พอเกิดโรคระบาดขึ้นมา เทรนด์การตลาดออนไลน์ก็เปลี่ยนไปพอสมควร เนื่องจากทุกคนต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น โลกออนไลน์เลยได้รับความสำคัญมากกว่าแต่ก่อน ธุรกิจที่เมื่อก่อนไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์ก็ต้องมาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้กันมากขึ้น เมื่อการตลาดออนไลน์เริ่มเป็นพื้นที่แข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดมากขึ้น และการเอาตัวรอดบนแพลตฟอร์มนี้ดูจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำเทคนิคในการทำ Digital Marketing เพื่อให้นักธุรกิจทุกคนสามารถรอดพ้นจากวิกฤต COVID-19 กันได้ถ้วนหน้า ทำการตลาดออนไลน์หลายช่องทาง การตลาดบน Facebook เพียงช่องทางเดียว ดูจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะตอนนี้มีหลายช่องทางที่บูมในช่วงวิกฤต COVID-19 ไม่ว่าจะเป็น TikTok หรือ Clubhouse แถม Facebook เองก็ยังมีปัญหาที่ทำให้คนเริ่มออกไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการปรับอัลกอริทึมที่ทำให้ยอด Organic Reach ของเพจต่าง ๆ ลดลง หรือการใช้ AI ในการตรวจสอบเนื้อหาที่อยู่ในแพลตฟอร์ม ซึ่งพ่วงสารพัดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็น การปฏิเสธโฆษณาที่สุจริต หรือ การลบ เพจ และ กลุ่มที่ไม่ได้มีเนื้อหาละเมิดกฎอะไร ดังนั้นการเอาตัวรอดในโลกออนไลน์ จึงต้องใช้การตลาดออนไลน์หลายช่องทางเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือ แบรนด์ควรสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์บนหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook, Youtube, Blockdit
เวลาเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายผลที่ออกมากลับไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังเราไว้ เหตุการณ์นี้มักทำให้เราเกิด Pain หรือ ความเจ็บปวดอยู่เสมอ และความเจ็บปวดจะยิ่งสาหัสมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราเจอกับความล้มเหลวแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา เหมือนกับไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเสียที UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือกับมัน และกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมได้ ข้อดีและข้อเสียของความผิดพลาด หลายคนเกลียดความผิดพลาดเข้าไส้ และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่บางครั้งความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้นได้จากปัจจัยที่เหนือการควบคุมของพวกเขา เช่น ถ้าเราพยายามทำงานกลุ่มให้ยอดเยี่ยมที่สุด แต่เพื่อนร่วมทีมของเราไม่สามารถทุ่มเทให้กับงานได้เท่ากับที่เราหวังไว้ได้ ผลสุดท้ายความผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นได้อยู่ดี ดังนั้น เราไม่สามารถคาดหวังได้ว่าความผิดพลาดจะไม่มีวันเกิดขึ้น และสิ่งเราควรทำนอกจากกลัวความผิดพลาด คือ มองว่ามันเป็นสัญญาณที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองทั้งในด้านความสามารถ ความคิด และนิสัย พร้อมเปิดใจรับมันและเรียนรู้จากมัน แบบนี้จะช่วยให้เราไม่เจ็บ และมองความผิดพลาดเป็นประโยชน์ต่อตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เวลาเกิดความผิดพลาด เรามักจะคิดถึงมันซ้ำไปซ้ำมา และมีความคิดในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง เช่น มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตัวเอง 100% มองว่าตัวเองไร้ความสามารถ หรือ ถ้าเจอสถานการณ์แบบเดิมอีกครั้งจะคิดว่าตัวเองแก้ปัญหามันไม่ได้ เป็นต้น ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นได้จากการที่เราถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่า ให้หลีกเลี่ยงหรือกลัวความผิดพลาด เราจึงมองมันเป็นเรื่องย่ำแย่มากเกินไป และเมื่อมันเกิดขึ้นจึงเกิดอาการรับไม่ได้ขึ้นมา เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความผิดพลาด เราจะพัฒนาตัวเองจากความผิดพลาดได้อย่างไรบ้าง ความผิดพลาดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านหนึ่งมันก็ทำให้เราเรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้เราเจ็บปวดและเป็นทุกข์ แต่ถ้าเราเลิกกลัวความผิดพลาด และมองมันในแง่บวกมากขึ้น ผลเสียที่เกิดจากความผิดพลาดก็คงจะเล่นงานเราไม่ได้เหมือนเดิม
เมื่อก่อนคนทำงานคงได้ยินกันบ่อยเรื่อง Work-Life Balance หรือ การรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิต ซึ่งช่วยประคับประคองความสุขในชีวิตให้คงอยู่ไปได้ยาวนาน แต่ในความเป็นจริง Work-Life Balance อาจเกิดได้ยากเกินไป เพราะการทำงาน Overtime (OT) เกิดขึ้นได้เสมอ แถมคนส่วนใหญ่ก็หมดเวลาไปกับการทำงานมากกว่าการใช้ชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้น การแบ่งเวลาให้งานและชีวิตอย่างสมดุลจึงเป็นเรื่องที่โหดหิน และทำให้หลายตนเครียดมากกว่าเดิมได้ UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนลืมเรื่อง Work-Life Balance ไปสักพัก และมาทำความรู้จักกับ Work-Life Flow ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ Work-Life Balance อะไร คือ Work-Life Flow Work-Life Flow คือ คอนเซ็ปท์ที่แนะนำให้เราทำทุกกิจกรรมโดยไม่ต้องเคร่งเรื่องตารางเวลามาก แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น หรือ ความสามารถในการปรับวิธีการใช้ชีวิตของตัวเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการใช้ชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันไหนเรารู้ว่าต้องทำงานล่วงเวลาจนดึก เราก็อาจตื่นเช้าขึ้น เพื่อให้มีเวลาทำสิ่งอื่นมากขึ้น เป็นต้น หากเรารับคอนเซ็ปท์นี้มาใช้ในชีวิตจะส่งผลดีต่อตัวเราหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดความเครียดในการทำงาน ช่วยให้เราทำงานได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น และช่วยให้เราสามารถจัดการชีวิตได้ดีขึ้นด้วย ถือเป็นแนวคิดที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างมาก เราจะสร้าง Work-Life Flow
นาฬิกาหมุนไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน ขนาดหนังที่เรารู้สึกว่าเพิ่งจะดูในโรงได้ไม่นาน ตอนนี้หนังเหล่านี้มีอายุครบ 10 ปีแล้วเรียบร้อย UNLOCKMEN จึงพาคุณย้อนไปทบทวนความทรงจำของหนังเหล่านี้ ที่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า “หนังเหล่านี้เจ๋งจริง” และมาสำรวจกันว่า 10 ปีผ่านไป นักแสดงและผู้กำกับตอนนี้ทำหนังอะไรกันอยู่ จะได้ตามต่อกันได้ในอนาคต เริ่มต้นด้วยหนังคัลท์กระหึ่มโลก ที่ผสานทั้งความเหงาและความเถื่อนเอาไว้หลังพวงมาลัย ผลงานการกำกับแจ้งเกิดของ Nicolas Winding Refn เรื่องราวของสตันท์แมนหนุ่มที่กลางวันรับงานผาดโผนในกองถ่าย ส่วนค่ำคืนรับหน้าที่เป็นสารถีรับส่งเหล่าอาชญากร ชีวิตที่เต็มไปด้วยความผาดโผน กลับไม่อาจจัดการความเหงาของหัวใจตัวเองได้ หนังแสดงให้เห็นภาพชายเหงาในเมืองใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยสไตล์และสีสันอันเฉียบคม ผสมผสานด้วยดนตรี New Wave / Post-Punk ส่งผลให้พระเอกหนุ่ม Ryan Gosling กลายเป็นนักแสดงสายอาร์ตที่เต็มเปี่ยมด้วยความเท่และความคูล แถมด้วยแจ็คเก็ตแมงป่องที่เป็นเอกลักษณ์และเพิ่มสไตล์ให้หนังกลายเป็นที่โจษจันแห่งยุคสมัยได้โดดเด่นเป็นอย่างมาก 10 ปี ผ่านไป – หลังจากหนังเรื่องนี้โด่งดังในสายอาร์ต ทั้งผู้กำกับและ Ryan Gosling ก็โคจรมาพบกันอีกครั้งในหนัง Only God Forgives (2013) ที่มีถ่ายทำในไทย ล่าสุดผู้กำกับหันเหไปกำกับซีรีส์ดราม่าอาชญากรรม Too Old to Die Young
ในยุคสมัยที่เฮโรอีน เป็นแค่ “แป้ง” และทำคนพ้นมลทินมัวหมองไปอย่างลอยนวล ยังมีบทเพลงมากมายที่ใช้แป้ง เป็นแรงบันดาลใจจนเกิดบทเพลงฮิต ๆ มากมายที่คุณจะต้องตกใจว่า “เพลงนี้มันเป็นเกี่ยวกับโคเคนเฮโรอีนเหรอเนี่ย” วันนี้ UNLOCKMEN จึงขอแนะนำบทเพลงเหล่านี้ ที่คุณทั้ง “เฮ” และทั้ง “อิน” ไปพร้อม ๆ กัน The Beatles – Happiness Is a Warm Gun (1968) หนึ่งในบทเพลงเหงาเศร้าจับจิตที่เขียนโดย John Lennon ที่เขียนในช่วงเวลาทำอัลบั้ม White Album ที่สุดตึงเครียด ช่วงนั้นเขาห่างหายจากศรีภรรยา Yoko Ono และพบเจอคำ ๆ นี้จากบทความในนิตยสาร Warm Gun ถูกคนตีความได้ 2 นัย นัยหนึ่งคือตัวแทนของเครื่องเพศประจำตัวผู้ชาย ที่ John คิดถึง Yoko ในรสรักที่เขากับเธอเพิ่งจะเสพสมด้วยกันมาหมาด ๆ ส่วนอีกนัยยะก็เปรียบเสมือนเข็มที่เพิ่งฉีดเข้าเส้นสด
ความสัมพันธ์มักเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในช่วงโปรคู่รักที่คบกัน อาจจะอยู่ในความหวานปานจะกลืนกิน แต่พอเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ก็อาจจะเริ่มจืดชิด เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น และเริ่มไม่เข้าใจกันมากขึ้น พอคู่รักรู้สึกว่าต้องพยายามประคับประคองความสัมพันธ์แบบนี้ยาวนาน อาจนำไปสู่ภาวะ Relationship Burnout ได้ ซึ่งปัญหานี้สามารถทำลายความสัมพันธ์ของคู่รักลงได้ในที่สุด สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลัง Relationship Burnout เรามักได้ยินคำว่า ‘เบิร์นเอ้าท์’ (Burnout ) ในการทำงานมากกว่าความสัมพันธ์ ซึ่งคำนี้จะหมายถึง ภาวะที่เราเครียดเรื่องงานอย่างหนักและสะสมมา จนกระทั่งเกิดเป็นภาวะเหนื่อยล้าและหมดแรงจูงใจในการทำงานขึ้นมา แต่คำว่าเบิร์นเอ้าท์ก็สามารถใช้กับเรื่องความสัมพันธ์ได้เหมือนกัน ถ้าปัญหาที่เราเจอในความสัมพันธ์ ทำให้เราเกิดความเครียดสะสม พร้อมด้วยอาการเหล่านี้ ได้แก่ เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ – จนไร้แรงจูงใจหรือพลังงานในการรักษาความสัมพันธ์ต่อไป แค่คิดถึงเรื่องเดท ก็รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว คิดลบกับแฟนมากขึ้น – จนรู้สึกแย่ต่อพฤติกรรม รวมไปถึง คำพูดของแฟน กล่าวคือ เริ่มมองแฟนในแง่ลบ และเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่าความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ เริ่มต่อกับแฟนไม่ติด – ไม่พยายามสานความสัมพันธ์ ไม่อยากใช้เวลาร่วมกับแฟน ไม่อยากคุยหรือแชทกับแฟน จนเริ่มรู้สึกขาดความใกล้ชิดทางกาย รวมถึง ทางใจ จนอยู่ใกล้กันก็เหมือนอยู่ไกล ไม่สามารถมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่ – คนที่เบิร์นเอ้าท์อาจกลัวความสัมพันธ์ใหม่
สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องการหลงลืมนัด วันสำคัญ หรือ เวลาส่งงาน จนมำพลาดพลั่งอยู่บ่อยครั้ง ในบทความนี้ UNLOCKMEN มีเทคนิคที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันชื่อว่า ‘Tickler File’ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถจัดการกับภาระที่ต้องทำในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ชีวิตเราเป็นระบบระเบียบได้มากขึ้นอีกด้วย Tickler File หรือ 43 Folders System คือ วิธีการจัดเอกสารโดยกาใช้แฟ้มข้อมูลทั้งหมด 43 โฟลเดอร์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ โฟลเดอร์ที่เรียงตามวันของเดือน (วันที่ 1 – 31 ) จำนวน 31 โฟลเดอร์ และ โฟลเดอร์ที่เรียงตามเดือนของปี (เดือนที่ 1 – 12 ) จำนวน 12 โฟลเดอร์ โดยโฟลเดอร์กลุ่มแรกจะทำหน้าที่ในการใส่สิ่งจำเป็นสำหรับวันนั้น หรือ ต้องการให้มีการแจ้งเตือนในวันนั้น ส่วนแฟ้มเดือนจะทำหน้าที่รวบรวมเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละเดือน วิธีการใช้งาน Tickler File คือ เราเอาเอกสารหรือไฟล์ที่เราอยากให้ความสนใจในวันใดวันหนึ่งในอนาคต เช่น
นาฬิกา Super Chronomat (ซุปเปอร์ โครโนแมต) คือ นาฬิกาในตระกูล Chronomat (โครโนแมต) ที่โดดเด่นที่สุดของ Breitling (ไบร์ทลิ่ง) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นทางเลือกอันยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่มีความสมดุล ระหว่างความทนทานและความมีสไตล์ โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Frecce Tricolori (ฟรีคเช่ ตรีโคโลรี่) ที่ Breitling สร้างขึ้นสำหรับฝูงบิน Italian Air Force’s Aerobatic Fleet (อิตาเลี่ยน แอร์ฟอร์ซส แอโรบาติก ฟลีต) ในปี 1983 ซึ่ง Super Chronomat (ซุปเปอร์โครโนแมต) คือนาฬิกาสปอร์ตที่ถูกเพิ่มพลัง และความอเนกประสงค์ไปจนหรูหราพอที่จะใส่ไปงานเลี้ยงมื้อค่ำได้เช่นกัน “นี่คือนาฬิกาที่คุณจะสังเกตได้โดยไม่ต้องสงสัย” Georges Kern (จอร์จส์เคิร์น) Breitling CEO (ไบร์ทลิ่งซีอีโอ) กล่าวว่า “นาฬิกาเรือนนี้ แข็งแกร่งพอสำหรับทุกสถานการณ์แต่ก็ไม่ขัดต่อสไตล์ของคุณ” ตามแบบฉบับดั้งเดิมของ Chronomat ด้วยหมุดป้องกันกระจกหน้าปัด Sapphire
ร่างกายของเราประกอบไปด้วยฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต อาทิ โดปามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ช่วยให้เราสามารถโฟกัสและเกิดแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น หากสารตัวนี้หลั่งออกมาในปริมาณมาก มันก็จะทำให้เรายิ่ง productive ในการทำงานมากขึ้นได้ ฉะนั้น เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการบูสโดปามีน เพื่อให้ทุกคนรู้สึก feel good ตลอดเวลาทำงานกัน ออกกำลังกาย หากมีเวลาว่าง เราขอแนะนำให้ทุกคนออกกำลังกันสักหน่อย เพราะการออกกำลังกายมีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้ร่างกายเกิดการสร้างเซลล์สมอง ชะลอความแก่ของเซลล์สมอง แถมยังช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น นอร์เอพิเนฟริน (สร้างความตื่นตัว) เซโรโทนิน (ต้านความเครียด) และโดปามีน ซึ่งเป็นสารเคมีประเภทที่ช่วยให้อารมณ์ของเราดีขึ้นได้ ซึ่งการออกกำลังกายเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิดเลย เพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นเวลา 10 – 20 นาทีก็เห็นผลแล้ว ทำสมาธิ การทำสมาธิไม่ว่าจะในท่ายืน นั่ง หรือ เดิน ก็เป็นผลดีต่อจิตใจของเราทั้งนั้น เพราะมันช่วยเพิ่มระดับโดปามีนในร่างกายของเราได้ ส่งผลให้เราอารมณดี โฟกัสได้มากขึ้น และมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่า การทำสมาธิช่วยเพิ่มโดปามีนในมือใหม่หรือไม่ แต่ในกลุ่มคนที่มีประสบการณ์แล้วมันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เราเลยอยากแนะนำให้ทุกคนฝึกการทำสมาธิกันเอาไว้ โดยอาจเริ่มจากการนั่งสมาธิก่อนซึ่งเป็นอะไรที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด นวด หากพนักงานออฟฟิศคนไหมมีเวลาว่าง อาจลองไปใช้บริการร้านนวดแผนไทยสักร้าน
พอเข้าสู่วัยทำงานแล้ว การนอนดูจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นยากขึ้นทุกที เพราะเวลาทำงานได้เบียดบังเวลานอนพอสมควร บางคนต้องทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น และมีเวลานอนไม่เพียงพอ ส่วนบางคนทำงานแบบ Shift Work คือ ทำงานในเวลาที่คนอื่นนอน และนอนในเวลาที่คนอื่นทำงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่เรียกว่า ‘Shift Work Sleep Disorder’ ได้ เราเลยอยากมาแนะนำวิธีรับมือกับความผิดปกติประเภทนี้ Shift Work Sleep Disorder (SWSD) คือ ความผิดปกติด้านการนอนที่เกิดจากการมีเวลาทำงานที่ไม่ปกติ เช่น แบ่งกะทำงาน (Split Shifts) ทำงานช่วงกลางคืน (Graveyard Shifts) หรือเช้าตรู่ (Early Morning Shifts) ทำให้ร่างกายและนาฬิกาชีวิต (วงจรเซอร์คาเดียน) ทำงานไม่สัมพันธ์กัน ปกตินาฬิกาชีวิตของเราจะทำงานร่วมกับแสงและความมืด ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ตาของเรารับรู้แสงอาทิตย์ และจะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกมีพลังและตื่นตัว (เช่น คอร์ติซอล) ส่วนในเวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ สมองจะผลิตฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งที่ทำให้ร่างกายรู้สึกง่วงและผ่อนคลายชื่อว่า ‘เมลาโทนิน’ การทำงานไม่เป็นเวลา ทำให้ตาของเรารับแสงผิดเวลาบ่อยครั้ง ส่งผลให้นาฬิกาชีวิตไม่สอดคล้องกับร่างกาย เราจึงเกิดความผิดปกติต่าง ๆ เช่น รู้สึกง่วงอย่างหนักในเวลาที่ควรตื่น


