่งที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งเมื่อพูดถึงซามูไรคือ บูชิโด และ ฮาราคีรี ซึ่งฮาราคีรีนั้นมีความหมายเดียวกับเซ็มปุกุ เป็นการสำเร็จโทษด้วยเกียรติของเหล่าลูกผู้ชายซามูไร อาทิ การไม่สามารถรักษาชีวิตของผู้เป็นนายได้ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนฐานอำนาจ ซามูไรที่จงรักภักดีไม่ยอมสวามิภักดิ์กับกลุ่มอำนาจใหม่ก็จะทำการคว้านท้องตัวเอง ซึ่งฮาราคีรีไม่ใช่แค่ความกล้าในการคว้านท้องปลิดชีวิตตัวเองเท่านั้น แต่มันคือสัญลักษณ์ของอุดมการณ์ที่แน่วแน่ จึงทำให้ฮาราคีรีเป็นสิ่งที่มีค่าน่านับถือในสังคมญี่ปุ่นสมัยโบราณ แม้จะหมดสิ้นยุคสมัยซามูไรไปแล้ว ก็ยังมีชายญี่ปุ่นรักชาติเลือดซามูไรที่ยึดถือเกียรติยศนี้อยู่ นั่นคือชายที่มีชื่อว่า Mishima Yukio (มิชิมะ ยูกิโอะ)


