ไม่รู้ว่าเป็นแผนการตลาดหรือเป็นเพราะผลงานที่โดดเด่นกันแน่ สำหรับแบรนด์ไฮ-สตรีตชื่อดัง OFF-WHITE™ หลังจากที่ล่าสุดพวกเขาถูกยกให้เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ร้อนแรงที่สุดของโลกในปี 2018 แซงหน้า Gucci แชมป์เก่าไปแล้วเรียบร้อย แถมส่งผลให้ผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Virgil Abloh เข้าไปอยู่ในรายชื่อผู้ถ้าชิง Designer of the Year ในงาน Fashion Awards 2018 อีกด้วย Lyst เว็บไซต์แฟชั่นชื่อดังได้ทำการจัดอันดับแบรนด์สินค้าแฟชั่นที่เรียกว่า The Lyst index 2018 โดยผลของการทำโพลดังกล่าววิเคาะห์จากแพลตฟอร์มของพฤติกรรมในการค้นหาของ และซื้อจากกลุ่มลูกค้าของเว็บไซต์ ซึ่งมีผู้เข้าชมถึง 5 ล้านคนต่อเดือน จากจำนวนร้านค้าออนไลน์กว่า 12,000 ร้าน รวมถึงใช้สถิติของการค้นหาใน Google, ยอดขาย ตลอดจนอิทธิพลของสินค้าต่อสังคม โดยอันดับหนึ่งตกเป็นของ OFF-WHITE™ แบรนด์สตรีตสุดไฮป์ที่กำลังมาแรงสุดฉุดไม่อยู่ในขณะนี้ พวกเขาเบียดเอาชนะแชมป์เก่าใน Q2 อย่าง Gucci จากการปล่อยผลงาน 33 รายการ ส่งผลให้พวกเขามียอดการค้นหาคิดเป็น 14 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับ 3 ใน 20
ตั้งใจแค่ไหนก็ยังพังได้ คือสัจธรรมที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับผู้ชายทุกคนบนโลกใบนี้ เพราะเส้นทางการเติบโตของการทำงานมันต้องเจอกับภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งเมื่อเราทำงานจนชำนาญและเจ้านายเห็น potential จนได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ ๆ ด้วยแล้ว แม้คำตอบของเราคือ “ห้ามพลาด” เด็ดขาด แต่เชื่อว่าเราทุกคนก็ยังมีโอกาสพลาดได้อยู่ดี ถ้างานในมือของคุณตอนนี้มันแหลกเป็นผุยผง หรือเห็นท่าว่าร่อแร่เต็มที่ UNLOCKMEN คิดว่าแทนที่จะแก้ตัวแบบแกน ๆ เรามาใช้ทั้ง 5 วิธีตามลำดับต่อไปนี้กู้ซากความล้มเหลวแบบแมน ๆ ไปใช้กันแทนดีกว่า เพราะถึงแม้มันจะไม่ได้ทำให้งานกลับมาเหมือนเดิม 100% แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นหนทางแลนด์ดิ้งนุ่ม ๆ อย่างลูกผู้ชาย 1. บอกตัวเองว่าใครก็ทำผิดกันทั้งนั้น เรื่องหนึ่งที่จะว่าสำคัญก็ว่าได้คือการฟื้นฟูจิตใจตัวเอง ก่อนที่จะรับผลของความผิดพลาดที่จะทำให้ผู้ชายร่างกำยำอย่างคุณใจเหลือนิดเดียว ให้บอกตัวเองไว้ว่าใครก็มีสิทธิพลาดด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครมันจะสมบูรณ์แบบทั้งหมด เมื่อยอมรับสิ่งนี้มันจะทำให้คุณมีกำลังใจลุกขึ้นแก้ไขอีกครั้ง และกล้ายอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแบบแมน ๆ โดยไม่ต้องหนีปัญหา 2. สงบใจเข้าไว้ เพื่อสยบทุกความเคลื่อนไหว เจองานพังปุ๊บ บางคนถึงกับสติแตกไปเลยก็มี แม้ชาว UNLOCKMEN จะคิดว่าผู้ชายอย่างเราไม่อ่อนไหวเท่าผู้หญิง แต่เรื่องนี้ไม่จริงเพราะจากการสำรวจโดย Accountemps เผยว่า 45% ของคนที่เป็นมือโปรที่เราเห็นในออฟฟิศล้วนเคยร้องไห้เสียน้ำตาในที่ทำงานมาแล้วทั้งนั้น ขณะที่ 52% ของพนักงานเหล่านั้นก็เคยระเบิดอารมณ์ระหว่างทำงานเช่นกัน ดังนั้น
หลังจากที่ “คนพิเศษ” คนล่าสุดออกไปจากชีวิต คุณใช้ชีวิตแบบไหน อยู่ด้วยความรู้สึกเช่นไร และใช้วิธีเยียวยาตัวเองอย่างไร เชื่อว่าแต่ละคนคงมีคำตอบที่ต่างกันไป แน่นอนว่าถ้าการยุติความสัมพันธ์ในครั้งนั้นลงเอยด้วยการที่คุณไปมีคนใหม่ทันที ทุกอย่างมันคงง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกเศร้าสร้อยมันจะเบาบางลงจากการที่คนใหม่เติมเต็มความว่างโหวงในใจ แต่สำหรับบางคนที่ไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทนที่คนเดิมได้ อาจต้องวนเวียนกับการคิดถึง “อดีตคนพิเศษ” แบบเขาคนนี้ Yosuke Morimoto ช่างภาพชาวญี่ปุ่นจาก Kagawa วัย 36 ปีที่ใช้เวลาเยียวยาตัวเองหลังจากอกหักจากแฟนสาว ด้วยการถือกล้องออกไปถ่ายรูปสาวคนอื่นกว่าพันคนตลอดสิบปีตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2560 ในคอนเซ็ปต์ที่ฟังแล้วเต็มไปด้วยความเวิ้งว้างในใจอย่างการ “ถ่ายภาพสาวที่ให้ความรู้สึกคล้ายแฟนเก่า” บ้านขนาด 27 ตารางเมตรของช่างภาพชายโสดคนนี้ส่วนใหญ่ถูกแปรเป็นห้องมืด และห้องน้ำก็ได้รับการแปรเป็นที่เก็บฟิล์มที่ล้าง SOME OF HIS PHOTOS แม้หลายกระแสวิจารณ์ว่าการกระทำของเขาว่ามันช่าง creepy ดูน่าแขยง แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะจากภาพจะเห็นการ eye contact ระหว่างตัวแบบกับเลนส์อย่างชัดเจน บางรูปเองก็มีรอยยิ้มกลับมาให้ด้วย เราจึงคิดว่าเขาไม่ได้คุกคามแบบเหล่านั้น แต่เป็นการขออย่างสุภาพจนได้กดชัตเตอร์มา นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบำบัดที่เรามองว่าไม่ค่อยเหมือนใคร แต่ก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์เพราะอย่างน้อยการออกถ่ายภาพ portrait ซ้ำ ๆ เพื่อซ้อมมือนับพันครั้งน่าจะเป็นประโยชน์กับอาชีพช่างภาพอย่างเขา ชาว UNLOCKMEN
หากเรามีวลีที่ว่าอย่าเลือกหนังสือที่ปก อย่าคบคนที่หน้าตา เราก็อยากแนะนำให้ชาว UNLOCKMEN อย่าเลือกหนังจากโปสเตอร์เช่นกัน เพราะมีหลายเรื่องเหลือเกินที่เราเป็นอันต้องส่ายหน้าหรือเบือนหน้าหนีไปเลย เพราะโปสเตอร์ของมันช่างเห่ยเสียจนไม่กล้าสละเวลาสองชั่วโมงของเราไปกับหนังเรื่องนั้น อย่าได้ดูแคลนหนังที่ใบปิดไม่เข้าตา เราอยากแนะนำ 5 หนังที่แม้ใบปิดจะแสนเห่ย แต่เนื้อเรื่องมันส์ระเบิดระเบ้อ ดูได้ไม่เบื่อ ชนิดที่ว่า รู้งี้ดูมานานแล้วดีกว่า Stardust (2007) Director : Matthew Vaughn หนุ่มน้อยคนซื่ออย่าง Tristan Thorn ผู้มีใจรักให้กับสาวตระกูลร่ำรวยคนหนึ่ง เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่อาจคู่ควรเลยอยากจะเสาะแสวงหาทุกสิ่งที่เธอต้องการ เผื่อเธอจะมีใจหันมามองเขาบ้าง แต่สาวนั่นต้องการอะไรรู้มั้ย ? เธอต้องการดาวตก! ไอ้หนุ่มน้อยของเราก็บ้าจี้ออกไปตามหาดาวตกจริง ๆ แต่เรื่องราวกลับชุลมุนเข้าไปใหญ่ เมื่อดาวตกที่ว่านั่นไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ต้องการ มีทั้งเหล่าโอรสของพระราชาที่สิ้นไป แม่มดร้ายที่ต้องการความสาวกลับคืนมาให้ตัวเอง และไหนจะกองโจรสลัด อีกสารพัดความแฟนตาซีในเรื่องนี้ แต่พอเส้นเรื่องมันมาบรรจบกันเราจะรู้สึกโอ้โหขึ้นมานิดหน่อย ว่าที่ผ่านมามันไม่ได้หลอกให้เราดูไปฟรี ๆ The Golden Compass (2007) Director : Chris Weitz โปสเตอร์ที่ว่าเชยระเบิดแล้ว มาเจอชื่อไทยอย่าง “อภินิหารเข็มทิศทองคำ” เข้าไป โปสเตอร์นี่ชิดซ้ายไปเลย ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่สนุกเอาเรื่องจนได้มาฉายในช่องฟรีทีวีอยู่บ่อย
เย็นวันหนึ่งเราและตากล้องมีนัดไปถ่ายงานแถวทองหล่อ นอกจากชื่อร้าน ‘Thaipioka’ เราก็ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับร้านนี้อีกเลย และเราคิดว่าการไปฟังเรื่องราวที่มาที่ไปของร้านจากปากเจ้าของเองน่าจะดีกว่า นอกจากนั้นยังสร้างอารมณ์ร่วมให้เรารู้สึกตื่นเต้นด้วยว่า Thaipioka จะมีหน้าตาอย่างไร แต่ด้วยการจราจรแสนติดขัดของเมืองหลวง ทำให้ระหว่างทางเราเผลอหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่ลานจอดรถโรงแรม Salil Hotel ในซอยทองหล่อ 1 แล้ว ซึ่งถ้าใครจินตนาการออก การเผลอหลับบนรถและโดนปลุกขึ้นมาอย่างกะทันหันจะรู้สึกงัวเงีย ปวดหัว ไม่สดชื่น เราเดินต่อไปอีกนิดหน่อย ห่างจากจุดที่ลงรถไม่ไกลก็เจอทางเข้า Thaipioka เป็นประตูไม้ ตกแต่งเรียบหรู เราผลักประตูและเดินเข้าไป ภายในคือบาร์ขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ บรรยากาศดู Cozy และลึกลับ ประดับบรรยากาศด้วยไฟสีส้มสลัว เคาน์เตอร์ทอดยาวไปสุดทางเดิน มีโต๊ะสำหรับนั่งดื่มอยู่ประมาณ 2-3 โต๊ะ เหมาะมากถ้าจะมาทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าในร้านนี้ ด้วยบรรยากาศที่สงบเงียบ มวลอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เสียงเพลงเปิดคลอเบา ๆ เป็นฉากหลัง และกลิ่นหอมจาง ๆ จากบรรดาวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์ค็อกเทลหลายชนิด ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย อาการปวดหัวงัวเงียไม่สดชื่น พลันมลายหายไปกลายเป็นความคึกคักโดยไม่รู้ตัว หน้าตาโดยรวมของ Thaipioka แตกต่างจากที่เราคิดไว้พอสมควร ไม่สิ ต้องพูดว่ามันดูดีกว่าที่เราคิดไว้มาก มันมีความเท่ ทันสมัย ไม่ใช่บาร์ไม้ทรงไทยอย่างที่เราจินตนาการจากชื่อเอาไว้แต่แรก หลังจากเสพบรรยากาศของร้านจนพอใจแล้ว เราก็เริ่มต้นบทสนทนากับบาร์เทนเดอร์เพื่อทราบถึงที่มาที่ไปของบาร์แห่งนี้ คอนเซ็ปต์สำคัญของ
คำว่า Cigarettes After Sex ของใครหลายคนอาจแตกต่างกันไป มันอาจจะเป็นการสูดควันเย็นจากมวนกระดาษหลังจากเซ็กซ์ที่แสนเหน็ดเหนื่อย หรืออาจจะเป็นชื่อของศิลปินที่มาพร้อมเพลงชวนฝัน เคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เหมือนควันบุหรี่ในช่วง After Sex เหมือนกับชื่อของวงนั่นแหละ ไม่ว่า Phase นั้นของคุณจะเป็นความหมายไหน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนเข้ามาสู่ห้วงของความฟุ้งของควันในรูปแบบดนตรีของ Cigarettes After Sex กับเรื่องราวของความรัก หญิงสาว และเรื่องราวอีโรติกที่แฝงอยู่ในบทเพลงได้อย่างแนบเนียน Cigarettes After Sex คือเจ้าของบทเพลงรักหลากรส ที่แสนจะฟุ้งชวนฝัน เหมือนกับการนอนบนเตียงในช่วงเช้ามืด เพลงของเขาถูกประดิษฐ์ขึ้นมาจากถ้อยความง่าย ๆ ด้วยฝีมือของ Greg Gonzalez ที่เป็นเหมือนหัวใจของวง ผู้จรดปากการ้องเรียงถ้อยคำธรรมดา ให้กลายเป็นทั้งคำที่เศร้าจับใจ เป็นคำที่แสนหวาน หรือแม้แต่คำสุดเซ็กซี่ที่ชวนให้เรารู้สึกวาบหวิวไปกับถ้อยคำและน้ำเสียงของเขาที่เอื้อนเอ่ยคำนั้นออกมา ความฟุ้งของ Ambient บวกกับน้ำเสียงที่ขับกล่อมให้เนื้อเพลงเป็นเหมือนหมอกจาง ๆ ปกคลุมห้องนอนที่เงียบสงบ อาจทำให้เรานึกถึงดนตรีประเภท Shoegaze หรือ Dream Pop แต่ถ้าจะให้เขาอธิบายว่าเพลงของเขาเป็นยังไง เขาเลือกใช้คำว่า “นุ่มนวล” และ “เนิบช้า”
ผู้ชายอย่างเราลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวันต้องเผชิญกับการงานที่เรารัก แถมพ่วงมาด้วยปัญหา อุปสรรคไม่ค่อยน่ารักทุกรูปแบบ แม้จะเป็นแบบนั้นเราก็พร้อมตื่นมาพุ่งชนฟันฝ่าทุกปัญหาเรื่องงานไม่หยุด ตัวเนื้องานก็หนักหนาสาหัสมากพออยู่แล้ว แต่หลาย ๆ ครั้งอุปสรรคก็มาในรูปแบบคำหวานหรือคำพูดจากคนในองค์กรที่เหมือนจะดี แต่จริง ๆ มันคือยาพิษที่กัดกร่อนเราจากภายในอยู่ทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว อย่าปล่อยให้คำพูดจากคนในองค์กรเหล่านี้ค่อย ๆ ปลิดชีวิตและบ่อนทำลายพลังในการลุยงานของเรา รู้เท่าทันตั้งแต่วันนี้ แล้วหาทางรับมือให้ดี เพราะบางทีคำพูดหวานหู แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมันร้ายกว่าที่คิด “เอาน่า ช่วยกันไว้ ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” คำว่าครอบครัวคือคำพูดเชิงบวกสำหรับชาวไทยเป็นอย่างมาก เพราะมันหมายถึงความรัก ความอบอุ่น ความผูกพันแบบที่ความสัมพันธ์รูปไหนก็ไม่อาจเทียบเทียม ถ้าเป็นการช่วยเหลือกันไปตามภาระหน้าที่รับผิดชอบของเรา มนุษย์ผู้นั้นก็คงไม่ต้องอ้างคำว่า “ครอบครัว” เพื่อให้เราลงแรงช่วยเหลือ รู้ไว้เลยว่าเมื่อไหร่ที่องค์กรเริ่มอ้างคำว่าครอบครัวนั่นแปลว่าเขากำลังเรียกร้องอะไรที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบเรานั่นเอง เมื่อเกิดวิกฤตหรือช่วงงานหนักเป็นครั้งคราวแล้วเราต้องทำงานเกินเวลานั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ถ้าองค์กรไหนอ้างคำว่าครอบครัวพร่ำเพรื่อเพื่อละเมิดเวลาและความรับผิดชอบของเราโดยไม่มีการตอบแทนอย่างเป็นระบบ เมื่อนั้นคำหวานหูอย่างครอบครัว อาจจะเป็นยาพิษโดยไม่รู้ตัวก็ได้ “อย่าบ่นไปเลย ทุกคนก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เมื่อไหร่ที่เราเริ่มท้อ วิพากษ์วิจารณ์ปริมาณงานและเวลางานที่ดูไม่สมดุลออกมา หรือบางทียังไม่ทันบ่นเพราะมือเป็นระวิงกับทุกอย่างที่ทำตรงหน้า แล้วมีคนในองค์กรพยายามมาให้กำลังใจด้วยการบอกว่า “ทุกคนก็เหนื่อยมากเหมือนกัน” เราเองอาจจะหลงคิดว่า เออ ดีสิ บริษัทงานเยอะ ทุกคนเหนื่อยขนาดนี้ ผลประกอบการดีแน่นอน! แต่อย่าลืมว่าการทำงานยาวนาน หรือปริมาณงานที่จัดการเท่าไหร่ก็ไม่ลดลงสักที มันอาจไม่ได้หมายถึงผลประกอบการที่ดีมาก ๆ แต่อาจเป็นระบบงานที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่คนในองค์กรไม่ยอมรับฟัง ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
ยังคงคอนเซ็ปต์ “Born on the track and Built for the road” เหมือนเดิมสำหรับซุปเปอร์คาร์ตัวท็อปของค่าย Audi R8 หลังล่าสุดพวกเขากลบเสียงลือเกี่ยวกับการลดขนาดเครื่องยนต์ลง ด้วยการเผยโฉมใหม่ของ AUDI R8 2019 ที่เปิดตัวพร้อมขุมพลังโหดยิ่งกว่าเดิม รวมถึงปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยวเร้าใจมากขึ้นด้วย AUDI AG บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมนีเปิดตัว Supercar เรือธงของค่ายกับ AUDI R8 2019 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Audi original Quattroในช่วงปี 1980 รวมถึงหยิบจับเอาส่วนดีจากรถแข่งในค่ายมาปรับเสริมในเรื่องงานดีไซน์ โดย R8 รุ่นพัฒนาล่าสุดถูกผลิตออกมาภายใต้โมเดลสุดคูลอย่าง Coupe และ Spyder แถมทั้งสองรุ่นยังสามารถเลือกติดตั้งเครื่องยนต์ V10 ตัวพัฒนาล่าสุดได้ถึง 2 แบบกลบข่าวลือที่พูดว่าพวกเขาจะหันมาใช้เครื่องยนต์ V6 Twin-Turbocharged แทน (อาจเกิดขึ้นในอนาคต) โดยเครื่องยนต์ตัวเลือกแรกเป็นแบบ V10 ขนาด 5.2 ลิตร แบบปกติมาพร้อมขุมกำลัง 562 แรงม้า ให้อัตราการเร่งตั้งแต่ 0-100ใน 3.4 วินาทีสำหรับรุ่น Coupe (3.5 วินาทีในรุ่น Spyder)
ท่ามกลางกระแสการ Disruption ในยุคดิจิทัล มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นลูกนี้ สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารที่ต้องพาพนักงานทุกคนให้พร้อมวิ่งไปด้วยกันไม่ว่าสนามแข่งขันจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หรือในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนจากยุคออฟไลน์ที่คนต้องใช้บริการที่สาขาธนาคารหรือพกเงินสดติดตัวเพื่อจับจ่ายใช้สอยมาสู่ยุค Digital ที่ทุกคนแค่มองหน้าจอก็สามารถทำธุรกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังมีเทคโนโลยีใหม่ออกมาช่วยปรับเปลี่ยนประสบการณ์ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยความรวดเร็วของเทคโนโลยี ทั้งองค์กรและคนทำงานจึงต้องร่วมมือวิ่งไปพร้อมกันเท่านั้นถึงจะเวิร์ค ดังนั้น เมื่อถึงวันนี้ที่ความรู้ และทักษะ Digital มีความจำเป็นสำหรับคนธนาคารทุกแผนก “SCB Academy” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์การเรียนรู้ด้าน Digital ที่มีความล้ำหน้าทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และบรรยากาศการทำงาน ปรับกันได้ทั้งด้าน Knowledge, Skill, Experience และ Mindset นับว่าเป็นทางออกในการเตรียมความพร้อมให้คนทุกเจนเนอเรชั่นในองค์กรมีสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน คุยกับทีมสร้าง SCB ACADEMY ศูนย์กลางการเรียนรู้เฉพาะด้านการเงินการธนาคาร เพื่อไขข้อข้องใจของวิธีสวนกระแสในยุคที่องค์กรส่วนใหญ่มุ่ง Lean และคาดเข็มขัดการพัฒนาบุคลากร แต่ SCB กลับ มุ่ง Learn แถมยังปรับเปลี่ยนพื้นที่ถึง 2 ชั้นในตึก SCB สำนักงานใหญ่ เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ ยกอนาคตมาไว้ในบ้านให้พนักงานได้ใช้พื้นที่กันแบบฟรี ๆ เพื่อให้พนักงานนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน
บ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อน เรามีโอกาสได้เดินทางไปที่ย่านแบริ่ง ซึ่งเป็นย่านที่ค่อนข้างห่างไกลจากรูทีนประจำวันของเราพอสมควร จุดหมายปลายทางคือคาเฟ่แห่งหนึ่งที่มีคอนเซ็ปต์น่าสนใจ และเป็นร้านที่เจ้าของบอกว่าจะสวยที่สุดในวันที่แดดออกเต็มที่ ชื่อของร้านนี้คือ ‘Black Forest’ คอนเซ็ปต์ของร้านนี้ก็ตามชื่อเลย Black Forest หรือที่เรียกันว่าป่าดำ คือชื่อของป่าแห่งหนึ่งทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศเยอรมนีติดกับชายแดนฝรั่งเศส เป็นป่าสนขนาดใหญ่ส่วนที่มาของชื่อป่าดำเนื่องจากป่าแห่งนี้ถ้ามองจากมุมสูงจะเห็นเป็นสีดำเนื่องจากความหนาแน่นของต้นสนที่ปกคลุมกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยความสวยงามนี้ทางเจ้าของจึงยกมาเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้าน Black Forest เมื่อมองจากภายนอกเป็นคาเฟ่ที่เท่ไม่หยอก ตัวร้านมีสีดำสนิท โดดเด่นด้วยเส้นโลหะมากมายที่พาดตัดกันไปมาเป็นลวดลายที่ดูดิบ ๆ ไร้การปรุงแต่ง และเมื่อเราเข้าไปในร้านก็เป็นจริงอย่างที่ทางเจ้าของร้านบอก แสงแดดในตอนบ่ายสาดส่องลงมากระทบกับโลหะเกิดเป็นเงาทอดลงมาบนพื้น ทำให้คนที่อยู่ในร้านรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกำลังนั่งอยู่ใต้ร่มเงาต้นสนแห่งป่าดำ แต่ไม่ใช่แค่สไตล์และคอนเซ็ปต์ร้านเท่านั้นที่น่าสนใจ เรื่องอาหารของที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย ด้วยความที่เดินทางมาไกล ท้องก็ยังไม่มีอะไรหล่นไปถึงเลยตั้งแต่เช้า เราจึงไม่รอช้าบอกกับเจ้าของร้านให้จัดชุดใหญ่มาให้เลย เริ่มที่จานแรกกับ Jaeger สเต็กเนื้อนุ่มลิ้นโรยด้วยใบโรสแมรี่สับละเอียด ทำให้ตอนที่กำลังลิ้มรสอยู่ในปาก นอกจากความนุ่มและหวานตามธรรมชาติของเนื้อแล้วยังจะได้หอมกลิ่นเครื่องเทศบาง ๆ อีกด้วย เป็นการผสมผสานที่ค่อนข้างลงตัว ส่วนมันบดที่เสิร์ฟมาเป็นเครื่องเคียงก็อร่อยตามมาตรฐานเครื่องเคียงที่ดี ไม่ใช่เรายังไม่อิ่ม จริง ๆ แค่ Jaeger จานเดียวก็อยู่ท้องแล้ว เพียงแต่ว่าช่างภาพที่มาด้วยกันเป็นคนไม่ทานเนื้อ เราจึงสั่ง ‘Black Bacon’ ซึ่งจานนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเดียวกัน เส้นสปาเก็ตตี้สีดำผัดคลุกเคล้ากับกระเทียมและพริก เพิ่มความอร่อยอีกขั้นด้วยเบคอน สรุปสั้น ๆ ว่าเด็ด! หมดไป 2


