ในสังคมยุคปัจจุบันที่เราได้เห็นชีวิตสวยหรูใน Instagram ได้เห็นความสำเร็จแบบอายุน้อยร้อยล้านใน YouTube ทำให้ใครหลาย ๆ คนอยากจะเป็นคนพิเศษแบบนั้นบ้าง เพราะมนุษย์เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ต้องการการยอมรับ อยากให้คนอื่นมองเราในทางบวก ซึ่งความต้องการเหล่านี้นั้นอาจทำให้เราสร้างตัวตนที่ดีที่สุดออกมาให้คนอื่นรู้จักแทน เนื่องจากตัวตนที่แท้จริงของเราอาจไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม จนบางครั้งเราลืมไปว่าแท้จริงแล้ว ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า ความสุข ความสงบ มีชีวิตที่เรียบง่ายก็เท่านั้นเอง วันนี้เราจึงอยากจะพาทุกคนไปเปิดมุมมองของ “เติ้ล Buffet” คนพิเศษ(คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายตลก) ผู้มีความสามารถในการ Improvise มุก ที่นิยามตัวเองว่า “ผมเป็นคนธรรมดาทั่วไป” ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนพิเศษในสายตาคนอื่น แต่ตัวของเขาเองกลับไม่เคยมองว่าตัวเองพิเศษเลย ทั้งยังใช้ชีวิตแบบธรรมดาของเขา ได้อย่างมีความสุข และเป็นตัวเองแบบสุด ๆ ด้วย ไปหาคำตอบกันว่าอะไรที่ทำให้เขามองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา ความธรรมดาที่ว่านั้นของเขามันเป็นอย่างไร เชื่อว่าบทชีวิตของคนธรรมดาที่พิเศษคนนี้ จะทำให้ใครหลาย ๆ คน ได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตแบบธรรมดาให้พิเศษ และมีความสุขได้อย่างแน่นอน คนธรรมดาที่เคยเป็นเด็กเกเร ก่อนอื่นเราอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักเติ้ล และที่มาที่ไปที่ทำให้เขามาอยู่ในวงการตลกจนถึงทุกวันนี้ “เติ้ล Buffet” ที่เรารู้จักนั้นเขาเคยเป็นเด็กเกเรจนโดนไล่ออกจากโรงเรียนอัสสัมฯ มาก่อน เขาจึงเรียนกศน. ก่อนที่จะมาเอ็นท์เข้าคณะนิเทศฯ ม.กรุงเทพ ด้วยความชอบไวป์ในกองถ่ายหนังรักแห่งสยามที่เขาเคยเล่น ชอบการทำงานเป็นทีมในกองถ่าย และด้วยความที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าเรียนจบมาจะเป็นอะไร เขาจึงเลือกเรียนสาขาฟิล์ม
ก็คนเท่ ๆ อย่างเรามันจะไปนอนห้องธรรมดา ๆ ได้ยังไง เพราะห้องนอนคือภาพสะท้อนตัวตนของเจ้าของ เป็นเหมือนพื้นที่ส่วนตัวที่เราอยากตกแต่งในแบบที่ชอบ ในแบบที่เป็นตัวเรามากที่สุด ในวัยเด็กเชื่อว่าเทรนด์ที่หลาย ๆ คนคงเคยทำ คือการแปะภาพการ์ตูนที่ชอบ หรือศิลปินที่รักเอาไว้ ทำให้เพื่อนที่มาเที่ยวบ้านรู้เลยว่าเราด้อมไหน แต่ในตอนนี้เทรนด์การตกแต่งห้องนอนที่มาแรงมาก ๆ เรียกได้ว่าใครคิดอะไรไม่ออกก็จะแต่งห้องนอนแบบนี้คือ การตกแต่งห้องโทนดาร์ก ที่ดูเรียบ เท่ ดึงดูดให้อยากอยู่แต่ในห้องมันทั้งวัน แต่มันจะดาร์กแบบมั่วซั่วไม่ได้ วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้เอา 5 เรฟแต่งห้องแบบสายดาร์ก ที่คัดมาแล้วว่าเรียบเท่ดูดีจากเว็บสายดีไซน์มาฝากทุกคนกัน ดาร์กถึงใจ มากันที่เรฟแรก เปิดด้วยความดาร์กแบบสุด ๆ ไปเลย กับการตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นผนังสีเทา ฝ้าสีเทา ผนังหินติดหัวเตียงที่เสริมความดิบเท่ด้วย Texture หินสีเทาเข้ม พื้นไม้สีน้ำตาลเทา และองค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีเทาไปหมดทุกสิ่ง เหมาะกับคนที่ชอบความดาร์กอย่างแท้จริง ดาร์กแบบเรียบหรู สำหรับใครที่ไม่อยากให้ห้องนอนดูทึม หรือดาร์กจนเกินไป เราแนะนำให้ใช้องค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้ามาช่วย สีน้ำตาลของไม้ไม่ว่าจะเป็นโทนอ่อนหรือเข้มนั้น สามารถเข้ากันได้ดีกับพื้นผิวของห้องสีเข้ม ตัดกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่ชอบไม้อยู่แล้วแนะนำมาก ๆ ว่าให้เลือกไม้คุณภาพดี กลิ่นหอม ๆ จะช่วยให้เราผ่อนคลายเวลานอนได้ดีมาก
วันนี้เราจะมาส่องรองเท้านำโชคของ MICHAEL JORDAN ที่เขาสวมใส่ในการแข่งขัน NBA Championship และได้รับรางวัลชนะเลิศ ทั้ง 6 สมัยกัน MICHAEL JORDAN เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอดีตนักบาสเกตบอล สังกัดทีม ‘ชิคาโก บูลส์ (Chicago Bulls)’ ที่เป็นตำนานตลอดกาล ได้รับฉายาว่าเป็นที่สุดของที่สุด G.O.A.T (Greatest Of All Time) แล้วตำนานหนึ่งเดียวคนนี้เขาใส่รองเท้ารุ่นไหนบ้าง เราจะขอไล่ลำดับรองเท้าตามการแข่งขันชนะเลิศในแต่ละสมัย มาดูพร้อมกันเลย Nike Air Jordan 6 — First Championship (1991) MICHAEL JORDAN คว้าแชมป์ NBA เป็นครั้งแรก โดยสวม Nike Air Jordan 6 “Black Infrared” ที่เปิดตัวในปี 1991 ออกแบบโดย Tinker Hatfield ในส่วนของ heel
“อดีตจะช่วยสร้างมุมมองเกี่ยวกับอนาคต เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญในการมองไปข้างหน้าเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม” นี่คือแนวคิดของ AK Williams ครีเอทีฟผู้หลงใหลในรถคลาสสิก และต้องการสร้างโลกใบใหม่ให้กับมัน AK Williams เป็นดีไซเนอร์จากแมนเชสเตอร์ หรือที่รู้จักใน AKA “AK Gramm” ครีเอทีฟผู้อยู่เบื้องหลังผลงานสุดเซอร์ไพรส์มากมายของแมนเชสเตอร์ เขาได้นำเสนอคอลเล็กชันงานศิลปะที่ตีความรถคลาสสิกใหม่ เพื่อเชื่อมโยงโลกอดีต และอนาคตของเขาเข้าด้วยกัน ลายเส้นของ AK คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา ผ่านการตีความจากวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของเขาเอง ซึ่งโปรเจกต์การตีความรถคลาสสิกใหม่ในครั้งนี้ มีชื่อว่า “A Wah Di Bumper” AK ได้เลือกนำเสนอรถยนต์ BMW 5 Series E34 และ 3 Series E30 พร้อมด้วย Volkswagen Jetta, Mercedes-Benz G-Class และ Austin Metro ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรถที่เขาชื่นชอบ เขาจึงนำเสนอมันออกมาใหม่ ในแบบที่เขาจินตนาการถึงมัน และเป็นภาพที่เขาอยากเห็นมาตลอด นั่นคือภาพของรถยนต์แบรนด์ดังที่เปรียบเสมือนกลุ่มเมฆ และควัน
สาย J-ROCK ไม่ควรพลาด ขอแนะนำวงร็อกสายเลือดญี่ปุ่นที่มีดีเอ็นเอชาวร็อกสุดขั้วที่มองจากดาวอังคาร ยังรู้ว่าเป็นดนตรีร็อกจากประเทศญี่ปุ่น Wagakki Band ซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า “วงเครื่องดนตรีญี่ปุ่น” ถ้าให้พูดถึง J-ROCK ทุกคนคงจะนึกถึง X-Japan หรือไม่ก็ ONE OK ROCK แต่สำหรับ Wagakki Band นั้นแตกต่างออกไป พวกเขาเป็นวงดนตรีร็อกแนวใหม่ที่ผสมผสานการขับร้องและเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งดนตรีที่เล่นนั้นเป็นการ Contemporary ของดนตรีทั้งสองแนว นั่นคือ ROCK + Original Japan ที่ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเข้ากับศิลปะของ shigin (บทกวีของญี่ปุ่น) อีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เพลง แต่ยังมี MV สุดฉีกที่โคตรจะ Epic และเซนส์ด้านแฟชั่นของพวกเขานั้นยากที่จะละสายตา ที่เมื่อเห็นก็ต้องตะโกนออกมาว่า ญี่ปู๊น ญี่ปุ่น ! เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอดีตเลยทีเดียว ด้วยความเท่สุดแหวกแนวนี้ทำให้วงได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ (แถมวงนี้ยังไม่ธรรมดาอีกด้วยนะ เพราะเคยได้ร่วมแสดงบนเวทีกับนักร้องในตำนานอย่าง Amy Lee วง EVANESCENCE –
เหนือความคาดหมายมาก ๆ เมื่อ Prada แบรนด์แฟชันที่มีความหรูหรา ร่วมมือกับ Adidas แบรนด์เสื้อผ้าอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ สร้างสรรค์สตั๊ดที่ผสาน DNA ในการออกแบบของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดหน้าตาของรองเท้าที่เกิดจากการผลิตงานฝีมือที่มีความซับซ้อน และละเอียดอ่อนของ Prada ผสานกับเทคโนโลยีในการผลิตรองเท้ากีฬาที่มีประสิทธิภาพสูงเฉพาะของ Adidas ทำให้เกิดคอลเล็กชันรองเท้าฟุตบอลที่สร้างจินตนาการใหม่ให้แบรนด์รองเท้าอย่าง Adidas x Prada 2023 ที่มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ Predator Accuracy, Copa และ X Crazyfast Adidas x Prada 2023 : Copa เป็นรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้ารุ่น Copa Pure ของ Adidas ผลิตด้วยหนังอย่างดี นำเสนอในสี Silver ด้วยหน้าตาเรียบหรูแบบ Prada Adidas x Prada 2023 : Predator Accuracy รองเท้ารุ่นตำนานของ
Hacking Coffee Flagship คือคาเฟ่หลุดโลกที่จะพาคุณไป “Hack” การดื่มกาแฟชั้นดีในโลกเสมือน “Cyberpunk” อาคารดิบเท่ที่เหมือนเครื่องจักรขนาดใหญ่แห่งนี้ ตั้งเด่นเป็นตระหง่านอยู่บนลาดพร้าววังหินซอย 63 ยั่วยวนผู้ที่สัญจรผ่านไปมาให้เข้าไปข้างในเป็นอย่างมาก ด้วยหน้าของอาคารที่มีความลึกลับ ในสีดำทะมึน ที่กระตุกต่อมอยากรู้ของผู้คนว่าข้างในมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งบอกเลยว่าหลุดโลกมาก ๆ กับการดีไซน์ใน Concept : Cyberpunk ราวกับว่าเราหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอนาคตสุดล้ำ ด้วยตัวอาคารที่ตกแต่งด้วยวัสดุผนังปูนเปลือย บวกกับผนังหินสีดำที่ดูแข็งกร้าว มีโครงสร้างเหล็กสีดำดูเข้มขรึม ใช้เฟอร์นิเจอร์เรียบเท่คลุมโทนสีดำทุกชิ้น บวกกับการตกแต่งผนังที่เพิ่มกลิ่นของหนัง SCI-FI เข้าไปนิด ๆ ด้วย LED ที่ดูไฮเทค และการตกแต่งด้วยแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่พังแล้ว โดยที่นี่จะมีบาริสต้าซึ่งเป็นเหมือน Hacker พาเราไปรู้จักกับเมล็ดกาแฟชั้นเยี่ยมจากไทย และต่างประเทศ เพื่อค้นหากาแฟที่ใช่สำหรับเรา ซึ่งกาแฟแต่ตัวของที่นี่นั้นเจ้าของได้ทำการเฟ้นหา คัดสรร และทำการคั่วเองในร้านนี้เลยอีกด้วย ที่นี่จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟในบรรยากาศของโลกต่างมิติ ซึ่งมีทั้งหมด 4 โซนให้เราได้เข้ามาผจญภัย โซนแรก: เป็นบาร์ใกล้เครื่อง Nitro Cold Brew ที่ให้เราสามารถนั่งดูบาริสต้าชงกาแฟในหมวด Slow Bar ได้อย่างใกล้ชิด โซนที่สอง: เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ถูกยกพื้นขึ้นสูง
บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคน ทุกคนมีเป็นล้านใจ… แล้วทำไมวัยรุ่นยังเหงา? วัยรุ่นเป็นวัยแห่งความสนุกสนาน วัยแห่งความสดใสร่าเริง ประโยคข้างต้นนี้อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ แต่อาจจะถูกเปลี่ยนเป็น “วัยรุ่น วัยแห่งความเหงา” แทน! อะไรที่ทำให้วัยรุ่นรู้สึกเหงาในสังคมยุคปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่เราอยู่บนโลกที่มีผู้คนมากมายหลายพันล้านคน วันนี้ UNLOCKMEN จะพาไปฟังเสียงแห่งความเหงาของวัยรุ่น ที่ออกมาแชร์ความรู้สึกเหงาของพวกเขาให้ทุกคนได้อ่านกัน “ฉันใช้เวลาอยู่นานในการพยายามหาว่า ฉันทำอะไรผิดไปถึงทำให้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมากขนาดนี้ในตอนนี้… ฉันคิดว่าฉันได้สร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นไว้แล้วซะอีก” ประโยคที่น่าเศร้านี้เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2022 เป็นวิดีโอ TikTok ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาพูดถึงมิตรภาพ และความเหงา พร้อมน้ำตาที่ไหลคลอออกมา จนกลายเป็นกระแสบน Twitter ที่มีคนเข้ามาให้กำลังใจ และแชร์ความรู้สึกเหงาของพวกเขากันเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นเธอยังบอกอีกว่า เธอมีคนที่รัก และเป็นห่วงเธอนะ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นเพื่อน Tier 2 หรือ Tier 3 ของพวกเขา และนั่นส่งผลให้เธอต้องใช้ชีวิตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตามลำพังอย่างแท้จริง จากกระแสนี้บ่งบอกว่า ความเหงาดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นมากขึ้นกว่าที่เคย แต่ยากที่จะบอกว่าการกักตัวในช่วง COVID-19 เป็นสาเหตุ มันอาจเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เราเห็นปัญหาของสังคมในยุคปัจจุบันได้เร็วขึ้น ซึ่งผลจากการศึกษาของ Prince’s Trust บอกว่า
เปิดตัวอย่างเร้าใจ เคล้าเสียงกระซิบบนเนินทรายแห่งความฝันกับงาน “RADO NOVELTIES 2023: Whispers of Dunes and Dreams” งานแสดงประจำปีจาก RADO เผยโฉมเสน่ห์อันเร้าใจเกินต้านของ Rado Centrix ส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ อาณาอานันท์รีสอร์ต แอนด์วิลลาพัทยา ที่เพิ่งผ่านกันไปสด ๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ แม้จะเป็นวันที่ร้อน ปนความชื้นของฝน แต่บอกเลยว่างานนี้มีเสน่ห์อันเร้าใจ จนทำให้ทุกคนลืมอากาศกันไปเลยทีเดียว เป็นประสบการณ์ ล้ำค่าที่ผู้หลงใหลเรือนเวลาต่างจดจำไม่รู้ลืม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ RADO ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาจะเปิดตัวผลงานใหม่ล่าสุด Rado Centrix มาในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัดแบบนี้ เพราะเสน่ห์อันน่าหลงใหลของนาฬิกาเรือนล่าสุดเปรียบเสมือนสายลมที่พัดผ่านทะเลทราย และความร้อน แต่ให้ความรู้สึกสบายได้อย่างน่าทึ่ง งานในครั้งนี้จึงจะจัดขึ้นที่อื่นไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ริมทะเล เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบของสายลม และเนินทรายอันนุ่มนวล ภายในงานครั้งนี้นอกจากการโชว์ตัวนาฬิกาแล้ว ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป “Scent of Dreams” ให้ทุกท่านได้เปิดประสบการณ์ การครีเอตเครื่องหอม Diffuser ริมชายหาด ร่วมแต่งเติมกลิ่นหอมในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ไปพร้อมกับการทดลองสวมใส่นาฬิกาเรือนหรูที่ให้ความรู้สึกสบายตลอดการสวมใส่ เมื่อถึงช่วงโพล้เพล้พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า Rado
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่วนเวียนอยู่ในแวดวงเพลงร็อก เมื่อเอ่ยคำว่า ‘Industrial Rock’ (อินดัสเทรียลร็อก) ศิลปินคนแรกที่คุณจะนึกถึง คงหนีไม่พ้น Nine Inch Nails หรือ Marilyn Manson สำหรับดนตรีแนวนี้ ถึงจะเป็น Genre ที่แตกแขนงออกมาจากร็อก มีความคล้ายคลึงกับอิเล็กทรอนิกส์ร็อกอยู่หลายประการ แต่ก็ไม่สามารถถูกเหมารวมได้ เพราะดนตรีแนวนี้มีความแปลกแตกต่าง ทั้งในแง่ซาวด์ แนวคิด และประวัติความเป็นมา เอกลักษณ์ของอินดัสเทรียลร็อกคือการหลอมรวมระหว่าง ‘ร็อก’ กับ ‘อิเล็กทรอนิกส์’ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีหัวใจหลักคือความดุดัน ก้าวร้าว และตีแผ่ความไม่น่าอภิรมย์ทั้งหลาย ก่อนหน้าจะมีอินดัสเทรียลร็อก โลกของเรามี ‘ดนตรีอินดัสเทรียล’ แบบดั้งเดิมมาก่อนตั้งแต่ยุค 70’s ถึงแม้จะไม่เกรี้ยวกราดบาดหูเท่า แต่ก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังมืดหม่นไม่แพ้กัน เพราะอะไรพวกเขาถึงนำเอาความบันเทิงที่ควรจะสร้างความสุข มาถ่ายทอดความอับเฉาของโลกใบนี้เท่านั้น ? กำเนิดดนตรี Industrial ค.ศ. 1970 เมื่อเครื่องซินธิไซเซอร์ คอมพิวเตอร์ และดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับอุตสาหกรรมดนตรี กลุ่มศิลปินทั่วโลกทั้งในและนอกกระแสต่างให้ความสนและนำดนตรีประเภทนี้มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในแบบฉบับของตัวเอง ‘ดนตรีทดลอง’ หรือที่เรียกว่าแนว avant-garde เริ่มแพร่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง


