สำหรับผู้ชายอย่างเรา เสื้อเชิ้ต (Shirt) ถือเป็นเครื่องแต่งกายอีกหนึ่งชิ้นสำคัญที่เลือกสวมใส่ได้เกือบทุกโอกาส ในเวลาเดียวกันรูปแบบและงานดีไซน์ของเสื้อเชิ้ตก็ถูกพัฒนารวมถึงดัดแปลงจนทำให้ชนิดของเสื้อเชิ้ตผสมปนเปกันไป ปัจจุบันแม้จะมีเสื้อเชิ้ตหลากหลายรูปแบบถูกส่งออกมาสู่ตลาด แต่ความนิยมของเสื้อเชิ้ตดีไซน์คลาสสิกก็ยังคงเป็นสไตล์ที่ผู้ชายทั่วโลกนิยมสวมใส่ ซึ่งวันนี้ STYLE GUIDE ของเราได้หยิบยกเสื้อเชิ้ตทั้งหมด 6 ชนิดมาแนะนำให้หนุ่ม ๆ ทุกคนได้ทำความรู้จัก ซึ่งเสื้อเชิ้ตแต่ละสไตล์จะมีความโดดเด่นและเหมาะกับการใช้งานในโอกาสใดบ้าง มารู้จักไปพร้อมกันได้เลย OCBD Shirt เสื้อเชิ้ต OCBD หรือชื่อเต็มคือ Oxford-Cloth Button Down คือเสื้อเชิ้ตตัวแรกที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก ข้อดีของเสื้อเชิ้ต OCBD คือสไตล์ตัดเย็บและเนื้อผ้าที่เหมาะกับการสวมใส่ทั้งลุค Casual และ Smart ในตัวเดียว จุดเด่นของ Oxford-Cloth Button Down คือกระดุมตรงปกคอเสื้อซึ่งมีไว้สำหรับติดยึดปกเสื้อ รวมถึงเนื้อผ้า Oxford ที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ กับเพื่อนที่เน้นการเคลื่อนไหวหรือวันเดทกับสาว เสื้อเชิ้ต OCBD คือหนึ่งในเสื้อเชิ้ตที่ตอบโจทย์การแต่งกายของคุณได้อย่างแน่นอน Camp Collar Short-Sleeve Shirt Camp Collar Short-Sleeve Shirt
มนุษย์เราใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับพักผ่อน พวกเราคงทราบดีว่าคุณภาพในการนอนที่ดีจะตามมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งความพร้อมในการทำงานรวมไปถึงการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบการนอนแก้ผ้าหรือ Sleeping Naked เพราะการหลับใหลแบบไร้อาภรณ์ส่งผลดีหลายต่อหลายด้านกับผู้ชายอย่างเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพทางกาย (Physical Health) และสุขภาพจิต (Mental Health) ซึ่งข้อดีทั้งหมดประกอบด้วยอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย ประโยชน์ข้อแรกของการ Sleeping Naked คือการช่วยให้นอนหลับหรือเข้าสู่วงจรการนอนหลับ (REM Cycle) ได้เร็วยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการนอนหลับสนิทคือระหว่าง 15.6 ถึง 19.4 องศาเซลเซียส (*source: https://www.sleep.org) ซึ่งการ Sleeping Naked จะช่วยให้ร่างกายปรับอุณหภูมิลดลงจนถึงจุดที่เหมาะสมได้เร็วกว่าการนอนแบบใส่เสื้อผ้าร่างกายจึงการเข้าสู้ภาวะหลับเร็วขึ้น Tip: เลิกใช้งานสมาร์ตโฟน แล็ปท็อปและทีวีก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 40 นาทีจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น ประโยชน์ข้อต่อมาของ Sleeping Naked คือช่วยให้เราจัดการอารมณ์ระหว่างวันได้ดีขึ้นจากการนอนที่มีคุณภาพ โดยจากการศึกษาของ The Journal of Gerontology ระบุว่ารูปแบบและคุณภาพในการนอนหลับมีผลโดยตรงกับระดับความเครียด
‘อย่างเที่ยวจัง แต่ไม่มีเพื่อนให้ชวนไปด้วยเลย’ พอใกล้ถึงฤดูท่องเที่ยว คนเหงาอย่างเรา ๆ อาจทำได้แค่ท่องเที่ยวในจินตนาการ เพราะพอถึงวันหยุดจริงๆก็ไม่สามารถชวนใครให้ไปเที่ยวด้วยกันได้ แถมจะไปเที่ยวคนเดียวก็กลัวหลงหรืออันตรายต่างๆ UNLOCKMEN อยากบอกว่าการเที่ยวคนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมนำหนัง 5 เรื่องที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวแบบโซโล่มาฝากทุกคนกัน โดยหนังแต่ละเรื่องเราคัดมาแล้วว่ามีพล็อตที่น่าสนใจ และสามารถดึงเสน่ห์ของการท่องเที่ยวคนเดียวออกมาได้อย่างดีเยี่ยม จะมีเรื่องอะไรกันบ้าง ไปดูกัน Before Sunrise (1995) เริ่มต้นที่เรื่องแรก เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับหนังรักสุดคลาสสิกที่ชื่อว่า Before Sunrise (1995) ซึ่งหนังเรื่องนี้ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง ชายหนุ่มชาวอเมริกันชื่อว่า ‘เจสซี’ และ หญิงสาวชาวฝรั่งเศสชื่อว่า ‘ซีลีน’ ซึ่งทั้งสองคนได้พบกันบนรถไฟขบวนหนึ่ง และตัดสินใจไปเที่ยวกรุงเวียนนาด้วยกัน หลังจากได้คุยกันบนรถไฟขบวนนั้น และรู้สึกว่าถูกคอ เจสซี และ ซีลีน ได้ใช้เวลาสุดโรแมนติกร่วมกันในกรุงเวียนนาเป็นเวลาหนึ่งคืน ก่อนที่ทั้งคู่ต้องจะแยกจากกันไปตามทางของตัวเองในวันรุ่งขึ้น โดยไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอก เจสซี และ ซีลีน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนภาพยนตร์จบ ทำให้เราในฐานะคนดู เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความเหงา ความสุข และ ความเศร้า ความรู้สึกจากการพานพบ
ปกติแล้วเรามักจะรอคำวิจารณ์จากคนอื่นและวอรี่กับมัน โดยเฉพาะหากใครพูดข้อเสียของเราออกมา ยิ่งวอรี่ยิ่งกว่าคำชมอีก จะคำชมหรือคำด่าก็ดูจะชวนให้ปวดหัวทั้งนั้น ไม่มีใครชมก็ลองเปลี่ยนมาชมตัวเองดูสิ UNLOCKMEN จะพามาดูข้อดีของการชมตัวเอง ให้หนุ่ม ๆ ฉีกยิ้มให้กับคนในกระจกได้แบบไม่กระดากใจอีกต่อไป ทำไมเราถึงชื่นชอบคำชมจากคนอื่น ? ย้อนกลับไปเมื่อตอนเรายังเป็นวัยกระเตาะ เรามักจะมีพฤติกรรมเลียนแบบจากพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวของเรา แอบดูแล้วเอามาทดไว้ในใจ เพื่อเอามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จนเกิดการเรียนรู้อย่างการกิน การเดิน การพูด การตอบสนองกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังดูซับซ้อนเกินกว่าเด็กจะทำได้ แต่ตอนนั้นพวกเราทำแบบนั้นกันจริง ๆ เขยิบมาช่วงที่เราเข้าโรงเรียนกันบ้าง เรามักจะรอว่าครูหรือคนรอบข้างชมอะไรเรา ชอบให้เราทำอะไร เราเชื่อว่าแบบนั้นมันดีกับตัวเราจริง ๆ แล้วเก็บเอามาทำจนเป็นนิสัย (ช่างไร้เดียงสาอะไรขนาดนั้น) แต่การทำแบบนั้นมาก ๆ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เสพติดคำชมเอาน่ะสิ! จุดอ่อนที่คอยสอนให้เราพัฒนาตัวเอง พอเราพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเอง เรามักจะเริ่มพัฒนาจากอะไรที่เราขาดหาย เรามักจะคิดว่าเราทำนู่นนี่ไม่ถูกหรือเดินทางผิดจนอยากจะลบข้อบกพร่องและพัฒนาจากสิ่งที่เป็นอยู่ เวลาเราเอ่ยปากถามฟีดแบคเกี่ยวกับตัวเองจากใครสักคน เรามักจะกังวลและเทความสนใจกับข้อผิดพลาดของเรา มากกว่าข้อดีในตัวเรา นั่นเหมือนจะดีที่เราจะได้รู้จักข้อผิดพลาดของตัวเองใช่มั้ย ? แต่ความจริงคือกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องฝ่าฟันกับความเครียดในความห่วยแตกของตัวเองซะก่อน บางคนก็ผ่านไปได้ แล้วเอาไปพัฒนาตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ ถ้าชมตัวเองแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ? การรับรู้ข้อดีข้อเสียจากคนอื่นมันก็เป็นเรื่องดีแหละ เหมือนมีกระจกสะท้อนตัวเรา แต่มันไม่ใช่ในตอนที่เราตัดสินตัวเองซะเอง เพราะมันแม่งอิมแพคกับเรามากกว่าคำพูดคนอื่น จากการวิจัยพบว่าหากเราจดจำและจดบันทึกความสำเร็จของเราไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วขนาดไหน
การจากไปของแชดวิก โบสแมน นักแสดงวัย 43 ด้วยโลกมะเร็งลำไส้ถือเป็นข่าวร้ายและการสูญเสียครั้งสำคัญกับแฟน ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตามแม้ตัวจะจากไปแต่ผลงานการแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขาเคยฝากฝีมือการแสดงเอาไว้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าน่าจดจำ และวันนี้เราอยากขอนำเอา 5 ภาพยนตร์สำคัญในชีวิตการแสดงของ แชดวิก โบสแมน มาแนะนำให้ทุกคนได้ชมกันอีกครั้ง จะประกอบไปด้วยเรื่องไหนมาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลยครับ 42 (2013) 42 ภาพยนตร์ที่พูดถึงชีวประวัติของแจ็คกี้ โรบินสัน ตำนานนักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกฎแห่งสีผิวที่เคยมีอยู่ในวงการเบสบอลว่าครั้งหนึ่งนี่คือกีฬาของคนขาวเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรก ๆ ที่แชดวิก โบสแมนได้รับบทนำโดยก่อนหน้านั้นเขาปรากฏตัวอยู่ในผลงานอย่าง Third Watch และ CSI: NY อย่างไรก็ตามการแคสต์เลือกแชดวิก โบสแมนมารับบทนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะเขาได้ถ่ายทอดตัวตนของแจ็คกี้ โรบินสันออกมาได้อย่างน่าสนใจไม่ว่าจะเป็นความทุ่มเทในสนามแข่งในฐานะยอดนักกีฬาจนสามารถเอาชนะใจของผู้คนที่รอบ ๆ ตัวได้ รวมถึงบทบาทของสามีผู้แข็งแกร่งที่เคียงข้างภรรยาอย่างอบอุ่นในทุกสถานการณ์ ทั้งหมดทำให้ 42 เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดของนักแสดงคนนี้ Get On Up (2014) Get On Up ภาพยนตร์ชีวประวัติอีกเรื่องที่พิสูจน์ฝีมือการแสดงของแชดวิก โบสแมน ได้เป็นอย่างดีกับการรับบทเป็นเจมส์ บราวน์ (James Brown) ตำนานนักร้องและนักแต่งเพลงโซลผิวดำผู้เป็นต้นแบบให้กับบบทเพลงโซลและริธึ่ม-บูลในยุคปัจจุบัน
เรื่องความเชื่อถือเป็นเรื่องเรื่องละเอียดอ่อน ค่อนข้างส่วนตัว และยากที่จะพูดถกเถียงกัน เห็นได้ชัดจากความเชื่อเรื่องศาสนา ความเชื่อเรื่องบุคคล หรือสิ่งลี้ลับ ที่ทำให้เพื่อนสนิทสามารถตีกันมานัดต่อนัด จึงทำให้คนส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่าหากความเชื่อไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือไม่ทำให้เขาเสียคนจนสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ปล่อยให้เขาเชื่อต่อไปเถอะครับ อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้ใครสักคนเชื่อในสิ่งที่ตัวศรัทธาอาจใช้ไม่ได้กับลัทธิ ‘โอมชินริเกียว’ (Aum Shinrikyo) เพราะตัวของศาสนากับสมาชิกในลัทธิเคยสร้างเหตุการณ์สะเทือนขวัญจำไม่ลืมให้กับเกาะญี่ปุ่น ‘อาซาฮาระ โชโกะ’ ศาสดาของลัทธิโอมชินริเกียว ในทุกศาสนาหรือลัทธิต่างต้องมีผู้นำหรือศาสดา อาซาฮาระ โชโกะ (Asahara Shoko) ถือเป็นศาสดาของลัทธิโอมชินริเกียว ก่อนจะมาเป็นโชโกะ ชายคนนี้มีชื่อจริงว่า มัตสึโมโตะ ชิซูโอะ (Matsumoto Chizuo) เด็กชายที่เติบโตมากับพี่น้องอีก 6 คน แถมบ้านยังมีฐานะยากจน และตัวเขาเองก็มีปัญหาสุภาพ การมองเห็นไม่เหมือนกับคนทั่วไปเพราะตาซ้ายบอดสนิทส่วนตาขวาเห็นแบบลาง ๆ วัยเด็กของชิซูโอะแสนจะธรรมดา ได้ผลการเรียนระดับปานกลาง คบค้ากับกลุ่มนักเรียนอันธพาล เมื่อมีเวลาว่างก็มักรีดไถเงินจากนักเรียนที่เด็กกว่า พอเรียนจบมัธยมปลายเขาก็มีเงินเก็บมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ชิซูโอะเคยฝันว่าอยากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโตเกียว แต่เขาไม่ใช่คนหัวดีขนาดนั้นจึงผิดหวังจากการสอบ พยายามทำให้ตัวเองอยู่รอดด้วยการต้มยาสมุนไพรขายอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ชิซูโอะสามารถหลอกขายยาได้หลายครั้ง เขาพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง มีลูกด้วยกันถึง 6 คน งานของเขาคือการขายยาสมุนไพร เปิดคลินิกหลอกคนไข้จนถูกตำรวจจับในปี 1982
หลายคนอาจไม่ค่อยชอบสิ่งที่เรียกว่า ‘ความกลัว’ เท่าไหร่ เพราะมันทำให้เราทุกข์ และบางครั้งมันก็รบกวนชีวิตเราจนเราไม่เป็นอันทำอะไร แต่รู้ไหมว่า ความกลัวส่วนใหญ่มักไม่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงสิ่งที่เราคิดไปเอง และความกลัวก็มีประโยชน์ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมัน ซึ่งในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากให้อธิบายเรื่องเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง หลายคนอาจคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า ‘ความกลัวเป็นสิ่งที่ไม่จริง’ เพราะเคยดูภาพยนตร์แนวไซไฟเรื่อง ‘After Earth (2013)’ ซึ่งมีฉากหนึ่งที่ ตัวละครเอก Cypher Raige (Will Smith) ผู้บัญชาการหน่วยยูไนเต็ด เรนเจอร์ ได้สั่งสอนลูกชายของเขา Kitai Raige (Jaden Smith) ถึงเรื่องของความกลัวไว้ได้อย่างคมคายว่า “ความกลัวเป็นสิ่งที่ไม่จริง ความกลัวอยู่ได้แค่ในการคิดถึงอนาคตของเราเอง มันเป็นผลผลิตของจินตนาการ ทำให้เรากลัวในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลยในปัจจุบัน และอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น (Fear is not real. The only place that fear can exist is in our thoughts of the future.
ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ใครจะเชื่อว่า “รอยสัก” ที่เคยเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ถูกตีตราว่าจะเป็นหนทางดับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ติดอยู่กับวงจรภาพลักษณ์สีเทา-ดำ วันนี้จะพลิกผันกลายเป็นสิ่งที่สังคมเปิดรับในฐานะศิลปะ เป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาระหว่างคนแปลกหน้า และถึงขนาดส่งเสริมคาแรกเตอร์ให้กับคนบางสาขาอาชีพเสียด้วยซ้ำ เวลาเปลี่ยนขั้วลบเป็นขั้วบวก เปลี่ยนมุมมองผู้คน แต่ทุกอย่างยังต้องอาศัยความกล้าจากการบุกเบิกทั้งนั้น “ปอ หรือดีเจปอ – วรฐก์ ปิฏกานนท์” เท่าที่คนทั่วไปและเรารู้จักคือชายในวงการบันเทิงคนแรก ๆ ที่เปิดเผยรอยสัก และวันนี้เขาเองก็ยังคงเป็นคนไทยคนแรก ๆ ที่สร้างแชนแนลพูดถึงศิลปะบนเรือนร่างแขนงนี้อย่างเปิดเผยในรายการ “Tattoo Brothers สักแต่พูด” รายการมันส์ ๆ เสพง่ายที่ไม่ได้เริ่มต้นมาง่าย ๆ แต่มีเบื้องหลังมากมายที่ทำให้ UNLOCKMEN ต้องหาโอกาสคุยกับเขาวันนี้ “สักตามใจ” ที่ไม่ได้แปลว่า “สักตามใคร” วัย 17-18 ปี ปอมีรอยสักรอยแรกจากความผิดพลาด วัย 47 ปีในวันนี้ ปอมีรอยสักหลายตำแหน่งบนร่างกาย เขาอยู่ในวงการบันเทิง และผันตัวกลายเป็น YouTuber รายการ “Tattoo Brothers – สักแต่พูด” ที่ใครหลายคนติดตาม บางคนก็ได้เขาเป็นไอดอลจนอยากไปเริ่มสัก
สงครามโลกครั้งที่ 2 คือความขมขื่นที่โลกไม่มีวันลืม ไม่ใช่แค่กับคนบุกโจมตียึดครอง แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นเองก็รับความเจ็บปวดไม่แพ้กัน พวกเขาโดนนิวเคลียร์ถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ชาวโอกินาวะต้องเจอกับจิตวิทยาปั่นประสาทจากกองทัพญี่ปุ่น จนท้ายที่สุดคนญี่ปุ่นได้รู้ความจริงว่าสมเด็จพระจักรพรรดิผู้เปรียบเสมือนพระเจ้าก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา วันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนย้อนกลับไปยังสมรภูมิที่โอกินาวะ เวทีต่อสู้อันดุเดือดในสงครามมหาเอเชียบูรพามีผู้เสียชีวิตนับแสนคน สัมผัสความทรงจำอันปวดร้าวของชาวโอกินาวะที่เป็นเพียงแค่ ‘คนนอก’ ในสายตาของกองทัพญี่ปุ่น และการหมดสิ้นอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิ ญี่ปุ่นกระโจนเข้าสู่สงครามส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นแบบชาตินิยมรุนแรงของญี่ปุ่น แปรเปลี่ยนเป็นลัทธิทหารนิยม พวกทหารเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าประเทศตนยิ่งใหญ่จนสามารถสยบโลกได้ รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มปรับค่านิยมทางการศึกษา ให้เด็ก ๆ ท่องจำว่า “สมเด็จพระจักรพรรดิคือบิดาของชาวญี่ปุ่น และเราต้องมีหน้าที่จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ” เริ่มเกิดการขยายอำนาจทางการทหาร ล่าอาณานิคมตามแบบชาติตะวันตก แถมตัวสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะก็ทรงมองว่าสงครามเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ ตามด้วยสงครามหาเอเชียบูรพาในทวีปเอเชีย ช่วงปลายของการต่อสู้ กองทัพอเมริกันโต้กลับกองทัพญี่ปุ่นที่โจมตีมาลายา สิงคโปร์ และฮ่องกง เมืองอาณานิคมของอังกฤษด้วยการยกพลขึ้นบกทางตอนกลางของโอกินาวะในวันที่ 1 เมษายน 1945 พลเรือเอกเรย์มอนด์ สปรูแอนซ์ ร่วมกับกองทัพบกสหรัฐฯ รวมแล้วกว่าห้าแสนนาย เข้ามายังโอกินาวะ แบ่งกำลังพลเป็นสองกองบุกทางเหนือและใต้ ส่วนกองทัพญี่ปุ่นทำสงครามในโอกินาวะทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ เรือประจัญบานยามาโตะที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่นไม่มีการคุ้มกันทางอากาศและถูกเครื่องบินรบของสหรัฐยิงถล่มจนล่ม อย่างไรก็ตาม กองทัพญี่ปุ่นยังสู้ต่อเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานบัญชาการในโอกินาวะหรือรุกคืบไปยังพื้นที่อื่นด้วยการใช้ประโยชน์จากการรู้จักพื้นที่ที่ดีกว่า ซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ ใช้ประโยชน์จากชาวโอกินาวะที่ทหารญี่ปุ่นไม่ได้รู้สึกผูกพันหรือรู้สึกว่าเป็นประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ต้องปกป้องเท่าไหร่นัก ‘นาคาซาโกะ’ เล่าเรื่องราวจำไม่ลืมจากยุทธการโอกินาวะแก่นักข่าวหนังสือพิมพ์ ‘เซาท์ไชน่า
ทุกพื้นที่บนโลกต่างต้องมีนักซิ่ง ถ้าพูดถึงนักซิ่งหรือการซิ่งที่โด่งดังก็จะต้องมีชื่อของประเทศญี่ปุ่นอยู่ในบทสนทนาด้วยเสมอ จึงทำให้ UNLOCKMEN หยิบเรื่องราวของตำนานนักซิ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น ทสึชิยะ เคอิชิ (Tsuchiya Keiichi) ชายที่ถูกเรียกว่าดริฟต์คิง (Drift King) และตำนานการดริฟต์อันทรงพลังของเขา “ดริฟต์คิง” คือวลีที่ถูกพูดถึงหลายครั้งในภาพยนตร์เรื่อง The Fast and Furious: Tokyo Drift (2006) อยู่บ่อย ๆ คนญี่ปุ่นในแวดวงนักซิ่งต่างก็รู้ว่า ดริฟต์คิงที่มีตัวตนจริงในหน้าประวัติศาสตร์คือ ทสึชิยะ เคอิชิ ชายหนุ่มที่เริ่มต้นจากความรักในการขับขี่ ช่วยที่บ้านทำธุรกิจขนาดเล็กด้วยการเป็นเด็กขับรถส่งของ เมื่อว่างจากงานส่งของเขาเข้าร่วมกับแก๊งนักซิ่งแถบชนบท นิยมแข่งความเร็วกันบนนถนนที่ทอดยาวไปยังยอดเขา การแข่งขันบนถนนภูเขาถูกเรียกว่า โทเกะ (Tougei) ที่ต้องใช้ความชำนาญเส้นทาง สัมผัสที่ว่องไว การขับผ่าหมอกในช่วงค่ำหรือช่วงเช้า ความคดเคี้ยวของถนนและหน้าผาสูงชัน แล้วหากวันหนึ่งเกิดเหตุผิดพลาดบนโทเกะ นั่นหมายถึงชีวิตของคนขับที่ต้องแลก การเติบโตมากับแก๊งซิ่งบนภูเขาทำให้เขารู้จังหวะการเบรก การขับบนเส้นทางลาดชัน การเข้าโค้ง แก๊งส่วนใหญ่มักขับรถแบบโอเวอร์สเตียร์ที่ล้อหลังลื่นกว่าล้อหน้า ท้ายรถจะกวาดออกเมื่อเข้าสู่ทางโค้งมุมอับ ผ่านสภาพอากาศสุดโหดอย่างหิมะหรือฝนกระหน่ำ การดริฟต์หรือการควบคุมการไถลของรถที่จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่ได้อยู่ที่การแต่งอย่างเดียวแต่อยู่ที่ฝีมือการควบคุมรถของคนจับพวงมาลัยรถด้วย เคอิชิ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการขับขี่มาหลายปี เขาไม่ได้เรียนขับรถเพื่อเข้าสู่สนามแข่งอาชีพแต่โตมากับท้องถนนในชนบท ได้ลองปรับแต่งรถหลายคัน ขับรถหลายยี่ห้อ เล็งเห็นว่าหัวใจของการขับขี่บางทีอาจไม่ได้อยู่แค่การแต่งรถให้เข้ากับตัวเองหรือยี่ห้อ


