ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยการสื่อสาร ไม่ว่าจะการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือเรื่องยิบย่อยอะไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่เราพูดถึงการสื่อสาร เราก็มักเชื่อมโยงมันเข้ากับการพูดหรือการส่งเสียงเสมอ ใครจะรู้ว่า “ความเงียบ”ก็เป็นการสื่อสารที่ทรงพลังได้เช่นกัน และนี่คือ 6 วิธีที่เหล่าผู้นำและผู้มีอิทธิพลเลือกใช้ เพื่อแปรเปลี่ยนความเงียบใบ้ให้การเป็นการสื่อสารสุดทรงพลังได้ เงียบเพื่อสร้างความเชื่อใจ ถ้าเราคือคนหนึ่งที่ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นที่ทรงประสิทธิภาพ อย่างหนึ่งที่เราจะขาดไม่ได้คือการสร้าง “ความเชื่อใจ” กับคนตรงหน้า และความเชื่อใจนั้นจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเราไม่รู้จักเงียบลงบ้าง ดังนั้นความเงียบจึงเป็นอีกหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อใจในบทสนทนา การเงียบเพื่อฟัง จะทำให้เราเรียนรู้ตัวตนอีกฝ่ายมากขึ้น และเมื่อใดที่เขาสัมผัสได้ว่าเรากำลังรับฟังเขา เมื่อนั้นเขาก็จะรับฟังเราเช่นกัน เงียบเพื่อเน้นประเด็นให้ชัด คำพูดคือการสื่อสารที่ทรงพลัง แต่ถ้าพูดมากไป อาจทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าเราสนใจประเด็นไหนที่สุด หรือประเด็นไหนที่เราให้ความสำคัญที่สุดกันแน่ ? ดังนั้นในที่ประชุม การใช้ความเงียบในบางประเด็นที่เรารู้ไม่จริง หรือไม่ได้มีความเห็นเป็นพิเศษ เราอาจแค่นิ่งเงียบไว้ รอจังหวะที่เรารวบรวมประเด็นได้ดีแล้ว หรือถึงหัวข้อที่เราสนใจเป็นพิเศษแล้วแสดงความเห็นออกมา ประเด็นที่เราพูดจะได้รับความสนใจมากกว่าการพูดไม่หยุดตลอดการประชุมแน่นอน เงียบเพื่อเป็นฝ่ายเหนือกว่าในการต่อรอง ระหว่างการต่อรองอะไรบางอย่าง ความเงียบอาจทำให้เรากลายเป็นผู้คุมเกมที่เหนือกว่า จินตนาการถึงการต่อรองอะไรสักอย่างที่ดุเดือด เมื่อคู่สนทนาของเราเงียบลง เรามักจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นวะ!? เขาคิดอะไรอยู่กันแน่นะ ? เราเองก็ใช้ไม้นี้ได้เช่นกัน หรือเมื่อมีคนถามคำถามเพื่อหยั่งเชิงอะไรเราบางอย่าง แทนที่เราจะตอบรับหรือปฏิเสธไปในทันที ลองนิ่งเงียบดูสักพัก ให้เขาเกิดความลังเลสงสัย หลายครั้งที่คู่สนทนาเราจะทนไม่ได้ ต้องสร้างบทสนทนาขึ้นมาเติมเต็ม และเมื่อนั้นเราจะเป็นต่อทันที เพราะเราจะได้ข้อมูลจากฝั่งนั้นมาเพื่อพิจารณามากขึ้น เงียบเพื่อเพิ่มพลังให้คนอื่น ผู้นำที่ดีต้องรู้จักเงียบเพื่อรับฟังความคิดเห็นคนในปกครอง
นอกจากความสามารถด้านการเล่นกีฬาแล้ว ดูเหมือนว่า LeBorn James สุดยอดฟอร์เวิร์ดคนใหม่ของ LA Lakers กำลังจะเพิ่มสกิลให้ตัวเองในอีกแขนงหนึ่ง หลังจากเป็นเจ้าของแหวนแชมป์ 3 วง ด้วยการหันมารับบทบาท Producer รายการสารคดีทางช่อง HBO Sports ชื่อ STUDENT ATHLETE ที่เพิ่งปล่อยตัวอย่างออกมาสด ๆ ร้อน ๆ STUDENT ATHLETE เป็น Documentary ที่บอกเล่าเกี่ยวกับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ถึงเส้นทางที่ต้องต่อสู้และฟันฝ่าไปสู่จุดมุ่งหมาย นั่นคือการได้เซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาอาชีพเพื่อหลักประกันของชีวิต ซึ่งว่ากันว่าเป็นการแข่งขันอันยากลำบากเพราะทั่วประเทศต่างมียอดฝีมืออยู่มากมาย และทุกคนล้วนทำงานกันอย่างหนักเพื่อขึ้นไปสู่จุดที่คาดหวังเอาไว้ โดยตัวเลขกลม ๆ ในปี 2017 จากนักกีฬามหาวิทยาลัยจำนวนกว่า 90,000 เพียงหลักร้อยเท่านั้นที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับทีมอาชีพและเทิร์นโปร ซึ่งทั้งหมดก็ถูกนำมาเป็นแกนสำคัญในการเล่าเรื่องครั้งนี้ โดยก่อนหน้าที่ LeBorn จะเริ่มจับงาน PRODUCER หลายฝ่ายต่างก็คาดเดากันว่าเขาจะเข้ามาข้องเกี่ยวกับวงการบันเทิงแน่นอน หลังตัดสินใจย้ายมา LA เมืองหลวงของวงการบันเทิง ซึ่งตัวเขาก็ได้ก่อตั้งบริษัทโปรดักส์ชั่นอย่าง SpringHill Entertainment เตรียมเอาไว้แล้ว ไม่ใช่แค่นั้นความสามารถด้านการลงทุนของเขายังชาญฉลาดถึงขนาดว่าเจ้าพ่อวงการอย่าง Warren Buffett ยังเอ่ยปากชมออกสื่อมาแล้ว
ถ้าพูดถึงชื่อ Kanye West เราคงรู้จักเขาในฐานะของศิลปินที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านงานเพลงซึ่งทำให้ผู้คนได้รู้จักตัวเขา หรืออิทธิพลต่อโลกแฟชั่น เพราะเราต่างทราบกันดีว่าเขาคือหัวแรงหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรองเท้าตระกูล Yeezy จนได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่หวังจะได้แนวความคิดของเขามา RUN วงการด้วยเช่นกัน โดยตัวท็อปของเว็บไซต์หนังผู้ใหญ่ระดับโลกอย่าง Pornhub เองก็กำลังติดต่อเสนองานสำคัญให้เขาอยู่ ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับของขวัญที่ทาง Pornhub มอบให้กับ Kanye คือการให้เป็นสมาชิกของเว็บไซต์ฟรีตลอดชีพ สามารถรับชมหนัง Verified และ VIP ได้ทุกประเภทโดยไม่ต้องเสียเงินสักแดง ซึ่งเป็นผลมาจากประเด็นการพูดของเขาในรายการทอล์กโชว์ชื่อดังของเมืองลุงแซมอย่าง Jimmy Kimmel Live ซึ่ง Kanye ได้เปิดเผยถึงความชื่นชอบต่อเว็บไซต์ดังกล่าว แถมยังลงลึกรายละเอียดถึงขั้นเรื่อง Categories ของหนังที่ชอบดูเลยทีเดียว ซึ่งอิมแพคจากการพูดคุยตอนนั้นทำให้ PornHub รู้สึกว่าตัวเองได้รับการโฆษณาจากซูเปอร์สตาร์รายนี้ เลยจัดการมอบสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เสียเลย แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยังไม่จบลงแค่นั้นหลังจากล่าสุด Kanye West ได้ออกยอมรับข่าวลือว่ากำลังพูดคุยเรื่องการไปรับงาน Creative Director ให้กับทาง Pornhub หลังจากโดนตามจีบมานาน ซึ่งถ้าหากเขาตกลงรับปาก งานแรกที่เราจะได้เห็นไอเดียสุดครีเอทจากมันสมองของเขาคืออีเวนต์ PornHun
ขณะที่ดิจิทัลซึ่งเคยเป็นสิ่งแปลกปลอมกำลังก้าวขายาว ๆ เข้ามาในชีวิตเรา ทำให้เราทุกคนต้องแบกรับการโดน disrupt ทุกอย่างที่เคยเป็นมาชั่วชีวิต หลายคนเลือกที่จะไล่กวด วิ่งแซง และนำเสนอสิ่งที่ใหม่กว่า เร็วกว่า content มากมายผุดขึ้นมาเพื่อหวังพิชิตใจฐานคนอ่านเดิม สร้างความสดเสมอเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำ แต่สิ่งที่เราตั้งข้อสงสัยคือ ความสดใหม่ จะเอาชนะใจลูกค้าได้จริงหรือ? และนี่คือคำตอบในอีกมุมที่เราค้นพบ… สดหรือเน่า? รักษาหรือทำลาย จากการพูดคุยกับคนจำนวนไม่น้อยในวงการสื่อ เราพบว่าอัลกอริทึมที่แต่ละโซเชียลแพลตฟอร์มตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อเรียกเงินออกจากกระเป๋าให้มากกว่าเดิมหรือไม่ก็ตาม คำว่า “คุณภาพ” ของเนื้อหา ได้กลายเป็นมาตรฐานกลางที่เจ้าของพื้นที่โซเชียลเป็นผู้ “เลือก” ว่าเนื้อหาที่คุณทำมีค่าเพียงพอต่อการปรากฎในสายตาคนอื่นหรือไม่ “ความเร็ว” ของการผลิตเนื้อหาในนาทีนี้จึงเริ่มไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่ใช้ตัดรอบเหมือนยุคก่อนหน้า ผู้บริโภคยินดีจะเสพเรื่องราวของคน ๆ เดียวกันได้หากนำเสนอด้วยมุมมองที่แตกต่างกันตามความต้องการของตัวเอง ความสดที่เร่งผลิตก่อนแต่ไม่ได้เนื้อหาที่ดีหรือลึกพอจึงอาจตกกระป๋องทำหน้าที่เป็นแค่ทีเซอร์หนังที่ทำได้แค่ตัวแทนรอตัวจริงเท่านั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การวิ่งหาเรื่องที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในสายคนอื่น แต่เป็นการรีเมคประเด็นที่เคยมีให้น่าสนใจขึ้น “การทำออนไลน์ในเว็บมันง่าย ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเยอะ…ในมุมของผู้ผลิตคอนเทนต์ เราต้องแข่งกับคนที่มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างคอนเทนท์ต้องมีประโยชน์และแตกต่าง” – วิสูตร แสงอรุณเลิศ เก๋าเก่ากลับมาเรียกแขกด้วยประเด็นใหม่ สิ่งที่เรามองเห็นได้ดี คือการปรับเปลี่ยนค่านิยมการนำเสนอสินค้าเดิมให้เข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้นไวรัลได้มากขึ้น ตัวแสดงในโฆษณาอาจไม่ใช่นักแสดงค่าตัวหลายหลัก แต่เป็นคนทั่วไปที่ทำให้คนรู้สึกเข้าถึงได้มากกว่า ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นการทำเพื่อสังคม ตัวอย่างคลิปโฆษณาที่คนธรรมดาใช้ แต่ไวรัลในหมู่คนดู ไม่ว่ายอดขายจะเป็นเช่นไร แต่ยอดแชร์ถล่มทลายและจับจองพื้นที่ใจผู้บริโภคเข้าไปแล้วเต็ม ๆ
วงการ Hip-Hop เมืองลุงแซมลุกเป็นไฟทันทีที่อัลบั้ม Kamikaze สตูอัลบั้มลำดับที่ 10 ของตำนานที่ยังมีชีวิตอย่าง Eminem เนื่องจากเกือบทุกเพลงบรรจุด้วยกระสุนไรห์มที่กราดใส่แรปเปอร์หลายคนแบบไม่ไว้หน้าไม่ว่าจะเป็น Drake, Lil Pump, Mumble Rap หรือแม้กระทั่งประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันอย่าง Donald Trump เฮียแกก็ไม่เว้น แต่ที่โดนหนักสุดคงหนีไม่พ้น MGK หรือ Machine Gun Kelly เนื่องจากแรปเปอร์หนุ่มวัย 28 คนนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ Eminem มาอย่างยาวนาน จากกรณีที่ MGK เคยทวิตข้อความเชิงคุกคามทางเพศต่อลูกสาวของ Eminem จนกลายเป็นประเด็นดราม่าใหญ่โตมาแล้ว แต่ก็ใช่ว่า MGK จะเป็นฝ่ายโดนด่าอยู่ฝ่ายเดียว เพราะเรื่องความห้าวพี่แกก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน เพราะผ่านไปแค่ 2 วันหลังจากอัลบั้ม Kamikaze ปล่อยออกมา MGK ก็ปล่อยเพลง Rap Devil ออกมา Diss Eminem กลับทันที ซึ่งบอกเลยว่าเนื้อหาโคตรเดือด ขนาดเราเป็นคนนอกฟังแล้วยังเจ็บแทน ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนเฮีย Eminem ได้ฟังแกจะรู้สึกยังไง I
ก่อน Blue Ribbon Sport จะกลายเป็นแฟรนไชส์ผู้ผลิตรองเท้าที่ประสบความสำเร็จ และผันตัวเองมาเป็น Nike จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดในอันดับ 18 ของโลกในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้กับชายผู้ให้กำเนิดอย่าง Phil Knight ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตลองผิดลองถูกผลิตรองเท้าแต่ละรุ่นออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบการผลิตและพัฒนาพื้นรองเท้า (Out Sole) ซึ่งเรารู้จักในชื่อ Nike Waffle เรื่องราวเริ่มต้นจากฤดูร้อนในปี 1970 ยุคซึ่งถูกเรียกว่า Running Boom เมื่อ University of Oregon มีแผนจะพัฒนาลู่วิ่งของมหาวิทยาลัยจากพื้นดินแห้งกรอบเป็นยางสังเคราะห์ เพื่อให้นักกีฬาคุ้นชินกับสนามระดับมาตรฐาน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชายผู้มีบทบาทสำคัญอีกคนอย่าง Bill Bowerman โค้ชนักกรีฑาเบอร์ต้นของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาและก่อตั้ง Blue Ribbon Sport ได้รับการท้าทายเพื่อหารองเท้าที่เหมาะสมกับสนามแข่งขันใหม่ เพราะเมื่อมองดูในท้องตลาดแล้วไม่มีรองเท้าคู่ไหนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้เลย ทำให้เวลาต่อมา Bill และ Phil ได้ร่วมมือกันพัฒนารองเท้าที่เหมาะสมกับต่อการวิ่ง รวมถึงสามารถใช้ได้กับพื้นผิวที่หลากหลายเป็นโจทย์หลัก เพราะเวลานั้นรองเท้าส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อรูปแบบของพื้นรองเท้าเท่าไหร่นัก ทั้งสองจึงมีความคิดว่าจะสร้างรองเท้าที่มีพื้นนู้นต่ำสลับกันตลอดแนวพื้นขึ้นมา เวลาผ่านไปไม่นาน Bill Bowerman ก็เดินเข้ามาในโรงงานผลิตรองเท้าพร้อมกับถาดเหล็กคล้ายกับที่ใช้ทำวาฟเฟิล ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อพิมพ์พื้นรองเท้าต้น โดยคู่แรกถูกสร้างด้วยมือตั้งแต่การวัดไซส์ตัด
ต้องเกริ่นก่อนว่าหลังจากที่เราทำคอนเทนต์แนะนำร้านน่านั่งที่ต้องไปโดนมาแล้วหลายคอนเทนต์ด้วยกัน ประเภทของร้านก็แตกต่างกันไป วันนี้อยู่ ๆ เราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าทำไมเราถึงไม่เขียนแนะนำร้านที่เราไปอยู่แทบทุกวันบ้างล่ะ เพราะการที่เราไปร้านนั้นบ่อย ๆ ก็เหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่าร้านนี้มีคุณภาพหรือมีเสน่ห์บางอย่างที่มัดใจเราไว้ได้อยู่หมัด ดังนั้น 5 ร้านที่เราจะแนะนำในวันนี้คือร้านที่ถ้าคุณไปคุณมีโอกาสเจอเราแน่นอน (เพียงแต่คุณอาจจะไม่รู้ว่าเราคือคนไหน) เราไปเริ่มกันที่ร้านแรกกันเลยดีกว่า White Cafe x Black Bar ถึงแม้ในย่านทองหล่อ-เอกมัยจะมีร้านนั่งชิลน่านั่งมากมาย แต่ร้านที่ครองใจเราและแวะเวียนไปบ่อยที่สุดคือร้าน White Café x Black Bar ร้านนี้มีดียังไงน่ะเหรอ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง อย่างแรกเลยคือบรรยากาศ เนื่องจากมันตั้งอยู่บนชั้น 9 ของโรงแรม Somerset Sukhumvit Thonglor Bangkok ซึ่งเป็นชั้นสระว่ายน้ำ ดังนั้นวิวที่คุณจะมองเห็นคือวิวมุมสูงของย่านทองหล่อยามค่ำคืนที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟ ตัดกับสีฟ้าของสระว่ายน้ำ เป็นบรรยากาศที่แค่เห็นก็รู้สึกชิลแล้ว เป็นร้านในโรงแรมหรู แถมยังอยู่ในย่านค่าครองชีพสูงแบบนี้ ราคาจะแพงหรือเปล่า? ตอนที่ไปเยือนร้านนี้ครั้งแรกเราก็กลัวเรื่องราคาอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเห็นเมนูแล้วขอบอกเลยว่าร้านนี้ราคาสมเหตุสมผลค่อนไปทางเป็นมิตรด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในวันอาทิตย์-พฤหัสที่มีโปรโมชั่นเบียร์ 2 ทาวเวอร์แถม 1 ทาวเวอร์ เรียกพกธนบัตรสีเทาไปแค่ใบเดียวก็สนุกได้ อิ่มได้ เมาได้ แถมยังมีเงินเหลือนั่งแท็กซี่กลับบ้านอีกต่างหาก Location: 9th Floor Somerset Sukhumvit Thonglor Bangkok, Sukhumvit
ในวันที่แม้แต่โลกใบนี้ยังไม่เข้าข้างเรา คงไม่อาจประคองความรู้สึกให้มีรอยยิ้มอยู่บนหน้าได้ตลอดเวลา เสียใจได้แต่อย่าได้ปล่อยให้มันกัดกินอารมณ์ของเรานานมากไปนัก มาฟังเพลงจาก Playlist นี้กับ 20 เพลงหม่น ๆ ไว้ปลอบใจ แม้วันที่ไม่มีใครเข้าข้างเรา แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีตัวเองที่สามารถเลือกได้ว่าเราจะให้ตัวเองอยู่กับความหม่นหมองนี้ไปนานแค่ไหน ใช้เวลาสักหน่อย ฟังไปจนกว่าความรู้สึกจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง สำหรับใครที่อยากเสพความหม่นกันบน Spotify เราจัด Playlist ไว้ให้เหมือนเดิม Bon Iver – Skinny Love Passenger – Let Her Go James Blunt – Carry You Home Shelby Lynne – Wall In Your Heart Jason Mraz – I Won’t Give Up James Blunt – Same Mistake Travis
เวลาพูดถึงหนังสงคราม ตาม Common Sence ของผู้ชายแล้ว คงหนีไม่พ้นยิงกันมันส์หยด การวางแผนตั้งรับ แผนหนี แผนสู้ คงตอบสนองความมันส์ในดีเอ็นเอของผู้ชายได้เป็นอย่างดี แต่ UNLOCKMEN อยากแนะนำ 5 หนังสงคราม ที่ไม่ได้มีดีแค่ความมันส์ แต่ความเจ๋งมันอยู่ที่เนื้อเรื่องสุดเข้มข้น ให้เราได้เห็นสงครามในมุมมองเนื้อเรื่องเชิงบุ๋นมากกว่าเชิงบู๊ ที่มากกว่าการถือปืน ดับเครื่องชน อย่างที่คุ้นเคยกัน The Pianist (2002) Director : Roman Polanski เรื่องราวของนักเปียโน Wladyslaw Szpilman ที่ต้องมาเผชิญกับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามชาติพันธุ์ เมื่อเมืองบ้านเกิด Warsaw ใน Poland ได้ถูกกองทหารของนาซีเข้ามาโจมตีและยึดเมืองนี้ไว้ ชะตาชีวิตของครอบครัวชาวยิวจึงไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเนื้อเรื่องหลักเป็นเรื่องราวของ Wladyslaw ที่ต้องเผชิญกับภาวะสงครามและต้องหาทางเอาตัวรอดเพื่อไปเจอกับครอบครัวที่พลัดพรากกัน ดูจบแล้ว เราอาจจะรู้สึกถึงความโหดร้ายของสงครามมากขึ้น เมื่อมองจากมุมของประชาชนอย่างครอบครัวนี้ Enemy at the Gates (2001) Director : Jean-Jacques Annaud ในสงครามที่ Stalingrad ที่เป็นเดิมพันระหว่างสองชาติ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พลแม่นปืนฝีมือเยี่ยมอย่าง Vassili ถูกปั้นให้เป็นผู้นำขวัญกำลังใจของกองทัพรัสเซียที่กำลังอ่อนแอ ให้กลับมามีพลังเฮือกสุดท้าย
ปาร์ตี้ในคืนวันหยุดมักจบด้วยความหนักหน่วงเสมอ ก็ทำงานมาหนักตลอดทั้งสัปดาห์ ถึงเวลาพักผ่อนก็อยากจะสนุกให้เต็มที่ แต่บางทีก็ดื่มเพลินจนเมาเกินไปทำให้เสี่ยงอันตรายทั้งจากคนรอบข้างและตอนขับรถ ถ้าเรารู้ระดับแอลกอฮอล์ว่ามีเท่าไหร่ แค่ไหนจะเมาคงจะดีไม่น้อย ดังนั้นสำหรับผู้ชายสาย PlayHard แล้วเรามีตัวช่วยเจ๋ง ๆ ที่ว่ามาแนะนำ PROOF: Alcohol Tracking Wearable Wristbands อัจฉริยะซึ่งถ้าดูจากหน้าตาภายนอกคงไม่เชื่อว่ามันสามารถตรวจระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายได้ โดยหลักการทำงานของมันคือการใช้เทคโนโลยี Milo Sensors ที่ถูกติดไว้โดยรอบตัวสายซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจจับหาเคมีในเหงื่อ จากนั้นก็วิเคราะห์ข้อมูลหาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย และส่งไปแสดงผลให้เข้าใจง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อช่วยเตือนให้เราตัดสินใจได้ว่าจะดื่มต่ออีกแค่ไหน หรือนั่งพักให้หายเมาก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน โดยขั้นตอนทั้งหมดเราจะไม่ต้องเสียเวลามานั่งกดเช็คเพราะตัว Wristbands จะทำงานแบบอัตโนมัติ โดยทำการแจ้งเตือนเป็นระยะ ๆ หากจำนวนแอลกอฮอล์ในร่างกายของคุณสูงเกินระดับที่ตั้งค่าเอาไว้ แอปพลิเคชันก็จะทำหน้าที่เป็นตัวคอยให้สัญญาณว่าควรหยุดดื่มก่อนจะเมาไร้สติ ในปัจจุบัน PROOF : Alcohol Tracking Wearable กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาโดยคาดว่าจะมีการวางขายสู่ตลาดในเร็วๆนี้ ถือว่าเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์และตอบโจทย์หนุ่มนักเที่ยวได้ดีเลยทีเดียว เพราะโทษของกฎหมายเมาแล้วขับของบ้านเราในปัจจุบันถูกปรับให้เคร่งครัดขึ้นมาก โดยถ้าทำการเป่าเครื่องวัดแล้วตรวจเจอปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่าระดับ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จากเดิม 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์จะถือว่า “เมาสุรา” ทันทีและมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมา ขอบอกว่าประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายด้วยนะครับ


