การทำงานในยุคใหม่ หัวหน้าควรให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ หรือ การเปิดให้ทุกคนในทีมมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น หรือ การเป็นผู้นำในบางเรื่องมากขึ้น เพราะการทำงานแบบมีผู้นำเพียงคนเดียวควบคุมทุกอย่าง อาจทำให้เกิดการไม่รับฟังความเห็นของคนอื่น และคนที่ทำงานร่วมกันสามารถรู้สึก “ถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้” UNLOCKMEN อยากจะมาแนะนำรูปแบบการทำงานในยุคใหม่ชื่อว่า “Shared Leadership” ซึ่งจะช่วยให้ทีมทำงานทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในงาน และมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ทำไมถึงต้องมี Shared Leadership ? ระบบการทำงานแบบดั่งเดิม มักจะกำหนดให้มีหัวหน้าทีมเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ในการบริหารและตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญต่อการทำงานของทีม บางบริษัทอาจมีนโยบายเปิดประตู (open-door policy) เพื่อสร้างความเชื่อใจระหว่างลูกน้องและหัวหน้า โดยการเปิดให้ลูกน้องสามารถเดินเข้าไปในห้องของหัวหน้าเพื่อขอคำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานได้ แต่การรวมอำนาจในการตัดสินใจไว้ที่คนหนึ่งคน รวมถึง นโยบาย open-door policy ก็มีข้อเสียที่อาจกระทบประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรได้อย่างหนักเหมือนกัน เช่น มันทำให้ลูกน้องต้องพึ่งพาหัวหน้ามากเกินไป บริษัทอาจหยุดนิ่งเพราะไม่มีไอเดียใหม่ ๆ จากลูกน้อง ร้ายยิ่งกว่านั้น มันอาจทำให้เสียงของคนที่อยู่ในระดับล่างของบริษัทไม่ได้รับความสำคัญ จนพวกเขาไม่กล้ารายงานปัญหา หรือ แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทโดยรวม การเป็นผู้นำร่วมกัน (Shared Leadership) จะช่วยให้องค์กรก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไปได้ เพราะมันเปิดให้ทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กร สามารถเป็นผู้นำและเป็นผู้ตามได้อย่างเท่าเทียมกัน และช่วยให้พวกเขามีอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานของตัวเอง และมันจะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในการทำงานของทุกคนในกลุ่มได้อย่างแน่นอน เพราะทุกคนจะไม่กลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรายงานปัญหาหรือแสดงความคิดเห็น
หลังจากที่ Motor Madness ในตอนที่แล้วเราได้พาทุกคนไปพบกับ คุณ ล้าน เจ้าพ่อ NSX กันไปแล้ว วันนี้ต้องบอกเลยว่า เป็นอีก Episode หนึ่งที่สาวก JDM จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน เพราะวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับอีก 1 ใน KING OF JDM Car 90’s กับไปบุกรัง Godzilla อสุรกายเส้นขอบฟ้าจากแดนปลาดิบ อย่าง “Nissan Skyline” ตำนานขับ 4 ตัวแรงที่เป็นรถในฝันมาอย่างยาวนานของใครหลายคน ด้วยความที่ Nissan Skyline ในบ้านเราไม่ได้มีมากนัก วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่เรามีโอกาสจะได้บุกไปถึงรัง Godzilla อย่าง “SkyGallery” ของ คุณ กิต-กิตติพงษ์ เจริญวิจิตรชัย ซึ่งเรากล้าเรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เขามี Nissan Skyline หรือที่เรามักเรียกกันอย่างติดปากว่า ‘GT-R’ เยอะที่สุด มีความรู้เกี่ยวกับ Skyline แน่นที่สุด โดยทาง คุณ กฤต ได้เตรียมต้อนรับทีมงาน UNLOCKMEN
การทำงานในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนหน้าตรงที่ว่า เราต้องทำงานติดบ้านกันบ่อยขึ้น และหลายบริษัทก็ทยอยเปลี่ยนนโยบายการทำงานใหม่ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรากฎการณ์นี้อาจทำให้หลายคนเริ่มสับสนกับตารางชีวิตของตัวเอง ไม่รู้ว่าเวลาไหนควรเลิกงาน ไม่รู้ว่าเวลาไหนคือเวลาพักผ่อน ปัญหานี้ส่งผลเสียอย่างมาก UNLOCKMEN เลยอยากมาแชร์วิธีรับมือกับการทำงานไม่เป็นเวลา ซึ่งหากทำตามแล้ว จะสามารถรักษาประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันไปพร้อมกันได้ การทำงานไม่เป็นเวลาส่งผลเสียอย่างไรกับเราบ้าง ? ก่อนอื่นเราอยากพูดถึงผลเสียที่เกิดขึ้นจากการทำงานไม่เป็นเวลาก่อน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นปัญหาที่เราต้องหาทางจัดการกับมัน โดยการทำงานไม่เป็นเวลา สามารถส่งผลเสียของเราได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สร้างความกังวลใจ (Psychological Distress)– การทำงานแบบไม่รู้ว่าจะต้องเลิกงานเมื่อไร หรือ ไม่รู้ว่าควรทำงานหนักแค่ไหนในแต่ลัวีน ส่งผลให้เกิดความกังวลทางใจได้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกสูญเสียความสามารถในการควบคุมชีวิตของตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดและอาการซึมเศร้าตามมาได้ ไม่สามารถนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ (Sleep Quality) – ปัญหาที่คนทำงานไม่เป็นเวลามักเจอกัน คือ ปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะการทำงานไม่เป็นเวลา มักทำให้การวางแผนชีวิตทำได้ยาก และชีวิตประจำวันได้รับผลกระทบ เช่น เรื่องการนอน คนในบางอาชีพ เช่น หมอ อาจต้องพร้อมเข้าโรงพยาบาลตลอดเวลา จนไม่สามารถนอนหลับสนิทได้ ไม่มีความสุข (Happiness) – การทำงานไม่เป็นเวลา อาจส่งผลเสียต่อความสุขในการทำงานร่วมถึงการใช้ชีวิตด้วย เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนต้องสนใจงานอยู่ตลอดเวลา จนไม่สามารถหาเวลาพักผ่อนให้กับตัวเองได้ คนที่ทำงานไม่เป็นเวลาจึงมักมีความทรมานในการทำงาน และไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต เราจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไรดี
หลายคนน่าจะเคยมีช่วงเวลาที่โกรธใครสักคนมาก ๆ แล้วลงมือทำร้ายพวกเขาโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว พอนึกย้อนกลับไปก็อาจจะรู้สึกแย่ และคิดว่าไม่น่าทำอย่างนั้นลงไปเลย เหตุการณ์นี้อาจเป็นตัวอย่างของ amygdala hijack ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถควบคุมตัวเองและใช้เหตุผลได้ ส่งผลให้เราทำอะไรบางอย่างตามอารมณ์ และอาจสร้างปัญหาที่ยากเกินกว่าจะแก้ไขได้ในภายหลัง อะไร คือ AMYGDALA HIJACK ? amygdala hijack เป็นคำที่นิยามโดย แดเนียล โกลแมน (Daniel Goleman) นักจิตวิทยาผู้โด่งดังเรื่องแนวคิด ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ซึ่งคำนี้ใช้อธิบายถึงปรากฎการณ์ที่สมองเทคโอเวอร์ความสามารถในการตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็ว ในเวลาที่เราเจอกับปัญหาที่สร้างความเครียดอย่างหนัก ซึ่ง amygdala hijack จะเกิดขึ้นจากการทำงานของ อะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นกลุ่มของเซลล์ที่อาศัยอยู่ในด้านข้างสมองสองซีกของเรา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวข้องกับการจดจำ และการให้ความหมายของอารมณ์แต่ละประเภทที่เรามี และมันยังทำหน้าที่ในการจับคู่อารมณ์กับการตอบสนองทางกายที่เฉพาะเจาะจงด้วย เช่น บางคนที่มีนิสัยชอบทำร้ายคนอื่นเวลาโกรธ ก็อาจจะเกิดจากการทำงานของสมองส่วนนี้ amygdala ยังมีบทบาทสำคัญต่อการตอบสนองแบบ สู้หรือหนี (fight-or-flight response) อีกด้วย ซึ่งการตอบสนองประเภทนี้เป็นกลไกเอาตัวรอดสำคัญที่มนุษย์ใช้มาอย่างยาวนาน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่จะมาทำร้ายหรือฆ่าพวกเขา เช่น สัตว์ร้าย หรือ ศัตรูฝั่งตรงข้าม
ในปี 2021 นี้ ต้องยอมรับเลยว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของมนุษย์เรานั้นเปลี่ยนไปมาก สังเกตได้จากการที่เราเริ่มมีความสนใจหลากหลายมากขึ้น มีสกิลความสามารถรอบด้านมากขึ้น ทำงานอดิเรกหลายอย่างมากขึ้น ทำให้ในวันวันหนึ่งของใครหลาย ๆ คน เหมือนมีชีวิต 2 ด้านให้ใช้ไปพร้อม ๆ กัน เราขอเรียกไลฟ์สไตล์แบบนี้ว่า “Hybrid Lifestyle” ก็คงจะไม่ผิดนัก ซึ่งจะว่าไปแล้วการใช้ชีวิตให้เต็มที่ทั้ง 2 ด้านก็มีความท้าทายของมันอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นเราควรจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบสนองการใช้ชีวิตอันหลากหลายของเราให้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ “รถยนต์” ซึ่งเป็นยานพาหนะที่เราทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน วันนี้คำว่ารถยนต์มีมากกว่าแค่การพาเราเดินทางจากจุด A ไปจุด B เราจึงต้องเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราด้วย เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้ชีวิตของเราสมบูรณ์แบบได้ทั้ง 2 ด้าน วันนี้เราอยากจะมาแนะนำ New Honda City e:HEV RS รถยนต์แห่งอนาคตสำหรับคนเมืองรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ที่จะทำให้ชีวิตทุกไลฟ์สไตล์ง่ายขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนเมืองส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมายในยุคปัจจุบัน ทำให้เราเลือกครอบครองรถยนต์ได้ทีละหนึ่งคัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือจะเป็นที่จอดที่ค่อนข้างจำกัดและหายากในเมืองกรุง เราจึงควรจะมองหารถที่มีความสามารถหลากหลาย ใช้งานได้ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ ดีไซน์และฟีลลิ่งใช่อย่างที่ต้องการ รวมถึงหัวใจสำคัญที่ใคร ๆ ก็ต้องการในยุคนี้ “ความประหยัดที่มาพร้อมความแรง” หลังจากที่ New
หลังจากหายหน้าหายตาไปนานสำหรับหนุ่ม Justin Bieber ที่นอกจากจะหลบหนีไปรักษาอาการป่วยซึมเศร้าที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน จากการรับมือกับสถานะคนดังตั้งแต่ยังเด็กจนสูญเสียชีวิตส่วนตัวไป อีกทั้งยังได้สละโสดเป็นฝั่งเป็นฝาเป็นที่เรียบร้อยกับนางแบบสาว Hailey Baldwin ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เขาจะคัมแบคอย่างเต็มตัวทั้งการปล่อยอัลบั้มใหม่ Change ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยเรื่องราวของ Covid-19 หรือเปล่า ที่ทำให้ความกระแสความนิยมของหนุ่ม Justin อาจจะดูแผ่วเบาลงไปบ้าง ไม่เปรี้ยงป้างเหมือนสัก 4-5 ปีก่อนที่ขยับอะไรก็เป็นข่าวได้ตลอดเวลา แต่ทว่ามีหนึ่งโปรเจกต์ที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับการเปิดไลน์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกอย่าง “Drew House” ระหว่างที่เขาซุ่มเงียบอยู่นั้น ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะหายไปซะทีเดียว เพราะได้แอบพัฒนาแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง หลังจากไปเป็น Influencer ให้คนอื่นมานักต่อนัก โดยโปรเจกต์เสื้อผ้าของเขาเริ่มต้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2017 ขณะที่ Justin กำลังพักจากงานเพลง โดยเขาได้ไปจด Trademark ด้วยกันทั้งหมด 3 ชื่ออันประกอบไปด้วย “The House of Drew” , “La Maison Drew” และ “Drew” ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสามคำนี้มีคำว่า Drew อยู่ในนั้นทั้งหมด ซึ่งเราก็พอจะสันนิษฐานได้ไม่ยากว่า Drew นั้นมาจากไหน เพราะมันมาจากชื่อกลางของเขาเอง ( Justin Drew Bieber )
หลายคนอาจจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดงตลกสุดฮา ที่มาพร้อมความป่วนและความกวนแบบสุดห่ามแห่งทศวรรษที่ 2000’s จวบจนปัจจุบัน แถมยังออกตัวว่าโปรดปรานกัญชาแบบเข้าเส้นอีกด้วย และในวันนี้ ฝันของเขากำลังจะเป็นจริง เมื่อดาวตลกท่านนี้ สามารถผลักดันแบรนด์กัญชาสู่ประชากรอเมริกันได้เป็นผลสำเร็จ เรามาทำความรู้จักทั้งตัวตนของชายสุดห่ามคนนี้ รวมถึงแบรนด์ Houseplant ที่เป็นมากกว่าสมุนไพรสายเขียวของผู้ชายคนนี้ Seth Rogen สำหรับคอหนังคงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันมากมาย สำหรับนักแสดงสายฮาผู้มาพร้อมความกวนระดับพระกาฬ จากที่เขาได้แจ้งเกิดในหนังตลก Knocked Up เรื่องของความสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืนของหนุ่มเนิร์ดที่รับบทโดย Seth กับสาวสวย แต่ต้องซวยตลอดไปเมื่อพวกเขาเผลอมีลูกด้วยกันแบบไม่ตั้งใจ ที่กลายเป็นหนังฮิตสะท้อนชีวิตสายอันเดอร์ด็อกได้อย่างถึงแก่น ทำให้ Seth Rogen เป็นดาวตลกที่เข้าถึงผู้ชาย Gen-Y จนถึง Gen-Z กันอย่างล้นหลาม ด้วยความห่ามและตลกในแบบที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังวาดลวดลายในหนังเจ๋งๆอีกหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Funny People (2009) 50/50 (2011) The Green Hornet (2011) Bad Neighbors (2014) รวมไปถึงการให้เสียงพากย์ในหนังแอนิเมชั่นอย่าง Kung Fu Panda (2008) แถมยังฉาวไปกำกับหนังที่เล่าถึงการไปตามสัมภาษณ์ท่านผู้นำแห่งเกาหลีเหนืออย่าง The
เคยรู้สึกสงสัยไหมว่า ทำไมคนอื่นมีสิ่งที่ดีกว่าเราตลอดเวลา จนเราไม่สามารถพอใจหรือหยุดกับสิ่งที่เรามีอยู่ได้ ต้องค้นหาเป้าหมายใหม่ต่อไปอีกเรื่อย ๆ เราเรียกอาการนี้ว่าเป็น ‘Grass is Greener Syndrome’ ตัวการขัดขวางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของเรา ที่คนในปัจจุบันเป็นกันมากมายโดยไม่รู้ตัว WHAT IS GRASS IS GREENER SYNDROME ‘Grass is Greener Syndrome’ คือ อาการที่เราเชื่อว่าตัวเองกำลังพลาดหรือขาดอะไรที่ดีกว่าสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น โอกาสด้านการงานที่ดี หรือ ประสบการณ์ที่วิเศษ จึงเกิดแรงกระตุ้นที่จะหาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าขาดให้เจอ ชื่อของอาการนี้มีที่มาจากสำนวนของฝรั่งที่ว่า “the grass is always greener on the other side of the fence” (สนามหญ้าที่อยู่อีกฝั่งของรั้วบ้านมักเขียวกว่าของเรา) หมายความว่า เรามักมองชีวิตคนอื่นดีกว่าของตัวเองเสมอนั่นเอง อาการนี้มักมีที่มาจากความกลัวส่วนบุคคล อาทิ ความกลัวเรื่องการผูกมัดกับงานประจำที่ไม่ดีพอ หรือความสัมพันธ์ที่อาจจะย่ำแย่ในอนาคต ซึ่งในความเป็นจริง ชีวิตของคนที่มีอาการนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร มีแต่พวกเขาที่คิดไปเองว่าตัวเองกำลังมีปัญหา นอกจากอาการคิดไปเองแล้ว คนที่เป็น Grass
พอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว หลายคนต้องออกจากบ้านมาอยู่คนเดียว และห่างเหินกับคนรอบตัวมากขึ้น ทำให้พอเจอปัญหารุมเร้าแล้วเครียด ก็ไม่สามารถรับมือกับมันได้เหมือนเดิม จะมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใครที่จะขอคำปรึกษาได้ ถ้าใครกำลังมีช่วงเวลาแบบนี้ เราอยากแนะนำให้ทุกคนเริ่มให้กำลังใจตัวเองกัน ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้เราดีขึ้นได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาใคร ให้เวลากับตัวเอง ในแต่ละวันเราอาจวุ่นอยู่กับการทำตามใจคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น เจ้านาย คนในครอบครัว หรือ เพื่อน จนลืมที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองไป นาน ๆ เข้าก็อาจรู้สึกเหมือนหลงทาง ดังนั้น เพื่อให้เรากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความหมายดังเดิม เราควรหาเวลาว่างอย่างน้อย 10 – 15 นาทีในการอยู่กับตัวเอง ซึ่งเราสามารถใช้เวลาตรงนั้นทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น นอน นั่งสมาธิ หรือ เดินไปรอบห้อง แต่จำไว้ว่าพอยซ์ของกิจกรรมนี้ คือ การทำให้เราหันมาสนใจและตอบสนองความต้องการของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เราเกิดแรงจูงใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นได้ อย่าคิดว่ากำลังแข่งกับคนอื่นอยู่ นิสัยอย่างหนึ่งที่หลายคนมักชอบทำ คือ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เช่น เห็นคนอื่นก้าวหน้ากว่า แล้วเกิดอาการดูถูกตัวเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเรา คือ มันบั่นทอนกำลังใจ และทำให้เรามองข้ามสิ่งสำคัญที่เราต้องทำอยู่เสมอ ดังนั้น เราควรโฟกัสที่ตัวเองมากกว่าคู่แข่ง และหาทางว่าจะทำให้ผลงานของตัวเองดียิ่งขึ้นอย่างไรจะดีกว่า เปลี่ยนความคิดเรื่องความล้มเหลวใหม่ เพราะความสิ้นหวังมักทำให้เราไม่กล้าลงมือทำอะไรใหม่ ๆ
คนวัยทำงานต้องการหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น สังคมการทำงานที่ดี ประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึง สถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อการนั่งทำงาน เช่นไม่มีเสียงรบกวนที่มาดึงความสนใจเราจากงาน แต่บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกรบกวนด้วยเสียง ไม่ว่าจะเป็น เสียงคนคุยกัน หรือ เสียงก่อสร้าง บางครั้งเสียงเหล่านี้ก็ดังมากจนเราเสียสมาธิไม่เป็นอันทำงาน เราเลยอยากจะมาแนะนำวิธีการรับมือกับเสียงรบกวนเหล่านี้ เพื่อฟื้นคืนประสิทธิภาพในการทำงานของเราให้กลับมาดังเดิม สิ่งแวดล้อมที่ไม่สงบส่งผลต่อคุณภาพในการทำงาน ถ้าเราทำงานในที่ที่มีเสียงดัง ประสิทธิภาพในการทำงานอาจจะลดลง อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร British Journal of Psychology (2004) ซึ่งได้ขอให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานปฏิบัติ 2 ภารกิจ ได้แก่ จดจำและนึกถึงงานประพันธ์ และคิดเลขในใจอย่างง่าย โดยในระหว่างการทดลอง ทีมวิจัยได้เปิดบันทึกเสียงรบกวนประเภทที่เกิดขึ้นทั่วไปในออฟฟิศให้ผู้เข้าร่วมการทดลองฟังด้วย ผลการวิจัยพบว่า สิ่งแวดล้อมที่ทำงานที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน (noisy office environments) สามารถลดความแม่นยำในการทำงานของพนักงานลง ได้67% แต่เมื่อเสียงรบกวนที่เกิดจากการสนทนาลดลง ความสามารถในการโฟกัสงานของพนักงานกลับเพิ่มขึ้นมา 48% แถมความเครียดของพนักงานยังลดลง 27% อีกด้วย นอกจากงานวิจัยชิ้นนี้แล้ว ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง (2005) ซึ่งได้เปรียบเทียบความพึงพอใจในการทำงานของคนที่ทำงานในโอเพนออฟฟิศ และคนที่ทำงานในคอกทำงาน (cubicles) และพบว่า คนกลุ่มแรกมีความพึงพอใจในเสียงรบกวนมากกว่าคนกลุ่มที่สอง โดยคนกลุ่มที่สองพบเจอกับปัญหาจากการได้ยินเสียงคนพูดโทรศัพท์ การได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน


