นับตั้งแต่การมาของประดิษฐกรรมที่ชื่อว่า Compact Disc หรือ CD ตั้งแต่ยุค 80s นับแต่นั้นสิ่งๆนี้ก็ได้ทำลายฟอร์แมทการฟังเพลงเก่าๆไปอย่างราบคาบ ด้วยทั้งความสะดวกสบาย คุณภาพเสียงที่ชัดใส ไปจนถึงราคาที่ถูกกว่า ทำให้ฟอร์แมท CD อยู่คู่กับคนฟังเพลงมานานนับ 4 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 1987 ที่เป็นครั้งแรกที่ยอดขายซีดีนำหน้าฟอร์แมทอื่นๆไม่ว่าจะเป็นคาสเซ็ทท์ หรือแผ่นเสียงไวนิล แต่บัลลังก์แชมป์กำลังถูกสั่นคลอนในอีกไม่ช้า เมื่อผู้สันทัดกรณีของประเทศอังกฤษได้กล่าวว่า “ปี 2021 นี้ CD จะมีแนวโน้มถูกโค่นแชมป์ ซึ่งสิ่งที่มาสั่นคลอนนั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไร แต่เป็นแผ่นไวนิล หรือแผ่นเสียงนั่นเอง” Geoff Taylor ผู้บริหารระดับสูงของ British Phonographic Industry (BPI) ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์อันน่าสนใจนี้กับ The Guardian ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แนวโน้มของแผ่นเสียงจะกลับมาชนะ CD ในปลายปีนี้ เนื่องจากพฤติกรรมการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จากยอดขายโดยรวมที่ปีที่แล้วที่ไวนิลได้ทำไว้คือ 86.5 ล้านปอนด์ ซึ่งนับเป็นยอดขายที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา ซึ่งถือได้ว่าทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว” ซึ่งเหตุผลสำคัญของการกลับมาของไวนิลนั้นมีนัยยะสำคัญอยู่
ชีวิตผู้ชายวัยทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไหนจะต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องหาคนเลี้ยงในครอบครัว และบางคนอาจต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นหลายเท่าด้วย เมื่อเราหมดเวลาและพลังงานไปกับงานที่เคร่งเครียด สิ่งที่เรามักทำกัน คือ เอาตอนดึกมาใช้ในการ ‘พักผ่อน’ เช่น ดู Netflix หรือ ทำในสิ่งที่เราสนใจ เพื่อเยียวยาจิตใจตัวเองจากความเหนื่อยล้า แทนที่จะ ‘นอนหลับ’ ปรากฎการณ์นี้มีชื่อว่า ‘Revenge Bedtime Procrastination’ และสามารถกระทบชีวิตของคนทำงานอย่างรุนแรงได้ ดังนั้น เราต้องรู้จักวิธีการรับมือกับมัน เพื่อป้องกันสุขภาพกายและใจไม่ให้พังไปซะก่อน !! Revenge Bedtime Procrastination เกิดขึ้นได้อย่างไร ? Revenge Bedtime Procrastination มักเกิดกับคนที่เครียดกับการทำงานทั้งวัน วันละหลายชั่วโมง จนแทบไม่มีเวลาเหลือสำหรับการทำอย่างอื่น ส่งผลให้ต้องสละเวลานอนในตอนกลางคืน มาทำกิจกรรมผ่อนคลายตัวเอง เหมือนเป็นการแก้แค้นเวลา Daytime ที่ทำให้เราต้องเหน็ดเหนื่อยกับความเครียดและภาระต่าง ๆ ซึ่งคนที่ Revenge Bedtime Procrastination มักมีอาการเหล่านี้ ได้แก่ ตั้งใจเข้านอนช้าเพื่อเอาเวลามาทำกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจ ไม่มีเหตุผลที่ดีในการนอนดึก รวมถึง รู้ตัวว่านอนดึกจะส่งผลเสียแต่ก็ยังทำ แม้การสละเวลานอน
หลายคนคงอยากไปเที่ยวแบบนั่งเรือชิว ๆ ล่องไปตามทะเล เพื่อรับลมชมวิวกันบ้าง แต่การจะไปเที่ยวไหนในช่วงนี้คงลำบากเพราะปัญหา COVID-19 ยังคงอยู่ เราเลยอยากมาแนะนำภาพยนตร์เกี่ยวกับอุบัติภัยทางเรือ 5 เรื่อง ให้ทุกคนได้ไปรับชมกัน บอกเลยว่าสนุก ช่วยแก้เบื่อในวันว่างได้ดีแน่นอน !! TITANIC (1997) หนังเรื่องแรกที่เราอยากแนะนำให้รู้จัก คือ Titanic ภาพยนตร์ที่จะพาเราย้อนไปดูเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม ซึ่งคร่าชีวิตคนไปกว่า 1,500 ราย อีกครั้งหนึ่ง โดยการนำเสนอเรื่องราวของ โรส สาวชนชั้นสูง และ แจ็ก ดอว์สัน ศิลปินผู้ยากไร้ ซึ่งทั้งคู่ต้องเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัย แถมยังเผชิญหน้ากับความขัดแย้งของคนในครอบครัวของโรสไปพร้อมกันด้วย หนังเรื่องนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ เจมส์ คาเมรอน สุดยอดผู้กำกับระดับโลก ซึ่งสามารถกวาดรางวัลออสการ์ไปได้ถึง 11 สาขา ทำเงินได้เกินพันล้านเหรียญฯ เป็นผลงานการแสดงที่น่าจดจำของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเป็นหนังคุณภาพที่เราต้องได้ดูกันสักครั้งในชีวิต THE PERFECT STORM (2000) หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือบอกเล่าเรื่องจริงที่ชื่อว่า The Perfect Storm ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในปี ค.ศ.1991
หลังจากที่มีการเปิดตัวกล้อง Full-Frame Mirrorless ระดับพระกาฬตัวใหม่ล่าสุดจากค่าย แคนนอน ในรุ่น EOS R5 และ EOS R6 ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจัดเต็มเทคโนโลยีขั้นเทพมาให้อย่างครบครัน ใช้งานได้สุดทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่ง หรือการถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือพูดง่าย ๆ ว่ากล้องทั้ง 2 รุ่นนี้เกิดมาเพื่อกำหนดนิยามใหม่ของความสร้างสรรค์เลยก็ว่าได้ ซึ่งคำกล่าวที่พูดมาข้างต้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดลอย ๆ เพราะมันถูกหยิบยกขึ้นมาปั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง ต่อยอดแนวคิดนิยามใหม่ของความสร้างสรรค์ไปสู่อีกขั้นที่เหนือกว่า ในแบบที่ทุกคนสามารถเข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์นี้ได้ใน Digital Exhibition ที่มีชื่อว่า ‘Canon EOS Rtist’ นิทรรศการที่จัดแสดงภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นผลงานของ 22 ศิลปินเลือดใหม่ไฟแรงที่กำลังเฉิดฉายในวงการงานสร้างสรรค์ ณ ปัจจุบัน ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานเจ๋ง ๆ ออกมาผ่านกล้อง Canon EOS R5 และ EOS R6 รุ่นใหม่ล่าสุด และในวันนี้เราได้หยิบเอาผลงานที่น่าสนใจของศิลปินส่วนหนึ่งจำนวน 8 ท่าน มาให้ชาว UNLOCKMEN ได้ดูกัน เพื่อกระตุ้นต่อมกำเนิดแรงบันดาลใจ ปลุกไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ให้ลุกโชน ก่อนที่จะไปรับชมผลงานของเหล่า
สมัยเรียนเคยกันไหม ? ทั้ง ๆ ที่พยายามอ่านหนังสือและตั้งใจเรียนมาตลอด แต่พอถึง 1 วันก่อนสอบ เรากลับเลือกที่จะนอนดึก วันสอบเลยไม่ค่อยพร้อมทำข้อสอบเท่าไหร่ หรือ ตอนทำงาน เคยมีช่วงที่ต้องนำเสนอโปรเจ็กต์ใหญ่ แต่พยายามทำตัวเองให้ไม่พร้อมนำเสนอไหม ? พฤติกรรมทำลายตัวเองเหล่านี้เรียกว่า “Self-handicapping” ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเราต้องการป้องกันความเจ็บปวดจากความล้มเหลวหรือผิดหวัง มันจะเปิดช่องให้เราโทษอย่างอื่นได้ เช่น เมื่อผลการสอบแย่ เราสามารถโทษเพื่อนที่ชวนนอนดึกได้ โดยไม่ต้องโทษตัวเองที่ไม่ยอมเตรียมพร้อม หรือว่า ตอนที่ทำงานได้ไม่ดี เราจะสามารถโทษบรรยากาศที่ไม่เป็นใจแทนที่จะโทษตัวเองที่ไม่ยอมตั้งใจทำงานได้เหมือนกัน แม้ Self-handicapping จะปกป้องใจเราได้จริง แต่มันก็ทำให้เราทำงานได้แย่ลง ตัดสินใจได้แย่ลง และใช้ชีวิตได้แย่ลงเหมือนกัน เราเลยอยากให้ทุกคนรู้ทันอาการ Self-handicapping พร้อมแนะนำวิธีที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านมันไปได้ดีด้วย Self-handicapping เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ถ้าพูดกันตาม common sense ใคร ๆ ก็อยากประสบความสำเร็จ และก้าวหน้าในสิ่งที่ตัวเองทำกันทั้งนั้น Self-handicapping จึงไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมของคนปกติสักเท่าไหร่ แต่ความเป็นจริง Self-handicapping เกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักรับความผิดหวังไม่ได้ พอทำพลาดขึ้นมา มักรู้สึกไม่สบายใจ เครียด ซึมเศร้า
ทุกวันนี้ อุบัติเหตุอยู่รอบกายแบบที่เราไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนนที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุก ๆวินาที และยิ่งอากาศร้อน ๆ แดดเปรี้ยงในช่วงเวลานี้ ดีกรีของอารมณ์ยิ่งพุ่งพล่าน เราจึงขอเสนอ 5 หนังสุดเดือด ของคนคลั่งที่เรามักเจอบนท้องถนน เผื่อเป็นอุทาหรณ์ เลี่ยงได้ก็จงเลี่ยง หลบได้ก็จงหลบ DUEL (1971) แค่แซงรถใหญ่ ก็ถูกไล่ล่าจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด หนังเปิดตัว Steven Spielberg ในฐานะผู้กำกับหนังเป็นครั้งแรก แม้การประเดิมจะเริ่มต้นด้วยหนังทีวี แต่คุณงามความดีของมันก็ทำให้หนังพาตัวเองได้ฉายโรงใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศภายหลัง (รวมไปถึงประเทศไทยที่ฉายหลัง Jaws จนตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า “ไอ้จอว์สบก 18 ล้อ” เสียเลย ซึ่งตัวหนังก็ไม่ได้ต่างจาก Jaws นักในแง่ของความระทึกขวัญสั่นประสาท เพียงแต่เปลี่ยนจากทะเลเป็นถนนไฮเวย์อันร้อนระอุแทน เรื่องราวของชายหนุ่มที่ขับรถข้ามเมืองเพื่อไปให้ทันประชุม แต่ดันมาเจอรถขนก๊าซตรงหน้า เขาพยายามที่จะแซงไอ้ยักษ์บุโรทั่งคันนี้ไปให้ได้ แต่กลับกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เฉียดตายที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต เมื่อรถปริศนาคันนี้ ไล่จี้ตามติดจนชายคนนี้เกือบตายหลายต่อหลายครั้ง มันพร้อมจะเล่นสงครามประสาทบนท้องถนนเพื่อรับรู้ถึงภัยอันน่ากลัวที่คุณไม่มีวันคาดคิด แม้จะหลบซ่อนมันยังไง สุดท้ายไอ้ตีนผี 18 ล้อก็เจอทุกที่ ในเมื่อหนีไม่ได้พระเอกของเรื่องก็ดับเครื่องชนมันเสียเลย กับหนังเรื่องนี้ Spielberg ได้รับคำชมในฐานะการสร้างความระทึกขวัญสั่นชีพจร ในสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดาและไร้ซึ่งเหตุผล แต่กลับตรึงคนดูให้ลุ้นตลอดเวลา
ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า การแต่งตัวสไตล์วินเทจยุค 80 – 90 กำลังได้รับความนิยม และดูจะได้รับความนิยมไปอีกนานเสียด้วย เพราะไม่ว่าไปที่ไหน เรามักเห็นคนใส่เสื้อโอเวอร์ไซส์ ฮู้ดดี้ เสื้อฮาวาย ที่ดูวินเทจกันเต็มไปหมด ด้วยความที่มันฮิตติดใจหลายคน เราเลยอยากมาแนะนำการแต่งตัวสไตล์นี้กันหน่อย โดยจะหยิบเรื่อง Grunge Fashion มาอธิบาย และแนะนำให้ทุกคนได้แต่งตามกัน WHAT IS GRUNGE FASHION การแต่งตัวแนวกรันจ์ หรือ Grunge Fashion เกิดขึ้นพร้อมกับ ‘กรันจ์’ (Grunge) หรือดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคที่ผสมผสานระหว่าง พังก์ร็อค และ เฮวี่เมทัล โดยเรามักเห็นสิ่งเหล่านี้ในดนตรีแนวนี้ ได้แก่ เนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ เสียงเบสและกลองหนักแน่นดุดัน พร้อมกีตาร์เสียงแตกบาดใจคนฟัง ดนตรีแนวนี้เกิดในกลางยุค 1980s ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิวตัน บางครั้งก็เลยถูกเรียกว่า เสียงแห่งซีแอตเทิล (The Seattle Sound) เหมือนกัน และต่อมาในช่วง 1990s มันก็ได้ความนิยมมากขึ้น เพราะมีวงดนตรีร็อครุ่นใหญ่อย่าง
บนโลกใบนี้ มีขาวย่อมมีดำ มีมืดย่อมมีสว่าง มีดีก็ย่อมมีห่วย ดังนั้นเรามีเวทีชื่นชมหนังยอดเยี่ยมประจำปีอย่างรางวัล Oscars แล้ว ไฉนเลยเราจะมีรางวัลที่มอบให้หนังยอดแย่ไม่ได้ และรางวัล Golden Raspberry Awards หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Razzie Awards จึงมีมาเพื่อสรุปความยอดแย่ของหนังในแต่ละปี เพื่อแซ่ซ้องโห่ฮาถึงหนังในแต่ละปีที่ที่เหลือทนจนต้องมอบรางวัลให้ ซึ่งรางวัลนี้ไม่ได้เพิ่งมาจัด แต่จัดกันมาแล้วถึง 40 ครั้ง และครั้งล่าสุดก็ถือเป็นครั้งที่ 41 แล้ว เรามาทำความรู้จักรางวัลของหนังแสนห่วยนี้ มาดูกันว่าที่ผ่านมาได้บันทึกความห่วยในแง่ไหน และปีล่าสุดนี้มีมีหนังเรื่องไหนที่ได้รับการเข้าชิงกันบ้าง ค่ำคืนปาร์ตี้เกรียน ๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแจกรางวัลหนังโคตรห่วย รางวัล Golden Raspberry Awards เริ่มต้นแบบไม่ตั้งใจในปี 1981 เมื่อ Copy Writer และ นักประชาสัมพันธ์ที่ชื่อ John J. B. Wilson จัดปาร์ตี้ดูถ่ายทอดสดคืนประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 53 กับเพื่อน ๆ ที่บ้านของเขาในย่านฮอลลีวู้ด เมื่อดูจบ จากนั้น
เวลาเราทำงาน เรามักจะทำกันเป็นกลุ่ม เพราะมันช่วยให้เราทำงานใหญ่ได้ดีกว่า เสร็จเร็วกว่า และอาจมีคุณภาพที่มากกว่าการทำงานเดียวคน แต่บางครั้งมันก็ทำให้เกิดการอู้งานได้ง่ายเหมือนกัน เพราะสมาชิกบางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองต้องช่วยงานอะไร แถมยังไม่กล้าถามคนในกลุ่มด้วย หรือ บางคนอาจเห็นว่างานที่ตัวเองทำได้ถูกคนอื่นรับผิดชอบไปหมดแล้ว จึงส่งผลให้เกิดอาการอู้ขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร การอู้งานส่งผลเสียต่อการทำงานแน่นอน เพราะมันทำให้งานไปต่อได้ช้า อาจเสร็จไม่ทันกำหนด และทำให้คุณภาพของงานกลุ่มลดลงอีกด้วย ดังนั้น เราอยากมาแนะนำวิธีการรับมือกับกลุ่มคนอู้ เพื่อให้งานเสร็จได้เร็วขึ้น และเพื่อให้องค์กรใช้ประโยชน์จากพนักงานได้ถึงขีดสุด สร้างทีมให้เล็กที่สุด หัวหน้าบางคนอาจชอบการทำงานเป็นทีมที่มีคนจำนวนมาก เพราะเชื่อว่ายิ่งมีคนเยอะ ก็ยิ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้มาก แต่ในความเป็นจริง ยิ่งสมาชิกกลุ่มใหญ่เท่าไหร่ จะยิ่งทำให้เกิดอาการขี้เกียจได้มากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากการทำงานเป็นกลุ่ม อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องลงแรงให้กับงานมาก เพราะมีคนอื่นช่วยอยู่แล้ว หรือ บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน ไม่มีงานให้ทำ ซึ่งเกิดขึ้นได้จาการกำหนดจำนวนสมาชิกที่ไม่เหมาะสม เราเลยอยากแนะนำให้เปลี่ยนความคิดจาก ‘การสร้างทีมทำงานที่ใหญ่’ เป็น ‘การแตกทีมทำงานที่ใหญ่ออกเป็นทีมย่อย’ โดยกำหนดให้แต่ละทีมมีสมาชิกไม่เกิน 3 – 5 คน และจำไว้ว่ายิ่งทีมเล็กเท่าไหร่ แต่ละคนในทีมจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น และอยากอู้งานน้อยลง สร้างกฎกลุ่มและบทลงโทษทีชัดเจน การทำงานแบบไม่มีการทำข้อตกลงร่วมกัน อาจสร้างคนขี้เกียจได้มากเหมือนกัน เพราะบางคนไม่สนใจว่า อาการขี้เกียจ จะส่งผลเสียต่อทีม แถมไม่กฎอะไรมาลงโทษเมื่อพวกเขาขี้เกียจด้วย จึงอู้กันต่อไป ดังนั้น
หลายคนคงเคยเกิดอาการหมดความสนใจในการใช้ชีวิต ไม่สนใจอยากทำงานหรืออยากคุยกับใครเลย ซึ่งอาการนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของ Apathy ซึ่งมันส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของเราได้อย่างมหาศาล แต่ถ้าเรารับรู้ถึงมัน และมีวิธีป้องกันมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะนี้ก็คงทำอะไรเราไม่ได้มากนัก และเราจะมีความสุขอย่างยืนยาวต่อไป WHAT IS APATHY ? Apathy คือ ภาวะหมดอาลัยตายอยาก ไม่สนใจชีวิตหรือคนที่อยู่รอบตัว ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของสมองกลีบหน้า ภาวะซึมเศร้า โรคพาร์กินสัน จนถึง โรคจิตเภท และทำให้ชีวิตของเราได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ทำให้หมดแรงในการใช้ชีวิต ไม่สามารถวางแผนชีวิตของตัวเองได้ต้องให้คนอื่นช่วย แถมยังทำให้ชีวิตหยุดนิ่งด้วย เพราะเราจะไม่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือ ออกไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ และที่แย่ไปกว่านั้น คือ Apathy จะทำให้เราไม่สนใจปัญหาของตัวเอง และอยู่ในภาวะ ‘ไร้อารมณ์’ อันส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และการใช้ชีวิตของเรา HOW TO OVERCOME APATHY ? เมื่อ Apathy ส่งผลเสียต่อเราอย่างมากมาย เราเลยต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ เพื่อเรียกคืนความสุขในชีวิตกลับมาอีกครั้ง ซึ่ง UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีป้องกันการอาการ Apathy


