ถือเป็นข่าวเศร้า และข่าวช็อคสำหรับคอมังงะที่ติดตามอ่านการ์ตูนมหากาพย์อย่าง Berserk ที่นักเขียนระดับตำนานอย่าง อาจารย์มิอุระ เคนทาโร่ ได้จากโลกนี้ไปทิ้งไว้เพียงผลงานระดับตำนานพร้อมความค้างคาใจของนักอ่านที่รอคอยจะพบบทสรุปของมังงะที่เริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี 1989 จนถึงเล่มที่ 40 ท่ามกลางความเสียดายและความเสียใจของนักอ่านทั่วโลก ที่รอคอยอย่างมีความหวัง แต่ในที่สุดฝันนั้นก็ไม่เป็นความจริง แต่ถึงกระนั้นไม่ใช่เพียง อาจารย์มิอูระ ที่จากไปก่อนจะสิ้นสุดมังงะ UNLOCKMEN ขอย้อนไปชมมังงะที่ไม่มีวันจบ เพื่อทำการคารวะศิลปินผู้วายชนม์ และรำลึกถึงผลงานชิ้นสุดท้ายไปพร้อมๆกัน Yoshito Usui – Crayon Shinchan โศกนาฏกรรมของการ์ตูนสายฮา ที่ลงท้ายด้วยน้ำตาและการลาจาก เริ่มต้นด้วยมังงะสุดฮา ที่กลายเป็นมหากาพย์แห่งตำนานการ์ตูนตลกจวบจนปัจจุบันอย่างเรื่อง ชินจังจอมแก่น ที่เล่าถึงชีวิตของ โนฮาระ ชิโนะสุเกะ เด็กแก่แดดผู้มาพร้อมความเกรียน และสร้างความปั่นป่วนใจให้ทั้งครอบครัวและผู้ชิดใกล้ แต่แฝงไว้ด้วยความจริงใจและความแสบซื่อจนกลายเป็นมังงะและอนิเมะจบในตอน รวมไปถึงอนิเมะจอใหญ่ที่ฉายให้ชมกันทุก ๆ ปี ผลงานการเขียนของอาจารย์โยชิโตะ อูซูอิ ที่วาดชินจังและผองเพื่อนด้วยลายเส้นเรียบง่ายแต่กลับชนะใจคนอ่านทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1990 ทำยอดขายระดับ 100 ล้านเล่มจากกว่า 15 ประเทศ และข้ามน้ำข้ามทะเลมาโด่งดังในไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ น่าเสียดายที่ อาจารย์โยชิโตะ จากไปอย่างสงบเมื่อปี 2009 เมื่อมีคนพบร่างอันไร้วิญญาณของอาจารย์ในหุบเขาแห่งหนึ่งที่เมืองกุมมะ จากการชันสูตรพบว่าอาจารย์ตกจากที่สูงจากการปีนเขา แต่หลายคนก็ยังคลางแคลงใจกับการจากไปของอาจารย์และมองว่าการตายครั้งนี้อาจจะเกิดจากสภาวะความเครียดที่สะสมของตัวอาจารย์เองจากการทำงานอย่างหนักโดยไม่ได้พัก
ช่วงนี้เรากำลังเจอกับปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ความขัดแย้งทางการเมือง หรือ ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องรู้สึกห่อเหี่ยวและทำงานได้ลำบากมากขึ้น ในช่วงวิกฤตแบบนี้ ภาวะผู้นำแบบเห็นอกเห็นใจ (Compassionate leadership) จะเป็นทักษะที่ทำให้ผู้นำองค์กรหรือธุรกิจก้าวผ่านปัญหาไปได้มากขึ้น ทำไมผู้นำถึงต้องมีความเห็นอกเห็นใจ ? เมื่อก่อนองค์กรหรือบริษัทอาจโฟกัสแค่ความสามารถในการทำงานของพนักงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากนัก กล่าวคือ เน้นประเมินพนักงานจากความสามารถหรือผลงานที่พวกเขาทำ แต่พอเกิดวิกฤต COVID-19 ขึ้นมา เรื่องความเป็นอยู่หรือสุขภาพจิตของพนักงานก็เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมันส่งผลต่อการทำงาน และความเห็นอกเห็นใจก็เป็นเรื่องที่หัวหน้าควรมีเช่นกัน ความเห็นอกเห็นใจ หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นด้วยความปราถนาดี ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ความรู้สึก หรือ ปัญหาที่แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ และตอบสนองความต้องการของคนอื่นได้ ทักษะนี้จะช่วยให้ผู้นำได้รับความร่วมมือ หรือ ความเชื่อใจมากขึ้น เพราะลูกน้องจะรู้สึกว่า หัวหน้าอยู่เคียงข้างพวกเขาและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของพวกเขาจริง หัวหน้ามีที่ทั้งภาวะผู้นำและความเห็นอกเห็นใจ เราเรียกว่า ‘Compassionate Leadership’ ซึ่งมักจะมีลักษณะเหล่านี้ ได้แก่ เรียนรู้และเติบโตจากการรับฟังความคิดเห็นหรือ feedback ของคนอื่น ไม่สร้างกำแพงกับลูกน้อง พยายามเข้าใจลูกน้องมากกว่าดูที่ตัวผลงาน ทำให้ลูกน้องมีวิธีคิดแบบใหม่หรือเกิดแพสชั่นในการทำงานได้ รวมถึงเข้าใจความสาคัญของการทำงานเป็นทีม การบริหารลูกน้องด้วยความเห็นอกเห็นใจสามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?
หนึ่งในทักษะที่สำคัญต่อการทำธุรกิจ คือ ทักษะด้านการจัดการความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถตัดสินใจเพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ดีขึ้น พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อเป็นทักษะที่จำเป็น UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรับความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักธุรกิจทุกคนสามารถก้าวออกจาก comfort zone และเติบโตธุรกิจของตัวเองได้อย่างยั่งยืน ทำไมเราถึงต้องกล้ารับความเสี่ยง หลายคนอาจยินดีที่จะอยู่ใน comfort zone ของตัวเองไปตลอด เคยทำธุรกิจแบบไหนมาก็ทำแบบนั้นต่อ ไม่กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวความเสี่ยง หรือ ปัญหาที่สามารถเกิดขึ้น แม้การทำอะไรแบบเดิมอาจช่วยให้ธุรกิจอุ่นใจ แต่มันก็มีข้อเสีย เพราะการไม่รับความเสี่ยง ทำให้นักธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจอื่นไป และไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งที่หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอได้ ดังนั้น นักธุรกิจทุกคนควรกล้าที่จะออกจาก comfort zone และตัดสินใจรับความเสี่ยงกัน การรับความเสี่ยงจะฝห้ประโยชน์ต่อการทำธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาธุรกิจให้กาวหน้าได้มากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเจอกับนวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น ช่วยให้เราเจอเจอกับโอกาสทางธุรกิจที่คู่แข่งมองไม่เห็น แถมยังช่วยให้ทุกคนพึ่งพอใจกับชีวิตมากขึ้นอีกด้วย เพราะคนที่กล้ารับความเสี่ยงจะไม่กลัวความล้มเหลว และพึ่งพอใจในทุกการตัดสินใจของตัวเอง สิ่งที่เราควรทำก่อนตัดสินใจรับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ความสามารถใน การรับความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่า หลับหูหลับตาตัดสินใจโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่มันต้องมันจำเป็นต้องมีความรู้ที่ช่วยให้เราสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีในทุกสถานการณ์ ซึ่ง UNLOCKMEN จะอธิบายต่อไปว่ามีอะไรบ้างที่เราควรทำก่อนรับความเสี่ยง ทำหัวให้โล่งก่อนตัดสินใจรับความเสี่ยง หากเราเครียด วิตกกังวล
ในโลกของอาชญากรรมบนแผ่นฟิล์ม มีหนังมากมายที่สร้างแรงบันดาลใจ และกลายเป็นเสมือนหมุดไมล์สำคัญ และท่ามกลางคาวเลือดและควันปืน หนังเรื่อง Scarface คือ 1 ในหนังขวัญใจคอหนังอาชญากรรมตลอดกาล แน่นอนว่านอกจากความดิบเถื่อนของหนังที่สาดซัดคนดูไม่มียั้งแล้ว คาแรคเตอร์สำคัญที่ผลักดันให้หนังเรื่องนี้อมตะและเป็น Pop Culture แห่งยุคสมัยคือชายหน้าบากที่เต็มไปด้วยความใจถึง ชั่วช้า บ้าคลั่ง กลายเป็นวายร้ายสุดเท่ที่โลกจดจำได้ติดตา เรามาทำความรู้จักผู้ชายสู้ชีวิตที่โชคชะตาลิขิตให้เขาเป็นวายร้ายแห่งโลกภาพยนตร์คนนี้ไปพร้อม ๆ กัน Tony Montana มหาวายร้ายแห่งหนัง Scarface Scarface คือการผสมผสานคาแรคเตอร์จากหนังผสมเหตุการณ์จริง ในปี 1980 ที่ประธานาธิบดี Fidel Castro ได้เปิดเมืองท่ามาริเอลในคิวบา เพื่อปลดปล่อยประชาชนจำนวนกว่า 125,000 คน ข้ามน้ำข้ามทะเลสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากผู้อพยพมากมายที่ต้องการไปตายเอาดาบหน้าในดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้แล้ว ยังมีกลุ่มเดนคนกลุ่มหนึ่งที่ปะปนอยู่ในนั้น นั่นคือเหล่านักโทษและเหล่าอันธพาลที่แฝงตัวมาขึ้นเรือร่วมกับผู้อพยพทั่วไปอีกด้วย และ 1 ในนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าบากที่ชื่อ Tony Montana หนุ่มเลือดร้อนที่พร้อมชนทุกสถานการณ์อย่างไม่เกรงกลัวใดๆ เพียงแค่ก้าวเท้าสู่อเมริกา เขาก็เริ่มหนทางที่จะพาเขาสู่ความยิ่งใหญ่ มันจะมีอะไรที่จะรวยเร็วไปกว่าการค้ายา ด้วยคาแรคเตอร์ของชายผู้มั่นใจในตัวเอง มีความโหดเหี้ยม เด็ดเดี่ยว เลือดร้อนถึงลูกถึงคน ก็ทำให้เขาค่อย ๆ ไต่เต้าจากเด็กล้างจานแห่งเมืองไมอามี่
สังคมการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ เพราะถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานที่ดี สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าขา เราก็จะสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพได้อยู่เสมอ แต่ใช่ว่าเราจะเจอกับเพื่อนร่วมงานที่เข้าขากันได้เสมอไป บางทีเราก็ต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีปัญหา หรือเหม็นขี้หน้าเราได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ Ben Franklin Effect ซึ่งจะช่วยให้เราผูกมิตรกับคนอื่นได้เก่งขึ้น Ben Franklin Effect คือ ปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาที่ระบุว่า คนที่เคยช่วยเหลือคนอื่น มีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือคนอื่นต่อไป โดยชื่อของมันมีที่มาจากเรื่องราวของ Benjamin Franklin นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งเขาเคยมีศัตรูคนหนึ่งที่อยากเปลี่ยนให้เป็นพรรคพวก จึงได้ใช้วิธีการขอยืมหนังสือหายากจากศัตรูคนนั้น และส่งคืนภายในสัปดาห์พร้อมกับคำขอบคุณ แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็เป็นมิตรต่อกันมากขึ้น และว่ากันว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกันจนวันตาย วิธีการสร้างมิตรแบบนี้ Benjamin Franklin เรียกว่า ‘Old Maxim’ แต่ภายหลังได้รู้จักกันในชื่อปรากฎการณ์ Ben Franklin Effect ซึ่งในปี 1969 ได้มีการศึกษาเรื่องนี้กันมากขึ้น โดยมีการศึกษาทดลองกับกลุ่มตัวอย่างราว 77 คน (ผู้ชาย 33 คน และหญิง 44 คน) พบว่าคนที่ให้ความช่วยเหลือศัตรูหรือคนที่เรารู้สึกไม่ชอบขี้หน้า จะรู้สึกดีกับคนนั้นขึ้นมาทันที (ถ้าคิดไม่ออก ให้นึกถึงความสัมพันธ์ของ
termช่วงนี้หลายคนคงสนใจการลงทุนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คริปโต ฟอเร็กซ์ หรือ หุ้น และได้ทยอยนำเงินจำนวนหนึ่งมา Invest ในสิ่งเหล่านี้กัน แต่ปัญหาอยู่ตรงที่มันมีความเสี่ยง กล่าวคือ เงินที่ลงทุนไปจึงไม่ได้ทำกำไรได้เสมอไป โอกาสที่เราจะบาดเจ็บจากการขาดทุนย่อยยับก็มี เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาความมั่นใจ และฟื้นฟูตัวเองจากปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เราเลยอยากจะมาแนะนำวิธีการรับมือในวันที่เจอกับความสูญเสียจากการลงทุน หยุดพัก การรู้จักควบคุมตัวเอง และหยุดพักจากการเทรด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเวลาที่เราเจอกับการสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น คนรักจากไป หรือ สูญเสียเงินก้อนโตเรามักถูกครอบงำด้วย ความกลัว ความโกรธ ความกังวล หรือ ความเครียด ซึ่งล้วนทำให้เราตัดสินใจได้แย่ลงเสมอ ดังนั้น ในวันที่เราขาดทุนย่อยยับ อย่าพยายามลงทุนเกินจำนวนเงินที่ตั้งไว้ เพื่อเรียกชดเชยความสูญเสีย แต่ควรหยุดและถอยออกมาตั้งหลักก่อนจะดีกว่า อย่ารีบร้อนกลับมาลงทุน การขาดทุนอาจทำให้เราเจอกับปัญหาด้านการเงิน เช่น ภาวะหนี้สิน ซึ่งปัญหามักทำให้เกิดความกดดันสูง และเป็นอุปสรรค์ต่อความสามารถในการลงทุน เราจึงควรจัดการกับมันให้เรียบร้อยก่อนจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง และไม่ควรใช้วิธีลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุนด้วยการเงิน เพราะมันมีความเสี่ยงสูงเกินไป ถ้าพลาดปัญหามันจะบานปลายกว่าเดิม จำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับเข้าสู่วงการ เพราะการลงทุนสมัยนี้สามารถทำได้ตลอดเวลา เราจึงมีเวลามากพอที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และหาวิธีที่ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น เอาชนะความกลัว แม้เราจะเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น ความมั่นใจของเราก็อาจจะยังไม่กลับมา เพราะประสบการณ์ในอดีตมักมีพลังสูงมากในการสร้างความกลัว และทำให้เราไร้ความมั่นใจ
ปกติเวลาเราแก้ปัญหา เรามักคิดวิธีแก้ปัญหาจากประสบการณ์หรือความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งบางครั้งมันก็อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถค้นพบวิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ ที่อาจมีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ประโยชน์เราได้มากกว่าวิธีคิดแบบเดิม เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการฝึกคิดนอกกรอบ หรือ Lateral Thinking เพื่อให้เราสามารถแก้ปัญหาที่เผชิญในชีวิตได้ดีขึ้น Lateral Thinking คืออะไร ? Lateral Thinking เป็นวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ยุคที่เกิดขึ้นในปี 1967 โดยนักจิตวิทยามือรางวัลชื่อว่า Edward de Bono ซึ่งแนวคิดนี้จะสนับสนุนให้มีการมองปัญหาจากมุมมองใหม่ เพื่อให้นักคิดค้นพบวิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ที่อาจถูกซ่อนอยู่ หากลองเปรียบเกมหมากฮอสเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ผู้เล่นที่มี Lateral Thinking จะไม่ใช้ตัวหมากฮอสที่มีอยู่ในการแก้ปัญหา แต่อาจจะเปลี่ยนมัน หรือ ใช้อย่างอื่นในการแก้ปัญหาแทน Lateral thinking จะเกี่ยวข้องกับ 4 ทักษะนี้ ได้แก่ การรับรู้ไอเดียหลักที่ส่งผลต่อความเข้าใจในปัญหา การค้นหาวิธีอื่นในการมองสิ่งที่อยู่รอบตัว การทำลายความไม่หยืดหยุ่นทางความคิด และรู้จักใช้โอกาสในการสนับสนุนไอเดียอื่น หากเราพัฒนาทักษะเหล่านี้แล้ว เราจะแก้ปัญหาได้ดีขึ้นและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นอย่างแน่นอน เราจะนำ Lateral Thinking มาใช้ได้อย่างไรบ้าง ? ข่าวดี คือ เราสามารถพัฒนา Lateral
เวลาใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกับคนอื่น สิ่งที่เราควรระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ Self-Serving bias เพราะมันจะทำลายความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นได้ และจะส่งผลเสียต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต Unlockmen เลยอยากมาแนะนำวิธีการพิชิต Self-Serving bias เพื่อให้ทุกคนสามารถยอมรับความผิดพลาดได้มากขึ้น และใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข อะไรคือ Self-Serving bias ? Self-Serving bias คือ ปรากฎการณ์ที่เราพยายามเคลมผลงานที่ดีว่าเป็นเพราะฝีมือหรือความสามารถของตัวเอง แต่กลับโทษอย่างอื่นหรือคนอื่นเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คนที่เชื่อว่าตัวเองได้รับการว่าจ้าง เพราะมีความสามารถ คุณสมบัติ หรือ ผลงานที่เหมาะสมกับการทำงาน แต่ตอนที่ไม่ได้รับเลือกกลับบอกว่า คนคัดเลือกไม่ชอบตัวเอง เป็นต้น ปรากฎการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ความพยายามในการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเอง (self-enhancement) ความพยายามในการรักษาคุณค่าในตัวเอง (self-esteem) มันอาจเป็นผลพ่วงของการมองโลกในแง่ดีมากเกินไป หรือแม้แต่ปัจจัยอย่างความแตกต่างด้านวัฒนธรรมก็มีผลต่อการเกิด Self-Serving bias ได้เช่นกัน ปัญหาของ Self-Serving bias คือ มันอาจทำให้เรากลายเป็นคนหลงตัวเอง (narcissism) และมีปัญหาในการทำงานหรือใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ เพราะเวลาทำงานพลาด คนที่ Self-Serving bias มักโทษคนอื่นมากกว่าโทษตัวเอง ซึ่งพฤติกรรมนี้นำไปสู่ความขัดแย้งและความพังทลายของความสัมพันธ์ได้
หากเราพูดถึงรองเท้าอันยอดเยี่ยมที่หนุ่ม ๆ อยากจะมีไว้ครอบครองหลายคนคงจะมีชื่ออยู่ในใจอย่าง Nike , adidas หรือแม้กระทั่งรองเท้าระดับกูตูร์อย่าง Balenciaga , Gucci , Givenchy และอีกมากมาย ทว่าหากเราเปลี่ยนคำถามเป็นว่ารองเท้าอะไรที่สวมใส่สบายแบบสุด ๆ จนคุณไม่อยากจะถอดมันออกจากเท้าเลย คุณคิดว่ารองเท้าคู่นั้นคือยี่ห้ออะไร ? ใช่เลยเรากำลังพูดถึง Crocs รองเท้าที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ และก้าวมาเป็นรองเท้าแห่งศตวรรษอย่างแท้จริง ด้วยสีสันหน้าประหลาดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าทรงโบราณ (Clogs) แต่ถูกพัฒนาให้เน้นเรื่องของฟังก์ชั่นสำหรับผู้สวมใส่สบายเป็นหลัก แต่ทำไปทำมาด้วยความแปลกอันมีเอกลักษณ์นี้หละที่ทำให้ Crocs กลายมาเป็น Must Items ที่เซเลปทุกคนมีติดบ้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษออกมาสำหรับนักสะสมไม่ต่างจาก Sneakers แบรนด์ดังเลยทีเดียว จุดยืนของ Crocs ในปัจจุบันแทบไม่รู้ว่าจะจัดให้พวกเขาอยู่ในประเภทใด เพราะผู้ใช้สามารถใส่เป็นรองเท้าลำลองสายสุขภาพ ออกไปเดินห้าง หรือแม้กระทั่งใส่ไปงานกาล่าดินเนอร์สำคัญ ๆ คู่กับ Blazer หรือ Suit ก็มีให้เห็นแล้วเช่นกันไม่ใช่เรื่องแปลกตาอะไร ซึ่งก่อนอื่นเลยเราจะขอมาเล่าเรื่องราวที่มาของแบรนด์ Crocs ก่อนสักเล็กน้อย เพื่อปูทางว่าทำไมพวกเขาถึงได้เข้ามามีบทบาทและเป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก Crocs, Inc ก่อตั้งโดย
ในวันที่โลกของดนตรีถูกทลายกำแพงด้วยความหลากหลาย ใครจะไปคาดคิดว่า 4 สาวจากอีกซีกโลกหนึ่ง จะนำพาภาพลักษณ์ของตัวตน และดนตรีร่วมสมัยจนสามารถปักหมุดความนิยมไปทั่วทั้งโลกได้ในระดับปรากฏการณ์ หากเอ่ยชื่อ BLACKPINK ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเธอทั้ง 4 แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเส้นทางแห่งความสำเร็จของพวกเธอ จากเด็กน้อยฝึกหัด กว่าจะมาเข้าสู่ค่ายเพลงเกาหลี ไปจนถึงความดังระดับโลกนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ ใครที่เคยคิดว่าแค่เต้นได้ หน้าตาดี แค่นี้ก็ดังได้ เราอยากให้มาดูกันว่าพวกเธอต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะอยู่จนถึงจุดสูงสุดขนาดนี้ ถึงแม้ BLACKPINK จะเป็นศิลปินเกาหลี แต่สาว ๆ ทั้ง 4 กลับมีที่มาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เริ่มต้นด้วย Jennie สาวเกาหลีที่ไปใช้ชีวิตในประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่เด็ก / Rose สาวเกาหลีที่เกิดและเติบโตในประเทศออสเตรเลีย / Jisoo สาวเกาหลีพี่ใหญ่จากกรุงโซล และ Lisa สาวสายเลือดไทยเพียงคนเดียว ที่ต้องต่อสู้กับความเหงา ความโดดเดี่ยวจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อมาไล่ตามหาความฝันซึ่งไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ทั้ง 4 ต่างรับรู้กันอย่างลึกซึ้ง โดยทั้ง 4 ข้ามน้ำข้ามทะเลจากต่างถิ่นต่างที่จนได้มาเจอกันที่ YG Entertainment เพื่อสานฝันในการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว YG Entertainment เป็นแหล่งรวมความฝันของหนุ่มสาวทั่วโลกที่ใฝ่ฝันอยากร่วมงาน


