ถ้าพูดถึงนักเกรดสีวิดีโอหรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Video Colorist เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าคนที่มีความสามารถในด้านนี้จะมีเส้นทางสู่อาชีพนี้ได้อย่างไร จะต้องเรียนฟิล์มหรือไม่ หรือควรมีมุมมองในการทำงานแบบไหน ซึ่งเส้นทางของแต่ละคนคงมีความแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับชายที่ชื่อจิณณ์-โสธร ฉุดพิมาย เจ้าของช่องยูทูบและเพจ JINN DHR ชีวิตเส้นทางสู่การเป็น Video Colorist ของเขาคนนี้ มีทั้งมุมมองที่แตกต่างและประสบการณ์ที่น่าสนใจ แต่เส้นทางการเรียนรู้ชีวิตของเซียนทำสีคนนี้จะพบเจอกับอะไรมาบ้าง มารู้จักตัวเขาให้ดีขึ้นไปพร้อม ทางเดินที่เลือกเริ่มต้นด้วยตัวเอง ปัจจุบัน จิณณ์ โสธร ฉุดพิมาย หรือ จิณณ์ DHR คือ Video Colorist หรือนักเกรดสีวิดีโอ และยูทูบเบอร์เจ้าของช่อง Dusty Hue Room (DHR) ช่องครอบจักรวาลที่เปิดให้พูดคุยและแชร์ความรู้เรื่องงานภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการจัดไฟ การถ่าย การตัดและเกรดสี รวมถึงเป็นอาจารย์สอนพิเศษในระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ตัวเขาต้องใช้เวลาในการตามหาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่มามากจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว จิณณ์พูดให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการตามหาสิ่งที่อยากทำในชีวิต โดยต้องย้อนกลับไปในสมัยมัธยมปลาย ช่วงเวลาที่เพื่อนและครูกำลังยิงคำถามถึงเขาบ่อย ๆ ว่า “จะไปเรียนต่อที่ไหน ?” โดยตัวเขาในเวลานั้นก็ตอบไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันยังไม่มีที่ที่อยากจะเรียนต่อวะ ฉันขอไม่เรียนมหาลัยก็แล้วกัน” “ความคิดของเรามันตีกันมากในช่วงเวลานั้น เรารู้สึกว่าการเรียนต่อยังไม่มีวิชาอะไรเลยที่น่าสนใจพอ ตอนนั้นเราคิดว่า
โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุค New Normal อย่างเต็มตัว ขณะเดียวกันวิถีชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคมก็ยิ่งทำให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของ “สมาร์ทโฟน” เพิ่มมากขึ้น เพราะอุปกรณ์ชิ้นนี้ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการโทรเพื่อพูดคุย หรือต่อสายวิดีโอคอลประชุมกับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นกล้องถ่ายรูป คอยเก็บบันทึกและอัพเดทชีวิตประจำวัน จึงไม่แปลกที่เราจะมองหาสมาร์ทโฟนที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมาไว้ในครอบครอง โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่ชีวิตผูกติดอยู่กับการสื่อสารและเทคโนโลยีตลอดเวลา ในขณะเดียวกันมีแบรนด์สมาร์ทโฟนที่กำลังเติบโต และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจับตาเป็นพิเศษอย่าง เรียลมี (realme) ทำให้เราสนใจว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 2 ปี สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกได้ในปีนี้ มา UNLOCK แนวคิดที่น่าสนใจ รวมถึงสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองไปพร้อม ๆ กัน เรียลมี (realme) เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2561 โดยเป้าหมายหลักของพวกเขา คือการสร้างและนำเสนอสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมงานออกแบบที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและตอบสนองการใช้งานอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังเปิดตัวเข้าสู่ตลาดได้ไม่นาน พวกเขาก็ถูกรู้จักและได้การยอมรับในฐานะแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมคำนิยามว่า Power และ Style ด้วยการดีไซน์ที่มีความสวยงามและประสิทธิภาพแบบจัดเต็มอยู่ในเครื่องเดียว ปัจจุบันเรียลมีกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่โตเร็วที่สุดในโลกโดยใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำงานภายใต้แนวคิด Dare to Leap หรือการกล้าที่จะก้าวกระโดด โดยจุดเริ่มต้นของเรียลมี
กว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร หรือเป็นผู้นำในองค์กรที่ใครต่อใครเคารพนับถือนั้นไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง หรือมีอำนาจ สักแต่ชี้นิ้วบังคับให้ใครทำอะไรตามใจเท่านั้น แต่ทักษะหนึ่งที่มีความหมายต่อการทำงานบริหาร (และในแทบทุกตำแหน่ง) คือ “การโน้มน้าวใจคน” จะมีประโยชน์อะไรถ้าไอเดียที่คิดมาสุดจะแหลมคม แต่เสนอออกไปก็ไม่มีใครอินหรืออยากทำด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องขายโปรเจกต์นี้ให้ทั้งองค์กรฟัง รวมไปถึงเมื่อต้องขายลูกค้า เพราะอย่างนั้นไอเดียที่หลักแหลม การทำงานที่เก่งกาจ จึงต้องมาพร้อมศาสตร์และศิลป์แห่งการโน้มน้าวใจคน ลองใช้วิธีเหล่านี้โน้มน้าวคน การโน้มน้าวครั้งต่อไปอาจสำเร็จมากขึ้นได้ เพราะโน้มน้าวไม่ใช่บังคับ ต้องว่าด้วย “คุณค่า” ไม่ใช่การกระทำ การเป็นผู้บริหาร แล้วอยากให้คนในทีมทำตามต้องการอาจไม่ยากอย่างที่คิด เพราะการชี้นิ้วสั่ง ๆ ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่การจะทำให้คนในทีมทำตามที่เราวางแผนไว้ด้วยแพสชันเต็มเปี่ยม ด้วยความตั้งใจทะลักล้นก็ย่อมต้องอาศัยการโน้มน้าวใจให้เขาเต็มใจทำให้ได้ การโน้มน้าวขึงไม่ได้ว่าด้วยการชี้นิ้วสิ่งให้ใครไปทำอะไร แต่คือการสื่อสารกับอีกฝั่งด้วย “คุณค่า” ที่บุคคลนั้นยึดถือ นึกภาพง่าย ๆ ว่าถ้าเรากำลังทำโปรเจกต์ด้านการศึกษาขึ้นมาสักงาน แล้วอยากให้ AE ในทีมไปขายโปรเจกต์นี้ให้ได้ การสั่งอาจง่าย ๆ ด้วยการบอกว่า “คุณรีบไปขายงานนี้ให้ได้ภายในอาทิตย์นี้เลยนะ ผมอยากทำยอดให้ทันเวลา” แต่การโน้มน้าวใจให้ AE อยากทำงานนี้ อาจเป็นการเล่าถึงคุณค่าของโปรเจกต์นี้ การศึกษาที่จะได้ส่งต่อออกไปให้เด็กทั่วประเทศที่อยู่ห่างไกล อนาคตทางการเรียนรู้ที่ AE จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ลูกหลานในอนาคต การโน้มน้าวใจละเอียดอ่อนกว่าการสั่งให้ใครทำอะไรเฉย
ฮัตโตริ ฮันโซ (Hattori Hanzo) ถูกพบในบันทึกทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นว่ามีตัวตนจริงในอดีต บ้างก็มาในรูปแบบตำนานเล่าขานที่ถูกส่งต่อกันแบบปากต่อปาก เอื้อนเอ่ยถึงความเก่งกาจยากจะหาใครเทียบได้ของเขา เพราะชายคนนี้เชี่ยวชาญเรื่องการเคลื่อนไหวในที่มืด รวดเร็วดั่งสายลม และถูกบรรจุชื่ออยู่ในกลุ่มขุนนางคนสำคัญของ อิเอยาสึ โทกุงาวะ (Ieyasu Tokugawa) โชกุนผู้ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยเลื่องชื่ออย่าง “เซนโงกุ” ประวัติการเกิดของเขาไม่แน่นอนนัก ว่ากันว่าก่อนจะใช้ชื่อฮัตโตริ ฮันโซ เขามีชื่อจริง ๆ ว่า ฮัตโตริ มาซานะริ (Hattori Masanari) เกิดในปี 1542 เป็นบุตรชายของตระกูลหัวหน้ากลุ่มนินจาอิงะในเมืองอิงะ (Iga) ในจังหวัดมิเอะ (Mie) ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชื่อดังของญี่ปุ่น เมื่อหลายร้อยปีก่อนอิงะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการฝึกฝนเหล่านินจา ทำให้เขาเชี่ยวชาญศาสตร์การป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก เด็กชายฮันโซสามารถชนะการประลองข้างถนนเมื่ออายุได้ 8 ขวบ ด้วยการใช้หอกยาว 4 เมตร ที่เด็กตัวเล็ก ๆ ไม่น่าจะควบคุมทิศทางของอาวุธได้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวในวัยเด็กของเขายังไม่เคยได้รับการยืนยันแน่ชัด จากนั้นเข้าร่วมกองทัพของฝั่งโทกุงาวะตั้งแต่อายุ 16 ปี เนื่องด้วยบิดาของเขาเป็นขุนนางของปู่ของโชกุนอิเอยาสึ โทกุงาวะ เขาจึงได้รับราชการอย่างง่ายดาย ความสามารถอันโดดเด่นทำให้ฮันโซได้เลื่อนตำแหน่งในเวลารวดเร็ว มีบันทึกระบุว่าเราแทบจะหาข้อบกพร่องของชายคนนี้ไม่ได้เลย เขาเชี่ยวชาญทั้งการใช้ทวน เป็นนักวางแผนกลยุทธ์ให้กองทัพได้
“ความเครียด” ความอารมณ์เสียที่เกิดได้จากหลายปัจจัย คนจนก็เครียด คนมีเงินก็เครียด ลูกน้องก็เครียด เจ้านายก็เครียด ทุกคนต่างมีเรื่องให้เครียดเป็นของตัวเองทั้งนั้นแหละครับ ไม่ใช่คุณคนเดียว ซึ่งนอกจากจะสร้างความปวดหัว ยังมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา จนชีวิตแทบพังกันได้เลยทีเดียว แบบนี้ต้องเรียนรู้วิธีจัดการกับมัน ก่อนที่มันจะทำลายชีวิตเรา แม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าความเครียดมันไม่ดี แต่สุดท้ายเราก็จัดการกับความเครียดได้ดีบ้างไม่ดีบ้าง ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน เรื่องครอบครัว และเรื่องส่วนตัว วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาจนสภาพจิตใจเริ่มพัง ร่างกายเริ่มแย่ สมองเริ่มอ่อนล้า ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ ของเราก็เริ่มเสื่อมถอย ดังนั้นก่อนที่จะไปจัดการกับความเครียด เราต้องรู้จักจำแนกความเครียดให้ชัดเจนก่อนว่ามีสาเหตุจากอะไร จะได้รับมือมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเครียดมีหลายมุม ก่อนอื่น ต้องแยกแยะความแตกต่างของ ความเครียดที่ดี และความเครียดที่ไม่ดี ให้ได้ก่อน หลายครั้งความเครียดก็เป็นเรื่องบวกถ้าหากมันช่วยกระตุ้นให้เราตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ เช่น เครียดว่างานจะไม่เรียบร้อย จึงตรวจสอบให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น แต่ถ้ามันเครียดมากไปจนถึงกับหัวเสีย ควบคุมสติไม่ได้ พาลเลิกทำมันไปดื้อ ๆ มันก็จะก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งความเครียดในเชิงลบสามารถส่งผลเสียต่อต่อมหมวกไต ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า เรี่ยวแรงที่มีต้องแบ่งมารับมือกับความเครียดจนไร้พลังสำหรับความคิดสร้างสรรค์ เข้าข่ายยิ่งเครียดยิ่งเพลีย ส่วนการจัดการกับความเครียดนั้น แต่ละคนก็มีวิธีที่แตกต่างกันออกไป แต่ปัญหาที่มักจะเจอก็คือ ผู้ชายเรามักจะมีความต้านทานต่ำ รับมือกับสภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร และแยกแยะไม่ค่อยออกว่าความรู้สึกแย่
“อคติ” พูดถึงคำนี้อาจจะดูไกลตัวออกไปหน่อย แต่ถ้าถามว่าคุณเคยรู้สึกลำเอียงบ้างไหม? หมั่นไส้ใครเป็นพิเศษหรือเปล่า? หรือชื่นชมใครออกนอกหน้าเกินไปหรือไม่? ไม่แปลกที่ในองค์กรเราอาจมีใครสักคนที่ถูกชะตานักหนา และเกลียดขี้หน้าแบบไร้สาเหตุ โดยที่ 2 คนนี้แทบไม่ได้ทำอะไรต่างกันเลย แต่เราก็รู้สึกแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว นี่เองที่เรียกว่า “อคติ” หลายคนเข้าใจว่าอคติมีแต่การไม่ชอบแบบไม่มีเหตุผล แต่ที่น่าสนใจคือการที่เราชอบแบบไม่มีเหตุผลก็นับเป็นอคติรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ในสถานการณ์ทั่วไปอคติก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร แต่ถ้าพูดถึงพื้นที่ทำงานที่ต้องการความมืออาชีพอย่างสูงอคติคือสิ่งที่ต้องกำจัดให้ไวเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ “ยอมรับก่อนว่ามีอคติ” หนทางลดอคติขั้นต้น ถ้าคุณเสพติดอะไรสักอย่างที่ไม่ดี น้ำอัดลม กาแฟ บุหรี่ หรือสิ่งใดก็ตามที่เสพปริมาณมาก คุณจะไม่มีวันลด ละ หรือเลิกมันลงได้ ถ้าคุณไม่ยอมรับก่อนว่าคุณเสพติดมัน หรือไม่ยอมรับว่ามันมีข้อเสีย “อคติ”เองก็เช่นกัน หากเราคิดว่าก็ไม่ได้อคติสักหน่อย หรือก็ใช่ ลำเอียงบ้าง แต่ก็ไม่เห็นจะกระทบกับการทำงานเลย เมื่อนั้นเราก็จะไม่มีวันลงมือจัดการอคติของตัวเองที่อาจส่งผลในที่ทำงานสักที โดยปกติมนุษย์เราสามารถมีอคติหลาย ๆ รูปแบบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เช่น เราอาจคิดว่าเพื่อนร่วมงานคนนี้พูดมาก เพราะเธอเป็นผู้หญิง (แต่ข้อเท็จจริงคือไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะพูดมาก) เช่นเดียวกันกับที่ใรที่ทำงานจะมีคนที่เราไม่ชอบขี้หน้าเอามาก ๆ อยู่หนึ่งคน และคนที่ไม่ว่าทำอะไรก็ช่างน่าชื่นชมอีกหนึ่งคน ขั้นแรกให้เราสำรวจตัวเองให้ดีว่าที่เราชอบหรือไม่ชอบบุคคลนี้ เพราะอะไร? ทบทวนดูว่าคำตอบที่เราให้กับตัวเองนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่? หรือถ้ากลัวเราตอบแบบอคติอีก ก็ลองแทนชื่อพวกเขาด้วยชื่อสมมติ แล้วลองถามคนอื่น ๆ ดูว่าคำตอบที่เราให้มันดูสมเหตุสมผลพอที่จะชอบหรือไม่ชอบหรือเปล่า? อีกทางอาจลองแทนค่าคำตอบเหล่านั้นด้วยชื่อคนอื่นดู
หากพูดถึงเมนูของหวานอันดับต้นๆ หลายคนคงนึกถึงไอศกรีม และไอศกรีมแบบไทยๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คงหนีไม่พ้น ไอศกรีมรสชาติกะทิ ซึ่ง “ไอศกรีมกะทิ” ถือเป็นเมนูของหวานที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน เพราะความหอม หวาน มัน ของกะทิที่ละมุนนุ่มลิ้น และมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้กะทิเป็นส่วนผสมที่ใส่รวมอยู่ในเมนูต่างๆ มากมาย ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน เป็นต้น ไอศกรีมกะทิ ถือเป็นที่นิยมของทั้งคนไทยและคนต่างชาติ นิยมทานคู่กับท็อปปิงต่างๆ เพื่อเพิ่มความอร่อย โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเห็นไอศกรีมกะทิมักทานคู่กับถั่วลิสง ข้าวเหนียว และลูกชิด แต่วันนี้ เนเจอร์ เซ็นเซชั่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ธัญพืช ผลไม้อบแห้ง และน้ำผลไม้ออร์แกนิกภายใต้เครือเฮอริเทจ จะมาแชร์ไอเดียการจับคู่ระหว่างไอศกรีมกะทิกับผลไม้ไทยอย่าง มะม่วง ซึ่งถือเป็นผลไม้ยอดฮิตที่นิยมไปทั่วโลก ที่รับรองได้ว่าเป็นการผสมผสานความอร่อยและยังได้ความหอมมันจากทั้งกะทิและมะม่วงไปในตัว ทำให้คุณสดชื่นและอารมณ์ดีได้ตลอดวัน มะม่วง เป็นผลไม้ตามฤดูกาล ที่ออกผลผลิตในฤดูร้อน ดังนั้นเราจึงเลือกใช้มะม่วงอบแห้งเป็นส่วนผสมในการทำเมนูนี้เพราะเนื่องจากหาได้ง่ายกว่า ทั้งยังสะดวกไม่ว่าจะทำทานตอนไหนเวลาไหน ก็ให้ความสดชื่นอยู่เสมอ พร้อมทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ โพแทสเซียม โฟเลต และที่สำคัญยังให้เส้นใยอาหารสูงอีกด้วย การทำเมนู “ไอศกรีมกะทิมะม่วงอบแห้ง” ในยุคนิวนอร์มอลนี้ก็แสนจะง่ายดาย เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องทำไอศกรีมให้ยุ่งยาก เพียงแค่นำแม่พิมพ์ใส่ไอศกรีมหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่มีลักษณะเป็นหลุมลึกมาเตรียมไว้ พร้อมส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้ ส่วนประกอบเมนู “ไอศกรีมกะทิมะม่วงอบแห้ง”
ความสุขมีมากมายหลายรูปแบบ กิจกรรมหวามไหวก็เป็นอีกหนึ่งความสุขที่คลายเครียดทั้งกายและใจให้เราได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเซ็กซ์แล้ว การประกอบกิจกรรมย่อมทำได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (ใครจะมากกว่านั้นก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล) ดังนั้นเซ็กซ์ที่สมบูรณ์แบบจึงควรเป็นเซ็กซ์ที่อิ่มเอมกันทุกฝ่าย ไม่ใช่พอใจอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายหลายคนไม่รู้จึงเป็นเรื่องของจังหวะอารมณ์ที่ไม่เท่ากัน ผู้ชายอาจจุดติดง่ายไฟลุกโชติช่วง ทันทีที่มีอารมณ์ก็พร้อมจะกระโจนเข้าสมรภูมิได้เลย แต่ผู้หญิงไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน ผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องการการกระตุ้นเร้าที่เหมาะสม เพื่อจุดไฟรัญจวนให้ติด “การเล้าโลมจึงมีความหมาย” และนี่คือ 5 สิ่งที่เราอยาก UNLOCK วิธีคิดผูายสายจุดติดไวทั้งหลายว่าการมีเซ็กซ์ไม่ใช่แค่สอดใส่ แต่เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพราะความหวามไหว เริ่มต้นตั้งแต่นอกห้องนอน เราไม่สามารถเอาความรู้สึกตัวเองไปสวมแทนความรู้สึกคนอื่นได้ เซ็กซ์เองก็เช่นกัน ต่อให้เรารู้สึกทะลักล้นปริ่ม ๆ มาตลอดวันเพียงใด ตกกลางคืนเจอหน้าเธอที่เรารัก แล้วกระโจนเข้าใส่ โดยหวังให้เธอมีอารมณ์ทะลักล้นระดับเดียวกันจึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะแบบนี้การเล้าโลมจึงมีความหมาย และจงจำให้ขึ้นใจว่าการเล้าโลมเริ่มได้ตั้งแต่นอกห้องนอน! ไม่ต้องรอให้ขึ้นเตียงแล้วค่อยเริ่ม แต่เราสามารถส่งขอ้ความหวามไหว ไปกระตุ้นเร้าเธอได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เจอกัน เช่น “คิดถึงจัง อดใจรอการจะได้เจอคุณคืนนี้ไม่ไหวแล้ว”, “อยากสัมผัสคุณจะแย่แล้ว แค่นึกถึงเรียวขาคุณก็แทบอดใจไม่ไหว” หรือประโยคอื่น ๆ ที่เป็นตัวเองกว่านี้ เต็มไปด้วยอารมณ์กว่านี้ และเป็นการสื่อสารกับเธออย่างจริงใจว่าคุณรู้สึกอยากกระโจนเข้าใส่เธอแค่ไหน การส่งข้อความนำไปก่อน เป็นทั้งการบอกความรู้สึกของคุณ เป็นการปรับระดับอารมณ์ของเธอให้มาอยู่ในระดับเดียวกัน รวมถึงกระตุ้นให้เธอรู้สึกมากขึ้น จินตนาการมากขึ้น ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
ไม่ได้นัดกับเพื่อน ๆ เสียนาน พอหลาย ๆ ร้านเริ่มเปิดให้กลับไปกิน ดื่ม สมาคมกันได้ตามมาตรการรัฐ UNLOCKMEN ก็ได้ฤกษ์ขอกลับมาชวนไกด์ ไปชิลกันอีกครั้ง เปิดตัวด้วยร้านคาเฟ่คลาสสิกย่านพระนครเพื่อสายสกู๊ตเตอร์กับ Lambreta Cafe Thailand ร้านที่ไม่ได้มีดีแค่เมนูอร่อย แต่น้องแลมฯ สกู๊ตเตอร์คันเจ๋ง ๆ จอดรอเรียกเราตั้งแต่หน้าร้านแล้ว ใครที่ยังรู้ไม่จักสกู๊ตเตอร์แบรนด์อิตาลีอย่าง Lambretta สรุปย่อ ๆ ว่าแลมฯ เป็นสกู๊ตเตอร์ตำนานที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1947 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นับอายุตอนนี้ก็เข้าขั้นปู่แล้วเพราะ 73 ปีแล้ว ถือเป็น Top 5 แบรนด์ที่เคียงคู่มากับเวสป้า ถึงแม้ในไทยจะยังไม่แมสเท่ากับเวสป้า แต่ก็เป็นแบรนด์ที่ดังในระดับสากลและเริ่มจะดังในไทยบ้างแล้วจากการนำเข้า ใครที่ชอบดีไซน์สองล้อคลาสสิกมักจะติดใจดีไซน์ของแลมฯ จากตัวถัง ทรวดทรงองค์เอวรอบคัน ไฟหน้า ไฟท้ายที่ทรงดีไม่แพ้เวสป้าเลย Lambretta Thailand Shop&Cafe แห่งนี้เป็นร้านมีประวัติเพราะเป็นร้านของคุณตูน – ภิญโญ สิงหเสนีและเพื่อน ๆ ที่ทำ LAMBRETTA
Snowpiercer เป็นชื่อขบวนรถไฟที่มีจำนวนโบกี้ 1,001 ตู้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับยุคน้ำแข็งใหม่ของโลก ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของโครงการแก้ปัญหาโลกร้อน การปล่อยสารเคมีชื่อ CW-7 สู่ชั้นบรรยากาศของโลก กลับทำให้โลกกลายเป็นหนาวเย็นอุณหภูมิติดลบ 80 องศา อารมณ์คล้ายเรือโนอาห์ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าได้ลงโทษมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก แต่ก็ได้สร้างเรือโนอาห์ไว้เพื่อส่งต่อการดำรงค์เผ่าพันธุ์ของเหล่าสรรพสัตว์ ความแตกต่างกันอยู่ที่การคัดเลือกผู้รอดชีวิตที่จะได้สิทธิ์ขึ้นมาเป็นผู้โดยสารของขบวนรถไฟ Snowpiercer นั้นจะต้องใช้เงินซื้อตั๋วเพื่อทำให้เขาและครอบครัวกลายเป็นมนุษย์กลุ่มสุดท้ายบนรถไฟที่วิ่งวนรอบโลกอย่างไม่มีวันหยุด เมื่อกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกขึ้นอยู่กับจำนวนทรัพย์สิน ผู้คนที่จะสามารถขึ้นรถไฟขบวนนี้ จึงเป็นชนชั้นนำที่มีทรัพย์สินมากพอที่จะมาเป็นผู้โดยสารรถด่วนขบวนนี้ เมื่อข่าวกระจายออกไป ก่อนขบวนรถไฟจะออกจากชานชาลาก็เกิดการจลาจลขึ้น เหล่าคนผู้คนรวมกลุ่มกันพยายามจะขึ้นรถไฟขบวนนี้เพื่อเอาชีวิตรอดบางกลุ่มสามารถขึ้นรถไฟมาได้แต่ก็ต้องถูกจำกัดพื้นที่ และคุณภาพชีวิตแบ่งเป็นชนชั้นต่าง ๆ ตู้โดยสารชั้น 1 ชั้น 2 … ชั้น 3 และกลุ่มคนที่ไม่มีตั๋วขึ้นรถไฟเรียกว่าพวกท้ายขบวน เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อระบบของรถไฟถูกแบ่งแยกเป็นชนชั้นต่าง ๆ คุณภาพชีวิต และสิทธิ์ที่จะได้รับของแต่ละชนชั้นจึงไม่เท่าเทียมกัน ทำให้พวกกลุ่มท้ายขบวนมีความคิดลุกฮือเพื่อก่อการกบฎและยึดครองส่วนหัวรถจักร นำไปสู่เรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ความเป็นคนและตั้งคำถามกับระบบในรถไฟขบวนนี้ เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับวิกฤตกาลครั้งใหญ่ คนที่มีทรัพยากรมากพอย่อมมีโอกาสเอาชีวิตรอดมากกว่าคนที่ไม่พร้อม ทุกคนพร้อมจะดิ้นรนเพื่อให้เราและครอบครัวได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีขึ้น แม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงไหน หรือต้องแลกมาด้วยชีวิตก็ตาม พล็อตที่ว่ามานี้มากจากผลงาน Graphic Novel เรื่อง Le Transperceneige (1982) นิยายภาพสัญชาติฝรั่งเศสของ


