อีกไม่กี่วันก็จะถึงคิวฉายภาพยนตร์แฟรนไชส์เอเลี่ยนอมตะอย่าง The Predetor 2018 แล้วโดยนับตั้งแต่หนังภาคแรกเข้าฉายในปี 1987 แม้บทบาทของตัวละครจะเป็นนักฆ่าเลือดเย็นแต่หลายครั้งบุคลิกและความเท่แบบไม่มีบทพูด กลับส่งผลให้ตัวละครนี้ได้รับความนิยมไปโดยปริยาย แถมยังมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้เกิดไอเทมที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นตามมามากมายอีกด้วย ล่าสุด Reebox ก็เอากับเขาด้วย โดยได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากนักล่าสายพันธุ์ต่างดาวลงในโมเดลรองเท้าอย่าง Reebox DMX Run 10 โดย DMX Run 10 เวอร์ชันนี้มาพร้อมส่วน Upper ลวดลาย Camouflage เลียนแบบมาจากชุดล่องหนเอกลักษณ์ของตัวละคร Predetor พร้อมส่วน Mid-Sole สีขาวดูเหมือนกำลังจะพรางตัวไปพร้อมส่วนบน ด้านข้างมีการตกแต่งด้วยพิกัดทางทหารสีแดงและด้านในลิ้นรองเท้าซึ่งเขียนด้วยภาษา Predetor แปลได้ว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “หันหลังมาสิ” ชวนให้นึกถึงฉากจู่โจมในขณะที่เหยื่อไม่รู้ตัวตามแบบฉบับหนัง แต่ส่วนที่บ่งบอกตัวตนได้ชัดเจนคงจะเป็นเครื่องรางรูปหัวกะโหลกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนความดิบเถื่อนของนักล่ารายนี้ได้ชัดเจนที่สุด ไม่เพียงแค่ตัวรองเท้าเท่านั้นที่ถูกออกแบบอย่างเอาใจใส่ ในส่วนของ Packaging ของ DMX Run 10 Predator เองก็สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้กล่องแสนอลังแบบของแบรนด์ Air Jordan ด้วยเพราะมักถูกตกแต่งด้วยลวดลายแบบ Infrared Vision รวมไปถึงกล่องชั้นในที่เหมือนรองเท้ากำลังโดนสแกนอยู่ให้ความรู้สึกว่ามันมีชีวิตด้วยโทนสีอุ่นเหมือนมีอุณหภูมิร่างกายคล้ายกับตอน Predator กำลังมองเหยื่อให้ความรู้สึกร่วมตั้งแต่แกะกล่องแน่นอน
SSC North America ผู้ก่อตั้ง Shelby Supercar เอาใจเหล่าชายผู้รักความเร็วด้วยการเปิดตัว Hypercar โปรเจคใหม่ของทางค่ายในงาน Pebble Beach Concours d’Elegance 2018 โดยใช้ชื่อว่า SSC TUATARA หลังจากที่ก่อนหน้านี้เรียกน้ำย่อยด้วยการปล่อยภาพเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นขุมพลัง และเงา Silhouette ตัวรถคร่าว ๆ ให้เราเดากันเล่น ๆ ว่าจะออกมารูปร่างหน้าตาแบบไหน SSC ได้เปิดเผยสเปครถบางส่วนออกมาแล้วโดย SSC Tuatara แรงจัดสะใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 5.9-liter V8 Twin-Turbocharged ให้พลัง 1,750 แรงม้า กรณีใช้เชื้อเพลิง E85 (1,350 เมื่อใช้เชื้อเพลิงค่าออกเทน 91) โดยส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อหลัง สั่งงานโดยชุดเกียร์อัตโนมัติ 7-speeds ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าทำความเร็วตั้งแต่ 0- 100 กิโลเมตรได้ในกี่วินาที แต่ SSC ก็เคลมว่าสามารถทำความเร็วสูงสุดแบบหยุดไม่อยู่ถึง 480 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้แน่นอน อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือค่าสัมประสิทธิ์ในการสร้างแรงต้านอากาศในระบบ Aerodynamic ของ
“แค้นนี้สิบปีก็ไม่สาย” ประโยคยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินในภาพยนตร์หรือละคร เมื่อมีฝ่ายใดต้องสูญเสียอะไรไป และไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว แม้จะเอาคืนไม่ได้ในตอนนี้ อีกสิบปีก็ยังไม่สายสำหรับการชำระหนี้แค้น UNLOCKMEN ชวนทุกคนมาดูหนังล้างแค้นหลากหลายแนว แอ็กชั่นบ้าง ดราม่าบ้าง Musical ก็ยังมี เพื่อตอบโจทย์ความชอบที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน จะได้ไม่จำเจกับหนังแนวเดิม ๆ โดยลิสต์นี้ไม่ได้เป็นการจัดอันดับหนังดีใจดวงใจ ไม่ต้องน้อยใจว่าทำไมถึงไม่มีเรื่องโปรดของคุณ เพราะนี่คือการแลกเปลี่ยนหนังกันดู เหมือนเพื่อนคุยกันเท่านั้นเอง อย่าได้โวยวายกันไปว่าหนังแนวนี้ต้องอันนี้เท่านั้น ย้ำอีกที ว่านี่ไม่ใช่การจัดอันดับ Memento (2002) Director : Christopher Nolan เมื่อคุณตื่นมาพร้อมกับ Clue มากมาย แต่คุณไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งไหนคือเรื่องจริง เช่นเดียวกับ Leonard ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมคำใบ้ปริศนามากมายรอบตัวของเขา ทั้ง Note รอยสัก เบอร์โทรศัพท์ ที่เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันปะติดปะต่อกันอย่างไร เขาพยายามอย่างมากในการลำดับเรื่องราวทั้งหมดด้วยข้อมูลที่มี แต่โชคร้ายตรงที่เขามีความทรงจำแค่สั้น ๆ เท่านั้น ทำให้ทุกอย่างยิ่งยากเข้าไปใหญ่ การเล่าเรื่องราวจะเป็นไทม์ไลน์ของภาพสีและขาวดำ อันนี้แนะนำให้ไปดูเอาเองสนุกกว่า ถ้าบอกตอนนี้เลยเข้าข่ายสปอยล์แน่นอน ถือเป็นผลงานยอดนิยมอีกเรื่องของ Nolan ที่ขึ้นชื่อเรื่องความมึนงง แนะนำให้ตั้งใจดูและเก็บรายละเอียดเรื่องนี้แบบถี่ถ้วน แล้วจะอึ้งไปกับความจีเนียสของเขา และบทดั้งเดิมที่ได้ฝีมือการเขียนของน้องชายของเขาเอง The Prestige (2006)
ในชีวิตผู้ชายอย่างเรา ๆ นอกจากครอบครัว มิตรสหาย และคนข้างกายแล้ว สิ่งที่เป็นของคู่กายที่สุดแสนจะหวงแหนนั้นก็คือรถยนต์ ยานพาหนะคู่ใจที่พาเราไปได้ในทุกที่ ยิ่งร่วมทางกันตลอดแบบนี้ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษาทุกจุด รวมถึงทำให้รถคันโปรดของเราหล่อสุด ๆ หากไก่งามเพราะขน คนหล่อเพราะแต่ง รถคันแรงของเราก็เท่ขึ้นได้เหมือนกัน นอกจากการโมดิฟายด์ให้ได้สมรรถนะที่ต้องการ การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก โดยเฉพาะสีรถก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างสีสันให้กับการขับขี่ เปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางไม่ให้ซ้ำซากจำเจ สร้างความ unique ให้กับรถคันโปรด และบ่งบอกสไตล์ของเราได้ ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชอบสร้างสรรค์ความเท่ในเรื่องของสีสันให้กับรถคันโปรดก็คือการแร๊ป (Wrap) อันที่จริงข้อดีของการทำ “car wrap” หรือ การติดสติกเกอร์หุ้มรถยนต์นั้นมีอยู่หลายอย่างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างเรา ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแตกต่าง บ่งบอกสไตล์ของตัวเรา ด้วยสีสันที่การทำสีรถปกติไม่สามารถทำได้ หรือถ้าจะทำลวดลายก็แค่ปริ๊นท์อิงค์เจ็ทลงบนฟิล์ม หรือไดคัทก็ได้ เวลาในการติดตั้งก็น้อยกว่าการทำสีค่อนข้างมาก ใช้เวลาแค่ 2-3 วันก็เท่ได้ตามต้องการ แถมยังช่วยห่อหุ้มปกป้องสีรถจากทั้งรังสียูวี สะเก็ดหิน และรอยขีดข่วนได้ พอถึงเวลาอยากจะเปลี่ยนฟีลก็สามารถลอกออกได้ง่ายโดยสีรถเดิมยังคงอยู่ ทำให้มีประโยชน์ทางอ้อมก็คือมีราคาขายต่อที่ดีกว่าการเปลี่ยนสีรถจริง สำหรับขั้นตอนของการ car wrap นั้น เริ่มจากการเลือกสีสันที่โดนใจ เห็นแล้วใช่เลย จากนั้นก็หาตัวแทนติดตั้งที่น่าเชื่อถือและเชื่อมือได้ มีความปลอดภัย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย
“เดินออกจากห้องประชุมหรือวางสายทันที่ที่คุณรู้ตัวว่าอยู่ไปก็ไม่ได้เพิ่มมูลค่าอะไร มันไม่หยาบคายหรอก ถ้าคุณจะเดินออก การที่ผมจะให้คุณนั่งเสียเวลาอยู่ต่างหากที่หยาบคาย” ข้อความอันลือลั่นนี้มาจาก Elon Musk CEO ระดับโลก นับเป็นถ้อยความที่คนไทยอ่านแล้วตะลึงกันเป็นแถว บางคนก็ตะลึงที่ Elon Musk พูดอะไรขวานผ่าซากแบบนั้น ในขณะที่บางคนก็ตะลึงเพราะโคตรเห็นด้วยกับข้อความนี้ เพราะเราต่างก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของเรา นอกจากหมดไปกับการทำงานแล้ว เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนหมดเวลาไปกับการเข้าประชุมใหญ่ ประชุมเล็กสารพัด อาทิตย์ละหลายชั่วโมง บางคนอาจคิดว่ายิ่งประชุมก็ยิ่งดี แต่การประชุมที่ยาวนาน เยิ่นเย้อ แล้วต้องกลับมาประชุมใหม่ซ้ำ ๆ อาจหมายถึงการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพก็เป็นได้ การประชุมคือการพูดถึงการทำงาน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน ใครบางคนพูดถึงการประชุมไว้แบบนั้น ถ้าเราเอาแต่พูดเรื่องวิธีการทำงาน วางแผนฟุ้งฝัน ถกเถียงแบบไร้การรวบรัด ไร้ข้อสรุป ปล่อยให้มันยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุดมันจะเป็นแค่ “การพูดถึงการทำงาน” แต่มันไม่ใช่ “การลงมือทำงาน” จริง ๆ ดังนั้นลองมาดูวิธีรวบรัดการประชุมจากเดิมที่กินเวลาไปมากมาย ให้รวบรัด ตัดจบ ครบประเด็นสไตล์มืออาชีพ เพื่อไปปรับใช้ในองค์กรได้อย่างมืออาชีพเช่นกัน ลองยืนประชุมดูบ้าง ห้องประชุมแอร์เย็นเฉียบ กาแฟร้อน ๆ ถ้วยโปรด เก้าอี้ห้องประชุมแสนสบาย ฟังคนอื่นได้ยาว ๆ โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไร แถมได้หลุดจากโต๊ะทำงานและงานตรงหน้าชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้คือความสบายของการประชุมที่ทำให้ทุกคนสามารถประชุมได้ครั้งละนาน
มีดพับทั่วไปอาจจะไม่ตอบโจทย์สำหรับการพกพาไปไหนมาไหนกับเรา หยิบขึ้นมาใช้ทีไรก็ดูจะเขิน ๆ ที่หยิบมีดที่ดูเป็นมีดจริงจังขึ้นมาใช้ หรืออาจจะกลายเป็นดูน่ากลัวสำหรับสาว ๆ ไปเลยก็ได้ UNLOCKMEN อยากแนะนำ COOL STUFF มีดพกเจ๋ง ๆ ที่พับแล้วขนาดพอ ๆ กับเหรียญอย่าง “ECLIPSE” ที่ให้เราพกมีดได้แบบเท่ ๆ ไม่ดูเป็นมีดจริงจังที่ออกจะน่ากลัวเกินไปสักหน่อย Cool Design “ECLIPSE” ก็คือมีดพับที่พอพับแล้วมันจะกลายเป็นวงกลม ขนาดพอ ๆ กับเหรียญดอลลาร์ ทำให้เราพกพาไปไหนมาไหนได้ง่าย ไม่ดูเหมือนเป็นอาวุธ แต่เป็น COOL STUFF เท่ ๆ ที่หยิบออกมาใช้ยามจำเป็นได้ ด้วยไซส์ที่เป็นมิตรกับผู้ชายที่ไม่ชอบพกของเยอะแยะ ด้วยความหนาเพียง 6 มิลลิเมตร จะห้อยเป็นพวงกุญแจ เก็บในกระเป๋าตังค์ กระเป๋ากางเกง ช่องเล็ก ๆ ในกระเป๋าได้ทั้งนั้น Locking System มีดพกตัวนี้มาพร้อมกับ Button Lock เพื่อให้เรามั่นใจว่าใบมีดจะไม่ถูกเปิดหรือเลื่อนออกมาขณะที่อยู่ในกระเป๋าตังค์หรืออยู่ในกระเป๋ากางเกงจนทำให้ของใช้เสียหาย หรือทิ่มเข้าเนื้อเราเข้า เวลาเปิดใช้จริงก็ไม่ต้องห่วงเช่นกัน เพราะด้านคมของมีดจะอยู่อีกฝั่งกับด้านที่เราใช้เปิด จึงมั่นใจได้ว่ามันจะไม่บาดนิ้วเราในตอนที่เลื่อนเพื่อเปิดใช้งานนั่นเอง เรียกได้ว่าเซฟตี้แล้วเซฟตี้อีก Built
ถ้าถามว่าความสัมพันธ์ช่วงไหนของความรักที่หอมหวานที่สุด ส่วนใหญ่จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคือช่วงเดต ช่วงทำความรู้จัก คบหาดูใจ เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย ว่าเขาน่าหลงใหลแค่ไหน และจะไปกับเราได้ดีถึงขนาด In A Relationship ได้หรือไม่ แม้ช่วงเดตจะดูเป็นช่วงหอมหวาน แต่ทุกอย่างมันไม่ได้มีด้านเดียวเสมอไป ช่วงหอมหวานอาจจะเกิดขึ้นสำหรับคนที่ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายอยู่ใน Stage เดียวกัน ไม่มีใครต้องทุ่มเทมากกว่าใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจและรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังรออะไรบางอย่าง ช่วงเวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่ชวนอึดอัดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ว่าเราจะต้องไปต่อหรือพอแค่นี้ UNLOCKMEN ชวนมาสังเกตสัญญาณจากฝั่งสาว ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้คือสัญญาณของความไม่พร้อม (หรือยังไม่อยากพร้อม) ที่จะเดตกับใครสักคนแบบจริงจัง พูดถึงแฟนเก่าอยู่เสมอ ไฟอะไรมันจะร้อนเท่าถ่านไฟเก่า หลายครั้งที่การพูดถึงเรื่องเก่า ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี ๆ หรือเรื่องเลวร้ายที่เคยเจอมา นั่นหมายความว่าความทรงจำเหล่านั้นไม่เคยหายไปเลย ถึงแม้จะดูเหมือนการพูดแบบบอกเล่าเก้าสิบ แต่ลองนึกดูว่า ไปนู่นมานี่ กินนู่นนี่ ก็ยังต้องฟังสาวพูดถึงหนุ่มคนเก่าของเธออยู่ตลอดว่าเคยกินร้านนี้ด้วยกัน เจอกันที่นั่นที่นี่ ทำให้มันดูเป็นเรื่องบังเอิญเดินผ่านแล้วเล่าขึ้นมา แต่ความจริงคือภาพในหัวของเธอยังคงมีเขาอยู่อย่างชัดเจนเสียจนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา ความน่าเบื่อของการเดตกับคนที่ไม่ลืมอดีต มันเหมือนเราต้องต่อสู้กับคนในใจของเธออยู่ตลอดเวลา ต้องทำให้ดีกว่าเขา เอาชนะคนนั้นของเธอให้ได้ สุดท้ายมันแทบจะไม่เหลืออะไรที่เราทำเพื่อเธอเองจริง ๆ เลย มีแต่ความอยากเอาชนะคนเก่าของเธอเท่านั้น เธอไม่ได้พยายามทำตัวให้ว่าง “แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว” “เอาไว้ว่างก่อนนะ” ฟังดูแล้ว ด้วยความเป็นผู้ชายเต็มตัวครับ
เมื่อมนุษย์ยังต้องการความสุข เสียงเพลงจึงยังมีที่ยืนเสมอ การขับเคี่ยวกันในอุตสาหกรรมดนตรีจึงยังคงเข้มข้นทั้งค่ายเล็กกลางใหญ่ ไม่ว่า Label ไหนก็ยังคงสร้างสรรค์งานกันออกมาอย่างเต็มที่ พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน และถ้าจะให้พูดถึงหนึ่งในค่ายเพลงที่มีผลงานโดดเด่นและหลากหลายในชั่วโมงนี้ ชื่อของ What The Duck ก็น่าจะผุดขึ้นมาเป็นรายแรก ๆ What The Duck ? What The Duck ค่ายเพลงชื่อมันส์ ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านอารีย์ มีบรรยากาศในการทำงานที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ของศิลปินและทีมงานสุด ๆ เหมือนเป็นคาเฟ่เท่ ๆ ไม่ก็ co-working space คูล ๆ ที่ใครเห็นก็อยากจะมาอยู่ จากค่ายเพลงอินดี้เมื่อ 4-5 ปีก่อน ตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งค่ายสเกลขนาดกลางที่มีศิลปินอยู่ในสังกัดทั้งหมด 18 เบอร์ (ข้อมูล ณ เดือน สิงหาคม 2561) หลายเบอร์ก็เป็นศิลปินที่หลายคนชื่นชอบ ไล่มาตั้งแต่ สิงโต นำโชค, ชาติ-สุชาติ, MUSKETEERS, เป้-อารักษ์, แป้งโกะ, Ten To
คุณมองภาพประเทศญี่ปุ่นเป็นยังไง? สำหรับเรา ถึงแม้ทุกครั้งที่ไปเยือนในฐานะ ‘นักท่องเที่ยว’ สิ่งที่เราได้กลับมาทุกครั้งคือความสุข ความสนุก ไม่ว่าจะมาจากอาหารที่ทั้งสดใหม่และอร่อย อากาศที่ถ้าเทียบกับบ้านเราแล้วแตกต่างราวฟ้ากับเหว ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือวิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความเหงาและความเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ได้เสมอ ดังนั้นต่อให้เราจะชอบประเทศนี้ขนาดไหน แต่ถ้าให้ไปอยู่อาศัยในระยะยาวเราคงรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที เช่นเดียวกับ Misha Yurchenko นักเขียนชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของเธอไว้ว่าเป็นประเทศแห่งการซึมเศร้า ก่อนอื่นให้ลองจินตนาการก่อนว่าคุณคือชาวญี่ปุ่นวัย 25 เพิ่งเข้าสู่ช่วง First Jobber ได้ไม่นาน แต่คุณต้องทุ่มเทเวลาให้กับงาน 9-10 ชั่วโมงแทบทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในประเทศนี้ เอาเป็นว่าแค่คุณไม่ต้องโต้รุ่งอยู่ที่ออฟฟิศก็ถือว่าเป็นโชคดีของคุณแล้ว นอกจากนั้นถ้าคุณไม่ได้อาศัยอยู่กับครอบครัวคุณต้องทานอาหารเย็นคนเดียว อาจจะเป็นราเมงร้านริมถนนหรืออาหารจานด่วนสักจาน ลืมเรื่องสังคมเพื่อนไปได้เลย เพราะทันทีที่คุณย่างก้าวเข้าสู่ชีวิตทำงานสังคมที่คุณเคยมีก็แทบหายวับไปกับตา กลับมาที่เรื่องงาน การทำงานของคุณเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นอกจากนั้นในญี่ปุ่นระบบอาวุโสยังใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นต่อให้คุณทำงานได้ดีขนาดไหน การจะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดก็เป็นไปได้ยากอยู่ดี และนอกจากระบบการทำงานที่กดดันแล้ว การเดินทางก็เป็นอีกสิ่งที่ยิ่งบั่นทอนจิตใจเข้าไปอีก เนื่องจากในแต่ละวันคุณต้องใช้เวลาในรถไฟฟ้าที่เบียดเสียดยัดเยียดเป็นปลากระป๋องไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อวันศุกร์มาเยือน การ TGIF ของคุณในสังคมที่ขาดแคลนมิตรสหายคงหนีไม่พ้นการร้องคาราโอเกะ ‘คนเดียว’ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจเข้าใจประวัฒนธรรมของประเทศตัวเองเป็นอย่างดี คุณจึงสามารถพบเห็นร้านคาราโอเกะคนเดียวได้ทั่วไปตามท้องถนนพร้อมโปรโมชั่นอาหารเครื่องดื่มไม่อั้นตลอดคืนโดยจ่ายราคาเดียว คุณเข้าไปตะโกนร้องเพลงปลดปล่อยความเครียด ดื่มแอลกอฮอล์จนเมามาย ก่อนจะเดินกลับที่พักเพียงลำพัง หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนแห่งความเมามายอันโดดเดี่ยว ในวันหยุดสุดสัปดาห์คุณจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนอน
เคยตั้งข้อสงสัยแบบเราไหม ว่าการเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ของบางอย่างที่เราสามารถกำจัดได้อย่างขนที่เกิดขึ้นบนใบหน้าเราอย่าง “หนวด” มันมีประโยชน์อะไร นอกจากรบกวนใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเราบ้าง วันนี้ UNLOCKMEN ไปหาเหตุผลของการมีอยู่ของมันที่หลายคนไม่รู้ แต่พิสูจน์ได้แล้วทางวิทยาศาสตร์ 5 เรื่อง เผื่อว่าพวกเราจะตัดสินใจได้ว่าควรไว้หรือไม่ควรไว้หนวดกันแน่ หนวดช่วยเรื่องมะเร็งผิวหนัง การขึ้นของหนวดสามารถปกป้องผิวได้เหมือนกางร่มให้ใบหน้าโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยอย่างครีมกันแดด ผลวิจัยจาก University of Queensland ในออสเตรเลียเผยว่าหนวดของเราสามารถป้องกันแสง UV ได้ถึง 90% จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเป็นมะเร็วผิวหนังของผู้ชายอย่างเราลดลงได้ หนวดคือสัญลักษณ์ความเป็นลูกผู้ชาย ถ้าสัญลักษณ์ความเป็นชายทั้งแท่งภายในของเราวัดมาจากแก่นกาย สัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นความเป็นชายภายนอกแบบไม่ต้องล้วงควักมาโชว์ก็มาจากหนวดเครารอบใบหน้าของเรานี่แหละ เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าแค่การปล่อยให้หนวดขึ้นเฉย ๆ ไม่ต้องไปโกน จะช่วยยกระดับทางสังคมเราได้และทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่าสร้างความภูมิฐานและดูเซ็กซี่สุด ๆ นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งของบทวิจัยยังกล่าวถึงเรื่องเคราไว้อีกว่า เครามันทำให้การแสดงสีหน้าทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ว่าง่าย ๆ คือถ้าเราเป็นหนุ่มหน้าหนวดที่ทำหน้าก้าวร้าว เหี้ยม มันจะมีพลังมากกว่าไอ้หนุ่มหน้าใสทำหน้าโหดนั่นเอง หนวดเสริมหล่อ ล่อให้สาวหลง ว่ากันว่าหนึ่งในปัจจัยเรียกสาวให้มาหลงรักมาจากใบหน้าหนวด ๆ ของเรา แต่มักไม่ค่อยมีใครบอกเรื่องต่อยอดหลังจากนั้นว่าทำไมการเป็นหนุ่มหน้าหนวดถึงเป็นต่อ ทว่าเรารู้มาแล้วว่าเหตุผลหนึ่งที่สาวหลงรักชายหน้าหนวดมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากทฤษฎีการเลือกคู่ที่คนเรามักเลือกคนโดยจำลองความใกล้เคียงพ่อหรือแม่


