10 ปีที่แล้ว หรือปี 2011 วงการดนตรีอาจจะไม่ได้แตกต่างจากยุคปัจจุบันมากนัก เราเริ่มทำความรู้จักกับการฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่ง ขณะเดียวกัน CD เริ่มเทอะทะไปแล้วสำหรับนักฟังเพลง โลกของดนตรีร็อคเริ่มถูกสั่นคลอนจากดนตรีแนวอื่น ส่วนดนตรีพ็อพก็มีความกล้าและบ้าบิ่นยิ่งขึ้น เรามาย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาของดนตรียุคนี้ ว่าปี 2011 วงการดนตรีมีอัลบั้มไหนที่เด็ดจนถูกกล่าวขวัญถึงมาจนปัจจุบันกันบ้าง พร้อมอัพเดทผลงานว่าปัจจุบันศิลปินเหล่านี้กำลังทำอะไรกันอยู่ Noel Gallagher’s High Flying Birds – Noel Gallagher’s High Flying Birds การประกาศออกอัลบั้มเดี่ยวของ Gallagher ผู้พี่ นับเป็นการดับฝันแฟนเพลงอย่างเป็นทางการว่า Oasis จะเป็นเพียงตำนานที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว (โดยที่ Gallagher ผู้น้อง อย่าง Liam ได้ชิงออกอัลบั้มก่อนในนาม Beady Eye ซึ่งกลายเป็นตราบาปมาจนถึงทุกวันนี้…เพราะแป๊ก) แม้ว่าอัลบั้มชุดแรกของ Noel Gallagher จะยังคงไว้ซึ่งกลิ่นไอของ Oasis ไม่ว่าจะเป็นซาวด์กีตาร์ที่แสนจะ Noel Rock เพราะเป็นความตั้งใจที่จะทำเพลงสำหรับอัลบั้มใหม่ของ Oasis แต่ Noel
ปัญหาหนึ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่โปรดีกทีฟเวลาทำงานหรือใช้ชีวิต คือ การสนใจเรื่องการบริหารเวลามากกว่าการบริหารพลังงานที่ตัวเองมีอยู่ จนส่งผลให้ พวกเขาไม่มีแรงมากพอที่จะรับภาระตลอดวัน แม้จะมีการจัดสรรเวลาในการใช้ชีวิตที่ดีแล้วก็ตาม การบริหารพลังงานเป็นเรื่องสำคัญกว่าการบริหารเวลา เพราะถ้าเราหมดแรงเสียก่อน เราคงไม่สามารถทำภารกิจประจำวันได้ดีนัก UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำ 5 วิธีในการบริหารพลังงาน เพื่อให้ทุกคนกลายเป็นมนุษย์ที่สามารถบริหารพลังงานของตัวเองได้ดีขึ้น และใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างยอดเยี่ยมมากขึ้น เริ่มจากสังเกตตัวเองก่อน เวลาที่เราทำเป้าหมายประจำวัน เช่น โปรเจ็กต์ใหญ่ งานบ้าน หรือ การประชุม ฯลฯ เราควรสังเกตพฤติกรรมของตัวเองในระหว่างนั้นด้วย โดยอาจลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ เช่น ทำงานช้าหรือเร็วไปรึเปล่า ? หรือ มีแรงจูงใจในการทำมากแค่ไหน ? เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้รับรู้ปัญหาของตัวเอง และพร้อมค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุด เช่น ถ้าเรารู้ตัวว่าหนึ่งวันทำงานหนักมากเกินไป เราก็จะคิดได้ว่าควรเพิ่มเวลาพักให้ตัวเอง หรือ ถ้ารู้สึกว่าทำงานน้อยไป เราก็จะคิดได้ว่าควรเพิ่มเวลาในการทำงานมากขึ้น เป็นต้น เลิกคิดว่าคนขยันต้องตื่นเช้า เรามักได้ยินตนพูดถึงกันบ่อยเรื่องข้อดีของการตื่นเช้า แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการตื่นเช้า เช่น คนประเภท Night Owl หรือ คนที่นอนดึกเป็นประจำ ซึ่งการตื่นเช้ามักเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา สิ่งที่สำคัญมากกว่าการบริหารเวลาในการตื่น คือ การจัดสรรเวลาในการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และการพัฒนาความสามารถในการบริหารพลังงานให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
จากซากศพเดินอย่างเชื่องช้าที่ปล่อยเชื้อร้ายด้วยการกัดกินมนุษย์ สู่สิ่งมีชีวิตร้ายกาจที่วิ่งเร็วและอันตรายจนยึดครองโลก หนังซอมบี้มีวิวัฒนาการอันน่าทึ่งและยาวนาน นอกจากสร้างความสยองที่ค่อยๆอัพเกรดไปตามยุคสมัยแล้ว ยังทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมและสะท้อนความดำมืดในจิตใจมนุษย์อีกด้วย เราย้อนไปดูไทม์ไลน์ของหนังตระกูลซอมบี้ ว่ามีที่มาและพัฒนาการอย่างไรกันบ้าง The Beginning of Zombies “ความหวาดกลัว และคำสาปแช่ง คือแรงกำเนิดซอมบี้” ในประวัติศาสตร์ เรื่องราวของศพเดินได้นั้นถูกเล่าขานมานับพันปี จากการค้นพบซากกระดูกสมัยยุคกรีกโรมัน เมื่อได้ขุดพบซากศพที่มีหินถ่วงเพื่อไม่ให้ศพเหล่านั้นลุกขึ้นมา รวมไปถึงยุคสมัยทศวรรษที่ 17 ที่ชาวแอฟริกันตะวันตกถูกชาวเฮติไล่ล่ามาเป็นทาสในไร่อ้อย ท่ามกลางความอดอยากยากแค้น สภาพอันซูบผอมของทาสเหล่านั้นแทบไม่ต่างกับซากศพที่ยังมีชีวิต ซอมบี้จึงถูกสะท้อนในฐานะชีวิตอันสิ้นหวัง และความผุพังของชนชั้นที่เต็มไปด้วยแรงแค้นและแรงอาฆาต ขณะเดียวกัน ซอมบี้ ก็เกิดจากความเชื่อของ ลัทธิวูดู ลัทธิโบราณแห่งกาฬทวีป ที่สืบทอดพิธีกรรมความเชื่อที่ต้องการปลุกสัญญาณชีพของคนที่ตายไปให้ฟื้นคืนด้วยการใช้สมุนไพรอันหลากหลายจากธรรมชาติ นำมาบดรวมกันจนกลายเป็น “ผงซอมบี้” ที่เป็นสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท บ้างก็ใช้กับคนเป็นเพื่อยับยั้งความเจ็บปวด แต่ฤทธิ์ของมันก็รุนแรงจนส่งผลให้ผู้ที่ได้รับสารพิษนั้นขาดซึ่งสติสัมปชัญญะ สภาพของคนที่ได้รับผงซอมบี้จึงไม่ต่างกับศพที่ชักเกร็งอย่างน่าสยดสยอง และด้วยความเชื่อ คำสาปแช่ง และแรงแค้นที่ถูกกดทับของพวกเขานั้นเอง ก็กลายเป็นจุดเริ่มแห่งตำนานความสยองครั้งใหม่แห่งโลกภาพยนตร์ ที่มีจุดเริ่มน่าสนใจไม่ใช่น้อย 1930s to 1950s – Early Zombie Movies “ซอมบี้ยุคบุกเบิก” ตระกูลหนังซอมบี้นั้น อาจจะไม่ได้เริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ เฉกเช่นหนังสยองขวัญ หรือหนังผีทั่วๆไป เพราะมันไม่ได้มีคนเขียนตำนานในแบบที่
ขณะนี้คงไม่มีกระแสไวรัลไหนที่ดังกระฉ่อนโลกไปกว่าการแสดงสด และบทสัมภาษณ์ความยาว 40 นาที ของสาวน้อยทั้ง 4 ในนาม ‘The Linda Lindas’ อีกแล้ว เพราะอะไรวงดนตรีวงนี้ถึงกลายเป็นกระแสกระฉ่อนโลก? เรามาทำความรู้จักวง Pop Punk ที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืนจากบทเพลงที่เตะผ่าหมากผู้ชายเหยียดเชื้อชาติให้กองจมกับพื้น ที่ความไร้เดียงสานำพาให้รุ่นใหญ่อย่าง Tom Morello แห่งวง Rage Against the Machine ยังต้องซูฮก มาทำความรู้จักกับพวกเธอไปพร้อมๆกัน The Linda Lindas คือใคร The Linda Lindas คือ Punk Band ที่ภาพลักษณ์ดูแสนจะธรรมดา แต่สิ่งที่พวกเธอไม่ธรรมดาคือนี่คือวงหญิงล้วน…ก็ไม่แปลกใช่มั้ย งั้นถ้าพวกเธออายุน้อยล่ะ…แล้วถ้าพวกเธอคือลูกครึ่งเอเชียครึ่งละติน ที่ทำเพลงที่เป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่ถูกเหยียดเชื้อชาติที่ตอนนี้ลุกลามใหญ่โตในอเมริกาล่ะ เริ่มจะน่าสนใจใช่มั๊ยล่ะ ใช่แล้ว พวกเธอคือ 2 ศรีพี่น้อง ที่ชวนลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนสนิทของเธอมาทำวงด้วยกัน จากความชอบในดนตรีพังค์ของสมาชิกทั้งสี่ Mila มือกลอง อายุ 10 ปี, Eloise มือเบส อายุ
ในปัจจุบันนี้ พวกเรามีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น เป็นเรื่องดีที่ทำให้เราได้ค้นหาสิ่งที่ใช่ เจอกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกจากข้อจำกัดค่านิยมในอดีต เช่นเดียวกับการเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน เราก็ควรได้เลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ครอบคลุม มีความทันสมัย และที่สำคัญคือคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไปมากที่สุด UNLOCKMEN ขอแนะนำรถยนต์แบรนด์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาถึงประเทศไทย และเปิดตัวใน World Premium ช่วง Motor Show ที่ผ่านมาได้อย่างร้อนแรง เหมาะกับคนที่ชอบความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถ SUV ขุมพลัง Hybrid ดีไซน์สุดแกร่งที่จะช่วยทำให้ชีวิตของทุกคนสะดวกขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด ไปดูกันว่ามีประเด็นอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับรถยนต์แบรนด์นี้ที่คุณควรรู้กันบ้าง เชื่อว่าคนไทยอาจจะไม่คุ้นกับชื่อแบรนด์ HAVAL กันมากนัก ชื่อ HAVAL เป็นแบรนด์รถยนต์อเนกประสงค์ในกลุ่ม Professional SUV แบบเดียวกับ Jeep และ Land Rover ภายใต้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง GWM (เกรท วอลล์ มอเตอร์) ซึ่งมีแบรนด์ย่อยสำหรับรถยนต์ที่แตกต่างกันไปทั้งหมด 4 แบรนด์ เช่น WEY Luxury
การดู Netflix ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เราผ่อนคลายจากการทำงานหนักได้พอสมควร เราเลยอยากมาแนะนำลิสต์หนังและซีรีส์ที่จะเข้า Netflix ในเดือนหน้า เพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมเลือกหนังและซีรีส์ที่โดนใจแต่ละคนกัน Sweet Tooth ซีซั่น 1 กำหนดออกอากาศ 4 มิถุนายน เมื่อ 10 ปีก่อน “วันแห่งความพินาศ” ได้ทำลายโลกจนย่อยยับและนำไปสู่การเกิดไฮบริดประหลาด คือ เด็กทารกครึ่งคนครึ่งสัตว์ เมื่อไม่รู้ว่ามนุษย์ไฮบริดเหล่านี้เป็นสาเหตุหรือผลจากไวรัสกันแน่ มนุษย์หลายคนจึงรู้สึกกลัวและออกไล่ล่า หลังจากหลบมาอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยที่บ้านในป่าอันห่างไกลได้ 10 ปี เด็กหนุ่มครึ่งกวางที่ชื่อกัส (คริสเตียน คอนเวอรี) ก็ได้ผูกมิตรกับเด็กพเนจรที่ชื่อเจพเพิร์ด (นอนโซ่ อะโลซี่) โดยไม่คาดคิด ทั้งคู่ออกเดินทางสู่การผจญภัยที่แสนพิเศษทั่วพื้นที่ของอเมริกาที่พอจะเหลืออยู่เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของกัส อดีตของเจพเพิร์ด และความหมายที่แท้จริงของคำว่าบ้าน แต่ทั้งคู่ต้องพบเจอกับมิตรและศัตรูที่ไม่คาดฝันมากมาย และไม่นานกัสก็ได้เรียนรู้ว่าโลกที่รุ่งเรืองและอันตรายนอกป่านั้นสลับซับซ้อนกว่าที่เขาเคยจินตนาการเอาไว้เสียอีก Lupin: Part 2 กำหนดออกอากาศ 11 มิถุนายน เรื่องราวภารกิจของอัสซานในภาค 2 นี้จะไม่ใช่เกมอีกต่อไป เขากลับมาเพื่อแก้แค้น อูแบร์ เพลเลกรินี (Hubert Pelligrini) ที่ทำลายครอบครัวของเขาเป็นชิ้น ๆ เมื่อหลังชนฝา
คนส่วนใหญ่มักอยากได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง และได้รับคำชื่นชมเมื่อพวกเขาทำงานได้ดี และเมื่อพวกเขาได้รับสองสิ่งนี้แล้ว พวกเขาอาจจะทำงานได้ดีขึ้น เรื่องนี้ได้รับการอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Hawthorne Effect ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีความเก่าแก่ และได้รับการถกเถียงกันมากพอสมควร อะไร คือ Hawthorne Effect Hawthorne Effect คือ คำอธิบายปรากฎการณ์ที่ว่า คนมีแนวโน้มตั้งใจทำงานและทำผลงานได้ดีขึ้น เมื่อพวกเขาได้รับความสนใจจากคนอื่น (เช่น หัวหน้า) ปรากฎการณ์นี้มีที่มาจากในปี 1950 นักวิจัยคนหนึ่งชื่อว่า Henry A. Landsberger ได้วิเคราะห์ผลการทดลองชิ้นหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1924 – 1932 ณ องค์กรไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เมืองฮาวทอร์น รัฐอิลลินอยส์ การทดลองนี้ทำโดย Elton Mayo นักสังคมศาสตร์ ซึ่งต้องการศึกษาว่าเงื่อนไขในการทำงาน (เช่น การเพิ่มแสงไฟในที่ทำงาน การเปลี่ยนเวลาทำงาน หรือ การให้อาหารในช่วงพัก เป็นต้น) ส่งผลกระทบต่อความขยัน (productivity) ของพนักงานมากแค่ไหน จากการทดลองเป็นเวลาหลายปี นักวิจัย พบว่า การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในที่ทำงานแม้เพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ความขยันของพนักงานขึ้น เพิ่มขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น
แรงจูงใจถือเป็นสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้คนตั้งใจทำงาน และพยายามผลิตผลงานที่มีคุณภาพออกมา แต่ข่าวร้าย คือ แรงจูงใจในการทำงานไม่ได้คงอยู่ตลอดเวลา บางสาเหตุก็ทำให้พนักงานหมดแรงจูงใจในการทำงานได้เช่นกัน (เช่น การปรับลดเงินเดือน เป็นต้น) UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการกระตุ้นให้พนักงานตั้งใจทำงานมากขึ้นโดยใช้ Expectancy Theory เพื่อให้หัวหน้าทุกคนสามารถรับมือภาวะเบิร์นเอ้าท์ของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อะไร คือ Expectancy Theory Expectancy Theory คือ ทฤษฎีแรงจูงใจที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 โดย Victor Vroom ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจ จาก Yale School of Management ทฤษฎีนี้อธิบายว่า แรงจูงใจในการเลือกแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังในผลลัพธ์ของแต่ละคน กล่าวคือ แรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน จะน้อยหรือมาก ขึ้นอยู่กับ ความต้องการรางวัลที่จะได้รับจากงานนั้น การประเมินโอกาสที่พวกเขาจะทำงานนั้นสำเร็จ รวมถึง ความเชื่อที่ว่าพวกเขาจะทำงานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ Expectancy Theory จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความคาดหวัง (Expectancy) หมายถึง ความเชื่อส่วนบุคคลที่ว่า ถ้าเพิ่มความพยายาม รางวัลก็จะเพิ่มตามความพยายามที่เพิ่มขึ้นด้วย
เราแต่ละคนมีวิธีการนำคนอื่นที่ต่างกัน บางคนชอบการออกคำสั่งให้คนอื่นทำตาม หรือ บางคนอาจชอบการตัดสินใจโดยการรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะวิธีไหน แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนได้รู้จัก ทฤษฎีผู้นำ 6 สไตล์ (6 Leadership Style ) ของ แดเนี่ยล โกลแมน (Daniel Goleman) และการนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ใครคือ ‘แดเนี่ยล โกลแมน’ แดเนี่ยล โกลแมน (Daniel Goleman) เป็นนักจิตวิทยาสหรัฐฯ และเจ้าของหนังสือยอดฮิตอย่าง ‘Emotional Intelligence’ (1995) ซึ่งที่ผ่านมาเขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็น การทำสมาธิ การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม การหลอกลวงตัวเอง ไปจนถึง ความคิดสร้างสรรค์ สำหรับทฤษฎีผู้นำ 6 สไตล์ เป็นทฤษฎีที่ได้รับการอธิบายในหนังสือชื่อ ‘Primal Leadership’ (2002) ซึ่งเป็นหนังสือที่โกลแมน เขียนร่วมกับเพื่อนอีกสองคน ได้แก่ ริชาร์ด โบยาทซิส
นับเป็นเวลาได้ปีครึ่งแล้ว หลังจากที่โลกของเราได้เผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจ และเปลี่ยนการใช้ชีวิตของทุกคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเราอาจเริ่มเคยชินกับการล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และการใช้ชีวิตอยู่บ้านในช่วงล็อกดาวน์ แต่ชีวิตวิถีใหม่นี้อาจทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้าที่เรียกว่า Quarantine Fatigue ได้เหมือนกัน อะไร คือ Quarantine Fatigue ? ภาวะเหนื่อยล้าจากการกักตัว หรือ Quarantine Fatigue หมายถึง ภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำตามมาตรการลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น การกักตัวอยู่ในที่พักอาศัย หรือ การเว้นระยะห่างระหว่างสังคม ทำให้เราไม่ได้เจอผู้คนที่รู้จักแบบซึ่งหน้า อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความโดดเดี่ยว และความรู้สึกเหนื่อยล้าตามมา แม้แต่ละคนจะมีอาการเหนื่อยล้าที่แตกต่างกันออกไป แต่อาจมีอาการที่พบเจอได้บ่อยร่วมด้วย ซึ่งมีดังนี้ รู้สึกตึงเครียดและวิตกกังวล มีพฤติกรรมการกินและการนอนที่แย่ลง สูญเสียแรงจูงใจหรือความขยันในการทำงานลดลง จมอยู่กับความคิดบ่อย เกิดความขัดแย้งกับคนอื่น และตีตัวออกห่างจากสังคม เราจะเอาชนะ Quarantine Fatigue ได้อย่างไรบ้าง ? เมื่อความเหนื่อยล้าทำให้เราใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการเอาชนะ Quarantine Fatigue และกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขเหมือนเดิม ได้แก่ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ช่วงนี้หลายคนอาจทำงานอยู่บ้านเป็นเวลานาน


