วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ทำงานมาแป๊ปเดียวนี่ก็ขึ้นปีใหม่อีกแล้ว เราเชื่อว่าช่วงเวลานี้ผู้ชายเราส่วนใหญ่เพิ่มผ่านการเผชิญหน้ากับวิกฤตปลายปีอย่าง “การประเมินผลการทำงาน” ทำให้ต้องรีบปั่นความ Productive โค้งสุดท้ายเพื่อเรียกคะแนนโบนัสกันสักหน่อย เมื่อ “Measure is coming.” มันก็ถึงเวลาที่แบบประเมินอักษรภาษาอังกฤษจะกลับมาให้ได้ยินอีกครั้ง ทั้ง PDCA, KPIs (อันนี้ได้ยินบ่อย หลายบริษัทในไทยก็ยังทำอยู่) และ OKRs แต่ที่ดูจะมาแรงสุดจนหลายบริษัทออกมาโหมกระหน่ำทำตามกันตอนนี้คือ OKRs ซึ่งเราได้ไปเก็บข้อมูลและนำมาอธิบายให้ชาว UNLOCKMEN เห็นภาพกันมากขึ้น แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น คุณว่าระบบการประเมินการทำงานที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง ดีไหม แล้วมันวัดคุณภาพของคุณได้จริงหรือเปล่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” เสี้ยวความจริงในวันนี้ ก่อนที่จะไปเข้าเรื่อง KPIs กับ OKRs เรามาพูดเรื่องการประเมินกันก่อนเลยดีกว่า อันที่จริงถ้าจะมีใครสักคนที่รู้และบอกว่าคุณทำงานนั้นได้ดี หรือเต็มความสามารถของตัวเองจริงหรือเปล่า มันก็มีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร เพราะคุณคือคนลงมือทำและรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันยากหรือง่าย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในระบบของบริษัท คุณก็ต้องเข้าสู่ระบบตัดเกรดโดยผู้มีอำนาจสูงกว่า ด้วยมาตรฐานที่สามารถมองเห็นได้เป็นรูปธรรมมากกว่าความรู้สึก เพื่อให้ทางบริษัทรู้ว่าเขาจ้างคนได้สมราคาไหม หรือคนนี้ควรได้รับค่าตอบแทนคุ้มความเหนื่อยตลอดปีเป็นโบนัสก้อนโตหรือเปล่า และนั่นแหละคือที่มาของการประเมิน ยุคสมัยของการประเมินเกิดขึ้นครั้งแรกก่อนที่เราจะเกิดกันเสียอีก เพราะเริ่มต้นก่อนปี 1900 โดยเขาเรียกยุคนั้นว่า “The Age of Reform” เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี
เจ้าของนัยน์ตาสุดเซ็กซี่ที่ทำให้สาว ๆ ตกอยู่ในภวังค์มานักต่อนักอย่าง Ryan Gosling ที่เรามักจะคุ้นเคยกับภาพของเขากับ Look หนุ่มเนี้ยบในชุดสูทอยู่ตลอดเวลา และเขาเองมักจะได้รับบทที่เข้ากับลุคนั้นของเขาอยู่หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Crazy, Stupid, Love,The Ides of March, Gangster Squad ลองเปลี่ยนมาดูบทบาทอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเป็นหนุ่มสุดแสนจะเพอร์เฟ็กต์ กับหนัง 5 เรื่องที่เราคัดมาให้ จะได้เห็นเขาตั้งแต่ หนุ่ม Loser ที่พยายามประคับประคองชีวิต สายลับชีวิตเฮงซวย ไปจนถึงบท Driver หว่อง ๆ The Nice Guys (2016) Director : Shane Black ชีวิตห่วยแตกกันตั้งแต่เปิดเรื่องมา Holland March นักสืบไส้แห้ง ที่พร้อมจะสืบมันทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีเงินเข้ากระเป๋าบ้าง เพราะเขาเองก็มีลูกสาววัยกระเตาะอยู่คนนึง ต้องมาร่วมมือกับ Jackson Healy นักเลงหัวไม้ที่รู้ตัวว่ามีดีด้านนี้ จึงรับจ้างสอยทุกคนที่ได้เงิน (ถือว่ามีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างแรงกล้า) เพื่อสืบหาสาวน้อยคนนึงที่หายตัวไป เมื่อคนเรื้อนสองคนมาเจอกัน คิดดูว่ามันจะออกมาชวนหัวขนาดไหน แต่เรื่องราวมันยิ่งปั่นประสาทมากขึ้น เมื่อยัยสาวน้อยคนนั้นไม่ใช่แค่หายตัวไปธรรมดา ๆ
วันนี้ไม่รู้สึกประหม่าอย่างที่เคย เพราะถึงแม้เราจะสัมภาษณ์คนมาไม่น้อย แต่ทุกครั้งก็จะมีอาการประหม่าร่วมด้วย มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสัมภาษณ์ใคร แต่ครั้งนี้ต่างออกไป อาจเป็นเพราะเรากับคนที่เราจะสัมภาษณ์รู้จักกันเป็นการส่วนตัว นั่งดื่มกันมาก็หลายครั้ง เขาคือผู้กำกับหนุ่มรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง งานทุกชิ้นมีเอกลักษณ์ชัดเจน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เรากับเขาจะได้คุยกันเรื่องงานที่เขาทำอยู่บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาถึงแม้เราจะรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้กำกับ แต่ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระทั่วไปตามประสาผู้ชายเสียมากกว่า สถานที่นัดหมายก็ไม่ใช่ที่ไหน เป็นร้านประจำที่เรากับเขาเคยนั่งดื่มด้วยกันบ่อย ๆ เรามาถึงในช่วงพลบค่ำตามเวลานัด พบว่า ‘ณัฐชนน วะนา’ หรือที่เราเรียกเขาติดปากว่า ‘วะนา’ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว และหลังจากพูดคุยเรื่องทั่วไปจบลง บทสนทนาลงลึกก็เริ่มต้นขึ้น ณัฐชนน วะนา คือใคร ช่วยแนะนำตัวให้คนที่ยังไม่รู้จักเราหน่อยครับ? “สวัสดีครับ ณัฐชนน วะนา เป็นผู้กำกับฟรีแลนซ์ กำกับทั้งโฆษณา MV รวมถึงหนังของตัวเองด้วยครับ แต่ก็พยายามคิดโปรเจ็กต์ใหม่ที่แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองเคยทำอยู่เรื่อย ๆ ครับ” จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อะไรคือจุดเริ่มต้นของการอยากเป็นผู้กำกับ Turning Point อยู่ตรงไหน? “เริ่มจากเราอยากเรียนศิลปะ เรียนเพ้นท์ เลยลองคุยกับที่บ้าน ที่บ้านเค้าอยากให้เราเรียนสื่อ เราก็รู้สึกสนใจ ซึ่งถือว่าเรารู้ตัวเร็วเพราะตอนนั้นเพิ่งม.4 เอง อาชีพผู้กำกับก็เข้ามาตั้งแต่ตอนนั้น เราก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรเกี่ยวกับอาชีพนี้หรอก แต่พอได้เริ่มทำโปรเจ็กต์ส่วนตัวตอนเข้าปี 1 เราก็รู้สึกชอบ รู้สึกว่างานนี้มัน
ซีรีส์สุดเท่ในดวงใจใครหลายคน การันตีด้วยรางวัลจากเวทีใหญ่อย่าง Golden Globes (และรางวัลอีกเต็มตู้) เนื้อเรื่องขายความดิบ เถื่อน และวิถีไบก์เกอร์ เนื้อเรื่องหลักจะพูดถึง กลุ่ม SAMCRO ที่เป็นไบก์เกอร์สุดเฮี้ยว ทำธุรกิจสีเทาอย่างค้าอาวุธปืน และอื่น ๆ อีกเล็กน้อย แม้จะทำผิดกฎหมายแต่ยังอยู่ได้เพราะให้ความคุ้มครองกับชาวบ้านในเมืองนั้น จนเป็นที่คุ้นเคยกันดี แต่คนเยอะเรื่องก็เยอะตามไปด้วย เบื้องหลังแก๊งแจ็คเกตหนังไม่ได้อยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคี 100% สักเท่าไหร่ มีการปะทะกันด้านอุดมการณ์ของ Jax Teller ลูกชายผู้ก่อตั้งกลุ่มนี้ ที่ต้องการให้กลับไปเป็นแบบที่ควรจะเป็น กับ Clay Morrow ผู้บ้าดีเดือด ประธานกลุ่มคนปัจจุบัน ใครที่หลงรัก Harley Davidson และเพลง American Rock ต้องคลั่งไคล้เรื่องนี้แบบโงหัวไม่ขึ้นแน่นอน เพราะเพลงประกอบนั้น โคตรเท่ไม่แพ้ตัวซี่รีส์เองเลย จนเราต้องรวบรวมมาเป็น Playlist ให้ทุกคนได้ฟังกันแบบเต็มอิ่ม 20 เพลงที่คัดมาให้แบบเน้น ๆ สำหรับใครที่สะดวกฟังบน Spotify ตามไป Follow กันได้ที่ Playlist Harley’s Studio Band
คำว่ามังงะหรือการ์ตูนนั้นคือสิ่งที่อยู่คู่กับเด็กมาอย่างยาวนาน เป็นมายาคติทางสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยทั้ง 2 สิ่งนี้ก็ไม่เคยถูกแยกออกจากกัน แต่แท้จริงแล้วในโลกมังงะอันกว้างใหญ่นั้น มีผลผลิตมากมายที่เด็ก ๆ ไม่ควรแม้แต่จะเปิดอ่าน เพราะเนื้อหาอัดแน่นไปด้วยความรุนแรง เลือด ภาพชวนอาเจียน หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์ แต่ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่พ้นวัยทำใบขับขี่มาแล้วสามารถอ่านได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังโหยหามังงะเนื้อหาหนักหน่วงอยู่ล่ะก็ วันนี้เรามีมาแนะนำด้วยกันทั้งหมด 5 เรื่อง รับรองว่าดาร์กสมใจแน่นอน Berserk Written by: เคนทาโร่ มิอุระ ถึงแม้เรื่องนี้จะขึ้นแท่น ‘มังงะที่อาจไม่ได้อ่านตอนจบในชาตินี้’ แต่ถ้าพูดถึงมังงะสายดาร์กแล้วไม่มี Berserk อยู่ในลิสต์คงเป็นอะไรที่ไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมังงะเรื่องนี้คือตำนาน และเป็นรุ่นบุกเบิกของมังงะสายดาร์กเลยก็ว่าได้ Berserk เล่าเรื่องของ ‘กัทส์’ เด็กกำพร้าที่มีชะตากรรมน่าสงสาร ทุกสิ่งโหดร้ายกับเด็กชายคนนี้ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขาเติบโตขึ้นมาเป็นทหารรับจ้างผู้โดดเดี่ยว กัทส์ต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยสงคราม ไม่เพียงเท่านั้น เขายังต้องพบเจอทั้งการถูกหักหลังและเรื่องราวสุดเลวร้ายเกินจินตนาการ ไม่เพียงเนื้อเรื่องจะเข้มข้นเท่านั้น ในส่วนของลายเส้นก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ผู้เขียนใช้เทคนิคการถมดำเพื่อสื่อความรุนแรงของเรื่องให้ออกมาสมจริงที่สุด เรียกว่าหยิบมาอ่านเมื่อไรก็มือดำเมื่อนั้น สำหรับใครที่กำลังอยากเสพเนื้อหาหนักหน่วงรุนแรง Berserk คือมังงะระดับตำนานที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง Junji Ito สำหรับลำดับที่ 2 ในลิสต์นี้ไม่ใช่ชื่อของมังงะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นชื่อของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังผู้ได้รับฉายา ‘ราชาแห่งการ์ตูนสยองขวัญ’ ผลงานของอาจารย์จุนจิ อิโต้
แม้จะเป็นเจ้าของบทบาท Jack Reacher มาแล้วถึงสองภาค และหนังแอ็กชั่นที่ดีกรีความระห่ำไม่แพ้ใครมาหลายต่อหลายเรื่อง ก็ไม่ได้ทำให้ Tom Cruise ถูกเลือกให้ไปต่อใน Jack Reacher ภาค TV Reboot เหตุเพราะความสูงของเขาที่ถูกวิจารณ์มาตลอด UNLOCKMEN จะพามาดูกันว่า ทั้ง ๆ ที่เคยแสดงเรื่องนี้มาแล้วถึงสองภาคแท้ ๆ ทำไมเขาส่วนสูงของเขาถึงเพิ่งมีปัญหาเอาตอนนี้ ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจว่า ภาพยนตร์เรื่อง Jack Reacher เนี่ย มันสร้างมาจากหนังสือในชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นผลงานเขียนของ Lee Child พอมันมาจากหนังสือปุ๊บ เราก็คงคุ้นเคยกันอยู่แล้วว่านักเขียนเจ้าของลิขสิทธิ์เนี่ย ก็มักจะออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากตัวหนังสือที่เขาเรียบเรียงเป็นปกติ เรื่อง Jack Reacher เองก็เช่นกัน Lee Child ออกโรงเองเลยว่า ต้องการให้แฟน ๆ ช่วยกันเลือกนักแสดงให้ตรงใจที่สุดในเวอร์ชั่น TV Reboot “เพราะ Tom Cruise นั้นเตี้ยเกินไปทำหรับบทนี้” นั่นหมายความว่าเขาที่เคยรับบทนี้ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ในสองภาคที่ผ่านมา อย่าง Jack Reacher (2012) และ Jack Reacher:
Rockstar Games คือผู้ผลิตเกมชาวแก๊งขาโหดชื่อดังที่รู้จักกันดีอย่าง GTA และเคยออกเกมแนวคาวบอยอย่าง Red Dead Redemption มากวาดรางวัลมากมาย ทั้งรางวัลเกมแห่งปี, ออกแบบเกมยอดเยี่ยม, เสียงเกมยอดเยี่ยม และเทคโนโลยีเกมยอดเยี่ยม จากงาน Game Developers Choice Awards 2011 และรางวัลเกมยอดเยี่ยมตลอดกาลของเครื่อง PlayStation 3 จากนิตยสาร PlayStation 3 magazine UK ด้วยรางวัลการันตีรวมถึงยอดขายกว่า 15 ล้านชุด จึงทำให้ Red Dead Redemption กลายเป็นเกมคาวบอยที่ดีที่สุดในโลกอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ หลังจากภาคแรกในปี 2010 กับการรอคอยที่ยาวนานถึง 8 ปี Red Dead Redemption เกมคาวบอยที่ดีที่สุดได้กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในภาคต่ออย่าง Red Dead Redemption 2 หรือแปลแบบตรงตัวคือ แดง ตาย ไถ่ถอน 2 ที่แปลกและไม่ค่อยเท่เท่าไหร่ เหล่าเกมเมอร์จึงนิยมเรียกว่า
เคยไหม เวลาที่เราทำงานแล้วดันพลาดเพราะจุดบกพร่องที่เรามองไม่เห็นแต่เจ้านายดันมองเห็นและเรียกเราเข้าไปรับฟังคำปรับปรุง หลังฟังคอมเมนต์เราก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะเงียบ ๆ เฝ้าบอกตัวเองว่าจะไม่ทำผิดอีก จับจดกับมันจนนอยด์ โทษตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่ากูมันไม่ดี กูมันห่วย ความคิดแบบนั้นบางคนอาจจะสามารถพลิกไปใช้ในทางบวกให้ทำงานดีขึ้นได้ แต่เชื่อเถอะว่าการเฆี่ยนตัวเองบ่อย ๆ จากความคิดลบเพียงอย่างเดียว มันจะรีดพลังงานและความกระหายที่จะทำงานของเราไปจนหมด ดังนั้น เพื่อให้ทำงานได้โปรดักทีฟแบบไม่ต้องเจ็บทั้งตัวจากการโดนตำหนิของคนอื่น แล้วยังมาเจ็บใจซ้ำเพราะตำหนิตัวเอง ลองมาเปลี่ยนความคิด แล้วใจดีกับตัวเอง ให้โอกาสกับความผิดพลาดเสียบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ใช่ความเหลาะแหละ แต่เป็นประสิทธิภาพที่ดีเกินคาด หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องหลักลอย แต่นำมาผลงานและการศึกษาของ 2 นักวิจัย คือ Leah Weiss ศาสตราจารย์ที่ Stanford University Graduate School of Business ที่เขียนผลงาน How We Work: Live Your Purpose, Reclaim Your Sanity, and Embrace the Daily Grind (เราทำงานกันอย่างไร: อยู่เพื่อเป้าหมาย ฟื้นฟูจิตใจ และโอบกอดงานประจำ) กับ Shauna
ทุกวินาทีที่วิ่งผ่านเข้ามาในชีวิต ผลักดันให้เราเติบโตขึ้นอย่างน้อยก็ในจำนวนของอายุ ในแต่ละวันที่เราห่างไกลช่วงวัยที่เราเคยมีความสุขกับมัน ของใช้ในบ้านที่ประกอบกันออกมาเป็นบรรยากาศที่แสนคุ้นเคย อาหารกลิ่นหอมกรุ่น เครื่องดื่มแก้วโปรด หรือแม้แต่ประตูบ้านที่เราเคยเดินเข้าออกอยู่ทุกวัน แม้ว่ามันจะเคยเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำของเราขนาดไหนก็ตาม เราอาจจะหลงลืมเรื่องราวหลายอย่างไป แต่ไม่ใช่กับที่นี่ ‘HEI JII’ คาเฟ่ที่ประกอบเอารายละเอียดจากความทรงจำที่แสนอบอุ่น ให้เหมือนเราได้นั่งจิบกาแฟอยู่ในบ้านหลังเดิมอีกครั้ง จากปากซอยเจริญกรุง 43 เข้ามาเพียงไม่กี่ก้าว เราจะสังเกตเห็นร้าน ‘HEI JII’ ที่กลมกลืนอยู่กับชุมชนย่านนั้น แต่ไม่ได้จมหายลงไป ยังคงโดดเด่นด้วยไฟสีเหลืองอบอุ่นภายในร้าน ตัดกับประตูไม้บานเฟี้ยมสีดำได้อย่างลงตัว ด้านในผนังทั้งสองด้านจะโชว์ความดิบของปูนเปลือยและอิฐมอญแบบเก่า ล้อไปกับเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นของเก่าทุกชิ้น ไม่ใช่เป็นของใหม่จากโรงงานที่วินเทจเพียงดีไซน์อย่างแน่นอน ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในร้าน เสียงช้อนกระทบแก้วจากการชงเครื่องดื่ม ดังก้องอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีเมโทรนอมให้จังหวะอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เครื่องดื่มทุกแก้ว จะถูกชงใหม่ทุกครั้งด้วยความตั้งใจ ไม่รีบร้อน ตวงกันแก้วต่อแก้ว เปี่ยมไปด้วยความละเมียดละไม ราวกับทุกแก้วคือผลงานมาสเตอร์พีซ เสียงพูดคุยกับลูกค้าที่ผ่านไปมา ที่เป็นเหมือนการส่งต่อพลังบวกให้กันมากกว่าการซื้อขายสินค้า บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ทั้งหมดนี้ มาจากไอเดียของ “คุณมิก ประภาส ระสินานนท์” หนึ่งในหุ้นส่วนจากทั้งหมด 7 หุ้นของที่นี่ ได้เล่าถึงเรื่องราวของร้านนี้ว่า มาจากความประทับใจของเขาเมื่อครั้งไปเยือนคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมือง Seattle เลยอยากจะมีสถานที่ไว้ส่งต่อความสุขแบบนี้บ้าง จึงเลือกเป็นทำเลที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมากกว่าทำเลทองในที่อื่น ๆ เพราะอีกสิ่งที่เป็น Passion สำคัญในการผลักดันให้เขาหยิบจับแต่ละอย่างเข้ามาประกอบกันเป็นร้านนี้คือ ความทรงจำในวัยเด็ก ที่ใครหลายคนอาจหลงลืมมันไป
“Wine is the Only Artwork You Can Drink” – Luis Fernando Olaverri หนึ่งในประโยคคลาสสิกตลอดกาลเกี่ยวกับไวน์ ถือเป็นประโยคที่เราค่อนข้างชอบและเห็นด้วยกับมัน เนื่องจากถ้าเทียบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นแล้ว ไวน์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่ามาก ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่หนุ่ม ๆ อย่างเราจะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเครื่องดื่มผลไม้หมักชนิดนี้ เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ห่างไกลจากคำนั้นมาก ออกจะเป็นหน้าใหม่ในเรื่องนี้ แต่ด้วยความชอบบรรยากาศในการนั่งจิบไวน์กับเพื่อน ๆ เราจึงมีโอกาสไปเยือนร้านไวน์หลายต่อหลายแห่ง วันนี้เราจึงจะมาแนะนำร้านไวน์ที่เราชอบ ไม่จำเป็นต้องหรูหรือแพง แต่เป็นร้านที่เราไปแล้วมีความสุข Quince หนุ่ม ๆ นักสังสรรค์น่าจะรู้จัก ‘Sing Sing Theater’ กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในเวิ้งเดียวกันนั้นมีร้านอาหารที่เหมาะสำหรับการนั่งจิบไวน์อยู่ด้วย Quince ตกแต่งร้านด้วยบรรยากาศสบาย ๆ โปร่งโล่ง มีทั้งโซน Indoor และ Outdoor ให้เลือกนั่งกันได้ตามสบาย อาหารของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นอาหารยุโรปที่ปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ทุกเมนูอยู่ในการควบคุมของเชฟ Charlies เชฟประจำร้าน ไวน์ของที่นี่ส่วนใหญ่จะเน้นไวน์จากฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน แต่ถึงอย่างนั้นราคาก็ไม่ได้สูงจนจับต้องไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาวหรือไวน์แดงก็เริ่มต้นที่แก้วละ 230 บาทเท่านั้น Location: สุขุมวิท


