หลายคนคงเคยมีช่วงเวลาที่เรียกตัวเองว่าเป็น ไอ้ขี้แพ้ (Losers) อยู่บ้าง บางคนอาจจะเรียกตัวเองแบบนั้นเพียงชั่วคราว เพราะเจอกับความล้มเหลวมา แต่พอเวลาผ่านไปสักพักก็อาจลืมมันไป แต่สำหรับบางคนอาจเจอกับปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น จนอาจตัดสินไปแล้วว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ตัวจริง และไม่มีวันที่จะเป็นผู้ชนะได้ (winners) หรือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ซึ่งในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากอธิบายให้ฟังทุกคนเข้าใจว่า ไอ้ขี้แพ้ อาจเป็นสิ่งที่เราสร้างกันขึ้นมาเอง และสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ ก่อนอื่นเราอยากให้ทุกคนเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไอ้ขี้แพ้’ (Losers) ตรงกันก่อน ในบทความนี้เราหมายถึง “คนที่อยากเป็นเหมือนกับคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ยอมลงมือทำอะไรเพื่อให้ตัวเองไปอยู่ในจุดเดียวกับคนเหล่านั้น อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ หรือความสามารถเหมือนคนอื่น (แต่ก็ไม่ยอมพัฒนาตัวเอง) กล่าวโทษเรื่องนั้น เรื่องนี้ว่าเป็นอุปสรรค์ (แต่ก็ไม่ยอมลงมือแก้ไข)” ซึ่งที่มาของ losers เราเชื่อว่า ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับนิสัยขี้แพ้ แต่พวกเขาล้วนเคยผ่านประสบการณ์แย่ๆ มาก่อน เช่น เคยถูกผู้ที่มีอำนาจ (เช่น ครู หรือผู้ปกครอง) คุกคาม เคยถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็ก เคยอกหักจากคนรัก หรืออาจเคยพยายามทำงานที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายต่อให้พยายามยังไงก็ล้มเหลวอยู่ดี เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นปมในใจของเขา และทำให้เขาสูญเสียความทะเยอทะยานในการทำสิ่งต่างๆ ไป เป็นต้น ประสบการณ์แย่ ๆ เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นไอ้ขี้แพ้
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราเห็นคนยากคนจน หรือคนป่วยหนักจนใช้ชีวิตลำบากแล้วรู้สึกสงสาร พร้อมจะควักเงินในกระเป๋ามอบให้เพื่อช่วยเหลือทันที หรือเห็นคอมเม้นด้านลบในโพส Facebook ของเพื่อนเราแล้วอยากช่วยปกป้อง พฤติกรรมเหล่านี้คือการช่วยเหลือคนอื่น หรือ Altruism ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN จะอธิบายให้ฟังว่า Altruism คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร? และจะพัฒนาให้ช่วยเหลืออย่างเหมาะสมจนไม่เดือนร้อนตัวเองได้อย่างไร? Altruism คือ ลักษณะของมนุษย์ที่ใส่ใขความอยู่เย็นเป็นสุข และทำในสิ่งที่ช่วยเหลือผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น อาจจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคนอื่น หรือ บริจาคเงินช่วยเหลือให้มูลนิธิต่างๆ เป็นต้น โดย altruism มักจะมาพร้อมกับลักษณะของมนุษย์อีกอย่างหนึ่ง คือ ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ที่เกิดควบคู่กัน ในสถานการณ์ที่เราพบกับคนที่ตกอยู่ในสถานการณที่ยากลำบาก เราเกิดความเข้าอกเข้าใจเขา พร้อมความรู้สึกอยากช่วยเหลือ ส่วนเหตุผลที่ทำให้เราเป็นคนที่มี altruism นั่นมีหลากหลาย โดย นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ยกทฤษฎี และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น – เหตุผลทางชีววิทยา (biological reasons) ตามที่หลักทฤษฏีวิวัฒนาการว่าด้วยการคัดเลือกโดยญาติ (Kin Selection) ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์มักช่วยเหลือคนที่มีสายเลือดเดียวกันมากกว่าคนอื่น เพราะมีความต้องการที่จะส่งต่อพันธุกรรมของเผ่าพันธ์ุตัวเองไปยังคนรุ่นถัดไป ดังนั้น
“ชีวิตของคนคนหนึ่งจะตื่นเต้นได้มากแค่ไหน ?” บางคนอาจได้ทำตามฝัน เป็นเจ้าของธุรกิจที่ตัวเองรักและต้องเจอกับเรื่องทางธุรกิจที่ท้าทาย บางคนประกอบอาชีพที่เฝ้าฝันไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ และต้องแข่งขันกับคนอีกหลายสิบหลายร้อย หรือบางคนก็มองว่าตัวเองเป็นเพียงกลไกเล็ก ๆ ของระบบทุนนิยมที่ไม่มีเรื่องอะไรให้ตื่นเต้นมากนัก แต่ชีวิตของชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ชื่อว่า โคดามะ โยชิเอะ (Kodama Yoshio) มันเหนือจริงและเกินกว่าคำว่าตื่นเต้นไปมาก เพราะเขาเป็นทั้งยากูซ่า พ่อค้ายา คนคุก และอาชญากรสงครามที่ CIA ต้องการตัวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โคดามะ โยชิโอะ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1911 ในนิฮงมัตสึ ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ราว 7 ปี เขาเป็นชายที่เติบโตมากับสงครามใหญ่ถึงสองครั้ง ชีวิตวัยเด็กของเขาเรียบง่ายธรรมดาไม่ต่างจากเด็กชายญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ทว่าเมื่อเขากลายเป็นหนุ่ม โยชิโอะก็ได้สร้างตำนานของตัวเองขึ้นด้วยการเข้าร่วมกลุ่มลัทธิคลั่งชาติ (Ultranationalist) แม้ว่าเขาจะเคยอาศัยอยู่ในดินแดนเกาหลีก็ตาม งานของสมาชิกลัทธิคลั่งชาติสุดโต่งมีตั้งแต่ก่อกวน สร้างความแตกแยกกับชนชาติอื่นที่อยู่ในญี่ปุ่น ยุยงปลุกปั่น ป้อนค่านิยมคลั่งชาติให้ชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ไปจนถึงงานใหญ่อย่างการวางแผนลอบสังหารนักการเมืองหัวก้าวหน้า จากการลือแบบปากต่อปากเล่าว่าโยชิโอะเป็นผู้ร่วมขบวนการหลายครั้ง เขาพยายามลอบสังหารคนหัวใหม่ที่อยากให้ญี่ปุ่นติดต่อการค้ากับต่างชาติ เพราะเขามองว่าชาวญี่ปุ่นสามารถยิ่งใหญ่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องร่วมงานหรือพึ่งพาคนชาติอื่น โยชิโอะใช้ชีวิตอย่างสุดโต่ง ทำผิดกฎหมายหลายข้อโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ในที่สุดหนุ่มห้าวผู้โลดโผนก็ถูกจับในปี
หลายคนคงเคยหรือกำลังรู้สึกกังวลกับอาการ ‘คิดมาก’ ของตัวเอง เพราะมันช่างรบกวนชีวิตของเราเหลือเกิน เวลาทำงานก็ไม่ค่อยมีสมาธิ เพราะเอาแต่คิดเรื่องอื่น เวลาจะนอนก็นอนไม่หลับ เพราะสมองยังไม่หยุดคิดสักที UNLOCKMEN เห็นว่าอาการคิดมากเป็นปัญหาใหญ่ของหลายคน และอยากให้ทุกคนก้าวข้ามมันไปได้ จึงอยากเล่าให้ฟังว่า ต้นเหตุของการคิดมากเกิดมาจากอะไร และเราจะแก้ไขมันอย่างไรได้บ้าง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจนิยามของคำว่า คิดมาก (Overthinking) ก่อน มันหมายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่หมกหมุ่นกับการคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป ซึ่งปกติอาการคิดมากจะจำแนกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบแรกคือ “ครุ่นคิด (rumination)” ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตซ้ำไปซ้ำมา และ แบบที่สอง “คือความกังวลอย่างหนักต่อเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” บางคนอาจจะเป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือบางคนอาจจะเป็นทั้งสองแบบ โดยสาเหตุหลักของการคิดมากเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น การขาดความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง(self-doubt), ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง (self-esteem), เคยเจอกับเรื่องร้ายๆ ในอดีต และกลัวว่าจะทำผิดซ้ำซากอีกครั้ง รวมไปถึง นิสัยชอบวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ด้วย ความสามารถในการคิด (thinking) เป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์โดดเด่นกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มันทำให้มนุษย์สามารถประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และทำการตัดสินใจได้เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คนที่มีอาการคิดมากจะได้รับผลกระทบจากการคิดมากกว่าคนทั่วไป เพราะพวกเขามักจะจมอยู่กับปัญหามากกว่าคิดหาทางออกให้กับปัญหานั้น (problem-solving)
อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ชั่วขณะที่เรากำลังเร่งรีบ ดุ่มเดินไปในสถานที่สักแห่ง แล้วใครสักคนก็เดินผ่านเราไป ชั่วเวลาไม่กี่วินาที แต่เราต้องเหลียวมอง เพราะกลิ่นเฉพาะบางแบบ ดึงดูดและกระชากความสนใจเราได้อยู่หมัด อยากรู้แทบบ้าว่านั่นกลิ่นอะไร? น้ำหอม สบู่หรือยาสระผมยี่ห้อไหนที่ใครคนนั้นใช้? ชั่วขณะแบบนั้น อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เข้าใจว่า “กลิ่นหอม” นั้นทรงพลังขนาดไหน กลิ่นที่เหมาะสมเป็นทั้งตัวเสริมบุคลิกภาพ เสน่ห์ ความมั่นใจ รวมถึงเสร็จ็นปัจจัยสร้าง First impression ต่อผู้อื่นที่สำคัญ การเลือกกลิ่นที่เหมาะกับตัวเอง และเป็นกลิ่นเฉพาะที่ชวนให้ใครจดจำจึงเป็นสิ่งที่เราควรรู้ ‘กลิ่นหอมที่ชอบ’ก็เหมือนอาหารที่ใช่ ต้องรู้จักไว้ เพื่อเข้าใจตัวเอง เรารู้ว่าเราชอบกินอะไร เราชอบกินไก่ทอด เพราะเราชอบรสชาติกลมกล่อมเค็ม ๆ กรอบ ๆ ของมัน เราชอบกาแฟดำเพราะรสขมเข้มของมัน เมื่อเรารู้ว่าเราชอบกินอะไร เพราะอะไรก็ง่ายต่อการหาของกินที่เหมาะกับตัวเองและทำให้ตัวเองมีความสุข ในทางกลับกัน “กลิ่นหอม” ก็เช่นเดียวกัน เราควรต้องระบุว่าเราชอบกินแบบไหน และกลิ่นนั้นมีที่มาจากอะไรให้ได้ เพื่อเข้าใจตัวเองและตามหากลิ่นเฉพาะตัวเจอ แต่มันไม่ได้ซับซ้อนถึงขนาดที่เราต้องจำตำรา Fragrances of the World นั่งท่องที่มาของน้ำหอมทุกสูตร แต่ลองจัดประเภทง่าย ๆ เช่น น้ำหอมที่มีอยู่ตอนนี้ ไปจนถึงสบู่ ยาสระผม
“เรือดำน้ำ” กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ทั้งสื่อ รัฐบาล กองทัพ และประชาชนคนธรรมดายกขึ้นมาถกเถียงกันในช่วงหลายวันมานี้ เนื่องมาจากกองทัพเรือต้องการใช้งบประมาณ 22,500 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน จำนวน 2 ลำ บ้างก็ว่าจำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ บ้างก็ว่าเศรษฐกิจเช่นนี้ควรชะลอไปก่อน บ้างก็ว่าสงครามสมัยใหม่ต้องพึ่งอาวุธสมัยใหม่ไม่ใช่เรือดำน้ำจากจีน ฯลฯ นานาความคิดเห็น UNLOCKMEN สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยเหตุผล เพราะอะไรที่นำภาษีประชาชนไปใช้ เราก็ควรตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ แต่สำหรับใครที่อ่านข่าวจนเครียด แลกเปลี่ยนจนตึง เราเลยชวนมาผ่อนคลายชั่วคราวด้วย “5 หนังเรือดำน้ำ” ที่จะพาเราดำดิ่งไปในโลกใต้ทะเลอันลึกลับจนอาจลืมการใช้ภาษีหลายหมื่นล้านไปได้ (ชั่วขณะหนึ่ง) Greyhound หนังสงครามชวนลุ้นระทึกที่ Tom Hanks รับบทนายทหารผู้เป็นกัปตันเรือในสมรภูมิสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์เองด้วย นี่คือเรื่องราวของ Greyhound เรือพิฆาตซึ่งรับภารกิจคุ้มกันเรือขนส่งสินค้าจากอเมริกาไปยังเกาะอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภารกิจของเรือลำนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธการแอตแลนติก (Battle of the Atlantic) ยุทธการแห่งน่านน้ำที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเส้นทางนี้ถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่จะส่งสินค้าและอาวุธเป็นล้านตันไปที่เกาะอังกฤษ ซึ่งศัตรูอย่างกองทัพเรือเยอรมนีเองก็รู้ดีจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นภารกิจ! 5 นาทีแรกของหนังเราก็จะได้ลงเรือเลย ไม่ต้องลุ้นให้ยืดเยื้อ มากไปกว่านั้นตลอดเกือบ 90 นาที ก็เชิญดื่มด่ำกับอุปสรรคที่ถาโถมมาให้นั่งไม่ติดตลอดเรื่อง ไหนจะต้องสาดกระสุนใส่ศัตรู ไหนจะการติดต่อสื่อสารไม่ได้ดังใจ
เวลากลายเป็นอีกอุปสรรคสำคัญของสายสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะเมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้อยู่ ๆ งอกขึ้นมาง่าย ๆ เหมือนปลูกถั่วงอก แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ อาศัยระยะเวลา โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 ที่ต้นทุนทางเวลาไม่ได้เหลือเฟือจะเข้ายิมเสมอไป ต้องมอบให้การทำงานหัวหมุน ไหนจะต้นทุนทางการเงินที่ไม่ได้เอื้อให้จ่ายค่าอุปกรณ์เสมอไป การหาสิ่งใกล้ตัวที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แกร่งได้อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น QUICK WORKOUT วันนี้ขอชวนชาว UNLOCKMEN มองหาบันไดใกล้ตัว ไม่ว่าจะบันไดที่บ้าน ออฟฟิศ คอนโด ที่นั่งในสนามกีฬา หรือแม้แต่สะพานลอยที่คนไม่พลุกพล่าน เลือกสักที่ที่สะดวกและไม่รบกวนใคร ลอง STAIR WORKOUTS เหล่านี้ รับรองว่ากล้ามเนื้อแกร่งอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม Speed Play ถ้าคุณประสบปัญหาไม่มีเวลาไปวิ่งพื้นราบระยะยาว ๆ และต้องการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งไปพร้อมกัน การวิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วอาจตอบโจทย์ชีวิตของคุณ โดยการวิ่งขึ้นบันไดช่วงฝึกกล้ามเนื้อสำคัญหลายส่วน ทั้งสะโพก น่อง และต้นขา นอกจากนั้นการวิ่งขึ้นบันได้ที่ต้านแรงโน้มถ่วงยิ่งเพิ่มความแกร่งของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสายยิมที่ชอบตั้งค่าเครื่องวิ่งให้มีความชัน แต่เราอยากบอกว่าการฝึกวิ่งขึ้นบันไดจริง ๆ นั้นต่างกันมาก เพราะต้องใช้สมาธิต่างกัน อาศัยแรงและความควบคุมต่างกัน ที่สำคัญใช้กล้ามเนื้อมากกว่าด้วย โดยวิ่งเหมือนการวิ่งขึ้นบันไดทั่วไป แต่เร่งความเร็ว ทำทั้งหมด 10 เซต (ขึ้นอยู่กับระยะของบันไดแต่ละที่ด้วย)
‘สถานที่อโคจร’ ถือเป็นพื้นที่ที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน หลายพันปีก่อนโลกของเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘ซ่อง’ เพื่อมอบความสุข ความบันเทิง รวมถึงบริการทางเพศให้แก่ลูกค้าผู้มาเยือน และในวันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนย้อนอดีตไปยังญี่ปุ่นยุคเก่าก่อน เพื่อรู้จักกับย่านโคมแดงในยุคสมัยอันลือลั่นอย่าง ‘โยชิวาระแห่งเอโดะ’ หลายคนอาจคิดว่าโยชิวาระคือชื่อเรียกย่านโคมแดงของญี่ปุ่น ไม่ว่าย่านไหน ๆ ในจังหวัดใดก็เรียกว่าโยชิวาระไปเสียหมด แต่แท้จริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น สถานที่อโคจรเพื่อความบันเทิงของผู้ชายและแหล่งพักอาศัยของนางโลมจะถูกเรียกว่า ‘ยูคาคุ’ โดยยูคาคุดัง ๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ ชิมาบาระ ในจังหวัดเกียวโต ชินมาจิ ในจังหวัดโอซาก้า และ โยชิวาระ ในเอโดะ (ปัจจุบันคือจังหวัดโตเกียว) ที่โยชิวาระจะเป็นที่รู้จักของคนยุคหลังมากกว่าซ่องอีกสองแห่ง ย้อนไปไกลมาก ๆ ในช่วงที่ญี่ปุ่นยังไม่มีระบบระเบียบชัดเจน ซ่องถูกเปิดกระจัดกระจาย ใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ซื้อก็เดินเข้าไปเลย แต่พอเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 17 มีที่กฎหมายมีระบอบการเมืองการปกครองจริงจัง รัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ ลงมติผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบสถานเริงรมย์ ซ่องที่กระจัดกระจายต้องมารวมตัวอยู่ในย่านเดียว หากใครไม่ย้ายมาต้องปิดกิจการเสีย ทำให้ซ่องน้อยใหญ่พากันมาอยู่ในพื้นที่วัดเป็นความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ในย่านนิฮงบาชิ แต่ภายหลังย่านเริงรมย์ขยายตัวจนแออัดแถมเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ รัฐบาลจึงต้องย้ายแหล่งบันเทิงไปยังอาซากุสะที่อยู่ชานเมือง โดยเรียกว่า เขตปกครองพิเศษโยชิวาระ
น้ำตา บาดแผล และความเจ็บปวดจากการเลิกราถือเป็นความเจ็บปวดที่รับมือได้ยากแสนยากอันดับต้น ๆ คล้ายสมองจะเข้าใจดีว่าเขาต้องจากไป แต่เหมือนหัวใจมันไม่รับรู้ด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เคยใช้เวลาร่วมกันมานาน กินของอร่อยมาด้วยกัน ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่มาด้วยกัน ทุกคราวที่ของอร่อยเข้าปากน้ำตาจึงร่วง ทุกครั้งที่วนกลับไปเที่ยวที่เก่าความรู้สึกภายในก็กรีดร้องอย่างทรมาน ความเจ็บปวดที่ยากจะรับมือลำพังชนิดนี้ จึงมักผลักดันให้เรารู้สึกว่า “กูไม่อยากอยู่คนเดียวให้ต้องคิดถึงมึงให้เจ็บอีกแล้วโว้ย!” ตัวแรกอันดับต้น ๆ ของการพยายามลืมความปวดเจ็บและหนีปัญหาจากรักที่ผ่านพ้นไป (หรือแม้ประทั่งที่ยังระหองระแหงยื้อกันอยู่) จึงเป็นการ “มีใหม่ เพื่อลืมเก่า” หลายคนสนับสนุนวิธีนี้ แต่อีกหลายคนก็เคลือบแคลงสงสัยว่ามันช่วยได้จริงหรือ? การมีคนใหม่สำหรับบางคนไม่ได้หมายความถึงแค่การลืมคนเก่าเท่านั้น แต่อาจหมายถึงความสัมพันธ์ปัจจุบันที่กำลังร่อแร่เต็มที เราวนมาเจอกับปัญหาซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่ทะเลาะกันเป็นรอบที่ร้อย และเรารู้สึกว่าถ้าเลิกกัน ถ้าเปลี่ยนคนใหม่ เราอาจจะไม่ต้องเผชิญปัญหาซ้ำซากนี้ก็เป็นได้ แต่เพราะสิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสมอไป (Eventual) stability and change across partnerships. จึงเป็นงานวิจัยที่ไขข้อสงสัยนี้ด้วยระเบียบวิธีให้เราได้ โดยงานศึกษาครั้งนี้ใช้เวลา 8 ปี รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 554 คน งานวิจัยนี้มุ่งสำรวจปัญหาในระยะยาว โดยนักวิจัยได้สำรวจผู้คนใน 4 ช่วงเวลา คือ 1 ปีก่อนที่ความสัมพันธ์เดิมของพวกเขาจะสิ้นสุดลง,
หันมองคนรอบตัวเราตอนนี้ ถ้ามีใครสักคนที่งานยังรุ่ง การเงินยังพุ่งแรง ธุรกิจยังทะยานไปข้างหน้าได้แบบไม่ตก คงต้องคารวะอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ข้อเท็จจริงคือคนเหล่านั้นไม่ใช่คนส่วนใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง ส่งผลต่อสภาพธุรกิจที่ไม่แข็งแรง จนหลายองค์กรต้องปรับตัวขนานใหญ่ (และปรับอยู่บ่อย ๆ เพื่อตามสถานการณ์ให้ทัน) สภาวะคับขันแบบนี้องค์กรจึงยิ่งต้องการคนทำงานที่ประสิทธิภาพมากพอที่จะพาองค์กรเติบโตหรือยังไปต่อได้ ดังนั้นใครที่ยังมีงานประจำ ยิ่งต้องกอดงานตัวเองไว้ให้แน่น เพราะการปรับเปลี่ยนพนักงาน ปรับโครงสร้างก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่องค์กรเลือกปรับ ถ้าคนทำงานไม่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ขององค์กรได้ คำถามก็คือในสภาวะที่ไม่มั่นคงแบบนี้ เราจะรักษามาตรฐานอย่างไรถึงจะเป็นคนทำงานที่องค์กรต้องการตัวเราอยู่เสมอให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่เราทำงานอยู่ หรือเผื่อต้องหางานใหม่ในอนาคต? มาตรฐานสูงเข้าไว้ (และอย่าให้มาตรฐานตก!) สิ่งที่ต้องจำให้แม่นมั่นในสถานการณ์อันยากลำบากแบบนี้คือเราต้องเป็นคนที่ดีที่สุด ต้องเป็นคนที่มีมาตรฐานที่สูงที่สุดในพื้นที่การทำงานของเรา หมั่นรักษาทักษะและศักยภาพที่มีให้สดใหม่และรักษาความแข็งแกร่งเดิมไว้ให้ได้ เพราะในขณะที่ตลาดงานหดตัวลง (คนต้องการทำงานเยอะ องค์กรมีอัตราการจ้างต่ำ) นายจ้างยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นดังนั้นองค์กรมักเลือกคนที่ดีที่สุดมากกว่าเลือกคนที่ทำงานไปวัน ๆ อย่างไรก็ตามคำว่า “มาตรฐานสูง” ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราเป็นระดับจูเนียร์แล้วจะข้ามไปซีเนียร์ ไปทำงานบริหาร แต่หมายความว่าเราต้องทำดีที่สุดในพื้นที่ของเรา ( เช่น ถ้าพูดถึงตำแหน่งนี้ของจูเนียร์ เราต้องเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่ผู้บริหารพูดถึง) ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหนของตำแหน่งที่เราทำ เป็นระดับปฏิบัติการ เป็นระดับบริหาร เป็นะดับอาวุโส ฯลฯ เราต้องรักษามาตรฐานให้สูงที่สุดในพื้นที่ของเรา ด้วยการเรียนรู้อยู่เสมอ พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่สำคัญต่องานที่เราทำอยู่


