คราวที่แล้วเราได้แนะนำเรื่อง 5 CHECKLISTS ระบุสัญญาณว่าที่ทำงานของคุณเต็มไปด้วย TOXIC WORKPLACE ไปแล้ว และอย่างที่สัญญาว่าเราจะมานำเสนอวิธีเอาตัวรอด ถ้าเช็คแล้วพบว่าที่ทำงานของคุณมันช่างเต็มไปด้วยความ Toxic Workplace ซึ่งในสถานการณ์ที่งานเป็นสิ่งหายาก จะลาออกเพื่อหนีปัญหาก็ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีนัก เลยอยากจะแนะนำเคล็ดลับที่จะทำให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขได้ แม้จะอยู่ใน toxic workplace ก็ตาม ซึ่งมีหลักง่ายๆ ดังต่อไปนี้ หลีกเลี่ยงดราม่า (avoid drama) ไม่นินทา หรือ ตัดสินคนอื่นจากคำนินทาเพียงอย่างเดียว ควรตัดสินจากข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งจากประสบการณ์ของเราเอง และ ประสบการณ์ของคนอื่น หากเป็นไปได้ มีอะไรก็ควรพูดคุยกันตรง ๆ ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน หรือ เจ้านายที่มีปัญหา เพื่อให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไข ไม่ถูกซุกอยู่ใต้พรม ซึ่งยิ่งมีปัญหาคาใจซุกไว้มาก ยิ่งจะทำให้บรรยากาศในการทำงานมาคุเสียเปล่า ๆ ตัวบริษัทเองก็ควรสร้างช่องทางการสื่อสารที่ทำให้เกิดการพูดถึงปัญหาด้วย เช่น อาจจะทำเป็นช่องทางการสื่อสารแบบลับๆ ที่จะทำให้ผู้รายงานปัญหาไม่รู้สึกว่า จะถูกคุกคามในอนาคตเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สร้างขอบเขตในการทำงานที่ชัดเจน (establish boundaries) ในบางกรณีที่อยู่ใน toxic workplace ก็ยากที่จะปฏิเสธการทำงานเกินเวลา หรือทำงานในวันที่ควรจะได้พัก จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตในการทำงานและการใช้ชีวิตที่ชัดเจน
ในแต่ละปี ๆ จะต้องมีคดีความอย่างน้อยหนึ่งคดีที่ชวนให้มนุษย์อย่างเรา ๆ รู้สึกอัดอั้น หรือสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการยุติธรรมบางอย่างออกมาสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อข่าวนั้น ๆ ถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาให้เราเห็นในหน้าฟีดโซเชียลมีเดียและสื่อหลักต่าง ๆ ทำให้ความเครียด ความอัดอั้นพุ่งทะลุขีดไปหลายหน เพื่อระบายความคับข้องใจ เราชวนมาดูหนังแหกคุกเพื่อระบายความตึงเครียดชั่วคราว (หรือจะเครียดกว่าเดิมก็ไม่รู้) แต่รับรองว่ามันส์แน่นอน Escape Plan บนโลกใบนี้มีอาชีพแปลก ๆ อยู่ไม่น้อย และหนึ่งในนั้นคืออาชีพนักหาจุดอ่อนของเรือนจำ และแหกคุกออกมาให้ได้เพื่อเอาไปบอกว่าเรือนจำแต่ละแห่งยังมีข้อบกพร้อมต้องแก้ตรงไหนเพื่อให้คุมขังนักโทษได้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งเรย์ เบรสลิน ตัวเอกของเรื่องก็เป็นสุดยอดนักหาจุดอ่อนเรือนจำที่ทำงานมาจนเชี่ยวชาญ กระทั่งวันหนึ่งเขาถูกส่วตัวไปสำรวจเรือนจำแห่งใหม่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสุดโหด ไม่เคยมีใครแหกคุกที่นี่ได้มาก่อน ยิ่งระทึกไปกว่านั้นเมื่อเขาพบว่าเขาไม่สามารถถอนตัวจากภารกิจนี้ได้ เขาวางแผนกับรอทท์เมเยอร์นักโทษสุดเก๋าเพื่อหาทางแหกคุกสุดโหดนี้ไปด้วยกัน แม้แผนแหกคุกของ Escape Plan จะไม่ได้ซับซ้อนหรือหลักแหลมอะไร แต่หากวันตึง ๆ ต้องการความตื่นเต้น แอกชัน มันส์หยด ก็รับรองได้ว่า Escape Plan จะชวนให้ดูไปลุ้นไปเพลิน ๆ ได้แน่นอน The Next Three Days เมื่อการแหกคุกไม่ได้เกิดจากในคุก แต่เกิดจากใครบางคนที่อยู่นอกคุก และอยากทำเพื่อคนที่เขารัก! The
เวลานี้หากพูดถึงมังงะโชเน็นหรือการ์ตูนลูกผู้ชายทางฝั่งญี่ปุ่น เรื่องราวการผจญภัยของสองพี่น้อง ‘ทันจิโร่’ กับ ‘เนซึโกะ’ จากเรื่อง ดาบพิฆาตอสูร (Kimetsu no Yaiba, Demon Slayer) ก็คงเป็นหนึ่งในมังงะที่ถูกหยิบยกมาพูดบ่อย ๆ ในวงสนทนา เพราะดาบพิฆาตอสูรสามารถทำลายสถิติเก่า ๆ เป็นว่าเล่น แถมยังมียอดขายเล่มแซง ‘วันพีซ’ แชมป์เก่าที่ครองบัลลังก์นานนับสิบปี หรือจะความกลมกล่อมของเวอร์ชันแอนิเมชันทำให้คนเริ่มรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้มากขึ้น ผลงานเรื่องดาบพิฆาตอสูรเกิดขึ้นโดยอาจารย์ โคโยฮารุ โกโตเกะ (Koyoharu Gotouge) นักเขียนการ์ตูนสั้นดาวรุ่งอายุน้อย ที่มีโอกาสลงผลงานของตัวเองกับนิตยสารมังงะชื่อดัง โชเน็น จัมพ์ (Shonen Jump!) ส่งเรื่องราวการผจญภัยของเด็กหนุ่มที่โดน vปีศาจพรากครอบครัวไปเกือบหมดเหลือเพียงน้องสาวสู่สายตาสาธารณชน เมื่องานเสร็จสิ้นใคร ๆ ต่างต้องอยากทราบฟีดแบคหรือผลตอบรับว่าดีหรือไม่ ซึ่งผลของดาบพิฆาตอสูรคือ “ยังไม่ค่อยน่าประทับใจนัก” เสียงของนักอ่านต่อมังงะค่อนข้างกล่าวไปทางเดียวกัน บ้างก็ว่าเนื้อเรื่องเดินเป็นเส้นตรงเกินไป ซ้ำซากกับการ์ตูนโชเน็นอื่น ๆ รวมถึงลายเส้นไม่ค่อยดึงดูดในช่วงแรก (ตอนหลังลายเส้นของมังงะเริ่มดีขึ้นแล้ว) ส่วนหนังสือการ์ตูนก็มียอดขายแค่หลักหมื่น บั่นทอนกำลังใจทั้งคนเขียนและสำนักพิมพ์ จนใคร ๆ ต่างก็คิดว่าเรื่องราวการตามล่าอสูรตัวบอสที่ฆ่าครอบครัวของทันจิโร่กับเนสึโกะมีแววจะโดนตัดจบกลางคัน เหมือนกับมังงะเรื่องอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ ทว่าหนังสือการ์ตูนที่มีแววจะถูกโละกลับสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นเสียอย่างนั้น เนื้อเรื่องเป็นเส้นตรงตอนแรกกลายเป็นการปูทางสู่เนื้อหาเข้มข้นขึ้นจนวางไม่ลง วิธีการนำเสนอเรื่องราวที่หลายคนว่าทื่อๆ
ปัจจุบันถ้าพูดถึง City Cars หรือรถยนต์ที่เหมาะสมต่อการขับขี่ในเขตเมือง หนุ่ม ๆ หลายคนคงมองเห็นภาพ Eco Cars และ City Cars หลากหลายรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องของสมรรถนะ งานดีไซน์ รวมไปถึงฟังก์ชันเสริมที่มีมากน้อยแตกต่างกันไปในรถยนต์แต่ละคัน อย่างไรก็ตามหากย้อนเวลากลับไปช่วงปี 1980 ใครจะคิดว่าค่ายผู้ผลิตรถยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้าจะเคยเสริมจุดขายใน City Cars ของตัวเองด้วยสกู๊ตเตอร์คันจิ๋วที่ใช้ชื่อว่า Motocompo ซึ่งต่อมาได้มาเป็นตัวแทนคำบอกเล่าของยุคสมัยรวมถึงของสะสมหายากที่ใครหลายคนตามหา แต่เรื่องราวทั้งหมดจะมีจุดเริ่มต้นยังไงและพาหนะ 2 ล้อคันนี้ได้สร้างปรากฏการณ์อะไรบ้าง มาทำความรู้จักเรื่องราวทั้งหมดไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้นของ Honda Motocompo เป็นผลพวงมาจากการพัฒนารถยนต์คันใหม่ของฮอนด้าในช่วงปี 1979 ช่วงเวลาที่ทีมออกแบบเลือดใหม่ของค่ายได้ร่วมกันระดมไอเดียเพื่อสร้างโปรเจกต์รถยนต์คันใหม่ของค่ายในฐานะ “รถยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดสำหรับปี 1980” ซึ่งต่อมาทุกคนรู้จักรถคันนี้ในชื่อ “Honda City” ในเวลานั้น Hiroo Watanabe และ Hiroshi Azuma 2 วิศวกรผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของโปรเจกต์ได้รับโจทย์ให้สร้างรถยนต์ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะขั้นพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือต้องเป็นรถยนต์ที่ตอบสนองการใช้งานของกลุ่มคนทำงานหนุ่ม-สาวที่ต้องการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันเมืองเช่นโตเกียวหรือเมืองใหญ่ต่าง ๆ สุดท้ายคืองานดีไซน์และเส้นสายของตัวรถจะต้องถูกยอมรับในระดับสากล ไม่นานทีมงานรุ่นใหม่ไฟแรงของฮอนด้าที่มีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปีก็เริ่มลงมือขึ้นรูปงาน Prototype
หากยังจำกันได้ดี ครั้งหนึ่ง UNLOCKMEN เคยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของวัฒนธรรม MODS วัฒนธรรมย่อยของชนชั้นกลางที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษไปแล้ว มาในครั้งนี้เราได้รับโอกาสพิเศษให้เข้าไปใกล้ชิดกับกลุ่มชาว MODS อีกครา และทันทีที่ได้ยินประโยคเชิญชวนเราก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับไปในทันที ซึ่งงาน Thailand MODS Mayday : scooter run vol. 3 คือการรวมตัวกันของชาว MODS ในประเทศไทย กลุ่มคนที่สานต่อวัฒนธรรม Mods ผู้มีความขบถ แหกคอก ใช้สกู๊ตเตอร์คลาสสิกเป็นยานพาหนะและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลุ่ม MODS หลัก ๆ ที่รวมกันเป็น Thailand MODS Mayday นั้นประกอบไปด้วย SoulScooterClub, Lammania, ModsMorShit, 30UP การประดับกระจกเยอะๆ และแขวนไฟหลายดวงนั้นมีที่มาจากการประชดกฏหมายของอังกฤษในยุคนั้น (60s) ที่ออกมาบังคับให้รถจักรยานยนต์ทุกคนต้องมีกระจกอย่างน้อย 1 อัน ทั้งที่ความจริงแล้วรถมอเตอร์ไซต์ Vespa และ Lambretta ในยุคนั้นมันเกิดมาโดยไม่มีกระจกมองหลังหรือแม้กระทั่งไฟเลี้ยว สิ่งที่แตกต่างจากยานพาหนะทั่วไปทำให้รถสกู๊ตเตอร์กลายมาเป็น
ตอนนี้คุณกำลังมีความสุขในการทำงานอยู่รึเปล่า ? ถ้าคุณตอบได้อย่างมั่นใจว่ามี คุณก็ข้ามบทความนี้ไปเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจว่ากำลังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ เพราะเจอกับเรื่องชวนปวดหัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงานที่ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ หรือ รู้งานหนักเกินจนแทบไมได้พัก เป็นต้น คุณอาจจะอยู่ใน toxic workplace อยู่ก็เป็นได้ เราขอแนะนำให้คุณลองอ่านบทความนี้ เพราะเราจะพาคุณไปทำความเข้าใจ และแนะนำวิธีการแก้ไข ปัญหาที่ทำงานเป็นพิษ หรือ toxic workplace เพื่อช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างสบายใจโดยไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องลาออก ก่อนอื่นเราอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงองค์ประกอบที่ทำให้เกิด toxic workplace เสียก่อน ซึ่งมันเกิดได้ทั้งจาก พฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี เช่น ไม่ตั้งใจทำงาน หรือ บรรยากาศในการทำงานที่ไม่ดี เช่น มีการกลั่นแกล้ง หรือ นินทากัน รวมไปถึง ตัวงาน เช่น งานหนักเกินไปจนไม่ได้พัก ซึ่งหากมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หรือ มากกว่าปัจจัยหนึ่งรวมกันแล้ว ทำให้คุณใช้ชีวิตได้ลำบาก อาจเป็นสัญญาณว่า คุณกำลังอยู่ใน toxic workplace อยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาจากการอยู่ใน toxic workpace มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
สำหรับทุกบริษัท การนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาก้าวไปข้างหน้าได้ แต่ปัญหาที่หลายบริษัทต้องเจอคือการที่คนในบริษัทไม่ยอมเสนอไอเดีย ไม่แสดงความคิดเห็น ร้ายที่สุด คือ พวกเขาไม่ยอมรายงานปัญหา Conflict ที่พบเจอในที่ทำงานให้ผู้ใหญ่ได้รับทราบ ปล่อยให้มันลุกลามจนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไข ปัญหานี้ UNLOCKMEN มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ เลยอยากจะพาทุกคนไปดูว่ามีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ลูกน้องไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในที่ทำงาน และจะแก้ไขอย่างไรดี ขาดความมั่นใจที่จะแบ่งปันไอเดีย มันจะมีกรณีที่บางคนรู้สึกไม่มั่นใจเวลาที่จะแบ่งปันไอเดีย ถ้าในที่ประชุมมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนเกินไป หรือมักจะกับคนนอกหน้าที่ที่พยายามเสนอไอเดียว่ามันไม่ใช่เรื่องของพวกเขา หรือให้สนใจแต่หน้าที่ของตัวเอง ฯลฯ พอได้ยินคำพูดแบบใส่บ่อยๆ พวกเขาก็รู้สึกว่า การแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานจะทำให้พวกเขาถูกตำหนิ ปิดปากเงียบไว้ดีกว่า ท้ายที่สุดพวกเขาก็เลยไม่เสนอไอเดียใหม่ ๆ อีกเลย Solution: ก่อนอื่นเลย คนที่เป็นหัวหน้าต้องเข้าใจก่อนว่า มันมีอะไรบ้างที่จะทำลายความมั่นใจของลูกน้องได้ (เช่น การห้าม การตำหนิ ฯลฯ) บอกกับทีมให้เปิดใจรับฟังไอเดียจากคนทุกแผนกดูบ้าง เพราะเค้าอาจจะมีไอเดียอะไรในมุมมองที่เราคาดไม่ถึง และพยายามไม่ตำหนิหรือ Kill idea ในที่ประชุม แล้วลูกน้องจะกล้าแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานมากขึ้นเอง ไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ในเวลานั้น บางบริษัทไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเรื่องไหนที่นับว่าเป็นปัญหา หรือ ปัญหาแบบไหนบ้างที่ควรรายงาน บางคนเลยไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอเป็นปัญหาที่ควรรายงานหรือเปล่า อีกทั้งบางบริษัทเองก็ไม่ได้สนับสนุนวัฒนธรรมการรายงานในทุก ๆ
กางเกงชิโน่ (Chinos) หนึ่งในกางเกงคลาสสิกที่ผู้ชายหลายคนชื่นชอบที่จะสวมใส่ เพราะไอเทมชิ้นนี้ตอบโจทย์การแต่งตัวได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ หรือเวลาที่ต้องออกงานในระดับทางการ รวมไปถึงสีสันที่มีให้เลือกมากมาย และการสวมใส่ที่ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไปสำหรับอากาศในบ้านเรา อย่างไรก็ตามการสวมใส่กางเกงชิโน่ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยชูให้สไตล์การแต่งตัวของเราโดดเด่นมากขึ้น และสิ่งนั้นคือ “รองเท้า” ที่จะช่วยเติมเต็มการแต่งกายด้วยกางเกงชิโน่ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่มีรองเท้าชนิดไหนที่เราหยิบมาแนะนำบ้าง มาทำความรู้จักและปรับให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองไปพร้อมกัน Chinos & Sandals เริ่มกันที่รองเท้าสไตล์แรกกับ Sandals หรือรองเท้าแตะ การสวมใส่กางเกงชิโน่กับรองเท้าแตะเป็นการจับคู่ที่เหมาะสำหรับการแต่งตัวในวันสบาย ๆ หรือสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ไม่อยากสวมรองเท้าหุ้มส้นออกจากนอกบ้าน ไปจนถึงถึงวันพักร้อนที่ต้องการเดินทอดน่องอยู่ริมชายหาดอย่างมีสไตล์ ขณะเดียวกันการจับคู่กางเกงชิโน่กับรองเท้าแตะ ยังสามารถจับคู่เข้ากับเสื้อได้หลายชนิด ตั้งแต่ไอเทมพื้นฐานอย่างเสื้อยืด ไปจนถึงเสื้อเชิ้ตลุคสบาย ๆ เช่นเชิ้ตผ้าฝ้ายหรือผ้าคอตตอนที่ไม่ได้ตัดเย็บแบบเข้ารูป อย่างไรก็ตามควรเลี่ยงการจับคู่กับรองเท้าแตะแบบคีบ แนะนำให้เลือกเป็นรองเท้าแบบสวมที่ทำจากหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์จะสร้างลุคที่เหมาะมากกว่ารองเท้าแตะแบบอื่น ๆ Chinos & Sneakers การจับคู่ระหว่างกางเกงชิโน่กับรองเท้าผ้าใบคือรูปแบบที่ตอบโจทย์วันที่ต้องการลุค Smart Casual ยิ่งขึ้นและเชื่อว่านี่เป็นสไตล์การสวมใส่กางเกงชิโน่ที่หนุ่มไทยหลายคนต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หลักการจับคู่รองเท้าผ้าใบกับกางเกงชิโน่ก็ได้ง่าย ๆ คือควรเลือกจับคู่กับรองเท้าผ้าใบที่มีสีเรียบง่าย ๆ เช่นสีขาวหรือสีดำ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งสี ขณะเดียวกันรองเท้าที่สีสันเรียบง่ายยังช่วยให้เราเลือกโทนสีเสื้อสำหรับสวมใส่ได้ง่ายมากขึ้น ต่างจากรองเท้าสีสันสดใสที่จะทำให้การเลือกเสื้อเป็นเรื่องที่ยากหรือใช้เวลามากกว่าปกติ การจับคู่กางเกงชิโน่กับรองเท้าผ้าใบยังเข้ากันได้ดีกับการแต่งตัวสไตล์ Double Layers
สารภาพตามตรงว่าตั้งแต่ Covid-19 เข้ามามีบทบาทในชีวิต ดูเหมือนว่าการพาตัวเองไปดื่มด่ำสุนทรียภาพกลายเป็นเรื่องท้าย ๆ ที่เราแทบใส่ใจ ไหนจะงาน ไหนจะเงิน ไหนจะความสัมพันธ์ คล้ายว่ามีเรื่องสำคัญ ๆ อยู่อีกมากรอให้เราดูแล เดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว จนกระทั่งสี่เดือนกว่าที่เราเคร่งขึงตึงเครียดกับชีวิต จนในที่สุดเราก็ถามตัวเองว่าใจดีกับตัวเองได้บ้างหรือยัง? คิดได้แบบนั้นก็อยากพาตัวเองไปดื่มด่ำบรรยากาศ ผ่อนคลายกับเครื่องดื่มให้ชื่นใจ และสนทนากับใครสักคนในบาร์สักแห่งที่แสงสลัวแปลกตา ราวกับว่าได้หลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริงไปชั่วขณะ Tai Soon Bar คือคำตอบของวันนี้ บาร์แสงสลัวที่เราอยากพาตัวเอง และชาว UNLOCKMEN ไปหลงใหลดื่มด่ำด้วยกัน ตึกรามเก่าแก่ย่านเมืองเก่า คลาคล่ำไปด้วยรถราและร้านอาหารเด็ดเจ้าดังที่ดึงดูดคนจากทั่วสารทิศ สองข้างทางมีผู้คนที่ดั้นด้นมาลิ้มรสของอร่อย นี่คือบรรยากาศของย่านประตูผีที่ใครหลายคนคุ้นเคย แม้บาร์คราฟต์เบียร์แสงสลัวจะดูโดดเด่นออกมาจากสิ่งอื่น ๆ แต่ทันทีที่เราเดินทางมาถึงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะ Tai Soon Bar ทั้งโดดเด่นแต่ก็กลมกลืนด้วยดีไซน์ที่เจ้าของเลือกรีโนเวตอาคารที่เคยเป็นร้านขายยาจีนเก่าแก่ของตระกูล ที่นี่จึงเต็มไปด้วยโครงสร้างที่ยังคงความเก่าแก่ ความดิบ คู่ไปกับบรรยากาศที่เหมาะแก่การปล่อยตัวปล่อยใจไปกับคืนค่ำได้อย่างดี “ไท้ซุ่นตึ๊ง” ป้ายชื่อร้านยาเดิมยังตระหง่านอยู่เหนือประตูทางเข้า พร้อมป้าย “Tai Soon Bar” สีแดงสดที่ดึงดูดให้เราเข้าไปค้นหา ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป กำแพงปูนสึกกร่อนดึงสายตาเราไว้ บางส่วนหลุดลอกเป็นลวดลายเฉพาะ บางส่วนเผยให้เห็นอิฐเก่าสีส้มเรียงตัว เป็นความตั้งใจของเจ้าของที่อยากให้
ถ้าพูดถึงรองเท้าผ้าใบของ Converse (คอนเวิร์ส) เชื่อว่าหนุ่ม ๆ แต่ละคนคงมีความชื่นชอบในรองเท้าแบรนด์นี้อยู่ไม่ใช่น้อย ๆ ซึ่งความชื่นชอบเหล่านั้นอาจเกิดจากเหตุผลที่มีแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ของงานดีไซน์สุดคลาสสิก เรื่องราวที่มากับตัวรองเท้า รวมไปถึงความทนทานในการใช้งานที่ทำให้สามารถสวมใส่ลุยแบบถึงไหนถึงกันได้โดยไม่ต้องเป็นกังวล แต่สำหรับ ‘โย-อภิชิต วิวัฒน์เวคิน’ หรือที่หลายคนรู้จักเขาในฐานะแฟนพันธุ์แท้รองเท้า Converse ชายผู้ใช้เวลามากกว่าครึ่งชีวิตไปกับการทำความรู้จัก ตามหา จนนำมาสู่การเก็บครอบครองรองเท้าของ Converse มากกว่า 700 คู่ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเขาสนใจในรองเท้าเหล่านี้ และความหลงใหลที่มีจะให้มุมมองที่น่าสนใจในด้านไหนบ้าง วันนี้เราจะชวนชาว UNLOCKMEM มาทำความรู้จักตัวตนของชายคนนี้ รวมถึงคอลเลกชันรองเท้า Converse ของเขาไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้นของความหลงใหลในเรื่องรองเท้า ความหลงใหลในรองเท้าของชายคนนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ระดับชั้นป.5 หรือตอนที่อายุประมาณ 11 ปี ช่วงเวลาที่กลุ่มเพื่อนรอบตัวเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับรองเท้าอย่าง Reebok Pump ซึ่งเป็นรองเท้าที่มีการทำโฆษณาเผยแพร่ทางทีวีในเมืองไทยในเวลานั้น ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเขาหันมาให้ความสนใจในเรื่องรองเท้าเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมาหลังขยับขึ้นมาเรียนในระดับม.ปลาย พี่โยก็มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับรองเท้าอย่าง Converse Jack Purcell และถูกใจงานดีไซน์ที่แตกต่างของรองเท้าคู่นี้เข้าไปเต็ม ๆ ขณะเดียวกันการเข้ามาของกระแสเพลงแนว Alternative ก็มีส่วนทำให้ทุกคนเห็นว่ามีศิลปินจำนวนมากสวมใส่รองเท้าของ Converse ซึ่งกลายมาเป็นเหตุผลที่ให้เขาตัดสินใจซื้อ Converse Jack Purcell เข้ามาเป็นรองเท้าจาก Converse


