IndieWire สื่อทรงอิทธิพลของกลุ่มคนที่สนใจหนังสุดเดิร์น เผยรายชื่อ 120 หนังสยองขวัญยอดเยี่ยมตลอดกาล ซึ่งนอกจากจะสร้างความกลัวขนลุกชวนผวาแล้ว ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยอีกด้วย แม้ในอดีตหนังสยองขวัญมักจะถูกตีค่าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (ลองเมียงมองไปที่เวทีการแจกรางวัลอย่างออสการ์ที่ชาติหนึ่งจะมีหนังสยองขวัญเล็ดรอดเข้าชิง) แต่ปัจจุบันหนังสยองขวัญคือสนามลองฝีมือของคนทำหนังมากมายเพราะความกลัวในแต่ละยุคสมัยนั้นเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มันจึงเต็มไปด้วยการทดลองอันหลากหลายที่เหล่านักสร้างหนังจะนำเสนอ และนี่คือ 20 อันดับสูงสุดที่ได้รับการโหวตในกองบรรณาธิการ IndieWire ที่บางเรื่องชาว Unlockmen สามารถหาดูได้ตามสตรีมมิ่งไม่ยาก มาดูกันว่า 20 หนังเด็ดสุดสยองเหล่านี้น่ากลัวตรงใจคุณหรือไม่ 20. The Fly (David Cronenberg, 1986) David Cronenberg ผสมผสานความสนุกและความสยองเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดย Jeff Goldblum ก่อนหน้าที่เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์สุดเท่ใน Jurassic Park เขาเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองผิดพลาด จากความตั้งใจจะสร้างเครื่องย้ายมวลสาร กลับกลายเป็นการรวมร่างเข้ากับแมลงวันจนเกิดเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่แรกเริ่มปลุกพลังเหนือมนุษย์จนเขากลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่เวลาต่อมากลับเผยร่างที่เต็มไปด้วยความขยะแขยง หนังโดดเด่นด้วยการเสนอเมคอัพเอฟเฟคส์ที่ชวนแหวะ แต่สนุก จนกลายเป็นหนังฮิตที่มีภาคต่อตามมา รับชมได้ทาง Apple TV (เช่าหรือซื้อ) 19. Get Out (Jordan Peele, 2017) Jordan Peele
ในยุคนี้ ความสุขดูเป็นเรื่องที่ไขว่คว้าได้ยากเหมือนกัน เพราะมองไปทางไหนก็เจอแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่อง COVID-19 ที่น่าจะทำให้หลายคนจิตตกกันมากที่สุดในช่วงนี้ เราเลยอยากมาแนะนำทฤษฎีสร้าง well-being (สุขภาวะ) ที่เรียกว่า PERMA เพื่อให้ทุกคนสามารถ survive ช่วงนี้ไปได้อย่างราบรื่นกันถ้วนหน้า อะไร คือ PERMA THEORY PERMA Theory เป็นทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) ที่พัฒนาโดย Martin Seligman นักจิตวิทยาชาวสหรัฐฯ และเจ้าของหนังสือแนว Self-Help ยอดนิยม Flourish (2011) ซึ่งทฤษฎีนี้อธิบายสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญรุ่งเรือง (human flourishing) หรือ มีความสุข (well-being) ทั้งหมด 5 อย่าง สามารถแบ่งได้ตามตัวอักษร PERMA ได้แก่ Postive Emotion (อารมณ์บวก) , Engagement (การมีส่วนร่วม) , Relationships (ความสัมพันธ์), Meaning (ความหมาย)
การระบาดของ COVID-19 คงทำให้หลายคนเกิดความทุกข์ใจกับหลายเรื่อง รวมถึง เรื่องงาน บางคนอาจต้องทำงานหนักขึ้น มีเวลาส่วนตัวน้อยลง เพราะพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก pandemic ดังนั้น UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการบริหารชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพที่ชื่อว่า Work/Life Integration ให้ทุกคนรู้จัก และบอกเลยว่า มันจะช่วยให้ชีวิตของคนทำงานทุกคนดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน !! WHAT IS WORK/LIFE INTEGRATION ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราคงได้ยินกันบ่อยเรื่อง Work/Life Balance หรือ การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสกิลที่ว่ากันว่าสำคัญต่อคนทำงาน เพราะถ้าเราสามารถบริหารเวลาได้ดี เราก็จะใช้ชีวิตได้ราบรื่น แต่ Work/Life Balance มีปัญหาตรงที่ว่า มันทำให้เรื่อง งาน กับ ชีวิต ถูกแยกออกเป็น 2 ขั้ว ไม่สามารถหลอมหลวมกันได้ เหมือนกับว่า ถ้าเราต้องใช้เวลาทำงาน เราต้องเสียเวลาในการใช้ชีวิตส่วนตัว ในทางตรงข้าม ถ้าเราใช้เวลาส่วนตัว เราต้องเสียเวลาในการทำงาน ซึ่งอีกแนวคิดหนึ่งบอกเราว่า เราไม่จำเป็นต้องแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันก็ได้ กล่าว คือ
ในช่วงกลางยุค 60’s ถือเป็นจุดเริ่มต้นความรุ่งเรืองของรถยนต์ “อเมริกันมัสเซิลคาร์” หนึ่งในนั้นมีชื่อรถยนต์ที่ผู้ชายอย่างเราคุ้นหูกันอย่าง Chevrolet Camaro ที่ได้สร้างตำนานและยังคงสายการผลิตยาวนานมาถึงปัจจุบัน แต่ตลอดระยะเวลา 54 ที่ผ่านมารถยนต์คันนี้จะมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกัน หลายคนทราบดีว่า Chevrolet Camaro ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของ Ford Mustang ซึ่งในเวลานั้นเป็นอเมริกันมัสเซิลคาร์ที่ทำกำไรให้ฟอร์ดได้แบบเป็นกอบเป็นกำด้วยยอดขาย 2 ล้านคันใน 1 ปี เมื่อเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ GM เห็นค่ายคู่แข่งร่วมเมืองฟันกำไรได้จากรถยนต์สไตล์ Pony Cars พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะสร้างรถยนต์ของตัวเองในสไตล์เดียวกันออกมา แต่ก่อนจะเปิดตัวในชื่อ Chevrolet Camaro รถยนต์คันนี้เกือบได้ชื่อว่า Panther เสียแล้ว เพราะเป็นชื่อที่เตรียมไว้ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์ในปี 1965 แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเปิดตัวทีมงานทั้งหมดก็ต้องหารือกันใหม่ เพราะเบื้องบนของ Chevrolet ต้องการให้ชื่อขึ้นต้นนำหน้าด้วยอักษร “C” เหมือนในรุ่น Corvette, Chevelle และ Corvair ในที่สุดพวกเขาก็ได้ชื่อ Camaro มาเป็นชื่อของรถยนต์ โดยการเปิดตัวในปี 1966 พวกเขาอ้างวันมันคือคำที่ดัดแปลงมาจากคำศัพท์แสลงภาษาฝรั่งเศสเก่าแก่
เป็นธรรมเนียมไปแล้วในทุก ๆ ปี สำหรับรายการวิทยุที่ทรงอิทธิพลแห่งเกาะอังกฤษ ที่จะเผยลิสต์ 100 อันดับเพลงสหราชอาณาจักรยอดเยี่ยมตลอดกาล โดยการโหวตจากผู้ฟังกว่า 20,000 คน ซึ่งปีนี้บทเพลงวัยรุ่นตลอดกาล Live Forever ของพี่น้องปากมันแห่งยุค 90s ได้กลับมาขึ้นแท่นอันดับ 1 อีกครั้ง หลังจากเสียแชมป์ให้กับ Bohemian Rhapsody ของวงราชันย์แห่งราชินีไป 2 ปีซ้อน Radio X คลื่นวิทยุชื่อดัง ที่ก่อตั้ง ณ กรุงลอนดอนมาตั้งแต่ปี 1992 ในชื่อ XFM ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเป็น Radio X เมื่อปี 2015 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนับตั้งแต่ยุค Britpop เรืองรอง โดยปัจจุบันปรับเปลี่ยนรูปแบบนำเสนอแนวทางดนตรีที่หลากหลาย ตามการเปลี่ยนแปลงของแนวดนตรี ถึงแม้การเข้ามาแทนที่ของสตรีมมิ่งดนตรีจะมีบทบาทเหนือรายการวิทยุไปแล้ว แต่ Radio X ก็ยังยืนหยัดที่จะต่อลมหายใจของดนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะการจัดอันดับความนิยมของดนตรีจากฟากฝั่งยูเค ที่จัดประจำทุก ๆ ปีมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา เพื่อแสดงให้เห็นความยืนยงของซีนดนตรี
ต้องบอกเลยว่า การ Work From Home ช่วงนี้ไม่ธรรมดา ใครจะคิดว่าการทำงานที่บ้าน จะทำให้รู้สึกว่าทำงานหนัก ทำงานเยอะกว่าปกติ หลายสิ่งมาพร้อมกัน ทำให้การทำงานไม่เสร็จสักที จะทำงานนี้ก่อน หรืองานนู้นก่อน คิดไปคิดมายังไม่ได้เริ่ม เรื่องนี้เราเข้าใจดี UNLOCKMEN จึงขอเปิดสูตรการทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น Overclock ตัวเองโดยไม่ลดคุณภาพงานภายในบทความสั้น ๆ ไม่เกิน 5 นาที ใครพร้อมแล้วตั้งสติอ่านทุกบรรทัดแล้วเอาไปทำตาม ปีนี้แม้เราจะไม่มีน้ำให้เล่นแต่จะหันมาตะลุยงานให้หมดกองจนโต๊ะโล่งรวดเดียวจนจบ ทำเสร็จเวลาที่เหลือจะได้เอาไปใช้สร้างความบันเทิงเป็นของขวัญให้ตัวเอง POMODORO Technique นี่คือเทคนิคการสร้างประสิทธิภาพการเคลียร์งานระดับนาทีขั้นเทพที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องจับเวลาตอนทำกับข้าวรูปมะเขือเทศ (คำว่า Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่ามะเขือเทศ) ที่นักศึกษาคนหนึ่งคิดขึ้น แต่หลายคนในโลกทำแล้วได้ผล เขาใช้เวลาแค่ 25 นาทีจับเวลาเพื่อสะสางงานนั้นตาม 6 ขั้นตอนต่อไปนี้ เลือกงานที่ตั้งใจทำให้เสร็จ ตั้งนาฬิกาให้เตือนใน 25 นาที ทำงานจนกว่านาฬิกาจะดัง จบ 1 รอบให้จดและนับไว้ เบรกไปพักสักสมองสัก 5-10 นาที ครบ 4 รอบ เพิ่มเวลาพักเป็น 20-30
หลายคนน่าจะเป็นเวลาเริ่มออกกำลังกายไปสักพัก แล้วรู้สึกหมดไฟ ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ชินกับการออกแรงจนเหงื่อไหลไคลย้อย การออกกำลังกายเลยทำให้เราทรมานและเกิดอาการท้อแท้ขึ้นมาได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษากำลังใจในการออกกำลังกายไว้ได้ เราเลยอยากแนะนำลิสต์หนังที่ทุกคนควรไปดูกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายและบิวท์กล้าม แถมยังมีพล็อตเรื่องที่สนุกน่าติดตามอีกด้วย Karate Kid (1984) เรียกได้ว่าเป็นหนังคลาสสิกยุค 80s ที่หลายคนต้องรู้จัก สำหรับ Karate Kid เวอร์ชั่นแรกที่นำแสดงโดย Ralph Macchio โดยหนังเรื่องนี้จะเล่าถึงเรื่องของ Daniel LaRusso ชายหนุ่มผู้ถูก Johnny Lawrence และแกงค์คาราเต้สำนัก Cobra Kai กลั่นแกล้งอยู่เสมอ เพราะเขาดันไปตีสนิทกับ Ali Mills อดีตแฟนเก่าของ Johnny แต่เมื่อวันหนึ่ง Daniel ได้เรียนวิชากังฟู เขาก็มีโอกาสที่จะเขาคืนเพื่อนจอม Bully !! หนังเรื่องนี้ช่วยทำให้เรารู้สึกอยากออกกำลังกายได้ดีมาก เพราะในหนังเราจะได้เห็นความเท่ของการฝึกฝนวิชาคาราเต้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราอาจจะอยากทำตัวเองให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ Kickboxer (1989) Kickboxer ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ฌ็อง-โกลด ว็อง ดาม (Jean-Claude Van Damme)
เชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบในรถจักรยานยนต์คงจะสะดุดตาสะกิดใจทุกครั้งที่ได้เห็นรถจักรยานยนต์อย่าง Harley-Davidson แล่นผ่าน ด้วยทรวดทรงที่อวบอิ่ม และเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่น่าเกรงขาม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทุกคนที่ชื่นชอบมันไปซะทีเดียว เพราะถ้าหากใครที่ชอบรถจักรยานยนต์สไตล์ Sport จ๋า ๆ รูปทรงปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวก็อาจจะมองว่า Harley-Davidson ออกแนวมีอายุไปสักนิด ทำให้ระยะหลัง Harley-Davidson ต้องปรับตัวด้วยการออก Model ใหม่ ๆ ที่รับอิทธิพลความ Sport เพิ่มเข้าไปขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Street 750 รวมไปถึง Pan American หรือแม้กระทั่ง Livewire ซึ่งเป็น Harley-Davidson ระบบไฟฟ้า รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ ครั้งหนึ่งเคยมีรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson รูปทรง Sport มานานแล้ว แม้ปัจจุบันจะไม่มีการผลิตไปแล้วก็ตาม วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ “Buell Motorcycle” กัน เพราะนี่คือหนึ่งในแบรนด์ที่นำเอา Harley-Davidson แบบทั้งดุ้น มาปรับโฉมเพิ่มความ Sport ให้ถึงขีดสุด จนสะดุดตาคนรัก Harley-Davidson ทั่วโลกมาแล้ว What
หากจะพูดถึงตัวท็อปของวงการแฟชั่นระดับโลกคงไม่มีใครจะร้อนแรงไปกว่า Kim Jones ดีไซน์เนอร์ชาวอังกฤษที่กำลังขึ้นหม้อสุด ๆ และเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการแฟชั่น ที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นประเด็นและสร้างอิมแพคให้กับวงการได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เขาได้ลุกขึ้นมาปฎิวัติวงการแฟชั่นนำเอาสตรีทแฟชั่นมาพบกับโอกูตูร์ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นคอลเลคชั่นบรรลือโลกอย่าง Supreme x Louis Vuitton หรือจะเป็นการเข้าไปกอบกู้สถานการณ์ของแบรนด์ในเครือ LVHM ทั้งหลายให้กลับเข้ารูปเข้ารอย และเป็นแนวทางเดียวกันคือทำให้สินค้าไฮแฟชั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและทุกคนสามารถสวมใส่ได้ และถ้าเราย้อนประวัติของ Kim Jones นั้นอาจจะเรียกได้ว่าแตกต่างจากดีไซน์เนอร์คนอื่น ๆ เล็กน้อยเพราะเขาจบการศึกษามาจากสถาบัน Camberwell School of Art ในสาขาถ่ายภาพและกราฟิค ก่อนที่จะเทคคอร์สต่อหลักสูตร MA Fashion ที่ Central Saint Martins ในเวลาต่อมา ทำให้การเดินทางของเขาค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ โดยผลงานการแสดงโชว์แรกของเขาได้ถูกซื้อไปโดย John Galliano ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Creative Director ให้แบรนด์อย่าง Maison Margiela Kim Jones เคยร่วมงานกับแบรนด์ในประเทศมากมายตั้งแต่แบรนด์ Fast Fashion อย่าง
พอใกล้ถึงวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สงกรานต์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ หลายคนอาจเริ่มยิ้มที่มุมปาก เพราะรู้สึกว่าจะได้วันพักผ่อนยาวแล้ว แต่สำหรับบางคนวันหยุดเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีความสุขมากนัก กลับกัน พวกเขากลับยิ่งรู้สึกเครียดและกังวลมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมันทำให้พวกเขาเกิดความไม่สบายใจหลายอย่าง เช่น ต้องคิดมากเรื่องการซื้อของขวัญ ต้องไปพบเจอกับคนที่ไม่ค่อยอยากเจอ หรือ บางคนอาจคาดหวังกับวันหยุดสูงเกินไป จนสร้างความไม่สบายใจให้ตัวเอง วันหยุดเลยกลายเป็นสิ่งที่ทำลายสุขภาพจิตของพวกเขาได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรับมือกับความเครียดและความกังวล เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในช่วงวันหยุดนี้ได้ อย่าหวังสูงเกินไป บางครั้งเราก็ไม่สามารถทำให้วันหยุดของเราสวยงามเหมือนในหนัง หรือ ภาพบนโซเชียลมีเดียของคนอื่นได้ บางครั้งเรามีที่ที่อยากไปเที่ยวหลายที่ แต่ด้วยเรื่องเงิน หรือ เวลา ก็อาจทำให้เราไปได้ไม่หมด การตั้งความหวังว่าวันหยุดของเราจะเพอร์เฟตจึงเป็นเหมือนการทำร้ายตัวเองอย่างหนึ่ง แทนที่จะตั้งความหวังสูง เราควรมีการวางแผนวันหยุดไว้ล่วงหน้าจะดีกว่า เพื่อที่เราจะได้ไม่คิดไปเรื่อยเปื่อย และสามารถใช้เวลาวันหยุดได้คุ้มค่าถึงที่สุด เลิกกังวลตลอดเวลา เวลากังวล เรามักสูญเสียพลังงานกันเยอะ เพราะเราต้องคิดมาก ต้องเครียด ฯลฯ ดังนั้น ถ้าเรากังวลทั้งวัน เราจะหมดเรี่ยวหมดแรงจนไม่เป็นอันทำอะไรแน่นอน สิ่งที่ควรทำมากกว่า คือ การจัดสรรเวลาเฉพาะสำหรับการ ‘กังวล’ เพื่อให้เราทุ่มเทกับมันได้อย่างเต็มที่ และเอาเวลาในการกังวลไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น แต่ที่สำคัญ ก่อนที่เราจะให้เวลาตัวเองกังวล เราควรหาเวลาในการผ่อนคลายตัวเองด้วย


