ถือเป็นข่าวดีมากๆสำหรับสาวกชาวร็อคจ้องเกือกผู้เป็นตำนานหลังจากคนฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่งต้องหงุดหงิดที่ไม่สามารถฟังเพลงของ My Bloody Valentine ในทุกอัลบั้มผ่านช่องทางอย่าง Spotify หรือ Apple Music ได้เลย แต่ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายแล้ว พร้อมทั้งการเซ็นสัญญาเข้าสังกัดใหม่ นั่นก็คือ Domino Records แม้ระยะเวลานับตั้งแต่ก่อตั้งวงในยุค 80s จวบจนปัจจุบัน จำนวนอัลบั้มจะน้อยมากเมื่อเทียบกับขวบปีอันยาวนานของพวกเขาและเธอ แต่ในแต่ละอัลบั้มกลับซ่อนความซับซ้อนและความยิ่งใหญ่จนสามารถพูดได้เต็มปากว่า อัลบั้มของ My Bloody Valentine นั้น คือมหากาพย์แห่งดนตรีอย่างแท้จริง เรามาทำความรู้จักอัลบั้มต่างๆพร้อมทั้งแนวคิดอันแสนอัจฉริยะของ Kevin Shields และวงดนตรีวงนี้ไปพร้อมๆกัน จุดเริ่มต้นจากการแข่งขันคาราเต้ หลายวงอาจจะมีจุดกำเนิดจากการไปดูคอนเสิร์ตร่วมกัน หรือ เจอกันโดยบังเอิญที่ร้านแผ่นเสียง แต่ My Bloody Valentine กลับเจอกันที่สนามแข่งคาราเต้ ??? โดยในปี 1978 เมื่อ Kevin Shields และ Colm Ó Cíosóig ได้เจอกันโดยบังเอิญในการแข่งคาราเต้ที่เมือง South Dublin ทั้ง 2 คลิกกันอย่างรวดเร็วจากการนิยมชมชอบในดนตรีพังค์ที่ร้อนแรงในยุคนั้น
หลายคนอาจรู้สึกคุ้น ๆ กับ ‘Co-dependency‘ หรือ การพึงพาอีกฝ่ายมากเกินไป ซึ่งเป็นนิสัยที่ทำลายความสัมพันธ์หนักพอสมควร ในบทความนี้เราอยากมาพูดถึงอาการที่อยู่ตรงข้ามกับ Co-dependency เรียกว่า ‘Counter-dependency’ ซึ่งคนที่มีอาการนี้จะไม่ยอมมีความสัมพันธ์กับใครลึกซึ้งในทุกรูปแบบ (เหมือนเป็น “หมาป่าเดียวดาย”) แถมยังเจอกับปัญหาหนักได้ไม่แพ้คนที่เป็น Co-dependency เราเลยอยากพูดถึงวิธีรับมือกับอาการนี้ให้อยู่หมัดกัน ผลเสียของ Counter-dependency หลายคนคงนิยมชมชอบคนที่ดูจะ “อยู่ได้ด้วยตัวเอง” เพราะคนเหล่านี้มักดูเป็น “ผู้ใหญ่” หรือ “คูล” ในสายตาของคนรอบข้างเสมอมา แต่ในความเป็นจริง บางคนที่ชอบพูดว่า “ฉันไม่ต้องการใคร” หรือ ชอบอยู่คนเดียว อาจเปราะบางมากกว่าที่หลายคนคิดก็เป็นได้ เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่กลัวความสัมพันธ์อย่างหนัก เช่น กลัวถูกทอดทิ้ง หรือ เกิดความกังวลหนักเมื่อเริ่มลึกซึ้งกับคนอื่น ส่งผลให้พวกเขาปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียว สร้างกำแพงในใจ หรือ แม้กระทั่งพยายามผลักคนรอบตัวให้ออกไปจากชีวิตพวกเขา คนประเภทนี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘Counter-dependent’ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากปัญหาในวัยเด็ก เช่น การถูกทารุณกรรม การถูกทอดทิ้ง หรือ การถูกคาดหวังสูงจากคนในครอบครัว เป็นต้น เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่ความต้องการของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนอง ต้องทำตามคนอื่นตลอดเวลา และไม่สามารถมีปากมีเสียงกับคนในครอบครัวได้ พอโตขึ้น พวกเขาก็เอาสิ่งที่เจอในวัยเด็กมาเป็นกรอบในการใช้ชีวิต กลายเป็นคนที่ไม่กล้าเปิดเผยความต้องการของตัวเอง
เชื่อว่าชาว UNLOCKMEN แทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ที่อย่างน้อยในชีวิตนี้ต้องเคยเป็นเจ้าของแบรนด์นาฬิกาจากประเทศ ‘Swiss’ อย่าง ‘Swatch’ กันมาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นคงต้องบอกเลยว่านาฬิกา Swatch นั้นตอบโจทย์ได้ครบครันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพการผลิต ที่มีต้นกำเนิดมาจากแผ่นดินที่ก่อกำเนิดเรือนเวลา รวมไปถึงดีไซน์การออกแบบที่มีลวดลายให้เลือกเยอะที่สุด และสุดท้ายก็คือเรื่องราคาที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง ในอดีตที่ผ่านมา เราอาจจะติดภาพนาฬิกา Swatch ว่า ตัวนาฬิกานั้นจะต้องมีลวดลาย และสีสันที่หลากหลาย หรือไม่ก็ดู Art ดูคูลสุด ๆ แต่จริง ๆ แล้ว Swatch มีนาฬิกาหลายรุ่นมากที่ถูกยกให้เป็น Iconic ของนาฬิกาที่ถูกดีไซน์ให้ดูเรียบง่าย แต่ดูมีอะไรซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น 1988 Swatch Andromeda GK111, 1989 Swatch Albatross GX700, 1990 Swatch Golden Jelly GZ115, 1995 Swatch Le Grand Soir YLG103 หรือ 1995 Swatch Upside
สกิลหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเรียน การทำงาน หรือ การใช้ชีวิต คือ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะบางครั้งเราก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมาได้ แต่ต้องมีการคิดวิธีใหม่ที่ช่วยให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ข่าวร้าย คือ สมองของเรามัก block ความคิดสร้างสรรค์ของเราเอาไว้ โดยการบังคับให้เราคิดแก้ปัญหาภายใต้กรอบที่เราคุ้นเคยอยู่ตลอดเวลา เพราะด้วยวิธีนี้จะช่วยประหยัดพลังงานสมองได้มากกว่าวิธีอื่น ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Functional Fixedness ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ในทุกด้าน Functional Fixedness คือ ภาวะที่สมองของเราไม่คิดถึงวิธีการแก้ปัญหาแบบอื่น นอกจากวิธีการที่เคยทำมาแล้ว หรือ วิธีการที่คนอื่นบอกมา ซึ่งปรากฎการณ์นี้ค่อนข้างเป็นภัยต่อการทำงาน การเรียน หรือ การใช้ชีวิต เพราะบางครั้งปัญหาใหม่ที่เราเจอ แม้จะคล้ายกับปัญหาที่เราในอดีตก็จริง แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด ที่อาจทำให้วิธีแก้ปัญหาแบบที่เคยใช้ก่อนหน้าไม่เวิร์กอีกต่อไป และจำเป็นต้องมีการคิดวิธีใหม่มาแก้ปัญหา ซึ่งผลเสียของ Functional Fixedness ได้รับการศึกษามานานแล้ว โดยในปี 2018 งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Neuropsychologia ได้เช็คความสามารถในการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมการทดลอง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ถูกขอให้แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือที่พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมาก่อน และ กลุ่มที่ถูกขอให้แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือที่พวกเขาได้รับการแนะนำเรื่องวิธีการใช้งานมาแล้ว ซึ่งผลการวิจัยออกมาว่า ศูนย์กลางทางความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในสมอง ได้แก่
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบการแข่งขัน และไม่ชอบการอยู่ในระดับที่ต่ำต้อยกว่าใคร ดังนั้น เมื่อมีใครคนอื่นที่ทำผลงานได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาขึ้นมา พวกเขาอาจรู้สึกไม่สบายใจ และอาจพยายามหาทางขัดแข้งขัดขาคนเก่งเหล่านั้นให้มาอยู่ในสถานะเดียวกับตัวเอง เราเรียกคนที่มีพฤติกรรมประเภทนี้ว่า Underminer ซึ่งเป็นคนเห็นแก่ตัวประเภทหนึ่ง และพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ หรือ Social Undermining ก็ทำร้ายคนอื่นได้อย่างหนักหนาสาหัสเช่นกัน UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะให้ทุกคนรู้จักกับ Social Undermining และวิธีการรับมือกับมัน เพื่อให้ทุกคนมีเกราะป้องกันจากคน Toxic และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขยาวนาน Social Undermining คือ พฤติกรรมที่คนอื่น ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือ คนในครอบครัว พยายามทำให้เราเกิดความยากลำบากในการทำงาน เช่น พูดถึงชื่อเสียงหรือหน้าที่การงานของเราในเชิงเสีย ๆ หาย ๆ ปิดบังข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานของเรา หรือ ให้ข้อมูลปลอมเพื่อทำให้การงานของเราเสียหาย เป็นต้น ซึ่งจุดประสงค์ที่พวกเขาแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมา มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ต้องการดึงเราให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า หรือ ไม่อยากให้เราก้าวหน้า ฯลฯ โดยรวมก็ คือ รู้สึกอิจฉาหรือรู้สึกว่ากำลังอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าเรา เมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่อยากเป็นผู้แพ้ เลยพยายามขัดแข้งขัดขา หรือ ดึงเราให้มาอยู่ในสถานะเดียวกันหรือต่ำกว่า
ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความบันเทิงยามค่ำคืน หากคุณเดินไปถูกที่ ถูกทาง ถูกแหล่ง คุณจะพบกับความมหัศจรรย์เหมือนเปิดประตูโลกใบใหม่ตั้งแต่ ‘เกอิชา’ ที่มอบความบันเทิงด้านศิลปะและดนตรีชั้นสูง พบกับ JK Bussiness บริการเพื่อนคุยยามเหงาและการทำกิจกรรมร่วมกับเด็กสาวมัธยมปลาย คลับเฉพาะทางที่มี ‘เด็กนั่งดริ๊ง’ คอยต้อนรับ ไปจนถึง ‘บาร์โฮสต์’ ที่เหล่าบริกรชายจะดลบันดาลความสุขให้ตามต้องการ เมื่อเอ่ยถึงบาร์โฮสต์ ภาพในความทรงจำของคนไทยมักเป็นผู้ชายใส่สูท ผมซอยสั้นสไตล์ญี่ปุ่น ที่มักยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้าน หรือบางร้านก็ให้หนุ่ม ๆ ไปยืนเรียกลูกค้าตามย่านท่องเที่ยวดัง ทว่าชายที่ถูกเรียกว่า King of Hosts หรือ ‘ราชาแห่งบาร์โฮสต์’ กลับฉีกแนวภาพจำเดิม ๆ ไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเขาไว้ผมสีทองยาวสลวยกว่าสุภาพสตรีบางคนที่เป็นลูกค้าของเขาเสียอีก ชายคนดังกล่าวถูกขนานนามด้วยชื่อในวงการว่า “โรแลนด์” โรแลนด์เข้าวงการบาร์โฮสต์ตั้งแต่อายุ 18 ปี ชื่อจริงของเขาคือ โทโจ มาโคโตะ (Toujou Makoto) นักเรียนดีเด่นที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยโตเกียว ทว่าเริ่มเรียนได้นิดเดียวเขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองว่า ‘เรียนจบไปแล้วจะทำอาชีพอะไร?’ คิดใคร่ครวญอยู่นานว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอะไร มีความถนัดอะไร พอคิดวาดภาพชีวิตตัวเองเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องสวมสูทสีดำเหมือนคนอื่น ๆ เดินไปยังสถานีรถไฟที่อัดคนทำงานเบียดแน่นเต็มโบกี้
ในช่วงปี 1960 – 1970 ถือเป็นยุครุ่งเรืองของ Steve McQueen นักแสดงชายชาวอเมริกันผู้มีบทบาทการแสดงที่โดดเด่นจนถูกขนานนามว่าเป็น “King of Cool” หรือ ราชาแห่งความเจ๋ง ซึ่งหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงนั้นได้รับเสียงตอบรับดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น The Sand Pebbles หรือ The Magnificent Seven แต่นอกจากเรื่องการแสดงแล้ว การฟิตหุ่นของ Steve McQueen ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะหุ่นของเขาในช่วงนั้นเรียกได้ว่าเฟิร์ม และเป็นแรงบันดาลใจให้คนได้ไม่น้อย ว่ากันว่า เขาเริ่มออกกำลังกายเรื่อยมาตั้งแต่ยุค 1950s เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นนักแสดง โดยเขาจะออกกำลังกายในตอนเช้าของทุกวัน และใช้เวลาออกกำลังกายราววันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ก่อนที่เขาจะล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิตในวัย 50 ปี ในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากพาไปดูว่าเขาเคยออกกำลังกายอะไรมาบ้าง พร้อมแนะนำเคล็ดในการออกกำลังกายสำหรับมือใหม่ด้วย จ๊อกกิ้ง แม้ McQueen จะไม่ชอบการ Cardio สักเท่าไหร่ แต่เขาก็สามารถทำได้เมื่อจำเป็นต้องทำ โดยในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Tom Horn ปี
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ไม่มีความมั่นคง ชีวิตของเราสามารถเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา แน่นอนว่า ความเครียด ความกังวล หรือ ความเศร้า ก็เป็นสิ่งที่เราเจอกันบ่อยขึ้นด้วย เพราะเมื่อเราเจอกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน ความรู้สึกแย่ ๆ ก็มักเกิดขึ้นตามมาเป็นธรรมชาติ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเอาชีวิตรอดจากยุคใหม่ UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ Antifragile Mindset แนวคิดที่จะช่วยให้เราทนทานต่อเรื่องเลวร้าย และสามารถเติบโตขึ้นอย่างสง่างาม Antifragile หรือ ความสามารถในการต้านทานความเปราะบาง เป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่ได้รับการกล่าวถึงโดย Nassim Nicholas Taleb นักเขียนและนักคิดด้านการเงินผู้มีชื่อเสียง เขาได้อธิบายในหนังสือที่ชื่อ “Antifragile: Things That Gain from Disorder” (2012) ว่า Antifragile ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญต่อธุรกิจ รัฐบาล และบุคคลที่อยากมีความก้าวหน้าในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงง่าย ทักษะนี้จะช่วยให้เรารับมือกับ Black Swan (เหตุการณ์ผิดปกติและคาดเดาไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเราอย่างใหญ่หลวง) ได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทำให้เรากลัวมันน้อยลง และสามารถทำใจยอมรับมันเป็น บทเรียน หรือ ประสบการณ์ ได้ง่ายขึ้น Antifragile
แน่นอนว่าช่วงเวลานี้ สำหรับนักดูหนังแล้ว ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นไปกว่าการมาของหนังตัวอย่างและโปสเตอร์ของหนังฮีโร่เรื่องใหม่ของ Marvel Studio เรื่อง Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings นั่นเอง แต่ที่น่าจะตื่นเต้นปนฉงนยิ่งกว่า นั่นก็คือผู้ที่มารับบทบาทนี้กลับเป็นคนโนเนมที่มีชื่อเสียงระดับปานกลางอย่าง Simu Liu ซึ่งเมื่อประกาศชื่อชายคนนี้มา ก็มีทั้งกระแสแง่บวกและแง่ลบเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้สนั่นโลกโซเชียล แต่เราไม่อยากให้คุณตีตนไปก่อนไข้ และลองเปิดใจมาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้กันให้ลึกซึ้งก่อนที่จะตัดสินเขากันดีกว่า ว่าสรุปแล้วเขาเหมาะหรือไม่สำหรับการแบกรับบทบาทซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่เพียงเป็นบทบาทในโลกภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังแบกศักดิ์ศรีของชาวเอเชียให้โลกได้ประจักษ์อีกด้วย Simu Liu ชีวิตที่ลิขิตในวงการบันเทิง Simu Liu เกิดที่เมือง ฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง ก่อนจะย้ายถิ่นฐานตามพ่อและแม่มาอยู่ที่ประเทศแคนาดาตอนอายุ 5 ขวบ แรกเริ่มเดิมทีเขามีความใฝ่ฝันในอาชีพนักแสดง แต่ก็ไกลเกินเอื้อมคว้าสำหรับชายหนุ่มหน้าตี๋ที่พร้อมจะถูกรังแกจากฝรั่งตาน้ำข้าวง่ายๆ เขาร่ำเรียนธุรกิจตามความคาดหวังของครอบครัวจนจบปริญญาตรีและทำงานเป็นมนุษย์กินเงินเดือนในฐานะนักบัญชี แต่ก็ทำได้เพียงปีเดียวเขาก็ออกจากงานเพื่อตามล่าความฝันอย่างจริงจัง โดย Simu ได้กล่าวถึงการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวครั้งนี้ในงาน Comic Con ว่า “สิ่งที่ผมอยากทำเมื่อโตขึ้นคือทำให้พ่อและแม่ภาคภูมิใจ มากกว่าจะเจ้ากี้เจ้าการให้ทำอะไรที่ไม่ชอบ มันมีความสุขมากนะที่พ่อและแม่ไม่ได้คาดหวังให้ผมเป็นในสิ่งที่ผมไม่อยากจะเป็น…เช่นหมอเป็นต้น” Simu Liu เริ่มต้นด้วยการเป็นตัวประกอบในหนังหุ่นยนต์สู้กับสัตว์ประหลาดไคจู ในหนัง Pacific Rim
ผิวอ่อนนุ่มของมนุษย์เอาเข็มแหลมจุ่มสีจิ้มย้ำลงไปให้เลือดซิบ หมึกซึมเข้าไปในผิวหนัง จะได้รอยสักบ่งบอกตัวตน ผู้ชายกับรอยสักเป็นของคู่กัน แต่ที่อยู่กับรอยสักได้ดีไม่แพ้ผิวหนังมนุษย์ ก็ผิวของ “หินอ่อน” จากงาน Iconic ที่ถูกเพิ่ม “รอยสัก” เข้าไปจนกลายเป็นงานศิลป์ร่วมสมัย และมีศิลปินท่านนึงที่อาจหาญทำมันได้สำเร็จจนได้ Fabio Viale เกิดใน Cuneo ทางตอนเหนือของ Italy ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านหินอ่อนคุณภาพดี เริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการหินอ่อนเมื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะตอนอายุ 16 ปี นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกหลงใหลในวัสดุชิ้นนี้ ต่อมาเขาผลิตงานประติมากรรมสลักหินอ่อนมากมาย และมีผลงานบางส่วนที่โด่งดังเข้าตาวงการร้านขายของแอนทีค ถือเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางศิลปินเต็มตัวของ Fabio เส้นทางก่อนเป็นศิลปินอิสระ คือการสร้างรูปปั้นเพื่อตกแต่งสุสานในเมืองมิลาน แต่หลังทำไปสักพัก Fabio ก็เลือกเส้นทางศิลปินเดี่ยวออกมาทำงานคนเดียว ย้ายจากอิตาลีไปอยู่ทั้งนิวยอร์กและรัสเซีย มุ่งมั่นสร้างผลงานจนในที่สุดเขาก็มีผลงานสร้างชื่อเข้าจนได้ โดยมีรางวัล Cairo Prize ให้ชื่นใจเป็นชิ้นแรก กระทั่งปี 2015 เขาตัดสินใจทำงานร่วมกับ Poggiali Gallery ใน Florence เพื่อจัดนิทรรศการส่วนตัว และผลงานนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เพราะได้รับเกียรติให้นำเข้าไปติดตั้งไว้ในโบสถ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างมหาวิหารซานโลเรนโซ แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ไวรัลเท่างานล่าสุดที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เป็นการสร้างรูปปั้นไอคอนิกตามแบบที่สำคัญในประวัติศาสตร์ แล้วนำมาใส่รอยสักลงไปจากการตีความของ Fabio แต่มันไม่ได้ธรรมดาแค่นั้น เพราะจุดสำคัญคือรอยสักบนหินทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้วิธีทาสีทับธรรมดา แต่ใช้เทคนิคทำให้เหมือนสีซึมอยู่ด้านในจนดูคล้ายกับรอยสักมนุษย์จริง


