หลายคนคงเจอ เวลาปฏิเสธนัดหรือการให้ความช่วยเหลือคนอื่น แล้วอีกฝ่ายพูดอะไรกลับมาที่ทำให้เรารู้สึกแย่หรือรู้สึกผิด เช่น “เพื่อนกันแค่นี้ทำให้ไม่ได้หรอ” หรือ “เราคงแย่จนไม่มีใครอยากช่วยเหลือจริง ๆ” ฯลฯ ซึ่งการพูดเพื่อสร้างความรู้สึกผิดแบบนี้มีชื่อว่า Guilt Trip และมันสามารถสร้างผลเสียต่อความสัมพันธ์ได้มากมายเหมือนกัน ผลเสียของ Guilt Trip Guilt Trip คือ พฤติกรรมที่ใครคนใดคนหนึ่งพยายามสร้างความรู้สึกผิดให้อีกฝ่ายผ่านการสื่อสารหรือการแสดงออก เพื่อควบคุมพฤติกรรมของอีกฝ่าย โดยเรามักเห็น Guit Trip ในความสัมพันธ์ของคนที่มีความใกล้ชิดกัน เช่น ความสัมพันธ์แบบคู่รัก ความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิท หรือ ความสัมพันธ์แบบคนในครอบครัว เพราะถ้าไม่สนิทกัน เราคงไม่แคร์ความรู้สึกของกันและกันมากเท่าไหร่ ตัวอย่างของ Guilt Trip เช่น เมื่อเราไม่ยอมทำงานบ้าน แล้วครอบครัวเราพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญว่า “ฉันต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อให้แกมีที่อยู่อาศัยและอาหาร แต่แกไม่สามารถล้างจานได้เลยหรอ” หรือ เวลาที่เราปฏิเสธการไปงานปาร์ตี้ของเพื่อนเพราะติดธุระ แล้วเพื่อนของเราพูดกลับว่า “คงไม่มีใครอยากใช้เวลาร่วมกับฉันหรอก” จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า Guilt Trip ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะบางทีคนทำก็ไม่ได้ต้องการควบคุมพฤติกรรมของเรา เพียงแต่ต้องการเตือนให้เรารับรู้ถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง แต่บางทีการใช้ Guilt Trip ก็ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ได้เหมือนกัน เพราะมันจะทำให้เกิดความไม่พอใจตามมา
หลายคนคงรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก หลังจากที่ถูกเพื่อน คนรัก หรือ คนที่ไว้เนื้อเชื่อใจหักหลัง ประสบการณ์แย่ ๆ เหล่านี้คงสร้างรอยตำหนิและบาดแผลในใจของพวกเราไม่มากก็น้อย บางคนอาจสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต บางคนอาจจะเจ็บหนักจนกลัวการไว้เนื้อเชื่อใจคนอื่นไปเลยก็มี เราเลยอยากช่วยให้ทุกคนผ่านมันไปได้ไว ๆ จึงจะมาแนะนำ 5 วิธีในการรับมือกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาจากการถูกหักหลัง หาเหตุผลที่ทำให้เราถูกหักหลัง หลายคนที่โดนหักหลัง มักจะหลีกเลี่ยงสัญญาณ หรือ พยายามไม่พูดถึงมัน เพราะพวกเขาต้องการทำให้ความสัมพันธ์กับแฟน หรือ เพื่อน สามารถไปต่อได้ แต่ผลเสียของการไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน คือ เราจะยิ่งเจ็บปวดหนักขึ้นและนานขึ้น เพราะการถูกหักหลังจะเป็นเหมือนปม ที่ทำให้เราวิจารณ์ว่าตัวเองไม่ดีพอจนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองตลอดเวลา ส่งผลให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างที่ควรเป็น ทางที่ดี เราควรรับรู้หรือเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด และหาเหตุผลที่ทำให้มันเกิดขึ้น พร้อมหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ฝึกยอมรับความไม่สบายใจ เวลาที่เราถูกหักหลัง เรามักเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เช่น รู้สึกสมเพส รู้สึกโดนกลั่นแกล้ง รู้สึกโกรธ หรือ เศร้าเสียใจ แต่ไม่ว่าจะรู้สึกยังไง การพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้เราเกิดอาการเก็บกดได้ ทางที่ดีกว่า คือ การตั้งชื่อให้กับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เรารู้สึก ไมว่าจะเป็น ความโกรธ ความสูญเสีย ความเศร้า
เราอาจดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บางคนอาจดื่มเพื่อเข้าสังคม หรือ บางคนอาจดื่มเพื่อผ่อนคลายตัวเอง ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะดื่มด้วยเหตุผลอะไร การดื่มมากเกินไป มักทำให้เราขาดสติ และทำเรื่องที่ต้องรู้สึกแย่ในภายหลังอยู่เสมอ เช่น การส่งข้อความ (Drunk Texting) หรือ โทรหาคนอื่นตอนเมา (Drunk Dialing) เพื่อระบายความอัดอันตันใจของตัวเอง UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เราส่งข้อความหรือโทรหาคนอื่นตอนเมา พร้อมแนะนำวิธีป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนรับมือกับมันได้ดีขึ้น ทำไมเราถึงโทรหรือส่งข้อความหาคนอื่นเวลาเมา วิทยาศาสตร์บอกเราว่า การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อความสามารถในการตัดสินใจ เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อสมองของเราโดยตรง โดยงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Biological Psychiatry (2014) บอกเราว่า แอลกอฮอล์ทำให้ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจและคิดไตร่ตรองแย่ลง เพราะกลีบหน้าผากส่วนหน้าของสมอง (ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการไตร่ตรองผลของการกระทำ) จะทำงานหรือตอบสนองน้อยลงเวลาที่มีแอลกอฮอล์อยู่ในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Journal of Abnormal Psychology (2012) ซึ่งเปรียบเทียบคนที่ดื่มกับคนที่ไม่ได้ดื่มด้วยผลการทดสอบ และพบว่า คนที่ดื่มจะกังวลเรื่องการทำผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม และพวกเขาจะไม่ค่อยหยุดตัวเองจากการทำผิดพลาดมากกว่าเดิมด้วย สำหรับสาเหตุของการ Drunk Dialing ได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากวารสาร Ohio Communication Journal (2011) ซึ่งศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุราว 20
ถ้าหากว่าบางจังหวัดมีของขึ้นชื่อเรื่องอาหารท้องถิ่น บางที่โดดเด่นด้วยประวัติศาสตร์ วิวที่สวยกว่าใคร หรือ เกาะที่เต็มไปด้วยแมวและของฝากที่เป็นแมวขนาดจิ๋ว เกาะแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเคยมีของขึ้นชื่อที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสิ่งนั้นคือ ‘สาวงาม’ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ทางเพศที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้มาเยือน วาตากาโนะ (Watakano) คือ ชื่อของเกาะในจังหวัดมิเอะ ที่เคยถูกเรียกว่า “เกาะแห่งการค้าประเวณี” สรวงสวรรค์ทางเพศขนาดย่อมที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดและอู้ฟู่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นในช่วงปลายยุค 70-80s ที่พร้อมเปิดเกาะต้อนรับผู้มาเยือนเพศชายทุกอาชีพ ตั้งแต่ข้าราชการ ตำรวจ ยันมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ซ้ำยังเดินทางแสนสะดวกด้วยเรือเพียงแค่ 4 นาที ประชากรราว 1 ใน 4 ของเกาะ หรือผู้คนประมาณ 270 คน ล้วนเป็นผู้ประกอบกิจการทางเพศ การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของเกาะขนาด 1.5 ตารางกิโลเมตร ล้วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี แรกเริ่มเดิมที วาตากาโนะเป็นเกาะแวะพักสำหรับนักเดินทางช่วง ค.ศ. 1600-1800 เมื่อไหร่ที่ทะเลคลั่ง คลื่นลมแรง นักเดินเรือจากโอซาก้าที่ต้องการไปยังเอโดะ มักหยุดแวะพักที่เกาะแห่งนี้ รู้ตัวอีกทีเกาะที่ใช้แวะพักระหว่างการเดินทาง ก็กลายเป็นเกาะที่มีหญิงบริการเริ่มจับจองพื้นที่เพื่อรอเหล่านักเดินทางเสียแล้ว ซึ่งการค้าทางเพศแรกเริ่มบนเกาะแห่งนี้ ถือว่าผิดกฎหมายแบบเต็ม ๆ วันเวลาผ่านไป รูปแบบการบริการยอดนิยมในช่วง 70-80s จะเน้นแบบ ‘สั้น’
ช่วงหลังมานี้ ชื่อของ ริชาร์ด รามิเรซ (Richard Ramirez) ชายชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากเคยกลายเป็นชื่อที่ชาวอเมริกันในยุค 80’s ส่วนใหญ่จะต้องเคยได้ยิน หรือได้เห็นผ่านตาสักครั้ง จากข่าวสะเทือนขวัญในเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งเรื่องราวที่เคยได้ยินได้เห็น อาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความโหดร้ายเมื่อเทียบกับชีวิตทั้งหมดของเขาที่เรากำลังจะเล่าให้ฟัง ก็เป็นได้ ก่อนจะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เลื่องลือถึงความบ้าคลั่ง ริชาร์ด มีพื้นเพมาจากเมืองเอลปาโซ รัฐเท็กซัส เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน พ่อของริชาร์ดเคยเป็นตำรวจ แต่ต้องออกจากราชการเพราะถูกคนในชุมชนร้องเรียนถึงการทำเกินกว่าเหตุและมีท่าทีรุนแรง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ริชาร์ดถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคลมบ้าหมู ส่งผลให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งกองหลังทีมฟุตบอลโรงเรียน เด็กหนุ่มที่ไร้ซึ่งความฝัน ไม่มีเพื่อน ไม่สนใจการเรียน เริ่มติดยาเสพติด ดมกาว สูบกัญชา วัน ๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่กับญาติห่าง ๆ นามว่า ‘ไมค์’ ชายที่ปลูกฝังสัญชาตญาณดิบให้กับริชาร์ด ไมค์ เคยเป็นทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในเวียดนาม เขาชอบเล่าประสบการณ์ชีวิตเกี่ยวกับการข่มขืน ทารุณ และสังหารหญิงชาวเวียดนามให้ริชาร์ดฟัง บางครั้งก็หยิบรูปถ่ายเหยื่อที่ถูกทำร้ายร่างกายมาให้ดู บรรยายขั้นตอนการใช้มีดกรีดเฉือนเนื้อเหยื่อให้ตายทั้งเป็น ซึ่งเด็กหนุ่มกลับชื่นชอบเรื่องราวเหนือจินตนาการเหล่านี้เป็นอย่างมาก ริชาร์ดไม่สนิทสนมกับพี่น้องแท้ ๆ ของตัวเอง เขามองไมค์เป็นเหมือนพี่ชายผู้เป็นแบบอย่าง ทว่าวันหนึ่งไมค์ถูกตำรวจจับ
ถ้าหากให้เลือก Supercar คันหนึ่ง คุณจะเลือกรถแบรนด์อะไร? เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีคำตอบในใจที่แตกต่างกันไป เพราะความชอบและคาแรคเตอร์ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหารถ Supercar ที่ครบเครื่องจริง ๆ ไม่ได้มีดีแค่ Performance แต่มันมีทั้งเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ Supercar ที่สืบทอด DNA ผู้ชนะมาจากสนามแข่งแบบ 100% และที่สำคัญมันเป็น Supercar ที่ถูกประเมินค่าให้เป็นงานศิลปะระดับ Masterpiece รถ Supercar คันนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ‘Aston Martin’ History of Aston Martin ชื่อของ Aston Martin เป็นที่รู้จักในวงกว้างกว่าบรรดานักเล่นรถ Supercar หลังจากที่คนเห็นมันปรากฏตัวในภาพยนต์จากการเป็นรถคู่ใจของสายลับ James Bond 007 แต่จริง ๆ แล้ว แบรนด์ Aston Martin นั้น ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1913 โดย 2 ผู้ก่อตั้งอย่าง Lionel Martin และ Robert
หลายคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “Mortal Kombats” คงได้เห็นความฟิตแอนด์เฟิร์มของ เมห์แคด บรู๊คส์ (Mehcad Brooks) นักแสดงชาวอเมริกันผู้มารับบทเป็นตัวละคร Jax ในเรื่องกันบ้าง ซึ่งกว่าเขาจะมีหุ่นแบบนั้นได้ ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกล้ามเนื้อขึ้น 35 ปอนด์ (16 กิโลกรัม) กินอาหารราว 12,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน (เหมือนกับกินวัวครึ่งตัวทุกวัน) รวมไปถึงการออกกำลังกายที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น การต่อยมวย (ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแสดงหนังแอคชั่นของเขา) วิ่งบนลู่วิ่งแบบเต็มสปีด แย็บโดยถือดัมเบลหนัก 25 ปอนด์ และท่าออกกำลังกายแขนอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งเราอยากมาแนะนำให้ทุกคนลองไปทำกัน เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อแขนเพื่อความแข็งแรงและการสวมใส่เสื้อที่สวยงาม หมายเหตุ: max weight คือ น้ำหนักสูงสุดที่เรายกได้ ส่วน half max weight คือ ครึ่งหนึ่งของน้ำหนักสูงสุดที่เรายกได้ สำหรับการออกกำลังกายแขนทั้งหมดในบทความนี้ จะต้องทำท่าละ 3 ยก โดยแต่ละยกจะมีการเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ (เช่น ถ้า max
ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียให้ความสำคัญกับการพักผ่อนระหว่างสัปดาห์อย่างมาก อย่างเช่น สวีเดนที่มีวัฒนธรรมชื่อว่า ‘Little Saturday’ ซึ่งกำหนดให้มีวันหยุดย่อยในช่วงกลางสัปดาห์ (วันพุธ) เพื่อให้คนเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้ทำงานหนักติดต่อกันนานเกินไป นอกจากนี้พวกเขายังมี ‘Fredagsmys’ หรือ ‘Cozy Friday’ อันเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวที่บ้านในคืนวันศุกร์อีกด้วย ซึ่งในบทความนี้เราอยากมาพูดถึงเรื่อง Fredagsmys และแนะนำวิธีการพักผ่อนหย่อนใจแบบชาวสวีเดน Fredagsmys เป็นวัฒนธรรมการอยู่บ้านของชาวสวีเดนในคืนวันศุกร์ ซึ่งคำว่า Fredagsmys เป็นภาษาสวีเดนที่มีความหมายว่า วันศุกร์สบาย (Cozy Friday) หรือ เป็นวันศุกร์ที่เราสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างไร้ความเครียดและความกังวล สำหรับที่มาของ Fredagsmys ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด เรารู้เพียงว่าคำนี้ถูกบรรจุในพจนานุกรมของสวีเดีนเมื่อปี 2006 และผู้ผลิตมันฝรั่งแผ่นทอดรายหนึ่งชื่อว่า OLW เป็นคนทำให้มันได้รับความนิยมในหมู่ชาวสวีเดนมากขึ้นผ่านการโฆษณาสินค้าของตัวเอง คนที่เข้าร่วม Fredagsmys จะไม่ไปสังสรรค์นอกบ้าน หรือ ทำงานจนดึกดื่นในวันศุกร์ แต่หลังจากเลิกงาน หรือ เสร็จภารกิจของตัวเองแล้ว พวกเขาจะกลับมาทานอาหารเย็น (ทาโก้) ที่บ้าน และใช้ชีวิตอยู่ในที่พักอาศัยตลอดจนเข้านอน มีการสำรวจที่พบว่า ชาวสวีเดนส่วนใหญ่จะเข้าร่วม Fredagsmys เดือนละครั้ง และทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
มีหลายสาเหตุที่ทำให้หลายคนไม่อยากทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ความเหนื่อยล้าจากการต้องเผชิญหน้ากับปัญหา COVID-19 เป็นเวลานาน ความเครียด และอื่น ๆ เช่น โรคกลัวการไปทำงาน หรือ Ergophobia ซึ่งเป็นปัญหาที่อยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด และคนที่เป็นเจ้าของบริษัท ธุรกิจ หรือ องค์กร ควรให้ความสนใจกับมัน Ergophobia คืออะไร ? Ergophobia คือ ภาวะที่เรากลัวและกังวลเกี่ยวกับการทำงานหรือการอยู่ในที่ทำงานอย่างหนัก จนส่งผลให้เราเกิดความผิดปกติ เช่น ไม่สามารถไปทำงานได้ มีความทรมานในการทำงาน ต้องออกจากงานกลางครัน หรือ ไม่สามาถเริ่มหางานใหม่ได้ เป็นต้น โดยสาเหตุที่ทำให้คนเป็น Ergophobia มีทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ พวกเขาอาจเคยประสบกับประสบการณ์ที่น่ากลัวในการทำงาน หรือ อาจเคยเห็นคนอื่นประสบกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวในการทำงาน ส่งผลให้พวกเขาเอาประสบการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับที่ทำงาน และพัฒนาอาการ Ergophobia ขึ้นมา ซึ่งคนที่เป็น Ergophobia มักมีอาการเหล่านี้ กลัวหรือกังวลเรื่องงานอย่างหนัก ไม่สามารถหยุดความกังวลหรือความกลัวในเรื่องงานได้ มีความกังวลหรือกลัวเรื่องงานเกินจริง มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน กลัวการถูกจ้างงาน (Fear of Finding Employment)
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้อายุของเรายืนขึ้น คือ การออกกำลังกาย เพราะมันมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากการนั่งเป็นเวลานาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หรือ ช่วยลดไขมันส่วนเกิน เป็นต้น แต่หลายคนหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เพราะคิดว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการทำนาน ข่าวดี คือ งานวิจัยชิ้นใหม่ได้บอกเราว่า การออกกำลังกายแค่ 3 นาทีก็ช่วยให้เรามีอายุยืนขึ้น อ้างอิงจากงานวิจัยที่ใช้เวลาในการทำกว่า 4 ปี จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Glasgow Caledonian University พบว่า การออกกำลังกายปานกลางเป็นเวลา 3 นาทีต่อหนึ่งชั่วโมงที่เสียไปกับการนั่งเฉย ๆ สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงได้ 30 % ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Sports Medicine และมีการใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากถึง 130,000 คน แม้ปัจจุบันมีคำแนะนำให้ออกกำลังกายวันละ 30 นาที แต่นักวิจัยพบว่า ไกด์ไลน์นี้ไม่ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตในกลุ่มคนที่ใช้เวลาไปกับการนั่งนานต่อเนื่อง แต่คนที่ใช้เวลาในการออกกำลังกาย 3 นาทีในทุกชั่วโมงที่เสียไปให้กับการนั่งมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตต่อวัยอันควรลดลง และสะท้อนให้เห็นว่า การออกกำลังกายระหว่างวัน เช่น การเดินเร็ว


