เมื่อได้ชื่อว่าเป็นผู้ชาย ความชอบหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ในชีวิตเลยก็คือ “รถยนต์” แน่นอนว่าทุกคนอาจจะมีรถในฝันกันทั้งนั้น ซึ่งมันก็ไม่ต่างไปจากผู้ชายที่เราจะมาพูดคุยกับเขาในวันนี้ เพราะผู้ชายคนนี้เรียกได้ว่าเป็นคนที่คลั่งไคล้ในเรื่องของรถแบบสุด ๆ ถึงขั้นมีรายการที่เกี่ยวกับรถเน้น ๆ ที่เกี่ยวกับรถล้วน ๆ อย่าง “What The Fast” ออกมา นั่นคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก DJ.PETJAH หรือ คุณ เพชรจ้า- นายวิเชียร กุศลมโนมัย นั่นเอง วันนี้เราจะไปพูดคุยแบบเจาะลึกว่า จุดเริ่มต้นของความชื่นชอบในรถของ คุณ เพชรจ้า มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน รถคันไหนคือคันที่ชอบมากที่สุด รวมไปถึงข้อนี้ที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ เทคนิคในการดูแล และทำให้รถที่มีอยู่ในครอบครองทุกคันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และขับได้เนียนเต็มประสิทธิภาพ เพราะต้องบอกเลยว่า รถแค่ละคันที่ คุณ เพชรจ้า สะสมเอาไว้นั้น มีทั้งเก่า และใหม่ มีครบทุกสายเลยไม่ว่าจะเป็นรถซิ่ง JDM รถเครื่องใหญ่ทรงพลังอย่าง American Muscle รวมไปถึง Super Car จากอิตาลี วันนี้ทุกจะได้รู้กันแบบหมดไส้หมดพุงแน่นอน “ชอบรถตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงชอบรถ
ตอนนี้มีเทรนด์การแต่งตัวที่น่าสนใจ และอยากผู้ชายทุกคนลองแต่งตามกันในฤดูร้อน นั่น คือ ‘Nautical Style’ ซึ่งเป็นเทรนด์การแต่งตัวที่ช่วยให้เราดูคมเข้มมากขึ้นกว่าเดิมได้ แถมยังเหมาะกับใส่ไปเที่ยวทะเลอีกด้วย บอกเลยว่าในช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ผู้ชายต้องลองแต่งตัวแนวนี้ดูสักครั้งหนึ่ง ! อะไร คือ ‘Nautical Style’ ‘Nautical’ เป็นคำภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า ทะเล เรือ และการเดินเรือ การแต่งตัวแนว Nautical Style จึงหมายถึงสไตล์การแต่งตัวที่ได้รับอิทธิพลมาจากคนทำงานบนเรือเช่น ทหารเรือ หรือ ชาวประมง โดยที่มาของการแต่งตัวแนวนี้ ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอาณานิคมยุโรป (กลางศตวรรษที่ 19) ซึ่งตอนนั้น สหราชอาณาจักรยังอยู่ภายใต้การปกครองของควีนวิคตอเรีย กองทัพเรือถือเป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจที่สำคัญของสหราชอาณาจักร เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงปลายศตวรรษ 19 ยุคนั้นการล่าอาณานิคมต่าง ๆ ต้องทำบนทะเล และราชนาวีของสหราชอาณาจักรถือว่าน่าเกรงขามและมีแสนยานุภาพมากที่สุดในโลกในตอนนั้น ด้วยเหตุนี้เอง ชุดทหารเรือ จึงเป็นตัวแทนของอำนาจ ความจงรักภักดี และความกล้าหาญ ความนิยมใน Nautical Style เริ่มขึ้นตั้งแต่ในปี ค.ศ.1846 โดย ควีนวิคตอเรียได้ทรงสั่งตัดชุดกะลาสี (Sailor
ศิลปินฮิปฮอปกวนส้นเท้า / นักข่าวป่วนที่ชวนระอา / เผด็จการบ้าอำนาจ หรือดีไซน์เนอร์แต๋วแนวกัดจิก ทั้งหมดทั้งมวล เกิดจากตัวตนของผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่เพิ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำนักแสดงนำชายสาขาภาพยนตร์เพลงและตลกมาหมาด ๆ จากภาคต่อของหนังโคตรกวนแต่ฮิต Borat ด้วยคาแรคเตอร์ที่ชอบสร้างสถานการณ์สุดประหลาดผ่านการถ่ายทำสารคดีเก๊ (Mockumentary) ที่คนดูโคตรขำ แต่คนถูกอำมักไม่ค่อยจะฮาด้วย การจิกกัดสังคมแบบสุดห่าม ทำให้ชายหนุ่มจากอังกฤษคนนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักดูหนังที่ชอบความเกรียน และเฝ้าติดตามผลงานเรื่องต่อไปว่าเขาจะมาในคาแรคเตอร์ไหนอยู่เสมอ กระทั่งปีที่ผ่านมาการแสดงของเขาไม่ถูกจัดอยู่เพียงบทบาทฮา ๆ แต่ยังเดินหน้าสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแสดงระดับคุณภาพที่ทำให้ได้เข้าชิงรางวัลสมทบฝ่ายชายยอดเยี่ยมจาก The Trial of the Chicago 7 อีกด้วย วันนี้เราขอพาย้อนไปทำความรู้จักคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ที่สร้างชื่อให้กับเขา และจะพบว่าแต่ละตัวละครที่เขารับบทบาทนั้น กล้า ซ่า และบ้าดีเดือดขนาดไหน ก่อนหน้าที่ Sacha Baron Cohen จะหันเหเข้าสู่วงการตลก เขามีดีกรีถึงนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์จากมหาลัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก่อนจะค้นพบพรสวรรค์จากการเล่นตลกเมื่อเขาไปเรียนการแสดงเสริมที่ปารีส และเริ่มสร้างตัวตนผ่านคาแรคเตอร์แร๊ปเปอร์สุดแสบที่ชื่อ Ali G ที่เริ่มต้นจากแก๊กสั้นๆในรายการ The 11 O’Clock Show ของ Channel 4
เนื้อเรื่องของดาบพิฆาตอสูรภาคต่อใน Anime ที่เน้นการผจญภัยใน ‘โยชิวาระ’ ย่านอโคจรที่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเข้มงวดเหมือนด่านตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินในยุคปัจจุบัน อยู่ ๆ ดินแดนแห่งความรื่นเริงใจของบุรุษกลับเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เหมือนกับว่ามีปีศาจร้ายออกอาละวาด หน่วยพิฆาตอสูรแห่งยุคไทโช จึงต้องตามหาต้นตอของปัญหา จัดการเหล่าร้ายร่วมกับ ‘อุซุย’ เสาหลักเสียง …และนี่คือเรื่องราวคร่าว ๆ ของ ดาบพิฆาตอสูรแอนิเมชันซีซัน 2: ย่านเริงรมย์ ต้องเกริ่นกันไว้ก่อนว่า NIHON STORIES ตอนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการดื่มด่ำกับบรรยากาศของโยชิวาระในยุคไทโชที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน อาจจะมีเนื้อหาที่ผู้รอชมแอนิเมชันอย่างใจจดใจจ่อแต่ไม่เคยอ่านมังงะไม่ควรได้รู้ตอนนี้ (เพราะจะเป็นการสปอยล์ให้เสียอารมณ์) ส่วนที่สองคือพาร์ทที่สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเปิดเผยเนื้อเรื่อง เนื่องจาก UNLOCKMEN เตรียมแผนไว้ในอนาคตข้างหน้า กับโยชิวาระในยุคปัจจุบัน หากโควิด-19 จบลงเมื่อไหร่ สถานที่ในมังงะก็กำลังรอให้ทุกคนได้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อย้อนรอยความยิ่งใหญ่ของย่านบันเทิงที่มีปีศาจสิงสู่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น *เนื้อเรื่องส่วนนี้มีการสปอยล์ต่อคนที่ยังไม่ได้อ่านมังงะ เนื้อเรื่องของดาบพิฆาตอสูรเล่ม 9 เริ่มต้นกับบท ‘แผนแทรกซึมเข้าย่านเริงรมย์’ หากใครเคยอ่านบทความของ NIHON STORIES ก่อนหน้านี้ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของดินแดนต้องห้ามโยชิวาระ จะรู้กันดีว่าบุรุษที่ต้องการเข้าเมืองนั้นไม่สามารถพกอาวุธ หรือเดินดุ่ม ๆ ไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าย่านนี้ได้ หากจะทำอะไรบางอย่างนอกเหนือเพลิดเพลินกับสาวงามในโยชิวาระ ทุกอย่างต้องวางแผนไว้อย่างรอบคอบก่อนเสมอ กฎข้อบังคับที่เข้มงวดตั้งแต่หน้าประตู ทำให้อุซุยที่พยายามเข้าโยชิวาระในฐานะลูกค้าเพื่อสืบข้อมูล แต่เขากลับไม่ได้อะไรมากมายกลับมา
ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับการพูดคุยใน Application สุดฮิตในตอนนี้อย่าง Clubhouse เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งทางทีม UNLOCKMEN ได้ตั้งหัวข้อที่ชื่อว่า “ไถ แล้วไปไหน?” เพื่อเชิญเพื่อน ๆ ที่ให้ความสนใจในกีฬา Surf Skate มาพูดคุยแสดงคิดเห็นกัน โดยมีการเชิญ 4 นักเล่นเซิร์ฟสเก็ตชั้นเซียนมาพูดคุย และร่วมตอบคำถามจากทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ซาร่า โฮเลอร์, เป้ อารักษ์, ต๊ะ Surfer’s Holiday และ แมน Hyperman พร้อมคุณเต้ ภูริต Singha ที่ได้มาร่วมแจมกับเราด้วย ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยในวันนั้นค่อนข้างจะออกรสชาติ และมีเรื่องราว รวมไปถึงประเด็นมากมายที่น่าสนใจหลายเรื่อง สำหรับคนที่พลาดไปในวันนั้น หรือเข้ามาช้า พลาดช่วงการสนทนาบางช่วงไปก็ไม่ต้องเสียดายไป เพราะวันนี้เราได้สรุปสาระของพูดคุยกันในวันนั้นมาให้ทุกคนอ่านกัน บอกเลยว่า เต็มไปด้วยสาระความรู้ และเปิดโลกการเล่นเซิร์ฟสเก็ตได้มากเลยทีเดียวเชียว ช่วงพูดคุย หลังจากที่เปิดห้องการสนทนาได้ไม่นาน แฟน ๆ ก็เริ่มทยอยกันเข้ามาจอยกัน และได้สาวสวยอย่างคุณ ซาร่า
ตั้งแต่เด็กจนโต หลายคนคงเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจในตัวเองกัน ไม่ว่าจะเป็น ได้คะแนนสอบต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ จีบสาวไม่ติด วิ่งแข่งแพ้เพื่อน หรือ โดนวิจารณ์เรื่องรูปร่างหน้าตา ฯลฯ ซึ่งตอนแรก ๆ ที่เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ เราคงเริ่มสงสัยในตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สิ้นหวัง และรู้สึกว่าตัวเองสามารถพัฒนาต่อได้ แต่พอเจอกับเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ เข้า ความคิดของเรามักจะเปลี่ยนไปจากเดิม และเริ่มเชื่อว่า “ตัวเองแย่จริง” หรือ เชื่อว่า “ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้อีกแล้ว” และนิสัยเกลียดตัวเอง (self-loathing) ก็เริ่มปรากฎออกมาอย่างเห็นได้ชัด เรามองว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนที่เกลียดตัวเองมักไม่มีความสุขในชีวิต และยังขาดสกิลทางจิตใจต่าง ๆ ด้วย เราเลยอยากจะมาแนะนำวิธีที่จะช่วยให้เราเลิกเกลียดตัวเอง และสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เหมือนเดิม WHAT IS SELF-LOATHING ? อาการเกลียดตัวเอง (self-loathing) คือ การที่เราเกลียดอะไรบางอย่างของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น นิสัย พฤติกรรม หรือ รูปร่างหน้าตา โดยคนที่มีอาการเกลียดตัวเองมักชอบพูดว่า ตัวเองไม่ดีอย่างนั้น หรือ ยังดีไม่พอสำหรับเรื่องนี้ พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าทุกครั้งที่มีช่องว่างให้กรอกว่าความสามารถพิเศษของเราคืออะไร แล้วในหัวมีแต่ความงุนงงว่างเปล่าไม่รู้จะเติมอะไรลงไป จนต้องฮัมเพลง “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ”กับตัวเองเบา ๆ ทุกครั้ง เราคือเพื่อนกัน เชื่อเถอะว่าบนโลกที่เรียกร้องให้ใคร ๆ ก็ต้องเก่ง ต้องพิเศษ ต้องเจ๋ง ไม่ได้มีเราคนเดียวแน่ ๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองช่างห่วยเหลือเกินที่ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรกับเข้าบ้างเลย แต่วันนี้ UNLOCKMEN อยากตะโกนบอกคุณว่า หยุดคิดอย่างนั้นเดี๋ยวนี้นะ! การไม่มีความสามารถพิเศษ หรือสกิลเทพที่โดดเด่นจนใครต้องเหลียวมองมันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณคิด แถมวันนี้เรายังพกเอาเคล็ดลับหนึ่งเดียวมาฝาก ต่อให้คุณไม่มีความสามารถพิเศษใด ๆ ก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยเคล็ดลับนี้ แม้เราจะกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเชื่ออยู่ว่า จริงเหรอ? ไม่มีความสามารถพิเศษเด่น ๆ แต่เราก็จะสามารถประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นเขาได้จริง ๆ น่ะเหรอ UNLOCKMEN อยากให้คุณเปิดใจ แล้วค่อย ๆ เรียนรู้วิธีคิดนี้ไปด้วยกัน ข่าวดีอย่างแรกก็คือเราไม่ได้รู้สึกอย่างนี้อยู่คนเดียว การรู้สึกว่าฉันไม่เก่ง ฉันไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเป็นความรู้สึกที่แทบทุกคนคิด แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญก็คือในบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จนั้นมันมีน้อยคนมากที่มีความสามารถพิเศษสุดในจักรวาลแล้วประสบความสำเร็จ เพราะนอกนั้นเขาก็รวบรวมหลาย ๆ สกิลของตัวเองมาประสบความสำเร็จทั้งนั้น อาจจะยังมองไม่เห็นภาพ ลองนึกถึง Bill Gates เจ้าพ่อไมโครซอฟต์ที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก ถามตัวเองดูสิว่า
“ผมตื่นเช้ายิ้มรับโลกที่แสนสงบสุข เรียกแท็กซี่ออกไปทำงานในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนแบบชิล ๆ ทุกคันยินดีรับไปส่งทุกที่แบบไม่มีข้อแม้ ถนนหนทางในกรุงเทพฯ ก็ช่างโล่ง ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทุก ๆ วันของผมเป็นวันที่ดี ชีวิตนี้ผมมีความสุขทุกนาที” ใช่ครับ ผมกำลังโกหกคุณอยู่ ทำไมคนเราถึงชอบโกหกกันนัก ? เรื่องนี้นักจิตวิทยาให้คำตอบไว้ว่า เรามักจะเผลอโกหกเพื่อให้คนที่เจอกันครั้งแรกประทับใจ บ้างก็ไม่อยากให้คนอื่นเจ็บปวด อยากยุติปัญหา หรือพยายามปรุงแต่งคุณค่าของตัวเองเพื่อเข้าสังคม ส่วนที่หนักที่สุดก็คือการโกหกแบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าติดเป็นนิสัยไปเลย ถ้าโลกนี้มีแต่ความซื่อสัตย์ก็จะโคตรดี โชคร้ายที่โลกของความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น อ่าว แล้วเราจะดูออกได้อย่างไรว่าคนข้างหน้ากำลังโกหกเราอยู่หรือเปล่า อย่ากังวลครับ ทีมงาน UNLOCKMEN มีวิธีอ่านความจริง–เท็จจากภาษากายเบื้องต้นจากนักจิตวิทยาฝากกัน โดยจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ท่าทางเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในร่างกายตามธรรมชาติ เราไม่ได้บอกให้มองโลกในแง่ร้ายนะ แต่อยากให้เตรียมพร้อมรับมือจอมโกหกที่เราอาจเจอในชีวิตประจำวัน Step 1: ดูท่าทีที่มือก่อน ถ้าคนที่คุยคุยด้วยเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง มีความเป็นไปได้ว่าเขากำลังคิดไม่ซื่อกับคุณ ไม่ก็กำลังเจ็บปวด เศร้าใจ วิตกกังวล อันนี้ต้องดูดี ๆ ว่าควรจะเผื่อใจระวังหรือควรถามสารทุกข์สุขดิบมากกว่ากัน แต่ถ้ามือไม้เขาดูเป็นธรรมชาติ ปล่อยมือแบออกสบาย ๆ ก็พอจะเบาใจได้ว่าคนตรงหน้าไม่น่าจะโกหกกัน ในทางกลับกัน หากคู่สนทนากำหมัดคุยกับเราก็อาจตีความได้ว่าเขากำลังจะพูดปด มีความทุกข์
‘ฝั่งธน’ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เสมอ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่รวบรวมความเก่าแก่ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตึกเก่า ชุมชนเก่า วัดเก่า ไปจนถึง ร้านคาเฟ่สไตล์สไตล์เก่าหลายแห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ สถานที่ที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ตั้งอยู่ในย่านบางแวก และเรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กของคนรักรถเลยก็ว่าได้ เพราะ มัน คือ ร้านอาหารและคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอู่รถคลาสสิก 911 GARAGE ร้านนี้มีชื่อว่า Folktales Cafe & Bistro และเป็นร้านที่เปิดมานานกว่า 2 ปีแล้ว เมื่อไปถึงร้านเราสามารถชมความงามของรถคลาสสิกจำนวนไม่น้อยกว่า 50 คัน ทานอาหาร หรือ จิบกาแฟ ในบรรยากาศสไตล์ย้อนยุคได้แบบฟิน ๆ ตามเรามา เดี๋ยวจะพาไปดูว่าร้านเป็นยังไงบ้าง ความเป็นมาของ Folktales ในปี พ.ศ.2561 กลุ่มคนรักรถคลาสสิกตัวยงได้รวมตัวกันสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนสามารถใช้เวลากับครอบครัวและคนรักได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองได้ จึงเกิดเป็น Folktales Cafe & Bistro ร้านคาเฟ่และร้านอาหารสไตล์ย้อนยุคที่รายล้อมไปด้วยสวนสีเขียวชะอุม รวมถึงรถคลาสสิกจำนวนหลายสิบคันที่สับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยชื่อร้าน Folktales มีความหมายว่า “เรื่องราวที่เล่ากันมาแบบปากต่อปาก” ตอกย้ำปรัชญาของร้านอีกอันหนึ่ง คือ
เพราะโหยหาบรรยากาศของเทศกาลดนตรี ชาวเมืองผู้ดีหลังจากเผชิญหน้ากับวิกฤติ COVID-19 มาตั้งแต่ปี 2020 จนถึง 2021 ที่ระบาดแล้วระบาดอีก ตอนนี้เริ่มระดมการฉีดวัคซีนป้องกัน และรัฐบาลก็ค่อย ๆ ปลดล็อกบางเมืองบางแห่งให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติบ้างแล้ว ซึ่งวัฒนธรรมของคน UK ก็ไม่รอช้า เมื่อทราบข่าวการเปิดขายตั๋ว Early Bird เทศกาลดนตรีบางแห่ง ก็แห่กันรุมจองตั๋วกันจน Sold Out อย่างรวดเร็วสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Boris Johnson นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผ่อนปรนการล็อคดาวน์รวมไปถึงคลายล็อคกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วไว โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะให้สังคมกลับคืนสู่ความปกติสุขอย่างสิ้นเชิงภายในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ซึ่งเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ก็ขานรับนโยบายนี้ด้วยการเริ่มประกาศขายตั๋วเทศกาลดนตรีล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีอิเลคทรอนิคส์ Field Day Festival ที่จะจัดในวันเสาร์ที่ 10 กรกกฎาคม หรือเทศกาลอย่าง Reading & Leeds Festival ที่จัดขึ้นในวันที่ 27-29 สิงหาคม โดยมีเฮดไลน์ตัวเป้งๆอย่าง Liam


