คนญี่ปุ่นเล่นสเก็ตบอร์ดไหม? แล้วทำไมคนที่ถือแผ่นบอร์ดในญี่ปุ่นจะต้องมักถูกมองว่าเป็นอันธพาล NIHON STORIES หาเหตุผลเพื่อตอบคำถามคาใจมาให้แล้ว คำว่าสเก็ตบอร์ด skateboard ในญี่ปุ่นมักออกเสียงว่า ‘sukeetoboodo’ ส่วน skateboarders มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ‘sukebo’ ที่รับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะการวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวูด ชาวสเก็ตรุ่นแรกเริ่มมากจะรวมตัวกันวาดลวดลายอยู่บนบอร์ดในซอยแคบๆ ที่มีลานโล่ง แม้แสงไฟของเสาไฟสาธารณะจะเป็นแค่แสงสลัว แต่หากเดินผ่านแล้วสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นเหล่าวัยรุ่นขาโจ๋ลากแผ่นบอร์ดติดล้อกันไปมาอยู่เป็นอิสระ แม้การเล่นสเก็ตบอร์ดในปัจจุบันจะกลายเป็นกิจกรรมที่ใครก็สามารถมีส่วนร่วมได้ แต่พอย้อนกลับไปยังหลายสิบปีก่อน กลุ่มแก๊งที่เล่นสเก็ตบอร์ดในญี่ปุ่นมักถูกมองว่าเป็นพวกเกเร ทำตัวไร้สาระ นิสัยไม่เป็นมิตร ต่อต้านสังคม และค่อนข้างไม่น่าคบหา ผิดเพี้ยนกับหลายพื้นที่บนโลกที่ในเวลาเดียวกันไม่ได้มองว่าคนเล่นสเก็ตบอร์ดมีภาพลักษณ์แย่เท่ากับที่คนญี่ปุ่นมอง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนในลานโล่ง ๆ ที่จอดรถ หรือสวนสาธารณะ ก็มักเห็นป้ายตัวใหญ่ที่เขียนว่า ‘ห้ามเล่นสเก็ตบอร์ด’ เป็นผลมาจากการต่อต้านวัฒนธรรมป๊อปของอเมริกันชนในญี่ปุ่น บ่อยครั้งที่วัยรุ่นชายถือสเก็ตบอร์ดเดินเข้าสถานีรถไฟฟ้า แล้วจะถูกเจ้าหน้าที่เรียกเพื่อขอค้นกระเป๋า เป็นความคิดแบบเหมารวมที่กาหัวไว้ก่อนแล้วว่าอาจเป็นพวกป่วนเมือง เรียกร้องความสนใจ หรือมีโอกาสพกอาวุธสูงกว่าคนอื่น ๆ ในสังคม ฮิกาอิ โยชิโระ (Higai Yoshiro) ช่างภาพสเก็ตบอร์ดรุ่นเก๋าวัย 55 ปี นั่งย้อนจินตนาการถึงการหัดเล่นในช่วงแรกว่า “รู้สึกถึงสายลมแห่งแคลิฟอร์เนีย โคล่าและเสื้อยืดฮาวาย มันให้ความรู้สึกสดชื่น”
“มีนาฬิกาข้อมือก็ต้องมีรถยนต์” 2 ไอเท็มนี้เรียกได้ว่าเป็นของประจำตัว‘ผู้ชาย’ หลายคน จึงถือเป็นข่าวดีที่ตอนนี้มีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่มีหน้าตาเข้ากับรถยนต์สุด ๆ ชื่อว่า ‘Infinity ll’ นาฬิกาข้อมือจาก OLTO-8 ซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยวเหมือนรถสปอร์ต และช่วยดึงความคมเข้มของผู้ใส่ออกมาได้เป็นอย่างดี นาฬิกาเรือนใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก motorsport และมีความทนทาน เพราะกรอบนาฬิกาเหล็ก (steel case) ขนาด 44 มิลลิเมตร มีการเคลือบเซราโค้ทเพื่อป้องกันการขีดข่วน และการกัดกร่อน รวมถึงทำให้เกิดลักษณะภายนอกแบบเป็นลายเหล็กสวยงาม ตัวบอดี้ของนาฬิกายังได้รับการปกป้องโดย กระจกแซพไฟร์คริสตัลที่คุมทั้งด้านบนและด้านล่างของบอดี้อย่างมิดชิด แถมช่วยให้เกิดคุณสมบัติกันน้ำที่สูงถึง 5 ATM อีกด้วย ในส่วนของสายนาฬิกาจะทำมาจากยางฟลูเออร์ (Fluor) ที่มีสีสันสวยงาม และช่วยป้องกันน้ำมันและน้ำได้เป็นอย่างดี และตัวนาฬิกาจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีมูฟเมนต์ MIYOTA 82S5 เวอร์ชั่นใหม่ซึ่งให้ความแม่นยำและช่วยรักษาการเดินของเวลา อีกทั้งยังมีการเคลือบสารเรืองแสง Swiss Luminova ที่บริเวณเข็มและหน้าปัด เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนในที่มืด แต่ความน่าสนใจที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คงอยู่ที่ตัวหน้าปัดที่มีความซับซ้อน พร้อมดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ โดยมันจะมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม (semicircular dial) เหมือนเครื่องวัดความเร็วของรถยนต์ (speedometer) และระบบเวลาในหน้าปัดจะประกอบไปด้วย ตัวเลขแถวใน (บอกชั่วโมง) และแถวนอก
หลายคงรู้สึกเซ็งสุด ๆ เวลาที่ตื่นเช้ามาทำงานแล้วหัวไม่แล่น เวลาคิดหรือทำงานอะไรก็ดูจะช้าไปหมด ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการนอนไม่เพียงพออย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการที่เราอยู่ในภาวะ passive หรือ มีความว่องไวของจิตใจต่ำ (Mental Agility) ได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเราสามารถพัฒนา Mental Agility ได้ เราก็จะสามารถทำงานได้เร็วขึ้น และได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้เหมือนกัน WHAT IS MENTAL AGILITY ? ความว่องไวของจิตใจ (Mental Agility) หมายถึง ทักษะในการคิด เรียนรู้ และดูดซับข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสกิลนี้จะมีประโยชน์เวลาที่เราเจอกับสถานการณ์หรือปัญหาใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยมาก่อน รวมถึง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งต้องใช้ความว่องไวและคุณภาพในการคิด หากเรามี Mental Agility เราจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้เร็วขึ้น คิดวิธีแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น และตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วขึ้น HOW TO IMPROVE IT ? เมื่อ Mental Agility เป็นสกิลที่สำคัญในการทำงาน ร่วมถึง การใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ
สุภาพบุรุษหลายคนคงเชื่อว่า ยิ่งทำให้ตัวเองดูเพอร์เฟคมากเท่าไหร่ จะทำให้พวกเขาเป็นที่หลงใหลกระชากใจสาว ๆ ได้มากเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง สาว ๆ อาจไม่ได้ชอบคนเพอร์เฟคทำทุกอะไรก็ดูเนียบไปหมดก็ได้ เพราะพวกเขาอาจดูทำให้สาว ๆ รู้สึกอยู่คนละระดับกันมากเกินไปจนเข้าถึงได้ยาก คนเก่งที่ทำเรื่องน่าอายบ้างจึงดูเข้าถึงได้ง่ายและเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ มากกว่า ปรากฎการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี PRATFALL EFFECT ซึ่งทำลายความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าความเพอร์เฟคจะช่วยให้ผู้ชายมีสเน่ห์มากขึ้น PRATFALL EFFECT คือ ทฤษฎีที่กล่าวว่า คนที่ถูกมองว่าสมบูรณ์แบบ หรือ มีความสามารถมากกว่าคนอื่น ถ้าพวกเขาทำผิดพลาดบ้าง จะมีความน่าหลงใหลมากกว่า คนที่ไม่เคยทำพลาดให้คนอื่นเห็นเลย ปรากฎการณ์นี้ได้รับการศึกษาโดย เอลเลียต แอรอนสัน (Elliot Aronson) นักจิตวิทยาอเมริกัน ในปี 1996 ซึ่งเขาได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า คนที่ถูกคนอื่นมองว่า ‘อยู่ในระดับที่เหนือกว่า’ (Superior person) จะมีความน่าดึงดูดมากขึ้น เมื่อพวกเขาทำผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะคนกลุ่มนี้แต่เดิมก็ถูกมองว่าอยู่เหนือมนุษย์ทั่วไปอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาทำผิดพลาดบ้างในบางครั้ง จึงส่งผลให้พวกเขาดูเป็นมนุษย์ปกติมากขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ แอรอนสัน
เวลาจะสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน ‘การเปิดใจ’ ดูเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ความสัมพันธ์ที่เกิดใหม่นั้นเติบโตและมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น แต่บางคนก็มีปัญหาเรื่องการเปิดใจให้คนอื่น เพราะกลัวว่าถ้าเปิดใจให้คนอื่นแล้วตัวเองจะต้องพบเจอกับอนาคตที่เจ็บปวด จึงสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาไม่ให้ตัวเองมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับใคร และเมื่อพวกเขาปิดกั้นตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น พวกเขาก็มักไม่มีความสุขกับความสัมพันธ์มากนัก เราอาจเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นคนที่ ‘กลัวความใกล้ชิด’ และจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะต้องเอาชนะความกลัวของตัวเอง WHAT IS FEAR OF INTIMACY ? กลัวความใกล้ชิด (Fear of Intimacy) คือ อาการที่เราไม่สามารถมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนอื่นได้ เพราะกลัวว่าถ้ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนอื่นแล้ว จะไม่ได้รับการยอมรับ ถูกทอดทิ้ง หรือ ถูกควบคุมมากเกินไปจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนี้ก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความกลัว โรควิตกกังวล ความผิดปกติด้านบุคลิกภาพ ไปจนถึง ประสบการณ์การถูกคุกคามทางเพศในวัยเด็ก โดยคนที่กลัวความใกล้ชิดมักมีลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ เดทกับหลายคนพร้อมกัน เพราะไม่ชอบการผูกมัดกับใคร เป็น perfectionist เพราะคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับความรักหรือความเคารพจากใคร จึงต้องพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองสมบูรณ์แบบอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ได้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ควรได้รับความช่วยเหลือจากใคร ไปจนถึง มีพฤติกรรมทำลายความสัมพันธ์ เช่น พยายามทำตัวน่ารังเกียจ หรือ จงใจผิดใจกับคู่รัก เพื่อตอกย้ำความคิดของตัวเองและผลักอีกฝ่ายให้ออกห่าง ด้วยอาการเหล่านี้เอง
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่มีการคลายล็อกดาวน์ หลายคนคงได้เดินทางกลับไปยังร้านประจำ เพื่อรับบรรยากาศและลิ้มรสเมนูเครื่องดื่มที่คุ้นเคย และบางคนอาจเริ่มมองหาลายแทงร้านใหม่ ๆ กันบ้างแล้ว เราอยากบอกว่า ไม่ต้องเสียเวลาหาร้านด้วยตัวเองอีกต่อไป เพราะเรามีลิสต์บาร์และคาเฟ่ซึ่งได้คัดมาแบบเน้น ๆ แล้วว่า มีบรรยากาศรุ่มรวย และเต็มไปด้วยเมนูเครื่องดื่มที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะไปคนเดียว หรือ พาสาวไปเป็นเพื่อนด้วย ก็ต้องประทับใจอย่างแน่นอน SINNERMAN มาเริ่มกันที่ SINNERMAN บาร์ที่ทำให้เรารู้สึก “feel at home” มาก ๆ ด้วยบรรยากาศสไตล์บ้านเก่าที่มาพร้อมกับการตกแต่งที่ดูหรูเรียบแบบวินเทจ และพื้นที่ที่กว้างขวางพร้อมโซนระเบียงหน้าร้านให้เรานั่งชิวได้แบบสบาย เมนูค็อกเทลของร้านก็มีความน่าสนใจเช่นกัน เพราะมี Francesco Moretti มิกโซโลจิสต์มือรางวัลชาวอิตาลีเป็นเฮดบาร์เทนเดอร์ของร้าน และนอกจากเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่น่าสนใจอย่าง Run, Sinnerman! แล้ว ทางร้านก็เปิดให้ลูกค้าสั่งเมนูเครื่องค็อกเทลแบบตามสั่งได้ด้วย เราสามารถบอกได้เลยว่าชอบเครื่องดื่มรสชาติแบบไหน แล้วบาร์เทนเดอร์จะปั้นเครื่องดื่ม Bespoke Cocktail ออกมาตามใจเรา เวลาทำการ: จ. – ส. (18.00 – 23.00 น.) ที่ตั้งของร้าน: ชั้น 2 ของร้านอาหาร
หลายคนน่าจะเจอเคยเจอกับความรู้สึกที่ว่า “ทำดีไปก็ไม่ช่วยอะไร” พอเจอกับความรู้สึกแบบต้องมีดาวน์ หรือ ไม่อยากทำสิ่งที่ทำอยู่กันบ้าง ซึ่งมันอาจเกิดขึ้นได้จากปรากฎการณ์ GOLEM EFFECT ที่นอกจากจะส่งผลเสียต่อการทำงานของลูกน้องแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผลวานขององค์กรโดยรวมได้ด้วย เราเลยจำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันมัน พร้อมรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อะไร คือ GOLEM EFFECT ? นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องผลของ “ความคาดหวัง” ที่มีต่อคนมานานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากประเทศอิสราเอล ในปี 1982 ซึ่งพบว่า เด็กนักเรียนที่ถูกคาดหวังต่ำในห้องเรียนที่มีครูเป็นคนอคติสูง จะได้รับการปฏิบัติจากครูที่แย่กว่า และมีผลงานที่เลวร้ายกว่าเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ หรือ งานวิจัยในปี 2007 ซึ่งพบว่า ความคาดหวังผลงานของนักเรียนในแง่ลบส่งให้พวกเขาทำผลงานที่ต้องใช้ความคิด ( cognitively based tasks ) ออกมาได้แย่ลง เป็นต้น งานวิจัยเหล่านี้ได้ยืนยันการมีอยู่ของ ‘GOLEM EFFECT’ หรือ ปรากฎการณ์ที่ ‘ความคาดหวังในแง่ลบของคนอื่น’ ส่งผลให้คนที่โดนคาดหวังทำผลงานได้แย่ลงกว่าปกติ เราอาจเห็น GOLEM EFFECT ได้ในห้องเรียนที่ครูแบ่งแยกนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
เดือนที่ 3 ของปี 2021 แม้ไวรัสจะยังไม่ลดราวาศอก แต่ศิลปินก็ยังขยันออกอัลบั้มกันรัว ๆ UNLOCKMEN จึงขอสรุปรวบยอดอัลบั้มชั้นเยี่ยมของเดือนมีนาคม มาเก็บตกกันว่าคุณพลาดอัลบั้มอะไรไปบ้าง จะได้ติดตามไปฟังกันอย่างพร้อมเพรียง Virginia Wing – private LIFE (Art Pop / UK) เมื่อชีวิตคุณอยู่ในจุดตกต่ำ หลายคนคงจะหาวิธีหลากหลายในการฮีลชีวิตอันแสนบัดซบนั้น หรือไม่ก็จมจ่อกับมันจนกว่าจะหาทางสว่างได้ แต่สำหรับวงดนตรี Art Pop จากลอนดอน พวกเขาแสยะยิ้มให้กับความเฮงซวยที่คุกคามชีวิตเขาและลงมือทำอัลบั้มที่เย้ยหยันชีวิตห่วยแตกนี้เสียเลย private LIFE คือการเปิดประตูต้อนรับความห่วยแตกของชีวิตให้เข้ามาป่วนปั่นข้างใน ก่อนจะขับถ่ายมลพิษของชีวิตออกไป ผ่านดนตรีทดลองที่อยู่ไม่สุข การข้ามดนตรีไป-มาเพื่อบ่งบอกถึงอารมณ์อันไม่คงที่ แต่สนุกสนานกับชีวิตจนหัวเราะร่าให้กับความเฮงซวยนี้ได้ คือการเปิดเปลือยชีวิตที่ไม่รู้จะเก็บซ่อนความย่ำแย่นี้ไปเพื่ออะไร อย่างน้อยแค่ได้ระบายออกก็โอเค อัลบั้ม private LIFE จึงไม่ต่างกับเสียงตะโกนให้ความบัดซบของชีวิตที่มีท่วงทำนอง Track Recommend: St. Francis Fountain https://youtu.be/DQBnCIUthFM Listening: https://open.spotify.com/album/7CqnwmoccH6sXLJBGCNWKQ?si=jKulf5yXQlyxvGuFCNGA-A King Gizzard and the Lizard
ในยุคปัจจุบัน ฟอร์แมทในการฟังเพลงนั้นมีรูปแบบมากมาย แต่หนึ่งในฟอร์แมทที่สำคัญที่คนยุค 80s-90s ต่างพากันรู้จักกันดีนั่นก็คือการฟังเพลงผ่านคาสเซ็ทท์เทปนั่นเอง หลายท่านที่ผ่านยุคนั้นต่างนึกถึงอดีตอันงดงามไม่ว่าจะเป็นการใช้ปากกาในการกรอเทป / อัดเพลงที่ชอบให้คนที่แอบรักฟัง หรือจับมันโยนใส่ตู้เย็นเมื่อฟังจนเทปยาน แต่ผู้อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของวงการเพลงนี้หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเป็นใคร อีกทั้งเราเพิ่งทราบข่าวร้ายถึงการจากไปในวัย 94 ของปู่ Lou Ottens บุคคลผู้เปรียบได้ดั่งบิดาของคาสเซ็ทท์เทป จึงอยากจะขอใช้พื้นที่นี้ทำการอำลาอาลัย และถ่ายทอดเรื่องราวต้นกำเนิดของตลับเทปจากอดีต รวมถึงบทบาทของมันในโลกยุคดิจิทัล ณ ปัจจุบันนี้ให้ได้อ่านกัน จากการฟังเพลงอันเทอะทะ ปฏิวัติสู่การฟังเพลงแบบพกพา ในยุคแรกเริ่มของการฟังเพลงในยุค 50s-60s หลายคนน่าจะคุ้นเคยการฟังเพลงจากแผ่นเสียง Lou Ottens วิศวะกรชาวดัตช์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เองก็เช่นกัน ที่เขารู้สึกว่าการฟังเพลงในยุคนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก กว่าจะได้ฟัง หากคุณไม่นั่งฟังนอนฟังอยู่ที่บ้านจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือวิทยุเครื่องใหญ่โตมโหฬาร คุณก็แทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสอรรถรสแห่งเสียงดนตรีนี้ กระทั่งเขาได้ทำงานที่บริษัท Philips ในปี 1952 เขาเห็นเครื่องบันทึกเสียงที่ชื่อ “Magnetophon” ของประเทศเยอรมัน ที่เป็นเครื่องอัดเสียงแบบ Reel-to-Reel แต่ก็มีขนาดที่ใหญ่และราคาค่อนข้างสูงเช่นกัน โดยแรกเริ่มนั้นมาจากความบังเอิญที่เครื่องอัดเสียงนั้นพังจนไส้เทปรีลนั้นพันกันยุ่งเหยิงเขาจึงค้นคว้าหาทางจัดระเบียบเจ้าเครื่องเทอะทะนี้ให้สะดวกและเล็กที่สุดให้จงได้ เขาจึงใช้เวลานานถึง 8 ปี เพื่อคิดค้นเครื่องบันทึกเสียงแบบพกพาจนเทปคาสเซ็ทท์ม้วนแรกได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกในงานแสดงสินค้าที่กรุงเบอร์ลินในปี 1963 ด้วยสโลแกนที่ว่า “เล็กกว่าซองบุหรี่” ซึ่งแน่นอนมันได้สร้างความตื่นตะลึงอย่างมาก ในฐานะอุปกรณ์บันทึกเสียงที่จิ๋วแต่แจ๋ว
ตำนานแห่ง Ventura ถือกำเนิดขึ้น เมื่อ Hamilton ได้สร้างนาฬิกาที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เรือนแรกของโลกขึ้นในปี 1957 ซึ่งกลายมาเป็นนาฬิกาแห่งโลกอนาคต ราวกับนิยายแนววิทยาศาสตร์ได้กลายมาเป็นจริง ภายใต้ตัวเรือนทรงสามมุมที่สะดุดตา พร้อมดีไซน์คลื่นไฟฟ้าบนหน้าปัดได้พลิกโฉมวงการนาฬิกาของโลกไปตลอดกาลนับตั้งแต่นั้นมา นาฬิการุ่นตำนานอันล้ำยุคอย่าง Ventura กลับมาพร้อมดีไซน์ใหม่ล่าสุดในชื่อ ‘Ventura Elvis80 Skeleton’ ภายใต้การตีความความคลาสสิกของ Ventura ในรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่ทันสมัยอย่างรูปทรง Elvis80 ซึ่งเป็นรูปทรงที่ได้รับการตั้งชื่อตาม Elvis Presley ผู้ที่ถือเป็นแฟนตัวยงของนาฬิกา Ventura Ventura Elvis80 Skeleton กลายมาเป็นนาฬิการะบบอัตโนมัติแทนระบบไฟฟ้า ซึ่งได้สร้างนิยามใหม่ให้กับการผลิตนาฬิกาในทุกมิติ ด้วยกลไกอันโดดเด่นที่ปรากฏบนหน้าปัด โดยหน้าปัดเปลือยของตัวเรือน Ventura Elvis80 Skeleton เผยให้เห็นกลไก H-10-S สุดล้ำ พร้อมการตกแต่งที่โฉบเฉี่ยวแบบ Côtes de Genève มาพร้อมการสำรองพลังงานถึง 80 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราได้ผสานอดีต ปัจจุบันและอนาคตเข้าด้วยกัน โดยยังคงไม่ทิ้งรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Ventura ด้วยดีไซน์คลื่นไฟฟ้าที่ถูกนำเสนอผ่านลายซิกแซ็กบนโครงสร้างหน้าปัดแบบเปลือยหรือโครงกระดูก (skeleton) Ventura Elvis80


