ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น สำนวนไทยที่เราได้ยินบ่อย แต่อาจใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ เพราะเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนหลายคน มันจึงพัฒนาไม่ได้หากมีใครที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียว และในการสร้างความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จ เราอาจต้องคิดถึงเรื่องความเข้ากันได้ระหว่างเราและฝ่ายตรงข้ามด้วย เพราะหลายครั้งที่เราเห็นการพยายามปรับเข้าหากัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย วันนี้ UNLOCKMEN จะมาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจถึงเรื่องนี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ว่าทำไม ความคล้ายกัน ถึงทำให้ความสัมพันธ์ไปได้ไกลกว่า ก่อนอื่นเราอยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่า ความคล้ายคลึงกันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ได้แก่ คล้ายคลึงกันจริง (Actual similarity) และ เชื่อว่าคล้ายคลึงกัน (Perceived similarity) พูดง่ายๆ คือ คนๆ หนึ่งอาจคล้ายกับอีกคนหนึ่งจริง หรือ เชื่อว่าตัวเองคล้ายกับอีกคนหนึ่ง เช่น เราเชื่อว่าเราชอบสีดำเหมือนที่แฟนเราชอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น แต่อย่างน้อยในเวลานั้น เราก็มีความรู้สึกชื่นชอบสีดำเกิดขึ้นแล้วนั่นเอง ซึ่งในท้ายที่สุดท้ายก็อาจพบว่าตัวเองคิดผิดก็เป็นได้ แต่อย่างน้อยก็มีความคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอยู่ในความรู้สึกแล้วนั่งเอง (ต่างกับความรู้สึกว่า เราไม่มีอะไรคล้ายกันหรือเข้ากันได้เลย และพยายามทดลองปรับตัวเข้าหากันนะครับ) ความคล้ายคลึง 2 ประเภทนี้จะมีบทบาทต่อการสร้างความสัมพันธ์ในบริบทที่แตกต่างกัน actual similarity จะมีบทบาทสำคัญมากในตอนที่ความสัมพันธ์ยังไม่เริ่ม โดย ยิ่งเรามีข้อมูลเกี่ยวกับคนนั้นน้อยเท่าไหร่
“การนอนหลับ” ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายและสมองของมนุษย์ได้ชาร์จพลังเพื่อกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งได้อย่างมีคุณภาพ พอ ๆ กับที่การนอนหลับก็ยังมีหลากหลายแง่มุมที่มนุษย์ยังพยายามหาคำตอบ รวมถึงคำถามที่ว่าทำไมบางคนถึงได้นอนหลับง่ายดายและแสนสุข ในขณะที่หลายคนกลับทนทุกข์ทรมาน เพราะไม่สามารถนอนหลับให้เพียงพอได้เลย สารพัดปัจจัยที่ถูกนำมาศึกษาหาคำตอบ ทั้งเรื่องการดื่มกาแฟมากไป พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม การเข้านอนและตื่นนอนไม่เป็นเวลา ไปจนถึงการใช้สมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน ฯลฯ หรือแม้กระทั่ง “รายได้” ก็กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนได้เหมือนกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประเทศสหรัฐอเมริกาทำแบบสำรวจสอบถามกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา 140,000 คน ระหว่าง ค.ศ. 2011-2014 พบว่ารายได้ส่งผลต่อคุณภาพการนอนของผู้คน โดยรายได้ที่สูงขึ้นมีแนวโน้มจะทำให้คนนั้นสามารถพักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดคืนมากขึ้นตามไปด้วย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประเทศสหรัฐอเมริกานิยามการ “พักผ่อนเต็มที่ตลอดคืน” ไว้ที่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่ำกว่า “เส้นแบ่งความยากจน” ของประเทศ มีเพียง 64.8% ที่นอนหลับอย่างมีคุณภาพ นั่นหมายความว่า 1 ใน 3 ของคนที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน) มีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี ไม่สามารถเข้าถึงการพักผ่อนที่เพียงพอได้ ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนนั้น มีคุณภาพการนอนที่ดีกว่า แล้วใช้อะไรกำหนดว่าใครรวยกว่า ใครจนกว่า? คำตอบก็คือ “เส้นแบ่งความยากจน” ที่ถือเป็นระดับรายได้อันเพียงพอจะใช้ชีวิตในประเทศหนึ่ง โดยแต่ละประเทศก็มีเส้นแบ่งที่แตกต่างกัน ประเทศพัฒนาแล้วจึงอาจมีเส้นแบ่งความยกจนสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา เส้นแบ่งความยากจนของสหรัฐฯ ณ
อย่าเพิ่งเสียใจไปหากวันนี้คุณยังจับต้นชนปลายให้กับชีวิตตัวเองยังไม่ได้ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับความยากง่ายในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันไป อุปสรรค ปัญหา กับชีวิตคนเราเหมือนเป็นของคู่กัน เพราะว่ามีน้อยคนมากที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่เคยผ่านการล้มเหลวมาก่อน ลองดูเรื่องราวของบุคคลระดับโลกต่อไปนี้กว่าที่กว่าเขาจะกลายเป็นคนดังประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงระดับโลกได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง Thomas Alva Edison ความล้มเหลวของ Thomas Alva Edison ถูกใช้สอนอย่างแพร่หลายในเรื่องความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะกว่าที่เขาจะค้นพบวิธีการสร้างหลอดไฟได้ Edison ต้องผ่านการทดลองที่ล้มเหลวมากว่า 10,000 ครั้งกว่าจะเจอผลลัพธ์ที่ใช่ หรือแม้กระทั่งในวัยเด็กเขาถูกไล่ออกจากโรงเรียน และถูกปฎิเสธงานอีกมากมาย จนไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้เขาจะกลายเป็นบิดาแห่งสิ่งประดิษฐ์มากมาย ” I have not failed, I’ve just found 10,000 ways that won’t work “ Michael Jordan ก่อนที่ Michael Jordan จะกลายเป็นนักบาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประวัติศาสตร์บาสเก็ตบอลเคยมีมา เขาเคยผ่านการล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน เพราะครูฝึกหลายคนปฎิเสธที่จะรับตัวเข้าทีม เนื่องจากรูปร่างที่เล็กเกินไป หรือแม้กระทั่งตอนที่เข้าร่วมลีค NBA แล้วก็ตาม adidas ยังปฎิเสธข้อเสนอสปอนเซอร์ให้กับ Michael Jordan เนื่องจากคิดว่าเขาคงจะไม่ประสบความสำเร็จในการเล่นอาชีพทั้งที่ Jordan อยากจะเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ
ในทุกแวดวงไม่ว่าวงการกีฬา ดนตรี ภาพยนตร์ ต่างก็มีคนดังหรือซูเปอร์สตาร์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น แน่นอนว่าต้องรวมถึงวงการภาพยนตร์ผู้ใหญ่หรือวงการ AV ที่พระเอกและนางเอกต่างสั่งสมประสบการณ์จนเป็นที่รู้จัก มีผลงานมากมายหลายเรื่อง ผ่านการพิสูจน์ตัวเองหลายต่อหลายครั้งดังเช่นป๊า ชิเงโอะ โทคุดะ (Shigeo Tokuda) ราชาเอวีรุ่นเก่าของวงการหนังผู้ใหญ่แห่งเกาะญี่ปุ่น หากดูหนังเอวีนักแสดงหญิงส่วนใหญ่ต้องสวย ขาว หน้าตาน่ารัก และหน้าอกใหญ่ (ยุคหลังเริ่มมีนางเอกเอวีรุ่นคุณป้ามากขึ้นแล้ว) ทว่านักแสดงฝ่ายชายมีหลากหลายกว่านางเอกเอวี บางเรื่องเป็นหนุ่มใหญ่รับบทนักธุรกิจเก็บกด บางเรื่องเป็นหนุ่มวัยรุ่นวัยใสหุ่นแบบไอดอลเกาหลี หลายเรื่องเป็นผู้ชายธรรมดาไม่ได้มีกล้ามหรือซิกซ์แพคสวย ๆ แต่กลับแทนที่ด้วยพุงหรือหุ่นตามความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่ รวมไปถึงนักแสดงรุ่นคุณปู่ตัวเล็กพุงพลุ้ยก็เป็นพระเอกได้เหมือนกัน ตลาดหนังเอวีที่เติมเต็มความพึงพอใจของผู้ชมสูงวัยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงทำให้เราได้เห็นหนังเอวีแนวใหม่ที่นางเอกเป็นรุ่นคุณป้าส่วนพระเอกเป็นรุ่นคุณลุงมากขึ้น ค่ายทำหนังผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยพยายามตีตลาดผู้สูงอายุด้วยการเปิดออดิชันนักแสดงวัย 40-50 ไม่จำกัดหุ่น สัดส่วน หรือหน้าตา แต่เน้นกันที่แอคติ้งและอารมณ์ร่วม แรกเริ่มการเลือกนักแสดงมักจำกัดอายุอยู่ที่ 40-50 ปี เราจะเรียกพวกเขาว่าหนุ่มใหญ่หรือสาวใหญ่ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังมานี้อายุของนักแสดงเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเตะหลัก 70-80 ปี เลยก็มี ดังเช่นป๊าชิเงโอะ โทคุดะ ที่เข้าวงการหนังเอวีเพราะเบื่อชีวิตวัยเกษียณไร้แก่นสาร เลยไปออดิชันบทโดยไม่ได้บอกภรรยาและครอบครัว ผลงานของป๊าตั้งแต่เข้าวงการจนปัจจุบันอยู่ในหลักร้อยกว่าเรื่อง ปีหนึ่งถ่ายทำมากกว่า 60 เรื่อง
“เป็นเมียเราต้องอดทน” เรามั่นใจว่าใครหลายคนยังจดจำประโยคนี้จากหนังเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมืองได้ขึ้นใจ แม้วันเวลาจะล่วงเลยจากปีที่หนังฉายครั้งแรกมา 23 ปีแล้วก็ตาม พอ ๆ กับที่ไม่มีแม่นาคพระโขนงเวอร์ชันไหนจะทำให้เราอกสั่นขวัญผวาได้มากเท่ากับภาพจากหนังเรื่องนางนาก ที่แม่นาคผมสั้นกุด ฟันดำมะเมื่อมจากการเคี้ยวหมาก ห้อยหัวลงมาจากเพดานวัด ภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องนี้และอีกหลายเรื่องคือฝีมือการกำกับของ “อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร” ที่แรกเริ่มเราอาจรู้จักเขาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ แต่วันนี้เขานิยามตัวเองว่า “คนทำหนัง” หรือถ้าให้ชัดกว่านั้น “คนทำหนังที่มีความสุข” ตอนนี้เขาเตรียมโปรเจกต์ของตัวเองอยู่ เขียนบทหนังอีก 2-3 เรื่อง ทั้งหนัง ทั้งซีรีส์ รวมถึงงานโปรดิวเซอร์ แต่หากเบื้องหน้าคือหนังชวนให้จดจำ วลีเด็ดชวนให้กล่าวขาน และสารพัดภาพในตำนานที่ใคร ๆ ก็กล่าวถึง การได้สนทนากับเขาในวันนี้กลับพาเราขุดลึกลงไปเบื้องหลังความสำเร็จตลอดหลายสิบปีในการทำหนัง เบื้องหลังถ้วยรางวัลเรียงราย ภายใต้การอดทนรอจังหวะที่ใช่ การทำงานงานหนัก และการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด คือตัวตนของเขาที่น่าสนใจไม่แพ้หนังเรื่องไหน ๆ ของเขาเลย เมื่อเจอ “การทำหนัง” ก็เจอความสุขที่ตามหามาทั้งชีวิต “รักแรกพบ” ใครหลายคนอาจลืมไปแล้วว่าวินาทีแรกที่เราตกหลุมรักใครสักคนหรือสิ่งสักสิ่งนั้นให้ความรู้สึกเช่นไร? แต่ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรานี้ กลับต่างออกไป เพราะวินาทีแรกที่เขาได้รู้จักการทำหนัง
หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ประมาณว่า “งานจะต้องส่งพรุ่งนี้แล้ว แต่วันนี้ยังทำไม่เสร็จ และรู้สึกขี้เกียจเป็นอย่างมาก” อันเกิดจากการไม่ยอมทำงานให้เสร็จตั้งแต่เนิน ๆ แต่ได้ขยับ timeline ไปเรื่อย ๆ จนถึงหนึ่งวันก่อนส่งงาน บางคนอาจเริ่มโทษความขี้เกียจของตัวเอง ว่ามีมากเกินไปจนไม่ยอมทำงานให้เสร็จและรู้สึกกระวนกระวายกลัวจะทำงานเสร็จไม่ทัน ความขี้เกียจเป็นปัญหาหรือไม่? แล้วเราจะทำให้ตัวเอง productive ขึ้นมาได้อย่างไร? UNLOCKMEN จะไขข้อข้องใจเหล่านี้เพื่อให้ทุกคนได้ปลดล็อกศักยภาพให้เอง ความขี้เกียจเกิดจากอะไร? ว่ากันว่ามนุษย์ขี้เกียจกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดั้งเดิมจำเป็นต้องเก็บสะสมพลังงานเพื่อความอยู่รอด หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า ร่างกายของมนุษย์ใช้พลังงานในการทำงานเยอะมาก (อย่างสมองมีน้ำหนักราว 2% ของร่างกาย แต่กินพลังงานที่ร่างกายได้รับต่อวันทั้งหมดถึง 20%) ความขี้เกียจจึงอาจเข้ามาช่วยให้มนุษย์ไม่ใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองเกินไปนั่นเอง แต่ต้นเหตุของความขี้เกียจก็ไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ความขี้เกียจเข้าครอบงำ ได้แก่ ความกลัว (fear) ความขี้เกียจและความกลัวดูจะมีความสัมพันธ์กัน ความขี้เกียจเปรียบเหมือนพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) สำหรับหนีความกลัวที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น กลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวว่าจะตอบสนองความคาดหวังของคนอื่นไม่ได้ ความกลัวในลักษณะนี้หนักหน่วง และเป็นภาระต่อร่างกาย ทำให้เกิดความเครียด เราจึงต้องขี้เกียจ และผัดวันประกันพรุ่ง (procrastination) เพื่อปัองกันการเผชิญหน้ากับความกลัวทั้งๆ ที่เรายังไม่พร้อม ซึ่งบางคนกว่าจะรู้สึกพร้อมก็ใช้เวลานานพอสมควร ภาวะซึมเศร้า
แม่ คือมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความอบอุ่นทั้งมวลของโลกใบนี้ เมื่อไรที่พูดถึงแม่ เรามักนึกถึงกลิ่นอาหารที่รอเราอยู่ที่บ้าน อ้อมกอดนุ่ม ๆ ที่พร้อมโอบรับเราอยู่เสมอ น้ำเสียงปลอบโยนที่พร้อมอยู่ข้างเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฯลฯ อย่างไรก็ตามความเป็นแม่ก็คือความเป็นมนุษย์ แม้ลูกทุกคนจะมีภาพจำว่า “แม่ = ความอบอุ่น อ่อนโยน” แต่เพราะการเป็นแม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อแม่ต้องปกป้องลูกให้พ้นจากภัยอันตราย หรือวันที่แม่เหนื่อย เมื่อนั้นเองที่เราจะได้เข้าใจว่าแม่ไม่ได้มีแค่ด้านละมุน ๆ เท่านั้นแต่แม่โหด ๆ แกร่ง ๆ หรือแม้แต่แม่ด้านอ่อนแอก็มีเช่นกัน UNLOCKMEN ชวนต้อนรับบรรยากาศวันแม่แห่งชาติ ด้วยการพาไปรู้จักความเป็นแม่ที่ไม่เคยง่าย ผ่านตัวละครแม่ ๆ หลายมิติจากหนัง 5 เรื่อง จะชวนแม่มาดูด้วยกันให้มันส์ระเบิดก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด A Quiet Place เป็นแม่ในสภาวะปกติธรรมดาก็เหนื่อยหัวหมุนสายตัวแทบขาดแล้ว แต่การเป็นแม่ในโลกที่พังพินาศ มีสัตว์ประหลาดบุกโลก และทางเดียวที่จะรอดก็คือต้องใช้ชีวิตให้เงียบกริบเข้าไว้ ชีวิตผู้ใหญ่ที่เคยใช้ชีวิตแบบมีเสียงอะไรแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องหันมาทำทุกอย่างให้เงียบใบ้ไร้เสียงก็ไม่ง่ายแล้ว แต่ A Quiet Place พาเราไปดูความทรหดของพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก 2 คน ที่ต้องคอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ เผลอทำเสียงอะไรออกมา เพราะแม้แต่เสียงหายใจที่ดังเกินไปก็อาจหมายถึงความตายที่รออยู่
ในช่วงที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ถูกเลื่อนฉายออกไปเรื่อย ๆ คอหนังหลายคนคงจะเบื่อกับการที่ไม่มีหนังใหม่ ๆ เข้าโรงให้ได้ชมกัน ค่ายหนังส่วนใหญ่รู้สึกไม่ต่างกันว่าการนำหนังของตัวเองฉายตามกำหนดการปกติอาจไม่คุ้มเสี่ยงเพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยเหตุผลเรื่องวิกฤตไวรัส ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากเข้าโรงหนังเท่าไหร่นัก ในเมื่ออยู่บ้านเบื่อ ๆ ไม่รู้จะทำอะไร หนังเรื่องใหม่ที่อยากดูก็ยังไม่เข้า เราจึงอยากแนะนำภาพยนตร์ญี่ปุ่นหมวดตามล่าล้างแค้น 5 เรื่อง ให้เป็นตัวเลือกเผื่อว่ายังมีบางเรื่องที่คอหนังยังตามเก็บไม่ครบ LADY SNOWBLOOD (1973) ภาพยนตร์ที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ เควนติน ทารันติโน ลงมือสร้างหนังโคตรดังอย่าง Kill Bill เปิดมาขนาดนี้ใคร ๆ ต่างก็ต้องให้ความสนใจกับหนังตามล้างแค้นเรื่อง Lady Snowblood (1973) เรื่องราวกดดันจะถูกเล่าไปพร้อมกับเด็กสาวนามว่า ‘ยูกิ’ ที่ลืมตาดูโลกก็รู้จักกับคำว่าล้างแค้นตั้งแต่แรก แม่ของเธอมีปมความแค้นบางอย่างและมุ่งหวังอย่างยิ่งว่าจะฝากความหวังทั้งหมดให้กับลูกสาวตัวเอง ผู้เป็นแม่ได้พร่ำสอนยูกิตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าเธอต้องรู้สึกแค้น เธอจะต้องล้างแค้นให้แม่ สอนให้จับดาบซามูไร มีชีวิตแตกต่างจากเด็กสาวบ้านอื่น ๆ เพราะเธอต้องเชี่ยวชาญการต่อสู้ มีอารมณ์ที่สงบนิ่ง ไม่ไหวติงต่อสิ่งเร้า เธอต้องแข็งแกร่งเพื่อตามล่าบุคคลนิรนาม 4 คน ที่สร้างความเจ็บช้ำจนเกิดเป็นความแค้นยาวนานหลายสิบปีนี้ให้ได้ ซาโต้อิจิ ไอ้บอดซามูไร (2003) ซาโต้อิจิ ไอ้บอดซามูไร
แม้วันเวลาจะเดินหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่งแต่คงปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าชื่อของ สตีฟ แม็กควีน (Steve McQueen) ได้กลายมาเป็นไอคอนสำคัญต่อผู้ชายเราในยุคสมัยหนึ่ง ทั้งความโดดเด่นเรื่องผลงานการแสดงจากภาพยนตร์อย่าง The Thomas Crown Affair (1968) The Great Escape (1963) และหนังแห่งโลกความเร็วอย่าง Le Mans (1971) แต่นอกจากบทบาทด้านการแสดงอีกหนึ่งในเรื่องที่ สตีฟ แม็กควีน ได้สร้างอิทธิพลต่อผู้ชายทั่วโลกมาหลากหลายยุคสมัยคือเรื่องของแฟชั่นและสไตล์การแต่งตัว ไม่ว่าจะเป็นสไตล์เรียบหรูเป็นทางการหรือการแต่งตัวในลุคสบาย ๆ ที่เน้นความคล่องตัว ผู้ชายคนนี้ก็มักหยิบไอเทมชิ้นต่าง ๆ มาสร้างสไตล์ที่โดดเด่นให้กับตัวเองได้เสมอ แต่ไอเทมชิ้นไหนที่ถูกจดจำว่าเป็นเครื่องแต่งกายชิ้นโปรดของ King of Cool คนนี้บ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย White T-Shirt สตีฟ แม็กควีนมีทักษะในการแต่งตัวและบุคลิกในการสร้างสไตล์ที่โดดเด่นด้วยเสื้อผ้าอันเรียบง่าย หนึ่งในคือ เสื้อยืดสีขาว โดยสตีฟมักหยิบไอเทมชิ้นนี้มาจับคู่กับกางเกงกากี (Khaki) และกางเกงผ้าลินิน (Linen Trousers ) หลายครั้งระหว่างเดินทางโปรโมตหรือถ่ายทำภาพยนตร์เขาจะเลือกเสื้อยืดสีขาวเป็นชุดเตรียมความพร้อมเพื่อสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ในเวลาเดียวกันก็สามารถสร้างสไตล์ตคูล ๆ
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่สนใจในกีฬาการต่อสู้อย่างกีฬาชกมวยชื่อของไมค์ ไทสัน (Mike Tyson) คงเป็นหนึ่งในรายชื่อที่วิ่งเข้ามาในหัวเป็นลำดับแรกเพราะยอดนักชกคนนี้ได้สร้างปรากฏการณ์เอาไว้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสถิติเจ้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยวัย 20 ปี 4 เดือน ก่อนแขวนนวมด้วยสถิติชก 58 ครั้ง ชนะน็อก 44 ครั้ง และปราชัยเพียง 6 ครั้งจนได้รับฉายา “Baddest Man on the Planet” มาครองในท้ายที่สุด หลายคนต่างรู้ดีว่าพลังหมัดและฝีมือบนสังเวียนของไมค์คือของจริงที่เกิดมาจากการฝึกซ้อมเฉพาะตัวสุดโหดและวันนี้ถือเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่สนใจอยากออกกำลังในสไตล์ไมค์ ไทสัน เพราะ QUICK WORKOUT วันนี้ได้นำตารางฝึกซ้อมประจำวันในสมัยที่ไมค์ ไทสันยังคงฟาดปากบนสังเวียนมาฝากกัน แต่การฝึกแบบไหนจะเป็นเบื้องหลังความแข็งแกร่งของชายคนนี้บ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลย Jogging Iron Mike เริ่มต้นการฝึกในตอนเช้าของทุกวันด้วยการลุกขึ้นจากเตียงมาวิ่ง Jogging เพื่อเป็นการวอร์มอัพและยืดเส้นสายของร่างกายให้พร้อมสำหรับโปรแกรมฝึกที่เข้มข้นตลอดทั้งวัน ขณะเดียวกันการวิ่งเป็นการฝึกซ้อมที่ขาดไปไม่ได้สำหรับนักมวย เพราะการ Jogging จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังในการส่งหมัด รวมไปถึงช่วยเพิ่มกำลังให้สามารถยืนระยะชกบนเวทีได้นานขึ้นไปพร้อมกัน Mike Tyson Tips: การฝึก Jogging ของไมค์ไทสันจะเริ่มขึ้นในเวลาตี 4-5


