ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในตำแหน่งบริหาร เช่น ผู้บริหาร หรือ ผู้จัดการ คือ ความสามารถในการพาตัวเองออกจากอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง เพราะ 2 สิ่งนี้อาจทำให้เราคิดแบบไม่เป็นเหตุเป็นผล ส่งผลให้การตัดสินใจย่ำแย่ลง และอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาผิดพลาด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อธุรกิจได้ UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก Professional Detachment ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในเวลาที่เผชิญหน้ากับปัญหา้รื่องงาน อะไร คือ PROFESSIONAL DETACHMENT ? Professional Detachment คือ ความเชี่ยวชาญด้านการแยกตัวเองออกจากอารมณ์และความรู้สึกเมื่อเจอกับความตรึงเครียดสูง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด โดยคนที่มีทักษะด้านนี้ มักจะมีความอดทนสูง ใจเย็นได้ในทุกสถานการณ์ และไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งเวลาจัดการปัญหา Professional Detachment เป็นสกิลที่สำคัญต่อคนที่ทำงานในตำแหน่งบริหารมาก เพราะการทำงานในตำแหน่งนี้ จำเป็นต้องใช้การตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผล และใช้อารมณ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะถ้าพวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยอารมณ์ เช่น ความเครียด ความกดดัน หรือ ความตื่นตระหนก มันจะส่งผลเสียต่อการตัดสินใจ วิธีคิด และการลงมือแก้ปัญหา ในทางกลับกัน หากเรามีความอดทน สามารถใจเย็นต่อหน้าปัญหาได้ นอกจากจะสามารถแก้ไขมันได้ดีขึ้นแล้ว มันยังทำให้คนอื่นเคารพและยอมรับในตัวเรามากกว่าเดิมด้วย เราจะตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ให้น้อยที่สุดได้อย่างไร ? มนุษย์มักใช้อารมณ์ในการนำทางชีวิตมาตลอด
หลายคนอาจรู้สึกอิจฉาคนที่อยู่ในเมือง เพราะพวกเขาเข้าถึงความสบายได้สารพัด ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า หรือ สถานบันเทิงต่าง ๆ และคิดว่าการอยู่ในเมืองทำให้เจอกับคนหลากหลาย ชีวิตของพวกเขาจึงไม่เหี่ยวเฉาและมีสีสัน แต่ในความเป็นจริง คนเมืองก็เหงาเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองเพียงลำพัง เพราะพวกเขามักต้องใช้ชีวิตอย่างลำพัง ไม่ค่อยได้คุยกับใคร แถมบางคนยังต้องทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าห้องที่แสนแพง จนไม่มีเวลาสนใจอย่างอื่นอีกด้วย ความเหงาเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตของใครหลายคน UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการผ่อนคลายความเหงาในแบบฉบับของคนเมือง เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างมีความสุขได้ พยายามคุยกับคนอื่นเข้าไว้ ช่วงนี้ทุกคนต้องอยู่บ้านกันบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาต่อคนที่อยู่คนเดียวมากขึ้น เพราะพวกเขาจะไม่ค่อยได้คุยกับใคร ดังนั้น ถ้าเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา ควรรีบโทรหา หรือ วิดีโอคอลกับคนที่สนิททันที ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน หรือ คนในครอบครัว การพูดคุยกับคนเหล่านี้จะช่วยคลายความเหงา และทำให้สภาพจิตใจเรากลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้ ใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง สังคมเมืองทำให้เราคุยกับคนอื่นน้อยลง และอยู่กับหน้าจอมากขึ้น เทรนด์นี้ถือว่าเป็นปัญหา เพราะการสื่อสารบนโลกออนไลน์ไม่ได้ช่วยให้เราหายเหงา กลับกันมันสามารถทำให้เราโดดเดี่ยวได้ยิ่งกว่าเสียอีก ดังนั้น ควรลดการเล่นโซเชียลมีเดียลง และสนใจการพูดคุยแบบ face-to-face มากขึ้น แต่ถ้าเจอหน้ากันตรง ๆ ไม่ได้ ก็สามารถใช้วิธีวิดีโอคอลแทน หรือ อย่างน้อยก็โทรหาคนอื่นบ้าง
ช่วงนี้กระแสโลกโซเชี่ยลไม่มีอะไรจะดังไปกว่าการก่อเกิดเนิดของกรุ๊ป “ย้ายประเทศกันเถอะ” ที่มีคนสนใจมากมาย ทั้งคนในที่อยากออก และคนนอกที่ออกไปใช้ชีวิตเมืองนอกแล้วมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่ง Unlockmen ไม่อาจจะฟันธงได้ว่าการย้ายออกนอกประเทศจะดีหรือไม่ดี แต่มีหนังมากมายที่พูดถึงประเด็นการย้ายถิ่นฐาน ที่เสนอทั้งด้านมือและด้านสว่าง ไว้ดูประกอบการตัดสินใจว่าว่าเราควรไปประเทศไหน…เอ๊ย ควรย้ายไปดีหรือไม่ ไปดูกันว่ามีเรื่องอะไรกันบ้าง Minari (2020) ลงหลักปักฐานในแผ่นดินแห่งความฝัน เริ่มต้นด้วยหนังกระหึ่มเวทีออสการ์ปีล่าสุด ที่แม้จะคว้ารางวัลไปเพียงรางวัลเดียว แต่ประเด็นของครอบครัวชาวเกาหลีผู้ทิ้งจากถิ่นฐาน ข้ามซีกโลกมาเพื่อตามล่าหาฝันในแบบอเมริกันดรีม เริ่มต้นจากการทำฟาร์มคัดแยกเพศลูกเจี๊ยบ ก่อนจะพบว่าเป็นแค่ลูกจ้างไม่อาจจะเติบโตได้ พวกเขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายข้ามเมืองมายังพื้นที่ห่างไกลสุดลูกหูลูกตา เพื่อดำเนินฝันที่เริ่มต้นจากศูนย์ให้งอกงามได้อีกครั้ง หนังอบอุ่นใจที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวในวัยเด็กของตัวผู้กำกับ Lee Isaac Chung ที่หวนรำลึกในยุคสมัย 80s ที่ความเป็นชาวเกาหลียังคงแปลกแปร่งในสายตาของเหล่าฝรั่ง แต่ด้วยความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่มากั้นขวาง ทั้งจากพื้นดินที่ไม่คุ้นชินต่อสภาพอากาศ รวมไปถึงเรื่องราวความขัดแย้งภายในครอบครัว ที่พ่อแม่ลูกทั้ง 2 และคุณยาย ต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้ มันจึงกลายเป็นหนังที่สะท้อนภาพการล่าฝันของคนต่างวัฒนธรรมที่แสนงดงาม เสริมสร้างกำลังใจ และบ่งบอกได้ถึงความอดทนของคนพลัดถิ่นที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน มาเสี่ยงโชคในเมืองแปลกแยกแห่งนี้ โดยชื่อหนัง Minari นั้นหมายถึงดอกมินาริ ดอกไม้ที่สามารถขึ้นได้ในทุกๆที่ ทนทานต่อลมฟ้าอากาศ ไม่ต่างกับครอบครัวนี้ ที่ต้องเจอทั้งลมฝนแห่งปัญหา หรือแดดแผดจ้าแห่งความหวัง ดังนั้น “ความอดทน” ก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถเอาชนะได้ยามที่เราต้องอยู่ในที่แห่งใหม่ In
ในห้วงเวลานี้ คงไม่มีข่าวไหนที่ช็อคและเสียใจไปกว่าการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของ ตลกอารมณ์ดี ผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาอย่างยาวนานของ อาคม ปรีดากุล หรือที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักเขาในนาม “น้าค่อม ชวนชื่น” นอกจากมรดกทางเสียงหัวเราะ ทั้งจากคลิปตลกสมัยที่แกเล่นตามคาเฟ่ ในนาม น้าเหยิน ชวนชื่น ก่อนจะสร้างเสียงฮาในฐานะตลกขโมยซีนที่ไม่ว่าแกไปเจิมเรื่องไหน เรื่องนั้นจะดังเปรี้ยงอย่างแน่นอน ตั้งแต่หนังตลกระดับบล็อกบัสเตอร์ 7 ประจัญบาน / ผีหัวขาด / แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า / โกยเถอะโยม / 32 ธันวา / น้ำ ผีนองสยองขวัญ / อีเรียมซิ่ง ไปจนถึงหนังอินดี้ของเต๋อ นวพล อย่าง Die Tomorrow หรือรายการทีวีที่สร้างชื่ออย่าง บริษัทฮาไม่จำกัด / ก็มาดิคร้าบ ที่สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ รวมไปถึงวลีเด็ดอย่าง “ไอ้สัส!!!” คำด่าที่เหมือนรับพร และคงมีเพียงคนเดียวในประเทศไทยที่ให้พรแบบนี้ได้ สิ่งที่ทำให้น้าค่อม ทิ้งเอาไว้ให้โลกได้จดจำ คือความเป็นมืออาชีพ และการทำงานระดับอัจฉริยะ
คุณคิดอย่างไรกับ Outdoor Sex? อาจจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก หรือมองว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ถ้าเป็นแบบนั้น คุณคิดอย่างไรกับการมีเซ็กซ์แบบเอาท์ดอร์ แล้วมีคนอื่นมามุงดูอย่างใกล้ชิด และบางคนพยายามร่วมแจมระหว่างที่คุณกำลังร่วมรักกับคนรัก? สิ่งนี้อาจมากเกินไปสำหรับหลายคน และดูเกินจริงไปเสียหน่อย แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นคือเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นเป็นปกติในประเทศญี่ปุ่น ซ้ำยังมีคนบันทึกหลักฐานไว้ใน Photobook ที่โด่งดังอีกด้วย The Park เป็นหนังสือภาพที่เล่าเรื่องของผู้คนที่แวะเวียนมายังสวนสาธารณะชูโอในย่านชินจูกุ กรุงโตเกียวในช่วง ค.ศ. 1971-1973 ภาพทุกใบถ่ายโดย โคเฮ โยชิยูกิ (Kohei Yoshiyuki) เขาใช้กล้องฟิล์มอินฟราเรดคู่กับการใช้แฟลช บันทึกเรื่องราวทุกอย่างไว้อย่างงดงาม ความแสบของผลงาน The Park เกิดขึ้นเมื่อโยชิยูกิสามารถเก็บภาพคู่รักจำนวนมากที่มาเปลี่ยนบรรยากาศในสวนที่มืดสนิท แทบทุกคืนจะมีชายหญิงเข้ามาในสวนเพื่อพรอดรักหรือหนักถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ บางคนมาด้วยสภาพเมามาย หลายคู่พากันมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนบรรเลงเพลงรักกันในพุ่มไม้โดยไม่สนว่าใครจะเห็น ใครจะมามุง หรือใครจะถ่ายภาพเก็บไว้ ความพิสดารของคู่รักที่มาเอาท์ดอร์โดยไม่กลัวใครเห็นว่าแปลกแล้ว การดูของผู้คนในสวนแห่งนี้นับว่าแปลกยิ่งกว่า ผลงานของโยชิยูกิเผยให้เห็นว่า คนในสวนที่ไม่ใช่แค่ “แอบดู” แต่เดินมา “นั่งดู” การร่วมรักของคู่รักแบบโจ่งแจ้ง บ้างก็มุดพุ่มไม้เข้าใกล้เพื่อให้เห็นภาพแบบเต็มตาที่สุด บางคนชะโงกดู หลายคนมุงจนออกนอกหน้า สร้างความไม่เข้าใจให้กับช่างภาพหนุ่มเป็นอย่างมากว่าเกิดอะไรขึ้นในสวนแห่งนี้กันแน่ ความสงสัยส่งผลให้เขาตามติดวิถีชีวิตของผู้คนในสวนตอนกลางคืนติดต่อกันนานสามเดือน โยชิยูกิเรียกสิ่งที่เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของกลุ่มคนที่ไม่อายเวลามีเซ็กซ์กันต่อหน้าคนจำนวนมาก และไม่สนใจหากมีใครถ่ายภาพพวกเขาเอาไว้
‘การช่วยตัวเอง’ ถือเป็นกิจกรรมที่ผู้ชายส่วนใหญ่คุ้นเคยกันตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีการช่วยตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่รู้ไหมว่าการช่วยตัวเองบางรูปแบบก็ทำลายเซ็กส์ของผู้ชายได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างการช่วยตัวเองแบบจับอวัยวะเพศแน่นเกินไป แม้ความคับแน่นจะชวนหฤหรรษ์ แต่เมื่อทำบ่อยเข้าก็อาจทำให้เราถึงจุดสุดยอดได้ยากขึ้น จนมีคำเรียกอาการนี้ว่าเป็น Death Grip Syndrome เลยทีเดียว UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนรู้จักกับอาการที่ว่านี้ พร้อมแนะนำวิธีรับมือกับมันด้วย Death Grip Syndrome เป็นคำอธิบายนิสัยการช่วยตัวเองแบบจับอวัยวะเพศชายแน่นเกินไป (Tight Grip) จนไม่สามารถ “เสร็จ” ในระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของพวกเขาได้ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ว่า การช่วยตัวเองในลักษณะนี้เป็นระยะเวลานาน ทำให้อวัยวะเพศชายต้องการแรงบีบที่มากขึ้น เพื่อไปถึงจุดสุดยอด ดังนั้น เมื่อผู้ชายที่ชอบ Death Grip เจอคู่นอนที่ไม่สามารถมอบเซ็กส์อันเร่าร้อนและรุนแรงให้กับพวกเขาได้ พวกเขาจึงตกอยู่ในภาวะนกเขาไม่ขันได้ง่ายกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม Death Grip Syndrome ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคหรือความผิดปกติในทางการแพทย์ มันเป็นเพียงคำศัพท์ที่มาจากคอลัมนิสต์เรื่องเซ็กส์คนหนึ่งที่ชื่อว่า Dan Savage เท่านั้น และยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามันมีจริงหรือไม่ เพราะการไม่ถึงจุดสุดยอดในระหว่างมีเซ็กส์เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านจิตใจอย่างเรื่องความกลัวการตั้งท้องหรือความเจ็บปวด หรือ ปัญหาทางสุขภาพเรื่องความชรา หรือ การใช้ยารักษาโรคบางชนิด ก็ส่งผลต่อให้เกิดการหลั่งยากขึ้นได้เหมือนกัน จึงอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องนิสัยการช่วยตัวเอง ในขณะที่บางคนบอกว่า ถ้าอวัยวะเพศ Hyperstimulation
บ่อยครั้งที่เราต้องเจอกับสถานการณ์ที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก และตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งความอันตรายของสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเหล่านั้น คือ มันอาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Learned Helplessness ซึ่งเป็นอาการประเภทที่ทำให้เรายิ่งแก้ปัญหาและทำงานได้แย่ลงกว่าเดิม Learned Helplessness คือ ภาวะที่มนุษย์เจอกับความตรึงเครียด หรือ ควบคุมไม่ได้มาเป็นเวลานาน จนพวกเขาเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง หรือ ไร้ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์นั้นอย่างสิ้นเชิง และสุดท้ายเมื่อมีโอกาสที่พวกเขาจะควบคุมหรือแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะหมดกำลังใจ และไม่พยายามที่จะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านั้นอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น คนที่พยายามเลิกสูบบุหรี่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ แล้วคิดว่า ตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักสูบบุหรี่ เป็นต้น คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้จะมีลักษณะเหล่านี้ เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทางใจในฐานะผู้ถูกกระทำ (passive) กล่าวคือ เมื่อพวกเขาเจอกับความยากลำบาก พวกเขาจะนิ่งเฉยและไม่ลงมือทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านั้น พวกเขาจะไม่เรียนรู้ว่าการ take action หรือ การตอบสนองต่อปัญหาจะช่วยให้พวกเขาสามารถควบคุมมันได้ และอาจมีระดับความเครียดที่สูงกว่าปกติอีกด้วย Learned Helplessness ถือเป็นปัญหาที่ขัดขวางการใช้ชีวิตของเราพอสมควร เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกสิ้นหวังเวลาอยู่เบื้องหน้าปัญหาที่ซับซ้อน หมดแรงจูงใจในการแก้ปัญหา ทำลายความมั่นใจในการใช้ชีวิต และทำให้เรามองโลกในแง่ลบอีกด้วย อีกทั้งมันยังส่งผลเสียต่อความสามารถในการทำงานของเรา งานวิจัย (2004) จากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัย Cedarville University ได้ศึกษาผลของ Learned Helplessness
เราจำเป็นต้องมีความหวังในทุกสถานการณ์ เพราะมันจะทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากที่เราเจอไปได้ แต่ความหวังเป็นสิ่งที่หายไปได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไร้อำนาจในการควบคุม หรือ เปลี่ยนแปลง เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์นั้นนาน ความหวังมันก็จะหดหายไปพร้อมกับความสุขได้ UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ ทฤษฎีแห่งความหวัง (Hope Theory) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพิชิตอาการหมดหวัง และเหมาะกับนำไปใช้ในเวลาที่มองไม่เห็นทางออกของปัญหา WHAT IS HOPE THEORY ทฤษฎีแห่งความหวัง (Hope Theory) เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจาก Charles Richard Snyder นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกชาวอเมริกัน ซึ่งเขาได้อธิบายถึง 3 องค์ประกอบทางความคิดที่จะทำให้มนุษย์สามารถรักษาความหวังไว้ได้ อันประกอบไปด้วย Goals Thinking หรือ การมีเป้าหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ชัดเจน Pathways Thinking หรือ ความสามารถในการสร้างกลยุทธ์ที่จะช่วยบรรลุเป้าหมาย Agency Thinking หรือ ความสามารถในการสร้างและรักษาแรงจูงใจในการทำตามกลยุทธ์ให้ลุล่วง จาก 3 องค์ประกอบนี้ สามารถสรุปได้ว่า เวลาทำอะไรก็ตาม ถ้าเรามีเป้าหมาย แผนการที่จะทำให้เป้าหมายเหล่าสำเร็จ รวมถึงแรงจูงใจในการทำตามแผนให้สำเร็จลุลวง แม้จะเจออุปสรรคขวากหนามที่ยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม เราก็จะรักษาความหวังไว้ได้เสมอ
เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว หากเอ่ยชื่ออนิเมะและมังงะชื่อดังอย่าง คินนิคุแมน คนในวัยที่เติบโตมาในยุค 80s-90s ต่างก็คิดถึงแต่การ์ตูนมวยปล้ำตลก ๆ เบาสมอง ที่ครองความนิยมด้วยมุกตลกและเพลงประจำตัวอย่าง “ข้าวหน้าเนื้อเจ้าเก่า 300 ปี อะโจ๊ะ โจ๊ะ” ร้องโดยน้าต๋อยเซมเบ้ จนติดปากของเด็กในยุคนั้น กาลเวลาผ่านไป จากเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ ใครเลยจะรู้ว่าการ์ตูนที่ดูเหมือนจะไร้สาระเรื่องนั้น จะมีอายุยืนยาวจวบจนปัจจุบัน เพราะอะไรการ์ตูนที่เหมือนจะล้มเหลวในตอนต้น ถึงกลายร่างเป็นการ์ตูนยอดนิยมที่ไม่ใช่เพียงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังดังไปทั่วทั้งโลกมาอย่างยาวนานขนาดนี้ รวมถึงความเป็นลูกผู้ชายที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชายคนนี้ เรามาถอดหน้ากากตัวตนที่แท้จริงของมังงะอมตะนิรันดร์กาลเรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน Kinnikuman ถือกำเนิดจากคู่หูนักเขียนที่เรียกตัวเองว่า Yudetamago หรือ คู่หูไข่ต้ม นามปากกาของ 2 นักเขียนดาวรุ่ง Yoshinori Nakai และ Takashi Shimada เพื่อนซี้จากโอซาก้า ที่มาตามฝันในเมืองโตเกียวด้วยการเขียนการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ชูเอะฉะ ท่ามกลางการห้ามปรามของพ่อแม่ เพราะอาชีพศิลปินวาดการ์ตูนในช่วงปลายยุค 70s นั้นยังไม่ใช่อาชีพที่สามารถทำเงินทำทองได้มากนักในสายตาของพ่อแม่ยุคนั้น แต่เด็กหนุ่มทั้ง 2 ก็รั้นที่จะเขียนส่งประกวดรางวัล Akatsuka Award แม้จะไม่ได้รางวัล แต่การ์ตูนสั้นเรื่อง Kinnikuman
ปกติเวลาจะฟังดนตรี EDM หรือผลงานของดีเจที่ชื่นชอบตอนได้ฟังจากในผับ แล้วออกมาตามหาในช่องยูทูบ คุณจะนั่งดูมิวสิกวิดีโอของเหล่าดีเจหรือฟังเพลงจังหวะสุดมันเฉย ๆ ซึ่งคำถามดังกล่าวจะใช้ไม่ได้เลยกับกลุ่มดีเจญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Candy Foxx เพราะผลงานเพลงและภาพของพวกเขาปั่นประสาท เสียดสีสังคม เล่าเรื่องผ่านเอ็มวีแบบเท่ ๆ โดยไม่เกรงกลัวดราม่าใด ๆ Candy Foxx ถือเป็นวงดนตรีน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคม 2021 แต่หากลงลึกถึงสมาชิกแต่ละคน ถือได้ว่าเป็นวงที่รวมดีเจตัวเก๋าเอาไว้แบบไม่เกรงใจอายุวงอันน้อยนิด อาทิ DJ Shacho ที่มียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 8 แสนคน หรือ DJ Foy ขวัญใจสาว ๆ ที่ชอบแวะเวียนไปตามคลับในกรุงโตเกียว ผลงานเพลงของ Candy Foxx เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน ความหลุดโลก และโปรดักชันที่เล่นใหญ่จนหลายคนแซวว่าจะทำหนังสั้นหรือทำมิวสิกวิดีโอ แถมยังเล่าทุกอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงรายละเอียดหรือยุ่งเกี่ยวด้วยมากเกินไป ทั้งการวิวาทด้านวัฒนธรรมการกินของแต่ละชาติ ความรอยัลตี้ต่อซูชิไม่เสื่อมคลาย การทำให้แก๊งยากูซ่ากลายเป็นเรื่องขำขัน หรือพระแด๊นซ์ พระซอมบี้ในวัดแบบหลุดโลก หากนึกภาพไม่ออกว่าความเวอร์ของ Candy Foxx อยู่ในระดับไหน UNLOCKMEN จะไล่ให้ดูแบบเห็นภาพชัด ๆ และอย่าลืมเปิดซับไทยระหว่างรับชมด้วยนะครับ


