เวลาเราทำงานหรือแข่งขันกับเพื่อน หลายคนมักจะทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้กับมันอย่างเต็มที่ เพราะคาดหวังให้ผลงานของตัวเองมีคุณภาพ และสามารถโชว์ให้คนอื่นดูได้แบบไม่เคอะเขิน การตั้งมาตรฐาน หรือ ความคาดหวังไว้สูงเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันช่วยให้เรามีแพสชั่นและความตั้งใจ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเราเป็นคนนิยมความสมบูรณ์แบบ หรือ perfectionist (เช่น หวังว่า งานที่ออกมาจะต้องไม่มีข้อผิดพลาด 100% หรือ ทุกคนจะต้องชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นต้น) เราจะมีความสุขได้ยาก และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับคนรอบข้าง UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนลองเช็คความเป็น perfectionist ในตัวเอง และลองทำ 5 วิธีกำจัดนิสัยชอบตวามสมบูรณ์แบบกัน สัญญาณที่บอกว่าคุณนิยมความสมบูรณ์แบบมากเกินไป ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่มีความทะเยอทะยานสูง (High Archiver) กับ Perfectionist มีความแตกต่างกัน แม้คนสองกลุ่มนี้จะมองหาความสำเร็จเหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขามีต่างกัน คือ ความสามารถในการรับมือกับความล้มเหลวหรือผิดพลาด โดย High Archiver มักจะไม่ด่าตัวเองเมื่อทำผิดพลาด แต่จะเรียนรู้และเติบโตขึ้นจากมัน ส่วน Perfectionist มักจะพยายามอย่างหนัก เพื่อป้องกันหรือหลีกหนีความผิดพลาด เพราะพวกเขากลัวความผิดพลาดนั่นเอง พฤติกรรมที่เราพบได้บ่อยในกลุ่ม Perfectionist ได้แก่ วิจารณ์คนอื่นอยู่เสมอ มักเสียเวลาไปกับการแก้ไขงานจนบางครั้งส่งงานไม่ทันกำหนด
หลายคนคงเป็นบ่อยเวลาที่เราจะต้องทิ้งของเก่า แต่เราไม่สามารถทิ้งมันได้ อาจเป็นเพราะมันมีคุณค่าทางใจ หรือ อะไรก็ตาม ปัญหานี้เกิดขึ้นได้จาก Endowment Effect ปรากฎการณ์ทางจิตที่ทำให้เราจัดการกับของที่เรามีอยู่ได้แย่ลง ซึ่ง UNLOCKMEN ได้นำวิธีการเอาชนะมันมาฝากทุกคนด้วย WHAT IS ENDOWMENT EFFECT? Endowment Effect เป็นปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น เมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งที่เรามีอยู่มากเกินมูลค่าที่แท้จริงของมัน ส่งผลให้เราเจอกับปัญหา เช่น ไม่สามารถขายมันในราคาที่เหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริง หรือ ทิ้งมันไปในเวลาที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากมันแล้วได้ ปรากฎการณ์นี้ได้รับการยืนยันโดย การทดลองเมื่อปี 1990 ซึ่งได้จำลองสถานการณ์ซื้อขายแก้ว โดยแบ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยแบบสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับแก้วประทับโลโก้ของมหาวิทยาลัย และกลุ่มที่ได้รับเงิน $6 ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับราคาที่ตั้’ไว้ของแก้วพอดี ผลการทดลองพบว่า คนที่เป็นเจ้าของแก้วมักจะพยายามเก็บมันไว้มากกว่าที่จะขายมันให้คนอื่น โดยพวกเขาจะกำหนดราคาของแก้วเฉลี่ยราว 5$ – 7$ ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแก้วมักต้องการใช้เงินเฉลี่ยราว $2.5 หรือ $3 เพื่อซื้อแก้วหนึ่งใบเท่านั้น ปรากฎการณ์ที่เจ้าของแก้วตั้งราคาแก้วสูงเกินไปนี้ ได้รับอธิบายว่าเป็น Endowment Effect กล่าวคือ เพราะคนรู้สึกว่าตัวเองมีความผูกมัด หรือ
การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างในยุคนี้เป็นที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราถูกรายล้อมไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก และบ่อยครั้งมันก็ทำให้เรา ‘โอเวอร์เวล์ม’ จนทำอะไรต่อไม่ถูกได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับวิธีคิดแบบหนึ่งที่นักธุรกิจชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ หรือ ‘รีด แฮสติ้งส์’ นำมาใช้แก้ไขปัญหาธุรกิจของตัวเอง วิธีคิดนี้มีชื่อว่า ‘First Principles’ First Principles เป็นแนวคิดของ ‘อริสโตเติล’ นักปรัชญาชาวกรีก ผู้มีชีวิตเมื่อหลายพันปีก่อน โดยเขาเชื่อว่า หากทุกคนเข้าใจ ‘หลักการพื้นฐาน’ (Fundamental Principles) ของเรื่องที่ต้องการศึกษา จะเข้าใจสิ่งที่แต่ละคนต้องการเรียนรู้มากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ First Principles แนะนำให้เราค้นหาข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่เป็นจริงในทุกสถานการณ์ ย่อยมันลงมาให้เหลือแค่ความจริงพื้นฐาน จากนั้นก็เริ่มคิดวิธีการแก้ปัญหาหรือหาข้อสรุปจากข้อมูลตรงนั้นต่อ ตัวอย่างการนำ First Principles ไปใช้จริงก็เช่น ถ้าเราเริ่มอยากดูแลอาหารการกินของตัวเอง แต่ปัจจุบันมีเทรนด์การกินอาหารเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น คีโต IF หรือ กินคลีน ฯลฯ First Principles จะทำให้เห็นว่า จริง ๆ
หลังจากที่ The Real EP. ที่ผ่านมาเราได้พาทุกคนไปรู้จักกับ >> “NAMSING” หรือ “คุณ หนุ่ย – ธนฤทธิ์ พรมภา” ศิลปินนักออกแบบวาดลายเสื้อเสื้อวงดนตรีให้กับวงดนตรี METAL ระดับโลก<< ไม่ว่าจะเป็น AC/DC, Slayer, Slipknot, Rob Zombie , The Devil Wears Prada, Five Finger Death Punch เป็นต้น ซึ่งจะว่าไปแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า “เสื้อวง” ที่ว่าเหล่านี้ โดยเฉพาะพวกเสื้อวงดนตรี METAL ของเหล่าแฟนเพลง Metalheads ตัวจริงด้วยแล้ว คุณเชื่อหรือไม่ว่ามันเป็นมากกว่าแค่แฟชั่นหรือเครื่องแต่งกาย ในวงการเพลงเราคงต้องยอมรับว่าแฟนเพลงสาย Metal นั้น มีความแตกต่างที่ชัดเจน และมีความผูกพันในดนตรี และวงดนตรีที่พวกเขารักอย่างลึกซึ้ง และแฟนเพลงเหล่านี้นี่เอง ที่พร้อมจะประกาศให้โลกรู้ แสดงความเป็นตัวของตัวเองในทุกที่ที่พวกเขาไป ว่าพวกเขาคือแฟนเพลงของใคร พวกเขาฟังเพลงแบบไหน มันสามารถบอกได้ถึงไลฟ์สไตล์ มันเป็นเหมือนรหัสหรือภาษาที่ถ้าหากเจอคนคอเดียวกัน
ณ เวลานี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ‘Netflix’ หนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และสามารถครองใจคนทั่วโลกได้อย่างอยูหมัด (ข้อมูลจาก Parrot Analytics (2021) บอกเราว่า Netflix ครอบครอง demand share ในไตรมาสแรกของปีสูงถึง 50.2% เลยทีเดียว) วิธีการทำธุรกิจของ Netflix ถือว่าน่าสนใจจน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปดูว่า เราได้บทเรียนธุรกิจอะไรจาก Netflix บ้าง เก็บข้อมูลลูกค้าอยู่เสมอ Netflix เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนการกดไลก์หรือดิสไลก์ ความยาวในการดูวิดีโอของแต่ละคน หรือ วิดีโอที่สมาชิกเคยดูในอดีต ฯลฯ ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความต้องการของลูกค้า และสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้แบบรายคนเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น การแนะนำหนังโดยอ้างอิงจากข้อมูลการดูวิดีโอของเมมเบอร์ ระบบนี้ ทำให้สมาชิกของ Netflix ตัดสินใจดูวิดีโอใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มได้ง่ายขึ้น และใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้นเช่นกัน ทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และเข้ากับช่วงเวลา ความโดดเด่นของ Netflix คือ การสร้างคอนเทนต์ที่แสดงถึงตัวตน และความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ออกมาได้ดี ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญโปรโมทซีรีส์
พอเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้ว ผู้ชายอย่างเราอาจเจอกับเรื่องหนักใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตวัยกลางคน (midlife crisis) ปัญหาสุขภาพ หรือ ความแก่ชราของร่างกาย และคนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ มักรู้สึกรับไม่ได้ และไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตเท่าไหร่นัก เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกช่วงวัย UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ 5 สิ่งที่ผู้ชายควรทำก่อนจะย่างเข้าอายุ 40 ค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง หากเราใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยและไม่มีเป้าหมายในชีวิต พอเข้าสู่วัย 40 เราอาจรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือ ไม่ประสบความสำเร็จมากพอ ซึ่งจะนำไปสู่ห้วงแห่งความทุกข์ที่เรียกว่า midlife crisis ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น สิ่งที่เราควรทำก่อนหน้านั้น คือ การค้นหาเป้าหมาย หรือ สิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ เช่น เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ เป็นเจ้าของร้านอาหาร ฯลฯ หากเราค้นพบเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะอายุ 40 50 หรือ 60 ปี แรงจูงใจในการใช้ชีวิตก็คงจะไม่หมดไป เลือกคบเพื่อน เวลาสร้างได้ทั้งมิตรภาพ และศัตรู เพื่อนบางคนทำดีกับเรามาโดยตลอด บางคนตอนแรกก็ดี แต่พอคบไปนานเข้าอาจเริ่มหาประโยชน์และทำให้เราหนักใจมากบ่อยขึ้น และคนกลุ่มนี้หากเราทนคบไปนานก็คงไม่ดีต่อสุขภาพจิตของเราเท่าไหร่นัก
แม้ว่าตอนนี้ กระแสของหนังซูเปอร์ฮีโร่จะยังคงอยู่ขาขึ้นเนื่องจาก 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ยังมีฮีโร่อยู่ในสต๊อกเตรียมผลิตเป็นหนังและซีรีส์อยู่มากมาย แต่ก็มีคนดูหลายคนที่เริ่มแอบเบื่อความซ้ำซากที่เห็นแต่ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว เพราะโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ด้านขาว แต่ยังมีด้านดำ แน่นอนว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่ย่อมมีฮีโร่สายดาร์คและสายแหวกรวมอยู่ด้วยฉันนั้น และนี่ คือ 5 ซีรีส์ที่เสนออีกด้านของวีรบุรุษชุดหนัง เต็มไปด้วยความเกรียน ความแปลก และความโหดแบบสุดขั้ว ให้คนดูผู้ชอบความท้าทายได้ลืมทุกฮีโร่ผู้ผดุงคุณธรรมให้หมด แล้วมารับความโหดสุดแหก แหวกแนวสุดขั้วของพวกเขาได้เลย ในโลกที่ซูเปอร์ฮีโร่มีอิทธิพลต่อโลกใบนี้ จนทำให้พวกเขาเป็นยิ่งกว่า Super Star แต่หารู้ไม่ว่าภายใต้ความฮ๊อตของทีมซูเปอร์ฮีโร่กลุ่มนี้ กลับมีเงื่อนงำและความน่ากลัวซ่อนอยู่ จนถึงขั้นมีกลุ่มไล่ล่าซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อจัดการกระชากหน้ากากความอำมหิตของพวกมันให้โลกได้รับรู้ เพราะเหล่าฮีโร่ได้ฆ่าคนรักของพวกเขาไป ทำให้กลุ่มแอนตี้ฮีโร่ ต้องต่อสู้กับความศรัทธาที่คนทั้งโลกยังมองกลุ่มผู้พิทักษ์ความยุติธรรมนี้เป็นคนดี ไหนจะกลุ่มผู้รักษากฏหมายที่ยังถือหางเหล่าซูเปอร์ฮีโร่กลุ่มนี้อยู่ และทำไมชื่อซีรีส์นี้ถึงชื่อแสนจะธรรมดาว่า The Boys แน่นอนว่ามันมีคำตอบที่แสนช็อคความรู้สึกคนดูอยู่ในนั้น นี่คือซีรีส์สายดาร์คที่จัดเต็มทั้งความรุนแรงแบบสุดขั้ว แบบไม่ต้องเกรงใจว่าเลือดทะเล็ด เครื่องในจะทะลักขนาดไหน ซีรีส์ที่สร้างจากคอมมิคสายดาร์คจากการสร้างสรรค์โดย Garth Ennis และ Darick Robertson ที่เสนอด้านมืดของผู้ผดุงความยุติธรรม และการวิพากษ์โลกที่นับถือตัวบุคคลโดยไม่สนใจว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความชั่วร้ายขนาดไหน จึงเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่เสนอด้านตรงข้ามของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ได้อย่างแสบสันต์และชวนติดตามอยู่ในขณะนี้ ที่ตอนนี้ออกมาแล้ว 2 ซีซั่นและเนื้อหากำลังเข้มข้นสุดขีด รับชมได้ทาง Amazon Prime อย่าคิดว่าอนิเมชั่นสีสันลูกกวาดนี้จะเป็นการ์ตูนเด็กน้อยเหมือนเรื่องทั่ว ๆ ไป
หลังจาก COVID-19 ทำลายทุกอย่างจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติยุคใหม่ จนนำไปสู่วิถีชีวิต New Normal ที่ทุกคนจะต้องเผชิญ ทั้งการใส่แมสก์ เว้นระยะห่าง จนถึงกิจกรรมที่ผู้คนนับพันนับหมื่นต้องอยู่ร่วมกันอย่างงานคอนเสิร์ตต้องหยุดชะงัก และผู้สันทัดกรณีต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คอนเสิร์ตจะเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่จะเกิดหลังจากรับวัคซีนจนเกิดเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ ทำให้หลายประเทศต่างชะลอการจัดเทศกาลดนตรีจนกว่าจะมั่นใจว่าประชากรของประเทศนั้น ๆ ได้รับวัคซีนเพียงพอ แต่รัฐบาลอังกฤษ เมืองท่าแห่งวงการดนตรีกลับไม่มองอย่างนั้น พวกเขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่บ้านเมืองและผู้คนต้องเดินไปข้างหน้า จึงนำมาสู่การจัดเทศกาลดนตรีขนาดย่อม เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้ทั้งประชาชน นักดนตรี รวมไปถึงมวลมนุษยชาติว่า “เราพร้อมแล้วที่จะกลับมาสู่สภาวะปกติ” จนเกิดเป็นเทศกาลดนตรีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาใน Sefton Park เมืองลิเวอร์พูล โดยมีสักขีพยานในการรับชมถึง 5,000 คน โดยศิลปินผู้ร่วมเป็นหน่วยกล้าตายคือวง Blossoms, The Lathums และ Zuzu นั่นเอง Melvin Benn จาก Festival Republic กล่าวถึงช่วงเวลาแห่งความกดดันครั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าประเทศอังกฤษเพิ่งจะผ่านช่วงเวลาแห่งความหายนะจากผู้ติดเชื้อระดับหลักหมื่น แถมยังเป็นประเทศที่ก่อเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาระบาดที่บ้านเรา แต่ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้รุกหนักในการระดมกำลังปูพรมฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง และทางรัฐบาลเองที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน จึงเสนอโครงการนี้โดยให้ทาง Festival Republic
แฟชั่นเสื้อวงในบ้านเราถือว่าบูมขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเสื้อวงแนว Rock หรือ Metal นี่ยิ่งแล้วใหญ่ หลังจากที่มี Celebrity หยิบเอาเสื้อเหล่านี้มาใส่จนกลายเป็นกระแสเมนสตรีม และยิ่งถ้าตัวไหนหายาก เก่าเก็บ เข้าขั้นเป็นของเสื้อสะสมเสื้อวินเทจแล้วด้วยล่ะก็ ราคาอาจจะพุ่งทะยานไปไกลกว่าที่หลายคนคิด แต่พวกเราจะรู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังของเสื้อวงระดับโลกที่มีลวดลายเท่ ๆ หรือบางลวดลายที่มีเอกลักษณ์จนกลายเป็นภาพจำของวงเหล่า หนึ่งในนั้นมีฝีมือคนไทยอยู่ด้วย ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณ หนุ่ย – ธนฤทธิ์ พรมภา หรือชื่อในวงการก็คือ “NAMSING” ศิลปินชาวไทยที่มีผลงานไปไกลระดับโลก และฝากผลงานการออกแบบลายเสื้อให้กับวง Rock/Metal ระดับรุ่นใหญ่ระดับตำนานมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น AC/DC, Slayer, Slipknot, Muse, Rob Zombie และอื่น ๆ อีกมากมาย หากอยากรู้ว่าเขามีจุดเริ่มในเส้นทางสายนี้ได้ยังไง และอะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ได้ วันนี้เราจะไปพูดคุยกับ คุณ หนุ่ย กันแบบเจาะลึกแน่นอน จุดเริ่มต้นของการเป็นนักวาด “เริ่มจากผมเรียนจบวาดรูปมา พอจบมาก็มาเริ่มทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนจากการวาดมือมาเป็นการใช้คอม แต่อย่างน้อยมันก็ยังเป็นงานที่ได้วาดรูปค่อนข้างจะตรงสาย แต่ถ้าจะพูดไปมันก็อาจจะไม่ได้ตรงขนาดนั้น เพราะเราใช้คอมวาดไม่ค่อยเป็นในตอนแรก
เวลาที่เราต้องทำงานหลายชิ้นพร้อมกัน เราอาจเกิดอาการคิดมาก และเกิดคำถามกับตัวเอง เช่น จะลงมือทำงานชิ้นไหนก่อนดี หรือ ควรใช้เวลาทำงานแต่ละชิ้นนานแค่ไหน เป็นต้น ซึ่งความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหัว อาจทำให้เราลงมือทำงานได้ช้า และสามารถจัดการงานได้แย่ลงด้วย UNLOCKMEN เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ เลยอยากมาแนะนำเทคนิคที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นชื่อว่า ‘GTD’ ซึ่งหากใครรู้จักและรับเทคนิคนี้ไปแล้ว จะทำงานได้ productive มากขึ้นอย่างแน่นอน GTD คืออะไร GTD หรือ Getting Things Done คือ เทคนิคสร้างความโปรดักทีฟที่พัฒนาโดย David Allen ที่ปรึกษาด้านการบริหาร และเจ้าของหนังสือยอดฮิตอย่าง “Getting Things Done” โดยเทคนิคนี้จะเกี่ยวข้องกับการบริหารเวลา (time management) และจัดความสำคัญของสิ่งที่เราต้องทำ (priorities) เพื่อป้องกันอาการสมองรกที่เกิดขึ้นจากการรับมือกับภาระจำนวนมาก และทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดลง สำหรับประโยชน์ของ GTD ที่เห็นได้ชัด คือ มันทำให้เรารู้ว่าควรทำอะไรก่อนและหลัง ช่วยให้เราจัดการกับสิ่งที่อยู่ในหัวได้อย่างเป็นระบบ ป้องกันไม่ให้เราเกิดอาการคิดมาก และสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้มันยังช่วยให้เราสามารถสลับบทบาทในชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้น เช่น บางคนอาจจะเป็นทั้งพ่อคน และผู้บริหาร เทคนิคนี้จะช่วยให้ทำหน้าที่ในแต่ละบทบาทได้ดีขึ้น


