ก่อนหน้านี้เราเคยนำเสนอผลวิจัยว่า คนมองโลกตามความเป็นจริง มีความสุขมากกว่ามองโลกแง่บวก เกี่ยวกับผลเสียที่จะเกิดจากการเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกมากเกินไป (overly optimistic) และมีการพูดถึงสอบถามเข้ามาค่อนข้างเยอะ เราจึงอยากนำเสนอเพิ่มเติม ซึ่งการมองโลกในแง่บวกมากเกินไป ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว โดย Amy Morin นักจิตบำบัดและนักเขียนชิ่อดังในฟลอริดา ในปี 2017 ในบทความของเธอบนเว็บไซต์ Bussiness Insider ที่ชื่อว่า ‘3 times optimism does you more harm than good’ ในบทความนี้ เธอได้อธิบายถึงผลเสียของการมองโลกแบบ overly optimistic ว่า แม้มันจะทำให้เรารู้สึกดีก็จริง (เพราะความคิดลบถูกกลบ) แต่มันก็ทำให้เราต่อต้านการรับฟังเหตุผลในอีกแง่มุม เพราะเหตุการณ์จริงอาจจะไม่ได้ง่าย หรือโรยด้วยกลีบกุหลาบแบบที่เราคิดเอาไว้ได้เหมือนกัน – คิดบวกเกินจริง (exaggerating the positive.) มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เรื่องดีๆ ไปหมด เช่น คิดว่าทุกคนชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ หรือคนที่เราชอบเป็นคนที่แสนดีมากๆ เป็นต้น ซึ่งคนประเภทนี้อาจเจอกับปัญหาที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ เช่น ไม่ยอมรับข้อผิดพลาด ไม่พัฒนาปรับปรุงตัวเอง หรือตกเป็นเหยื่อถูกคนอื่นหลอกได้ง่าย
ของมือสองเป็นอีกจักรวาลที่ถ้าเข้าวงการไปแล้วออกยาก เพราะถ้าเรารู้วิธีสังเกตและเลือกซื้อกล้อง มีสิทธิ์ได้ของเจ๋ง ๆ มาใช้งานในราคาถูกเหมือนถูกลอตเตอรี่ หรือถ้าเอาไป CLA (Clean – Lubrucate – Adjust) แล้วปล่อยต่อ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเงินทั้งนั้น วันนี้ UNLOCKMEN จึงถือโอกาสพาชาวกระเป๋าบาง (รวมเราด้วย) มาหาสมบัติกันที่ “Lucky Home” โกดังของมือสองญี่ปุ่นชื่อดังย่านสำโรง ใครที่จะเดินทางตามรอยเรามา บอกก่อนว่าที่นี่ไม่ได้ตั้งอยู่บนเส้นถนนเส้นหลัก ดังนั้นเดินทางด้วยรถส่วนตัวจะดีที่สุด มีที่จอดรถหน้าโกดังและฝั่งตรงข้าม แต่ถ้าคุณไม่มีรถส่วนตัวหรือขับรถไม่เป็นแนะนำให้ใช้บริการรถแท็กซี่หรือรถยนต์ที่ให้บริการสาธารณะปักหมุดจากในแอปฯ แล้ววิ่งมาสถานเดียว เพราะจะมาหาเอาแถวนี้ทั้งขาไปและขากลับค่อนข้างจะลำบากอยู่เหมือนกัน เป้าหมายของวันนี้คือการเลือกซื้อกล้องฟิล์มมือสองเพราะพวกเรา UNLOCKMEN เช็กข้อมูลมาว่าที่นี่มีกล้องมือสองหลากยี่ห้อทั้งแมส ๆ และไม่เแมสจากญี่ปุ่นจำนวนนับหมื่นตัวให้เลือก แต่นอกจากโกดังกล้องที่นี่ยังมีของเล่นอื่น ๆ อีกเพียบที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ให้นึกภาพตามว่าเป็นโกดังเรียงติดกันหลายหลัง แต่ละหลังแบ่งเป็นประเภทข้าวของเครื่องใช้นั้น ๆ เช่น โซนเครื่องใช้ทั่วไป เครื่องดนตรี เครื่องเสียง กล้อง ฯลฯ รวม ๆ แล้วก็ 3-4 โกดังใหญ่ ๆ เหมือนเราเดินฮอลล์ในอิมแพ็คที่เมืองทองแต่เป็นโกดังเปิดโปร่งไม่มีแอร์ ระบบการจัดวางเขาจัดช่องทางเข้าออกทางเดียว ดังนั้น
ในภาพยนตร์บางเรื่อง รถยนต์ประกอบฉากก็มีความโดดเด่นไม่แพ้นักแสดงนำเลย ไม่ว่าจะเป็น 1963 VOLKSWAGEN BEETLE ที่ถูกดีไซน์ใหม่ในภาพยนตร์เรื่อง The Love Bug (1968) หรือ 1961 FERRARI 250 GT CALIFORNIA SPYDER SWB ที่ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Ferris Bueller’s Day Off (1986) UNLOCKMEN เลยอยากแชร์กับทุกคนว่า มีรถยนต์คลาสสิกรุ่นไหนบ้างที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำจากภาพยนตร์เรื่องต่างๆ 1961 FERRARI 250 GT CALIFORNIA SPYDER SWB จาก Ferris Bueller’s Day Off หลายคนคงจดจำรถที่ Cameron Frye (นำแสดง โดย Alan Ruck) จากภาพยนตร์ เรื่อง Ferris Bueller’s Day Off (1986)
สำหรับผู้ชายผู้ชื่นชอบรถยนต์ การได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับโลกแห่งความเร็ว นอกจากจะได้ความเพลิดเพลิน ยังได้เกล็ดความรู้และประวัติของรถคันนั้น ๆ ให้ไปหาข้อมูลต่อกันได้เสมอ และนี่คือภาพยนตร์ 5 เรื่องเกี่ยวกับลูกผู้ชาย รถยนต์ และความเร็ว ที่มาพร้อมกับเรื่องราวแห่งมิตรภาพ แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรและจะมีความสัมพันธ์แบบไหนที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้ชมกันบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลย FORD V FERRARI Ford V Ferrari คือภาพยนตร์ที่จะพาทุกคนไปพบกับสงครามความเร็วระหว่างค่ายรถสายพันธุ์อเมริกันอย่าง Ford และผู้คร่ำหวอดในวงการรถแข่งจากประเทศอิตาลีอย่าง Ferrari บนสังเวียนการแข่งขันรถยนต์สุดโหด 24 Hours Of Le Mans ในช่วงต้นปี 1960 Ford V Ferrari จะพาเราไปรู้จักกับเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของโมเดลรถยนต์ในตำนาน Ford GT40 mk II พร้อมกันนั้นยังนำเสนอมุมมองของมิตรภาพระหว่างผู้คนได้อย่างน่าสนใจ ทั้งเรื่องราวของ Carroll Shelby และ Ken Miles 2 ตัวเอกในเรื่องที่แม้จะมีปัญหาถกเถียงกันหรือเห็นต่างกันในหลายช่วงเวลา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการพัฒนารถยนต์และการแข่งขันทั้ง 2 คนก็ยังคงเคารพและไว้ใจกันเสมอ อีกความสัมพันธ์ที่น่าสนใจคือเรื่องราวระหว่าง Ken Miles
โลกของการทำงานไม่เคยง่าย ล้านโปรเจกต์ที่รอให้เราเร่งทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจลุ่ม ๆ ดอน ๆ ยิ่งขยัน ยิ่งทำงานให้มีคุณภาพมากเท่าไรยิ่งดี แต่ในทางกลับกันโลกปัจจุบันก็เต็มไปด้วยสิ่งบันเทิงและสิ่งเร้าที่ชวนให้ไขว้เขวอย่างง่ายดาย หันซ้ายก็สมาร์ตโฟนและเหล่าโซเชียลมีเดียสารพัดที่รอให้เราเปิดไปไถอัปเดตเรื่องราว หันขวาก็พร้อมหลุดโฟกัสได้ง่าย ๆ คล้ายกับว่าโลกใบนี้มีสิ่งดึงดูดใจให้ทุ่มเวลาให้ไม่รู้จบ (ยกเว้นการทุ่มเวลาทำงาน) ถ้าอย่างนั้นในวันที่โลกเต็มไปด้วยสิ่งรบกวนมากขนาดนี้ จะมีวิธีไหนที่เราจะฝึกสมองของเราไม่ให้ไหลไปกับสิ่งเหล่านั้นได้บ้าง? UNLOCKMEN ชวนมาปลดล็อกด้วย เคล็ดลับฝึกสมองให้โฟกัส ทำงานได้แม้มีสิ่งยั่วใจ กลับไปทำงานครั้งหน้า จะได้รู้ว่าต้องจัดการกับสมองและการโฟกัสได้อย่างไร ความลับของสมองที่ไม่เคยมีใครบอกเรา หลายคนมักเข้าใจว่าถ้าอยากได้งานเยอะ ๆ ก็ต้องทำงานหนัก ทำงานต่อเนื่องหรือทำงานยาวนาน แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราอยากได้งานที่มีคุณภาพนั้นไม่เกี่ยวกับความยาวนาน หรือเรื่องระเวลา แต่เป็นการที่เราสามารถโฟกัสกับงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพต่างหาก เมื่อเราสามารถโฟกัส เราจะได้งานที่มีคุณภาพ และมีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นอย่างมีคุณภาพได้เช่นกัน ไม่ว่าจะพักผ่อน เดินเล่น หรือใช้เวลากับคนที่เรารักโดยไม่ต้องกังวลเรื่องงานให้เสียเวลาพัก และไม่เอาการพักไปปนในเวลางาน การโฟกัสงานให้ได้จึงเป็นหัวใจสำคัญของคนที่อยากทำงานให้มีคุณภาพ อย่างไรก็ตามการมีสมาธิจดจ่อกับงานหรือโฟกัสกับการทำอะไรสักสิ่งได้ ไม่ใช่แค่การบังคับตัวเองเท่านั้น แต่เป็นความสามารถของสมองที่จะจดจ่อด้วย และสมองก็มีธรรมชาติของมัน โดยหลายคนบอกแค่ว่าก็นั่ง ๆ ทำงานไปเถอะ อย่าไปคิดอะไร แต่ถ้าเราเข้าใจวิธีการทำงานของสมองเราก็จะทำงานอย่างมีคุณภาพได้มากขึ้น งานวิจัย “Brief and rare mental
หลายคนอาจได้ยินบ่อยๆ ว่า เวลาไม่กล้าตัดสินใจทำอะไร เพราะกลัวผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ให้พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ประโยคนี้อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่ดีก็เป็นได้ เมื่องานวิจัยล่าสุดบอกว่าคนที่มองโลกตามความเป็นจริงจะมีความสุขในระยะยาวมากกว่าคนที่มองโลกในแง่บวก งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin (PSPB) โดย ทีมวิจัยได้ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังด้านการเงินในชีวิตของคนกับผลลัพธ์ที่ออกมาตามความเป็นจริงในช่วงเวลาหลายสิบปี พวกเขาได้นำข้อมูลจากแบบสำรวจชาวอังกฤษที่ทำในระยะยาวชื่อว่า British Household Panel Survey ซึ่งได้มีการติดตามคนจำนวนกว่า 1,600 คนเป็นเวลากว่า 18 ปี มาวิเคราะห์ และเพื่อดูว่าใครที่มีความสุขในระยะยาวมากกว่ากันระหว่าง คนที่มองโลกในแง่ดี (optimists) คนที่มองโลกในแง่ร้าย (pessimists) และ คนที่มองโลกตามความเป็นจริง (realists) นักวิจัยได้นำข้อมูลที่กลุ่มตัวอย่างรายงานด้วยตัวเองเกี่ยวกับความสุขในชีวิตและความกังวลทางจิตวิทยามาหาคำตอบ พบว่าผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์ที่มากเกินความเป็นจริง จะมีความสุข (well-being) น้อยกว่าผู้ที่คาดหวังอะไรตามความเป็นจริง ซึ่งตัวงานวิจัยเองก็ยังชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการตัดสินใจโดยอิงจากความแม่นยำและการประเมินแบบไม่มีอคติด้วยเช่นกัน ทีมวิจัยกล่าวถึงสาเหตุที่ optimists และ pessimists ไม่ค่อยมีความสุขว่า ในท้ายที่สุดความผิดหวังจะครอบงำความคาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้ optimists มีความสุขน้อยลง ส่วน pessimists ที่คาดหวังแต่ผลลัพธ์ที่แย่ๆ จะเอาชนะอารมณ์ด้านบวก จนทำให้พวกเขาพยายามไม่พยายามจะทำชีวิตให้ได้ดีกว่าที่คาดหวังเอาไว้
เคยรู้สึกว่าอยากมีความแข็งแกร่งสามารถยกของหนักๆ ได้ นานๆ แต่ขี้เกียจออกกำลังกายรึเปล่า? บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีจากเยอรมัน อาจทำให้ฝันของเราเป็นจริงได้ เมื่อเร็วๆ นี้ ทางบริษัทได้เริ่มจำหน่ายชุดพาวเวอร์สูทตัวใหม่ ที่ช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหว และเสริมพลังของผู้สวมใส่ให้สามารถยกของหนักได้มากขึ้นและนานขึ้นกว่าปกติ The 4th generation cray x ชุดสมาร์ทพาวเวอร์สูทรุ่นใหม่ของบริษัท german bionic ที่ผสมผสานสติปัญญาของมนุษย์กับพลังงานจักรกล ถูกผลิตขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่ว่า จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน สมาร์ทพาวเวอร์สูทชุดนี้มาพร้อมกับ servo motors ประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้สวมใส่ให้สามารถยกของหนักสูงสุด 28 กก. พร้อมแบตเตอร์รี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 8 ชม. แต่ชุดนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่ทำให้เรายกของหนักได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว มันยังมาพร้อมกับระบบอัพเดทซอฟแวร์อัตโนมัติ และระบบ Predictive Maintanance ที่จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่าสมาร์ทเวอร์สูทจะทำงานได้อย่างยาวนานที่สุด แถมผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทพาวเวอร์สูทกับระบบของโรงงานอัจฉริยะ (smart factory) เพื่อกระตุ้น productivity สุขภาพ รวมถึงความปลอดภัยของคนงานได้อีกด้วย ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของสมาร์ทพาวเวอร์สูทชุดนี้ คือ มันมีส่วนประกอบของคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งที่มากกว่าเหล็ก แต่มีน้ำหนักเบา มันจึงเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (aerospace) รวมถึง การแข่งขัน Formula 1
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบไปทั่วโลกและทำให้ผู้คนในหลายประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความปลอดภัยของตัวเองในขณะเดียวกันวิถีชีวิตแบบปกติใหม่หรือ New Normal ก็ได้สร้างช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนกับโลกภายนอกที่เรียกว่า Virtual Event ขึ้นมาพร้อมกัน Virtual Experience หรือการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเราเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกับชีวิตยุค New Normal หลังการแพร่ของไวรัสโควิด-19 เมื่อมนุษย์ต่างหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน เพราะยังคงกลัวความเสี่ยงจากโรคติดต่อส่งผลให้งานอีเวนต์และการรวมตัวกันของผู้คนต้องหยุดชะงักไปด้วย Virtual Event จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญแถมยังทำหน้าที่ได้ดีอีกด้วย วันนี้เรามาแนะนำ Virtual Event ดี ๆ ที่ผ่านมารวมไปถึงอีเวนต์ที่ไม่ควรพลาดซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ จะมีอีเวนต์เจ๋ง ๆ แบบไหนรออยู่บ้างมาชมไปพร้อมกันเลย นอนชมภาพเขียนระดับโลกอยู่บ้านผ่าน “Virtual Tour” ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ช่วงกักตัวอยู่บ้านหลายเดือนที่ผ่านมาผู้ที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และผลงานศิลปะสามารถเข้าไปเดินชมพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ผ่านหน้าจอได้อย่างใกล้ชิด พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) พิพิธภัณฑ์ที่เป็นเหมือนจุดหมายสำคัญของคนที่หลงใหลผลงานศิลปะได้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบ “Virtual Tour” ผ่านกล้องมุมมอง 360 องศาที่เผยให้เห็นรายละเอียดทุกส่วนภายในตัวอาคารที่รวบรวมผลงานศิลปะเอาไว้มากกว่า 30,000 ชิ้น การทัวร์พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ช่วยให้เราได้ชมผลงานระดับ Masterpiece จำนวนมากแต่ที่พลาดไม่ได้คงจะเป็นภาพเขียน Mona Lisa ของศิลปิน เลโอนาร์โอ
สกิลเปิดขวดเบียร์หรือขวดโซดาด้วยมือเปล่าดูเหมือนจะเป็นสกิลติดตัวชายแทบทุกคน จนถือเป็นเป็นสกิลที่ดูบ้าน ๆ ไปแล้ว แต่ถ้าเปิดไวน์โดยไม่มีที่เปิดขวดไวน์ได้ล่ะ? คิดดูว่าจะคูลแค่ไหน? UNLOCKMEN ขอรับรองว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งสกิลใหม่ ๆ ที่เพิ่มคะแนนให้คุณในสายตาสาว ๆ ท่ามกลางคืนที่หิ้วไวน์ไปเตรียมโรแมนติกเต็มที่ แต่ดันไม่มีที่เปิดขวด เพราะนอกจากจะดูโรแมนติกมากกว่าการดื่มเบียร์กินพิซซ่าเป็นไหน ๆ จะได้คะแนนความเท่เพิ่มขึ้นจากการเปิดขวดไวน์โดยไม่ใช้ที่เปิดแบบแมน ๆ ไปอีกหนึ่งสเต็ป มาดูกันเถอะว่าการเปิดไวน์โดยไม่ใช้ที่เปิดสามารถใช้อะไรเปิดแทนได้บ้าง? รองเท้า ใครจะไปคิดว่ามันจะง่ายขนาดนี้ แค่ถอดรองเท้าที่เราใส่อยู่ออกมาหนึ่งข้าง เอาขวดไวน์ที่ต้องการเปิดวางลงไปแทนที่เท้าของเรา จากนั้นก็หากำแพงแล้วลงมือตบตูดขวดไวน์ลงบนกำแพงได้เลย ผลลัพธ์ก็เปิดออกมาง่ายดายอย่างที่เห็นในคลิปนี่เอง กุญแจบ้านนี่แหละ กุญแจบ้าน กุญแจรถ กุญแจห้องกิ๊ก หรือกุญแจอะไรก็ได้ เชิญล้วงควักออกมาทันทีที่รู้ว่าไม่มีที่เปิดไวน์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ แล้วเสียบลงไปบนฝาก๊อกไวน์ทำมุม 45 องศา จากนั้นค่อย ๆ ออกแรงหมุนลูกกุญแจ จนฝาก๊อกค่อย ๆ เคลื่อนตามขึ้นมา ง่ายไม่ง่ายก็ดูจากคลิปเอาแล้วกัน นิตยสารสักเล่ม หลักการเดียวกันกับการใช้รองเท้าเปิด แต่นี่ง่ายกว่าเก่าด้วยการหานิตยสารที่ไม่ใช้แล้วมา เผื่อรองเท้าที่คุณใส่อยู่นั้นมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือกลัวว่าจะดูไม่สะอาด ไปจนถึงกลัวว่ารองเท้าคู่โปรดของเราจะเปื้อนได้ เราก็ใช้นิตยสารที่หนาหน่อย มารองตูดขวด จากนั้นก็จัดการกระแทกเข้ากับกำแพงตามใจชอบได้เลย กรรไกร กรรไกรก็นับเป็นอีกของคู่บ้านที่ไม่ว่าบ้านไหนก็น่าจะมี คว้ามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ซะ ด้วยการแทงขาด้านหนึ่งของมันลงไปในฝาก๊อกโดยทิ่มลงไปให้ลึกจนสุดด้าม ก่อนจะใช้แรง
ตอนเด็กๆ เคยอยากแข็งแกร่งเหมือนตัวเอกในการ์ตูนหรือเปล่า ? ความแข็งแกร่งของตัวละครในการ์ตูนหลายตัว เกิดจากการฝึกฝนร่างกายจนคู่ควรแก่พลังอันแข็งแกร่ง บางคนแม้จะมีพลังวิเศษที่แข็งแกร่งอยู่แล้วก็ต้องฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอเช่นกัน UNLOCKMEN จะมาเล่าวิธีการออกกำลังกายที่ถอดแบบมาจากเคล็ดลับที่ทำได้จริงจากตัวละครในการ์ตูนกัน รับรองว่ามันจะทำให้เราแข็งแกร่งได้มากขึ้นจริงอย่างแน่นอน ไซตามะ เป็นตัวละครจากมังงะเรื่อง ONE PUNCH MAN ที่เล่าถึงการต่อสู้ระหว่างสมาคมฮีโร่และปีศาจ ไซตามะสังกัดอยู่กับสมาคมฮีโร่ และแข็งแกร่งมากจนสามารถเอาชนะปีศาจที่แข็งแกร่งสุดๆ ได้ในหมัดเดียว ซึ่งความแข็งแกร่งของเขามาจากการฝึกฝนอย่างหนักทุกวันจนผมร่วง ได้แก่ pushups 100 ครั้ง situps 100 ครั้ง squats 100 ครั้ง และวิ่ง 10 กิโลเมตร Youtuber หลายคนได้รับแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายตามไซตามะ บางคนทำ 300 วัน บางคน 100 วัน บางคน 30 วัน ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็ไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ บางคนก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน อย่าง youtuber ชื่อว่า Jimmy Zhang หลังออกกำลังกายจนครบ 30 วัน


