ไม่ว่าจะนิยมความหวือหวาหรือความเรียบง่าย เชื่อว่าทุกคนจะต้องเสิร์ฟท่า Missionary ไว้เป็น Main Course ที่ขาดไม่ได้ เพราะมันคือท่าสุดแสนเบสิกที่จะว่าเรียบง่ายก็เรียบง่าย แต่ความร้อนแรงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่าอื่นเลย มันเลยสามารถอยู่ได้ในทุกฟีลลิ่งของเซ็กซ์ไม่ว่าเราอยากจะ Vanilla หวานหอมเบสิก หรืออยากจะเป็นรสชาติที่ซาบซ่านขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าหากเริ่มเบื่อกับ Missionary แบบเดิม ๆ UNLOCKMEN ขอแนะนำเทคนิคดี ๆ ที่จะมาเพิ่มไฟรักให้ลุกโชนแม้จะเป็นท่าเบสิกที่เคยทำมาตลอดก็ตาม พูดคุยกันนิดหน่อย ใช้สายตาเยอะ ๆ ในท่านี้ที่เราได้หันหน้ามาเจอกันแบบจัง ๆ ทำให้เรามีโอกาสได้โฟกัสที่อีกฝ่ายมากขึ้น ทั้งเรื่องของการพูดคุยและการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสายตาที่หลายคนมองข้ามไป พอมีโอกาสได้หันหน้ามาเจอกันแบบนี้แล้ว อย่าเพิ่งรีบร้อน อุ่นเครื่องด้วยสายตาเย้ายวน เร่าร้อน หรือความรู้สึกอ่อนโยนก็ได้ทั้งนั้น มองหน้าอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ หยอดคำชมว่าวันนี้เธอสวยแค่ไหน พูดคุยให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ถามถึงวันที่เหน็ดเหนื่อยของเธอ บอกให้เธอซาบซ่านด้วยคำแสนซุกซน เซ็กซ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้จะได้ช่วยผ่อนคลายความเครียดให้เธอมากกว่าเดิม อย่าละเลย Oral Sex พูดคุยกับประมาณนึงแล้ว เริ่มต้นอุ่นเครื่องเล้าโลมกันได้เลย ทำตามความชอบและความถนัดของทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่ห้ามลืมคือ Oral Sex ถึงอย่างนั้นก็อย่ามัวแต่ฟาดฟันกับพื้นที่ชุ่มน้ำจนมันฝืนเกินไป ลองกระตุ้นที่จุดอ่อนไหวอย่าง ท้องน้อยหรือหน้าท้อง ต้นขาด้านใน ไม่ว่าจะเป็นนิ้วมือไล่เลียงทีละนิ้ว หรือลิ้นที่ชุ่มฉ่ำของเราก็ได้ทั้งนั้น ให้มันเดินทางไปเรื่อย ๆ
“คุณเข้าโซเชียลมีเดียครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และใช้เวลากับมันนานแค่ไหน” ว่ากันตามตรง ประโยคคำถามข้างต้นมันเป็นคำถามที่ส่วนตัวแล้วเราเองก็ไม่ค่อยอยากจะเอามาพูดถึงบ่อย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่งานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันอยู่แล้วว่าถ้าใช้มากไปก็อาจมีผลเสียตามมา แต่พวกเราหนุ่มเมืองยังคงต้องใช้มันเป็นช่องทางสื่อสาร ส่งงาน แชร์ความรู้ หรือประชุมงาน ดังนั้น เวลามีเรื่องอัปเดตเกี่ยวกับข้อมูลพฤติกรรมการใช้โซเชียลที่น่าสนใจ มีผลกับเราโดยตรง เราจึงเห็นว่าตัองเอามาบอกกัน เพราะอย่างน้อยรู้ไปก็ดีกว่าไม่รู้ ส่วนจะจัดสรรเวลาให้ดีขึ้นได้ไหม เราเองก็คิดว่าต่อให้แน่นแค่ไหนก็คงยังพอมีทางออกให้ได้บ้าง IG, SNAPCHAT & FACEBOOK gonna killed US? ล่าสุดในวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ประจำเดือนธันวาคมตีพิมพ์ผลวิจัยที่ว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียกับความเหงาว่ามันติดกันมาเป็นแพ็คคู่ โดย Penn research เขาวิจัยกันจริงจังด้วยการทดลอง “ตัดขาด” คนจากโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ไม่ว่าจะ Facebook, Snapchat และ IG แล้วพบว่าสุขภาพมันดีขึ้นจริง ๆ การทดลองนี้ใช้คนเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 143 คน (ผู้หญิง 108 คนและผู้ชาย 35 คน) จากกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ University
สำหรับหนุ่ม ๆ อย่างเราที่ในแต่ละวันใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับงาน พอฟ้ามืดลงก็มุ่งสู่ปาร์ตี้ที่ร้านประจำ Work Hard Play Hard วนเวียนเป็นวัฎจักรตามสไตล์ Urban Men จนบางครั้งอาจหลงลืมไปว่าการออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเห็นโลกกว้างก็สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นการพักทั้งร่างกายและจิตใจ ชาร์จแบตเติมพลังให้ตัวเอง เก็บสะสมประสบการณ์ที่ซุกซ่อนรอให้ค้นพบอยู่ทั่วทุกมุมโลก แล้วจะไปไหนดี ? วันนี้ UNLOCKMEN จะมาช่วยตอบคำถามโหดหินนี้ให้เอง เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นหนุ่มสไตล์ไหน จะสุขุมหรือเฮฮา ในโลกใบนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับคุณอยู่ เพียงแต่คุณอาจจะยังไม่รู้ เอาล่ะ เตรียมจัดกระเป๋าและออกเดินทางกันเถอะ หนุ่มโรแมนติก Hanoi, Vietnam เพราะความโรแมนติกไม่ได้อยู่แค่ที่ปารีสหรือเวียนนา แค่เพียง 1 ชั่วโมงนิด ๆ จากกรุงเทพฯ ทุกคนก็สามารถสัมผัสความโรแมนติกได้เช่นกัน อาจจะไม่ใช่ความโรแมนติกในอุดมคติที่หรูหรา แต่สิ่งที่ฮานอยจะมอบให้คุณและคนรักคือความโรแมนติกแบบเรียบง่าย ที่สำคัญคือสบายกระเป๋าแน่นอน ด้วยความที่ฮานอยเป็นเมืองเก่าแก่ ดังนั้นเราจะยังได้เห็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนโดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมที่เดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน มีความโรแมนติกเจือปนอยู่ อย่างไรก็ตามอีกด้านหนึ่งของฮานอยคือเมืองใหญ่ ดังนั้นวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกก็ไม่ขาดตกบกพร่อง ทริปของคุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการเดินสำรวจเมืองอันแสนวุ่นวายแต่ก็เรียบง่ายเมืองนี้ รับประทานอาหารท้องถิ่นข้างทาง ก่อนจะเพิ่มระดับความโรแมนติกด้วยการไปเยือนทะเลสาบ Hoan Kiem ต่อด้วยล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินที่ Halong Bay เป็นทริปที่ผู้ชายสายโรแมนติกไม่ควรพลาด หนุ่มนักเข้าสังคม Sydney, Australia ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่ Sydney
ฟังคำพูดมาเป็นร้อยเป็นพันคำ แต่ก็แยกไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นจริงสักกี่เปอร์เซ็นต์ เลยต้องมาตกตะกอนกันว่าไอ้หมอนั่นพูดจริงสักแค่ไหน แต่การเอ่ยปากถามตรง ๆ ว่ามึงโม้ป่าววะ ? มันช่างดูไม่มีชั้นเชิงเอาเสียเลย UNLOCKMEN ขอเสนอเทคนิคเจ๋ง ๆ ที่เราไม่ต้องเป็นนักสืบมือดี FBI ตัวท็อป ไม่ต้องมีลูกไม้หลอกล่ออะไร ก็สามารถประเมินความจริงจากปากฝ่ายตรงข้ามได้ ด้วยการ “มองตา” นั่นเอง มาดูกันว่า นอกจากดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว มันจะสามารถบอกความจริงในคำพูดได้ยังไงกันบ้าง Word Don’t But Eye Contact Says เราอาจจะคุ้นชินกับประโยค Cliché ที่ว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” และตอนนี้ University of Tampere Conducted ก็ได้ยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน จากการศึกษาเกี่ยวกับ Eye Contact ของคนเราโดยตรง แล้วพบว่านอกจากการสังเกตอาการต่าง ๆ ของดวงตาว่าอีกฝ่ายพูดจริงแค่ไหน เรายังสามารถบังคับอีกฝ่ายแบบทางอ้อมได้ด้วยการมองตา เท่ากับว่า นี่ไม่ใช่แค่การหาความจริงแต่สามารถบีบบังคับให้อีกฝ่ายพูดความจริงได้ด้วยสายตาอีกด้วย การศึกษาที่ว่านี้ ทำการทดสอบด้วยกลุ่มทดลอง 51 คน อายุตั้งแต่วัยเลือดร้อน 19 ปีไปจนถึงวัยทำงาน 37 ปี มาเล่นเกมกัน ในเกมนี้พวกเขาได้รับอนุญาตให้สามารถโกหกได้
หนุ่มเมืองทุกคนรู้กันดีว่าหัวมุมถนนของประเทศเราไม่เคยเงียบเหงา เพราะเราจะได้แสงสว่างของป้ายร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นมาเป็นเพื่อนคู่ใจเสมอ ยิ่งเป็นชายโสดยิ่งได้ใช้บริการบ่อยกว่าเพราะที่แห่งนี้มันช่วยเติมความอิ่มท้อง กับแกล้มเคี้ยวเพลิน พร้อมกับแอลกอฮอล์สะดวกซื้อให้พวกเราได้จิบกันชุ่มคอ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาหลังเจอดราม่าจดหมายคุณอลงกรณ์ พลบุตร ส่งถึงเจ้าสัว CP ธนินทร์ เจียรวนนท์ เข้าไป เราเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงอยากรู้เรื่องราวเส้นทางธุรกิจของ 7-Eleven มากขึ้น ว่าเส้นทางบริการเติบโตมาอย่างไรและจริงหรือที่เซเว่นจะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยทยอยตายไปเรื่อย ๆ UNLOCKMEN ขอไล่เรียง Timeline ธุรกิจเซเว่นในประเทศไทยเพื่อให้การพูดคุยของพวกเรามันส์และจริงจังขึ้น ใครพร้อมแล้วเราไปดูพร้อมกัน จากร้านขายน้ำแข็งใน Taxas สู่ร้านสะดวกซื้อทั่วโลก เริ่มกันที่ภาพกว้างกันก่อนลงดีเทลในบ้านเรา จุดเริ่มต้นของเซเว่น อีเลฟเว่น (ที่ยังไม่ได้ชื่อว่าเซเว่น) กำเนิดขึ้นครั้งแรก พ.ศ. 2470 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยบริษัทเซาท์แลนด์คอร์ปอเรชั่น ดำเนินกิจการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำแข็ง แต่หลังจากขายน้ำแข็งแล้วก็เริ่มขยายกิจการต่อด้วยการเอาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นมาขายเพิ่มเติมด้วย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อว่า “Tote’M store” ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง พ.ศ. 2489 เป็น “เซเว่น – อีเลฟเว่น” โฆษณาชิ้นแรกของเซเว่น ทำไมต้องเซเว่น – อีเลฟเว่น
โคเคนเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กันดีว่าคือสารเสพติดผิดกฎหมายที่ให้โทษแก่ร่างกาย และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ เพราะก่อนจะถูกสกัดจนเป็นผงขาวที่ใช้เสพกันอย่างในปัจจุบัน โคเคนได้ถูกใช้งานในรูปแบบต่างๆ มานานกว่าพันปีแล้ว ต้นกำเนิดของโคเคนนั้นเกิดจากใบโคคา พืชประจำถิ่นในอเมริกาใต้ที่มีความผูกพันอย่างยาวนานกับชนพื้นเมืองแถบเทือกเขาแอนดีส โดยจะนิยมเคี้ยวใบโคคาเวลาทำงาน เพราะสรรพคุณที่ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า สามารถใช้เป็นยาชา ลดอาการ Altitude Sickness หรืออาการแพนิคที่สูงจากความดันอากาศและปริมาณออกซิเจนที่ลดลง เนื่องจากบริเวณเทือกเขาแอนดีสมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,000 – 4,000 เมตร ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้ชนพื้นเมืองนิยมเคี้ยวใบโคคาและนำมาต้มดื่มเหมือนน้ำชากันอย่างแพร่หลาย คล้ายกับคนไทยในสมัยก่อนที่นิยมเคี้ยวหมาก ต่อมาสรรพคุณสารพัดประโยชน์ของใบโคคานั้นดันไปเข้าตาเภสัชกรชาวอเมริกันอย่าง ดร.จอห์น เพมเบอร์ตัน ที่คัดเลือกวัตถุดิบต่างๆ เพื่อผลิตเครื่องดื่มที่รู้จักกันทั่วโลกอย่าง Coca-Cola โดยใช้โคเคนเป็นหนึ่งในส่วนผสมปริมาณน้อยแค่ 9 มิลลิกรัมต่อขวดเท่านั้น เพราะจุดประสงค์ของโค้กในช่วงแรกคือเครื่องดื่มเพื่อบรรเทาอาการเสพติดฝิ่น บำรุงประสาท และลดอาการอ่อนเพลีย จนในที่สุดการใส่โคเคนในโค้กก็ได้ถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1904 เพราะถือเป็นสารเสพติดที่ผิดกฎหมาย และวงการแพทย์รับรู้ถึงผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายของโคเคน แล้วอะไรที่ทำให้โคเคนกลายเป็นสารเสพติดที่นิยมในงานปาร์ตี้ของเหล่าคนมีเงินในปัจจุบัน? ถ้าถามว่าทำไม ก็จะได้คำตอบแบบง่ายๆ กลับมาว่าเพราะสนุก เมื่อเสพแล้วจะรู้สึกเคลิ้ม อารมณ์ดี หัวเราะกับเรื่องง่ายๆ แถมยังลดความประหม่าในการเข้าสังคม ทำให้เอ็นจอยไปกับปาร์ตี้ และกระตุ้นความต้องการทางเพศให้มากกว่าปกติ ซึ่งโคเคนนั้นเป็นที่นิยมในหมู่สังคมเซเลปชาวอเมริกันและอังกฤษมากกว่าที่ไทย ถึงขนาดที่อังกฤษเคยได้ฉายาว่าเมืองแห่งโคเคนเพราะหาซื้อง่ายแถมราคาถูก ตรงกันข้ามกับในไทย เพราะราคาที่ค่อนข้างสูงของโคเคนทำให้กลุ่มผู้ใช้ถูกจำกัดเป็นวงแคบ จะต้องเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง
กลายเป็นปีแห่งการครอสโอเวอร์ข้ามสายร่วมงานกันระหว่างแบรนด์เสื้อผ้าทั่วโลกไปแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ Timberland ที่พึ่งร่วมงานกับ Off-White ไปหมาด ๆ เมื่อต้นปี ก่อนล่าสุดจะตัดสินใจร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาคลาสสิคอย่าง Champion เพื่องานคอลแลปส์ 2 ชุดใหม่ที่กำลังปล่อยออกมาพร้อม ๆ กัน ภาพตัวอย่างบางส่วนของ “Luxe Pack” และ “Sport Pack” 2 คอลเลกชันล่าสุด ที่เกิดจากการความร่วมมือกันของ Timberland และ Champion ถูกส่งออกมาตอกย้ำข่าวลือ หลังจากมีภาพของ 6-Inch Boot ที่มีโลโก้ของทั้งสองค่ายแปะไว้หลุดออกมา ซึ่งในคอลเลกชันนี้ดูเหมือนจะมี Items ที่น่าสนใจมากกว่ารองเท้าหลายชิ้นเลยทีเดียว TIMBERLAND X CHAMPION มีการเปิดเผยรายละเอียดคร่าว ๆ บางส่วนคือในแคปซูล “Luxe Pack” จะประกอบไปด้วยเครื่องแต่งกายที่ผสมผสานระหว่างแนวทางของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน และถ่ายทอดออกมาผ่านทาง Sportwear ไม่ว่าจะเป็น Tees ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบแขนสั้นและยาว นอกจากนี้ยังมี Fleece-Line Hoodies และ Jogger Pants รวมกันอยู่ในคอลเลกชันด้วย แต่ในส่วนของแคปซูล “Sport Pack” จะเน้นไปทาง Premium
Roadster หนึ่งในรูปแบบรถสปอร์ตยอดนิยมในบ้านเรา ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวสุดเท่ ขนาดคล่องตัว สมรรถนะที่ตอบโจทย์หนุ่ม ๆ ผู้หลงใหลในความเร็วได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากรถอย่าง Mercedes-Benz SLC และ Porsche Boxster แล้ว หนึ่งในโมเดลซึ่งเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในบ้านเราคงจะหนีไม่พ้น BMW Z4 ที่ตอนนี้เตรียมเปิดตัวรถในรุ่นปี 2019 ออกมาแล้ว เปิดตัวพร้อมดีไซน์ภายนอกโดดเด่นแปลกตาไปจากเดิมมาก เพราะ Z4 (2019) เปลี่ยนมาใช้หลังคาแบบ Softtop ที่สามารถถอดเข้าออกได้แทนที่หลังคาแบบ Hardtop พับเก็บเหมือนใน Z4 (E85) นอกจากนี้ตัวหลังคาก็สามารถกระจายความร้อนจากแสงแดดเพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสารลงอีกแรง เหมาะกับแดดโหด ๆ ในบ้านเราแน่นอน นอกจากนี้ การเปลี่ยนรูปแบบหลังคายังทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาขึ้นทำให้ปราดเปรียวขับสนุกขึ้นอีกด้วย Z4 (2019) มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องขนาดไปบ้างเล็กน้อย กับความยาว 2479 มิลลิเมตร น้อยกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 25 มิลลิเมตร แต่ก็แลกมาด้วยความกว้างของฐานล้อที่เพิ่มมากขึ้นถึง 50 มิลลิเมตร ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสายกว้างขึ้นตามไปด้วย ก่อนเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าทรงตาฉลามและตะแกรงระบายอากาศใหม่ ซึ่งเมื่อบวกเข้ากับล้อขนาด 19 นิ้ว ที่ถูกออกแบบพิเศษให้มีหน้ายางกว้างขึ้น
หลังจากที่ Kim Jones ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษได้เคยสร้างความฮือฮาให้กับโลกแฟชั่นด้วยการส่ง Louis Vuitton x Supreme ออกสู่สายตาไปเมื่อปี 2017 แต่ในปีนี้โจนส์ได้โบกมือลา Louis Vuitton เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นปี และได้เปิดตัวคอลเลกชั่นเดบิวต์ในฐานะ Artistic Director คนใหม่ของ Dior บนรันเวย์ Spring/Summer 2019 ได้อย่างน่าประทับใจ คอลเลกชั่นเปิดตัวของโจนส์ในครั้งนี้ถือเป็นการผลิกโฉม Dior Homme ครั้งใหญ่ เพราะเมื่อนึกถึง Dior Homme ก็คือสไตล์เรียบหรูที่มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ตามสุภาพบุรุษแบบดิออร์ ซึ่งโจนส์ก็ไม่รอช้าที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้แก่แบรนด์โดยเปลี่ยนคอนเซปต์จากสุภาพบุรุษขรึมมาเป็นสุภาพบุรุษที่มีลุคสบายๆ ที่ยังคงความเนี๊ยบเท่อยู่ ด้วยการหยิบโทนสีพาสเทลอย่างขาวครีม ชมพูอ่อน และฟ้า รวมไปถึงลายดอกต้อนรับซัมเมอร์มาผสมกับโทนสีเข้มแบบดั้งเดิมของดิออร์ และได้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก Homme ให้กลายเป็น Men เพื่อสร้างความรู้สึกที่เข้าถึงง่ายขึ้นอีกด้วย แรงบันดาลใจในการเปลี่ยนสไตล์ของ Dior Homme ให้กลายเป็น Dior Men ของโจนส์นั้นได้มาจากการศึกษาไลฟ์สไตล์และการทำงานของผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง คริสเตียน ดิออร์ ที่ต้องคลุกคลีอยู่ในแวดวงแฟชั่นทั้งชายและหญิง เพื่อนำเสนอแฟชั่นที่ไม่มีการแบ่งเพศ พร้อมตอบรับกับกระแสเฟมินีนที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน นอกจากการเปลี่ยนดีไซน์เสื้อผ้าในทิศทางใหม่ที่สร้างความฮือฮาแล้ว
นักแสดงคือคนที่มารับบทเป็นตัวละครนั้น ๆ ถ่ายทอดตัวตนของตัวละครให้ออกมาใกล้เคียงกับภาพในหัวของผู้กำกับที่สุด เราจึงมักซูฮกนักแสดงที่สามารถเปลี่ยนบทบาทของตัวเองไปได้หลากหลายตามตัวละครที่ตัวเองได้รับบท ซึ่งนักแสดงมากฝีมืออย่าง JOHNNY DEPP ก็คงเป็นชื่ออันดับต้น ๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง บทที่โด่งดังที่สุดของเขาคงไม่พ้นกัปตันสุดเพี้ยนจาก Pirates of the Caribbean ที่ทำให้ใครหลายคนติดภาพการแสดงเพี้ยน ๆ ของเขาในเรื่องอื่นไปด้วย แต่ถ้าย้อนไปดูผลงานของเขาจะพบว่า เขาเป็นนักแสดงอีกคนที่ได้บทที่ท้าทาย เพราะมีความหลากหลายในคาแร็กเตอร์มาก ๆ ตั้งแต่นักเขียนประสาทหลอน ช่างตัดผมสุดอำมหิต แวมไพร์สุดเพี้ยน หรือแม้แต่ตัวประหลาดที่มีมือเป็นกรรไกร UNLOCKMEN เลยขอเลือกหนังเจ๋ง ๆ ที่นำแสดงโดย JOHNNY DEPP ให้เราได้เสพบทบาทของเขาในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกัน (โดยไม่ได้เป็นการจัดอันดับหนังดีแต่อย่างใด เลือกเอาตามความชอบเหมือนเพื่อนแลกหนังกันดู) Cry-Baby (1990) Director : John Waters เราจะได้เห็น Depp วัยละอ่อนที่ความหล่อกำลังเปล่งประกาย เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่องนี้ Cry-Baby หนุ่มสุดฮอตของโรงเรียน ที่เสน่ห์ของเขามีตั้งแต่หน้าตา คารม บุคลิก ซึ่งเขาสามารถเอาชนะใจ Allison Vernon-Williams สาวหัวโบราณที่เหมือนหลุดมาจากสังคมชั้นสูง เรื่องนี้จะได้เห็นเขาเล่นเป็นคาสโนว่า ซึ่งเหมาะกับเขามากกว่าบทเพี้ยน ๆ เสียอีก และเรื่องนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในช่วงนั้น เนื้อเรื่องก็เป็นหนังวัยรุ่นธรรมดา ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก


