“ความสง่างาม” คือคุณสมบัติที่ผู้ชายหลายคนใฝ่หา เพราะความสง่างามคือส่วนผสมอันลงตัวจากทั้งภายในและภายนอก การเป็นผู้ชายสง่างามจึงต้องมีองค์ประกอบสารพัดที่แสดงถึงความเนี้ยบ ความเรียบหรู และความมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Attitude ที่เต็มไปด้วยความพิถีพิถันเพื่อเฟ้นหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองและผู้อื่น เพราะ ELEGANCE IS AN ATTITUDE การสง่างามจากทัศนคติที่พิถีพิถัน จึงนำมาสู่ภายนอกที่เนี้ยบตามไปด้วย ถ้าจะให้พูดถึงความสง่างามที่ทั้งเรียบหรู น่าเกรงขาม ผู้ชายอย่างเราคงนึกถึงความสง่างามในแบบ “จอมราชันย์” เนื่องจากเต็มไปด้วยภาพลักษณ์แสนสง่าฟันฝ่าทุกอุปสรรคอันตราย พร้อม ๆ กับความน่าเคารพยำเกรง ควบคู่กับ Attitude แน่แน่วในแบบที่ผูชายล้วนอยากครอบครองความสง่างามแบบนี้ได้สักครั้งในชีวิต อย่างไรก็ตามความสง่างามแบบจอมราชันย์นั้น เมื่อมาโลดแล่นอยู่บนภาพยนตร์หรือซีรีส์สักเรื่องแล้ว การสรรสร้างให้ตัวละครที่รับบทกษัตริย์นั้นสง่างาม เนี้ยบได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หลายครั้งผู้ชมรับรู้ว่าคนนี้รับบทกษัตริย์แต่กลับไม่อาจสัมผัสถึงความสง่างามจากตัวละครนั้น แต่ “The King: Eternal Monarch จอมราชันบัลลังก์อมตะ” ซีรีส์เกาหลีที่กำลังฉายทาง Netflix และใคร ๆ ก็พูดถึงอยู่ตอนนี้ กลับทำได้อย่างไร้ที่ติ โดย Lee Min Ho ผู้รับบทกษัตริย์อีกนผู้ต้องเดินทางข้ามเวลามาในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อพิชิตภารกิจสุดท้าทายนั้นเป็นตัวแทนความสง่างามไร้กาลเวลาได้อย่างน่าทึ่ง กษัตริย์อีกนแห่ง The King: Eternal
ปกติแล้วชายไทยส่วนใหญ่มักรู้จักสาว ๆ ญี่ปุ่นในหลายแง่มุม บางคนรู้จักผ่านการตามกลุ่มไอดอลสาว บางคนตามกลุ่มผู้หญิงที่แต่งคอสเพลย์ตัวการ์ตูน บางคนพยายามทำความรู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านซามูไรหญิง หรือชื่นชอบหนังเอวีเป็นชีวิตจิตใจ และก็ยังมีเด็กสาวอีกกลุ่มหนึ่งที่ก้าวเดินบนเส้นทางที่น่าสนใจ จนคนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อว่า “สาว JK” คำว่า JK ย่อมาจาก Joshi Kousei มีความหมายว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมัธยมปลาย ทว่าหากหนุ่มคนไหนมีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่นแล้วเรียกเด็กนักเรียนทั่วไปว่าเจเคบางคนอาจจะเฉย ๆ แต่บางคนไม่ยอมจนมีเป็นเรื่องราวใหญ่โตก็มี เพราะคำคำนี้นอกจากจะมีความหมายว่าเด็กสาวมอปลาย ยังเกี่ยวโยงกับธุรกิจสีเทาอย่าง JK Business ที่นำเด็กสาวมาให้บริการแก่ผู้ชายที่มีเงินมากพอ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างหนังโป๊ มีแมวมองตามหาผู้หญิงหลายช่วงวัยมาแสดงในบทบาทต่าง ๆ นอกจากการถ่ายหนังอย่างว่า การให้บริการของเด็กสาววัยขบเผาะตั้งแต่ 15-19 ปี ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมาแพ้กัน หากใครสนใจลิ้มลองพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กสาวจะต้องเริ่มจากการค้นหาเว็บไซต์ซึ่งเป็นเว็บเฉพาะกลุ่ม (เพราะคงไม่มีใครขายกันอย่างโจ่งแจ้ง) เว็บไซต์จะรวบรวมข้อมูลของเด็กสาวหลายร้อยคน บ่งบอกอายุ หน้าตา อุปนิสัย ความชอบ และค่าบริการ ที่หนุ่ม ๆ ก็ต้องใช้เวลาอยู่ในเว็บพักใหญ่กว่าจะหาเด็กสาวที่ถูกคอที่สุดสักคนเพราะมีให้เลือกเยอะมากจริง ๆ นอกจากการเลือกสรรบนเว็บไซต์ ในย่านโคมแดงของหลายเมืองใหญ่ก็มีร้านสำหรับหนุ่ม ๆ ให้เลือกสาว JK เรียงกันเป็นตับดังเช่นย่านคาบูกิโจอันโด่งดังของมหานครโตเกียว หน้าร้านต่างแปะรูปเด็กสาวหน้าตาน่ารักจำนวนมากเพื่อดึงดูดลูกค้า มีเด็ก ๆ แต่งกายด้วยชุดแฟนตาซีเช่นเมทสาว
เจ้านายใจแคบไม่เคยรับฟังผมเลย, ใช่สิ เรามันไม่ใช่พนักงานคนโปรดนี่นา หัวหน้าถึงไม่เคยรับฟังเราเลย ประโยคตัดพ้อทำนองนี้และอีกสารพัดสารพันประโยชน์อาจเกิดขึ้นกับคนทำงานได้ เพราะมีความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะพูด แต่กลับขาดคนรับฟัง โดยเฉพาะหลาย ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องการสื่อสารกับระดับหัวหน้างาน หรือ CEO เท่านั้นถึงจะคลี่คลายไปได้ หลายครั้งพูดไปก็ดูคล้ายไม่เคยถูกรับฟัง หรือบางครั้งยังพูดไปไม่ถึงไหน CEO ก็ต้องเจียดเวลาไปทำงานอื่นเสียแล้ว แทนที่จะตัดพ้อต่อไป UNLOCKMEN ชวนมาปลดล็อกศักยภาพการทำงานไปอีกขั้นด้วยกลวิธีที่อาจทำให้ CEO ต้องหยุดฟังคุณมากขึ้น หยุดชักแม่น้ำทั้งห้า “ว่าด้วยสิ่งที่ CEO ยังไม่รู้และต้องรู้” เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อต้องการนำเสนอ หรือโน้มน้าวให้ผู้ฟังเชื่ออะไรสักอย่างที่เราต้องการจะสื่อเราจะเกริ่นสารพัดสิ่งให้ดูน่าเชื่อถือ ให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ร่วม หรือคล้อยตาม โดยเฉพาะเมื่อตั้งใจจะโน้มน้าว CEO ด้วยแล้ว เราก็ยิ่งเผลอขุดทุกสกิลชักแม่น้ำทั้งห้ามาเพื่อบอกว่าเชื่อเราสิ เราถูกนะ สิ่งที่เราคิดมันใช่แหละ แต่อย่าลืมว่าคนระดับ CEO หรือหัวหน้างานวัน ๆ หนึ่งเขามีสิ่งที่ต้องทำ มีผู้คนให้ต้องพบปะพูดคุยมากเท่าไร ถ้าเรามัวแต่เกริ่นแม่น้ำมาครบทุกสาย ก็ไม่แปลกใจที่จะถูกตัดสินว่าเรื่องเรามีแต่น้ำ และยังไม่มีอะไรสำคัญเร่งด่วน รวมถึงหลาย ๆ หนที่เราเกริ่นไปยืดยาวก็เป็นสิ่งที่ CEO ไม่เข้าใจว่าจะมาบอกเขาทำไม เพราะเขารู้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องเกริ่นเพื่อโน้มน้าวให้เปลืองเวลามากนัก อะไรที่ CEO
เราต่างหายใจอยู่บนโลกยุคที่เห็นความสำเร็จของคนอื่นผ่านหน้าจอมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราเห็นความสุขที่เพื่อน ๆ ใช้เงินมหาศาลแลกกับการพักผ่อนหรูหราในวันที่เราแสนเศร้า เราเห็นคนรู้จักก้าวหน้าในหน้าทีการงานแบบก้าวกระโดด แต่เรายังอยู่ที่เดิม นี่คือโลกที่เรามองเห็นคนอื่นได้ง่ายดาย แต่กลับยิ่งทำให้เราใจหายกับสิ่งที่เราเป็นมากขึ้นทุกวัน ๆ เมื่อชีวิตคนอื่นก้าวไปไกล เมื่อเห็นใคร ๆ ประสบความสำเร็จ เมื่อเห็นผู้คนมากมายที่เข้าถึงความสุขแบบที่เราเข้าไม่ถึง เราจึงอดเอาตัวเองไปเทียบไม่ได้ เราไขว่คว้า วิ่งไล่ตาม อยากสุขแบบนั้น สำเร็จแบบนี้ มีเงินแบบโน้น ซึ่งการกระหายที่จะดีขึ้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่การวิ่งไล่ตามความสำเร็จของคนอื่น อาจทำเราแสนเหนื่อยแสนท้อ โดยหลงลืมไปว่า จริง ๆ แล้วแต่ละคนมีบริบทที่ไม่เท่ากัน มีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่าเวลาในการประสบความสำเร็จก็ไม่เท่ากันด้วย ก่อนที่จะวิ่งไล่ล่าความสำเร็จในแบบคนอื่นจนหมดแรงไปเสียก่อน เราอยากชวนคุณมาพักทบทวนความสำเร็จ ทบทวนจุดยืน ทบทวนคุณค่าด้วยหนังสือ 5 เล่มที่จะพาไปสำรวจความสำเร็จในมุมอื่น ๆ ที่ต่างออกไป หลังอ่านจบ เราอาจตระหนักได้มากขึ้นว่าเราล้วนมีความสำเร็จในแบบของเรา และมันไม่จำเป็นต้องมาถึงในเวลาเดียวกับที่คนอื่นเขามาถึงก็ได้ วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” อาจเพราะเราเติบโตมากับคำสอนแบบนี้ตั้งแต่จำความได้ จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งที่เราเห็นเพื่อนเราสำเร็จ ได้ดิบได้ดี เราจะเชื่อว่าเพราะเขาพยายาม ในขณะเดียวกันเราก็โบยตีและโทษตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเพราะเราไม่พยายามหรือพยายามไม่พอถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ
ในหนึ่งชีวิตการทำงานของมนุษย์มีคุณสมบัติหลายต่อหลายอย่างที่นำไปสู่ “การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน” แต่หลายครั้งเราก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จบมหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือก็แล้ว ประวัติการทำงานน่าชื่นชมก็แล้ว เก่งก็เก่งแล้ว ทำงานหนักก็ทำแล้ว แต่ทำไมยังไม่พอ? ทำไมเราถึงไม่ไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเสียที? ทำไมหัวหน้าไม่เคยเห็นความพยายามนี้? ทำไมเรายังดูเป็นค่าเฉลี่ยทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่เราก็พยายามในทางของเรา? อาจเป็นเพราะบางครั้งแค่เก่ง และทำงานหนักอาจยังไม่พอ การที่มนุษย์ประสบความสำเร็จ หรืออย่างน้อยก็โดดเด่นพอให้คนมองเห็นความสามารถนั้น ต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย UNLOCKMEN อยากชวนมาปลดล็อกศักยภาพการทำงานไปอีกขั้น ที่เก่งและทำงานหนักก็ดีอยู่แล้ว แต่เราอยากชวนมาทบทวนตัวเอง เผื่อหลงลืมปัจจัยบางสิ่งไป จะได้ไหวตัวทัน หาทางปรับตัวอีกตั้ง แล้วลองมุ่งสู่ความสำเร็จหรือการเติบโตที่เราตั้งใจ ก่อนจะท้อหรือหมดไฟ เพราะคิดว่าเก่งไปก็เท่านั้น ขยันไปก็ไม่ได้อะไร เก่งและทำงานหนัก แต่ยึดติดพื้นที่เดิม ๆ “ต้องกล้าเริ่มในพื้นที่ใหม่ ๆ บ้าง” การเป็นคนทำงานที่มีเครดิตดี ดูเป็นคนเก่ง แถมพ่วงด้วยการทำงานหนักมาตลอดก็มีราคาที่ต้องจ่าย หนึ่งในนั้นคือ “ค่าความกลัวที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซน” เพราะการที่เรารู้ว่าถ้าเราทำงานหนักในแบบของเรา ในพื้นที่ของเรา มันคือสูตรที่เราคุ้นเคย คือพื้นที่ที่เรามั่นใจในความสามารถของเราเต็มเปี่ยม เราจะทำงานหนักไปอีกกี่ปี เราก็รู้ว่าเราไม่มีทางผิดพลาดแน่ ๆ แต่วิธีการทำงานแบบนี้เองก็เป็นกับดักของคนเก่งและทำงานหนัก เพราะความสำเร็จใหม่ ๆ
เชื่อว่า มังงะ หรือ การ์ตูนญี่ปุ่น คือส่วนหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมผู้ชายหลายคน มังงะหลายเรื่องนอกจากจะให้ความสนุกสนานในหลากหลายอารมณ์แล้ว เรื่องราวที่อ่านยังสามารถเติมพลังด้านบวกรวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันผู้ชายทุกวัยจะยังคงหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่านอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เริ่มหมดพลังและแรงใจในการใช้ชีวิตในช่วงเวลานี้ UNLOCKMEN มีมังงะ 5 เรื่องที่อยากแนะนำให้รู้จัก และเชื่อว่าแต่ละเรื่องนอกจากสนุกอ่านเพลิน ยังสามารถเพิ่มพลังบวกให้กับทุกคนได้อีกด้วย ซึ่งจะมีเรื่องอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย เริ่มต้นเรื่องแรกกับ Space Brother หรือชื่อไทยคือ สองสิงห์อวกาศ ผลงานมังงะโดยอาจารย์ Koyama Chuuya ที่เผยแพร่ออกมาครั้งแรกในปี 2007 ในเวลาต่อมาถูก A-1 Picture นำมาดัดแปลงเป็นผลงานแอนิเมชัน รวมถึงถูกสร้างเป็นเวอร์ชันภาพยนตร์ในปี 2014 แต่แน่นอนว่าเวอร์ชันที่เราอยากแนะนำคือต้นฉบับมังงะที่ได้อารมณ์และรายละเอียดมากที่สุด Space Brother เล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ 2 พี่น้องฮิบิโตะ มุตตะ และนัมบะ มุตตะ ที่มีเส้นทางความฝันเหมือนกันคือการเป็นนักบินอวกาศ เนื้อหาจะพาเราเข้าสู่โลกของการต่อสู้เพื่อความฝันที่ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่ทำได้ถ้าไม่ยอมแพ้ ผ่านการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำขั้นตอนต่าง ๆ เกี่ยวกับการเป็นนักบินอวกาศมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย บวกกับเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของตัวละคร และการดูแลกันของ 2 พี่-น้อง ก็ยิ่งทำให้อ่านเพลินจนวางไม่ลงกันเลยทีเดียว
ต้องยอมรับว่า “เสื้อยืดวินเทจ” คือหนึ่งในไอเทมที่ได้รับความนิยมในทุกยุคสมัย เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผู้คนก็ยังหลงใหลและชื่นชอบการสวมใส่ไอเทมชิ้นนี้อยู่ตลอดเวลา กระแสที่มีมานานและไม่เคยจางหายไป ส่วนนึงอาจเป็นเพราะเหล่าแฟชั่นนิสต้าผู้ทรงอิทธิพลหลายคนหยิบมันมาสวมใส่มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ร้านเสื้อวินเทจในบ้านเราเกิดขึ้นตามมาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบการตามหาเสื้อวงปีหายากหรือเสื้อยืดวินเทจในสไตล์ที่อยากครอบครอง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องไปที่ไหน วันนี้ UNLOCKMEN อยากมาชี้เป้า 5 ร้านเสื้อยืดวินเทจที่คุณควรไปเยือนสักครั้ง หากคุณไม่พลาดของแรร์และงานคุณภาพดีไป จะมีร้านไหนบ้างมาชมไปพร้อมกันเลย ร้านแรกที่เราอยากแนะนำคือ Know Where Studio อาณาจักรเสื้อยืดวินเทจของ โย-โยธิน พูนสำโรง เจ้าของร้านผู้ใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่การจัดร้านที่ออกมาสวยงามไม่ต่างจากการจัด exhibition โชว์ของหายาก รวมถึงการตามหาของเข้าร้านที่เรียกได้ว่ามีของปีลึก ของหายาก ของออกคล่อง ครบทุกสไตล์ในแห่งเดียว ที่ Know Where Studio เราจะได้เห็นกองทัพเสื้อวินเทจถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อวง เสื้อทัวร์ เสื้อแนวสปอร์ตเรโทร รวมไปมอสกีโต้เฮด และเสื้อยืดลายตัวการ์ตูนที่มีให้เลือกจำนวนมาก ล่าสุดเพิ่งเปิดสาขาใหม่ใกล้กับ BTS สะพานควาย หนุ่ม ๆ ที่อยากรู้จักเสื้อวินเทจให้ดีขึ้นสามารถแวะเวียนไปเยี่ยมชมและเลือกซื้อกันได้เลย Facebook: www.facebook.com/Knowwherestudio Instagram: www.instagram.com/knowwherestudio/
สำหรับคนที่หลงใหลความเร็ว คงไม่มีประสบการณ์ไหนดีไปกว่าการมีโอกาสได้สัมผัสรถยนต์ในฝันของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเดนตายของรถญี่ปุ่น ชอบพลังของรถยุโรปหรืออเมริกา หรือจะหลงใหลในเรื่องราวของรถคลาสสิก แต่รถยนต์ระดับตำนานใช่ว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกันง่าย ๆ ทำให้สารคดีที่เกี่ยวกับรถยนต์กลายเป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราว รวมถึงถ่ายทอดแง่มุมที่หลายคนไม่เคยรู้ และสำหรับหนุ่ม ๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับความเร็ว วันนี้เราได้รวบรวม 9 สารคดีแห่งโลกที่คุณไม่ควรพลาดมาไว้ให้แล้ว จะมีเรื่องอะไรบ้าง มาชมไปพร้อมกัน Love the Beast ภาพยนตร์สารคดี เรื่องราวของนักแสดงหนุ่มผู้หลงใหลในการขับรถยนต์อเมริกันมัสเซิลคาร์นามว่า Eric Bana ที่ต้องการเติมเต็มความฝันตลอด 25 ปี กับรถยนต์คันแรก Ford XB Falcon Hardtop รุ่นปี 1974 ที่ซื้อมาตอนอายุ 15 Love the Beast จะพาเราไปรู้จักอีกแง่มุมชีวิตของนักแสดงเจ้าบทบาทกับการเข้าแข่งขันรายการสุดหฤโหดอย่าง Targa Tasmania Rally พร้อมเพื่อนคนรักรถทั้ง Jeremy Clarkson และ Jay Leno ที่มาร่วมแบ่งปันความหลงใหลในรถยนต์แบบเข้าเส้นไปด้วยกัน Truth in 24 สารคดีที่พูดถึงทีมแข่งรถของ Audi
ถ้าพูดถึงนักแข่งรถยนต์สูตร 1 ผู้ชายหลายคนคงคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ของนักแข่งตัวผอมเพรียวที่มาในชุด Race Suit แบบปกปิดมิดชิด ทำให้อาจเข้าใจผิดว่า นักแข่งเหล่านี้ไม่ผ่านการฝึกฝนกล้ามเนื้อเหมือนกับนักกีฬาประเภทอื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดแน่นอน เพราะนักขับเหล่านี้ต่างก็ต้องผ่านการฝึกฝนทางร่างกายในรูปแบบเฉพาะที่โหดและหนักไม่แพ้กีฬาชนิดอื่น แต่หนุ่ม ๆ หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า นักแข่งเหล่านี้ต้องสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง รวมถึงมีวิธีออกกำลังกายอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปคลายข้อสงสัย และทำความรู้จักท่าออกกำลังของเจ้าชายแห่งความเร็วเหล่านี้ไปพร้อมกัน คอ (Neck) กล้ามเนื้อคอ หนึ่งในกล้ามเนื้อที่สำคัญสำหรับนักแข่งรถสูตร 1 สังเกตุได้จากขนาดคอของนักแข่งหลายคนที่มีขนาดเท่าหรือใหญ่กว่าศีรษะ โดยเหตุผลที่เหล่านักแข่งทุกคนต้องฝึกฝนกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง ก็เพื่อต่อสู้กับแรง G ที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน เครื่องบันทึกความเร็วและแรง G ในของรถแข่งแสดงตัวเลขให้เห็นว่านักแข่งรถสูตร 1 ทุกคนจะต้องเจอกับแรง G ประมาณ 4-5 g ระหว่างการเบรกและ 2 g ระหว่างการเข้าโค้ง ความแข็งแรงของกล้ามคอที่ต้องรองรับน้ำหนักของศีรษะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักแข่งทุกคนให้ความสำคัญ ท่าออกกำลังแนะนำ Dumbbell Shrug Face Down Dumbbell แขน (Arm) กล้ามเนื้อแขนเป็นเหมือนกับอาวุธประจำตัวสำหรับนักแข่งรถสูตร 1 ทุกคน เพราะแขนที่แข็งแรงจะช่วยควบคุมพวงมาลัยได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรวดเร็วและการให้น้ำหนักที่แม่นยำ รวมไปถึงช่วยยืนระยะกล้ามเนื้อให้สามารถใช้งานได้เต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบการแข่งขัน
โลกไม่เคยใจดีกับเรา คนอื่นก็เช่นกัน หลายครั้งมีคนช่วยเหลือ แต่ก็หลายหนที่หันไปทางไหนจะพึ่งใครก็มืดหม่น หรือในบางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่เป็นดังใจ หน้าที่การงานไม่เป็นอย่างที่หวัง และคนทุกคนก็ล้วนตกอยู่ในความย่ำแย่พอ ๆ กัน คนเดียวที่เหลืออยู่ให้พึ่งพิงได้ก็คือ “ตัวเราเอง” การรักและใจดีกับตัวเองมาก ๆ โดยเฉพาะในวันที่หนทางเต็มไปด้วยอุปสรรค แม้จะไม่ง่าย แต่หากโลกทั้งใบใจร้ายกับเรา แล้วเรายังโบยตีตัวเอง โทษตัวเองซ้ำ ๆ แล้วจะเหลือพลังที่ไหนให้ลุกขึ้นสู้ต่อ? ดังนั้นแม้โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย ตราบใดที่ยังหายใจ มารักและให้กำลังใจตัวเองมาก ๆ เข้าไว้ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นฝึกรักและปลุกพลังให้ตัวเองอย่างไร ลองเริ่มต้นด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับหนัง 5 เรื่องนี้ Little Miss Sunshine ถ้าชีวิตคือการแข่งขัน ใคร ๆ ก็อยากครองตำแหน่งผู้ชนะ วิ่ง เหนื่อย สู้ แพ้ หดหู่ วิ่งใหม่ เหนื่อยใหม่ แย่งชิงตำแหน่งผู้ชนะหนึ่งเดียวจนแทบขาดใจ สายตาจับจ้องจนหลงลืมไปว่าการแพ้มันเลวร้ายขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ? และการแพ้ในมาตรฐานการแข่งขันที่ไม่เคยสนใจความหลากหลายของมนุษย์ และมุ่งเปลี่ยนให้เราเดินตามทางเดียวกันหมดมันน่าเสียใจมากน้อยแค่ไหน? Little Miss Sunshine จะพาเราขึ้นรถโฟล์คสีเหลืองบุโรทั่งไปกับครอบครัว (ที่ถ้าตัดสินจากมาตรฐานสังคมก็อาจบอกว่าพวกเขาคือ)


