ในวันที่กระแสส่วนใหญ่บนโลกใบนี้เชื่อว่ายิ่ง “หนัก” อาจหมายถึงยิ่งดี คนทำงานหนักกว่าได้รับการยกย่องมากกว่า คนแบกรับภาระมากกว่าหมายถึงรับผิดชอบมากกว่า “ความเบา” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนหลงลืมกันไป ในวันที่โลกทั้งใบเชื่อในสิ่งหนัก ๆ แต่ใครบางคนอาจเชื่อในความบางเบา คล่องตัว ยืดหยุ่นและพร้อมรับความหลากหลาย แต่ก็ยังมีไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทุกอณู “ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา” ยูทูเบอร์สาวก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอเคยลองเป็นนักร้อง รับงานนักแสดง มีธุรกิจเป็นของตัวเอง รวมถึงไลฟ์สไตล์และความสนใจที่หลากหลายจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำทั้งหมดได้อย่างไร?” ความเบา ความคล่องตัวอยู่ตรงไหนในชีวิตที่ทั้งประสบความสำเร็จและมีความสุขนี้? เบากว่า ตรงเป้ากว่า: เพราะชีวิตไม่จำเป็นต้องหนัก แค่ต้องปล่อยสิ่งที่ไม่จำเป็น โลกตอนนี้อาจบีบบังคับให้เราต้องทำหลาย ๆ สิ่งพร้อมกัน และต้องทำอย่างหนักเพื่อให้ทุกสิ่งออกมาดีที่สุดด้วย ตอนแรกฟ้าเองก็เชื่อแบบนั้น แต่คำถามก็คือ “ชีวิตคนเราต้องหนักขนาดนั้นไหม?” นั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่ฟ้าเริ่มมองว่า ความเบาอาจเติมเติมเต็มเธอได้มากกว่า จนเธอตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อทำสิ่งที่เธอรัก “ช่วงมัธยมฟ้าเริ่มเป็นศิลปินฝึกหัด เริ่มมีงานถ่ายแบบเป็นงานในวงการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรายังทำได้ในช่วงนั้น แต่พอใกล้เข้ามหาวิทยาลัย มันเริ่มหนักจริง เราอยากทำธุรกิจของตัวเอง อยากทำอะไรใหม่ ๆ และเป็นช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย เลยเหนื่อยและหนักเป็นพิเศษ” “ช่วงที่หนักที่สุดคือตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เราเริ่มเรียนรู้ระบบมหาวิทยาลัยว่ามีสอบ มีส่งงาน ตอนนั้นเราเป็นนักร้องอยู่ด้วย
หนุ่ม ๆ หลายคนโดยเฉพาะสาวกชาวกล้องฟิล์มคงคุ้นเคยกันดีกับกล้องฟิล์มแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Camera) หรือที่เรียกติดปากว่า กล้องใช้แล้วทิ้ง มีจุดเด่นคือลูกเล่นในการถ่ายภาพ และโทนภาพที่ให้อารมณ์หลายหลาก แต่ผู้ชายคนไหนที่ที่ชอบภาพโทนขาว-ดำ I’M Fine DAWN Black & White Edition ตัวนี้ อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหาอยู่ก็ได้ I’M Fine DAWN Black & White Edition เป็นกล้องฟิล์มใช้ครั้งเดียว ตัวล่าสุดจาก NINM Lab บริษัทดีไซน์ที่หลงใหลการออกแบบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ครั้งนี้เลือกทำเป็นรุ่นขาว-ดำออกมาเอาใจคนที่ชอบภาพโทนสีเทาที่ให้อารมณ์จากกล้องฟิล์มยุค 60’s -70’s กล้องตัวนี้ได้แรงบันดาลใจการสร้างมาจากตอนเช้าและความมืดหลังพระอาทิตย์ตกดิน ตัวกล้องเลยถูกดีไซน์ออกในสีดำล้วนบนพื้นผิวเรียบและด้านผสมกัน และมีเพียงปุ่มชัตเตอร์ที่ใช้เป็นสีเทา ทำให้ออกมาเรียบง่ายแต่หยิบออกมาถ่ายภาพเวลาไหนก็เท่ทุกครั้งแน่นอน I’M Fine DAWN Black & White Edition เป็นกล้องฟิล์มใช้ครั้งเดียวทำงานด้วยระบบ Preloaded โดยชนิดของฟิล์มที่ใช้เป็น Fomapan Action black and white Negative ISO
เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนคงคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในวันร้อน ๆ ของอากาศบ้านเรา ที่แม้จะหยิบเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นมาใส่แต่ก็ยังรู้สึกอบอ้าวอยู่ดี นั่นเพราะไม่ใช่แค่การเลือกเสื้อผ้าผิดประเภทที่ทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าปกติ เพราะไอเทมสำคัญอย่างรองเท้าก็มีส่วนกับเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุที่ระบายอากาศไม่ดี หรือดีไซน์ที่ไม่ตอบโจทย์การสวมใส่ที่สะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชายที่อยากมีรองเท้าเท่ ๆ ใส่แล้วเย็นสบาย เหมาะจะใช้งานในวันอากาศร้อน STYLE GUIDE วันนี้เรามาแนะนำรองเท้า 5 สไตล์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การใส่เดินในบริเวณบ้าน ไปจนถึงออกงานคู่กับชุดทางการ แต่ละคู่จะเหมาะสมด้วยเหตุผลอะไร มาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลย เริ่มต้นกับรองเท้าที่หนุ่ม ๆ ทุกคนต้องพึ่งพาอย่างรองเท้าแตะ (Sandals) ผู้ชายอย่างเราใช้งานรองเท้าชนิดนี้ตั้งแต่อยู่ในบ้าน ไปซื้อของ รวมถึงใช้ในการแต่งตัวแบบลำลอง เช่นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น แต่สำหรับคนที่ไม่ต้องการให้ลุคสวมรองเท้าแตะของตัวเองดูธรรมดาจนเกินไป Leather Scandals คือรองเท้าอีกชนิดที่เราอยากแนะนำ Leather Scandals หรือรองเท้าแตะหนัง คือรองเท้าแตะที่เราแนะนำว่าควรลงทุนกับมัน จุดเด่นของมันคือการใช้งานที่หลากหลาย ให้ลุค Smart Casual เมื่อจับคู่กับ Resortwear ชิ้นอื่นไม่ว่าจะเป็น เสื้อโปโล กางเกงชิโน่ขาสั้น รวมถึงเข้ากันได้ดีกับทั้งเสื้อยืดโทนเพลนและเสื้อที่มีสีสันลวดลายได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังการสวมใส่ในวันที่มีฝนตก และหลีกเลี่ยงการโดนน้ำ เพื่อรักษาหนังไม่ให้เสื่อมสภาพเร็วเกินไป รองเท้าคู่ต่อมาที่อยากแนะนำคือ Knitted Trainers
หนุ่ม ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกาย แต่ละคนคงมีรูปแบบการออกกำลังที่ชื่นชอบแตกต่างกันไป หลายคนเลือกวิ่งตามพื้นที่สาธารณะเป็นประจำ ส่วนคนที่ให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อก็มักจะเลือกเข้ายิม อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ชายที่มีเวลาน้อยดูแลตัวเองน้อย เพราะต้องแบ่งเวลาให้กับทั้งงาน ครอบครัว รวมไปจนถึงความสัมพันธ์รอบตัว วันนี้เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักการออกกำลังที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่เรียกว่า ทาบาตะ (Tabata) ทาบาตะ คือรูปแบบการออกกำลังที่คิดค้นโดย Izumi Tabata ศาสตราจารย์ด้านการออกกำลังจาก The National institute of Fitness and Sport Tokyo ในปี 1993 เรียกว่าเป็นศาสตร์การออกกำลังที่มีมานานและยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด แต่ต้องการการออกกำลังมีที่ประสิทธิภาพ ทาบาตะมีลักษณะคล้ายกันกับการออกกำลังแบบ High-Intensity interval Training หรือ HIIT แต่มีตารางเวลาการฝึกเฉพาะตัวคือ “เป็นการออกกำลังแบบเต็มที่เป็นเวลา 20 วินาทีเต็ม และพักระหว่างยกเป็นเวลา 10 วินาที ฝึกทั้งหมด 8 เซต โดย 1 ท่าออกกำลังใช้เวลาฝึกเพียง 4 นาที” แถมยังสามารถปรับการฝึกกับท่าบอดี้เวทและท่าออกกำลังต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสวมวิญญาณของ John Wick หรือรับบทบาทจอมยุทธในหนังจีนกำลังภายในไปเสียทุกคน ดังนั้นเมื่อเราถูกทำร้าย ไม่ว่าจะมาในรูปของการโดนดูถูก โดนเหยียดหยาม หรือแม้แต่โดนแฟนเททิ้งแบบเจ็บแสบ หลายครั้งที่การโดนทำร้ายนั้นไม่ได้ทำให้แค่รู้สึกเศร้า ปวดเจ็บ แต่มันปนมากับความโกรธสุมทรวง อยากเอาคืนให้สาสม! แต่จะให้ลุยดะแบบพระเอกหนังที่ดูก็ใช่ว่าจะจบสวยเสมอไป แถมราคาที่ต้องแลกกับการเอาคืนในรูปแบบระเบิด ภูเขา เผากระท่อมก็สูงลิบ แล้วเราพอจะเอาคืนในทางไหนได้บ้าง? เพื่อให้ความเจ็บบรรเทา ความเศร้าจางลง และความโกรธลดระดับลงได้? แม้การบอกให้ลืม ๆ ไปเถอะดูจะง่ายที่สุด แต่การปล่อยวางมักเป็นเรื่องง่ายเสมอเมื่อเราไม่ได้เจอกับตัวเอง จริง ๆ แล้ว “การล้างแค้น” ไม่ใช่แค่เรื่องเอาคืนให้สะใจเท่านั้น ทว่างานวิจัย Combating the sting of rejection with the pleasure of revenge: A new look at how emotion shapes aggression ระบุว่าเมื่อเราถูกทำให้ขุ่นเคือง โกรธขึ้ง หรือเจ็บปวด กระบวนการล้างแค้นเอาคืนมีผลอย่างมากที่เยียวยาเราจากอารมณ์เหล่านั้นเพื่อให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ดังนั้นแทนที่เราจะเอาแต่บอกว่าให้ลืม ๆ มันไปเถอะ
“การสื่อสาร” ถือเป็นทักษะสำคัญโดยเฉพาะในวันที่โลกไร้พรมแดน ใครสื่อสารได้ไวกว่า แถมทรงประสิทธิภาพกว่า โน้มน้าวใจได้มากกว่า หรือทำให้ลูกค้า เจ้านาย คนในทีมเห็นภาพร่วมกันได้มากกว่าก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง จึงไม่แปลกที่ผู้ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จระดับโลกจะเป็นคนที่มีทักษะการสื่อสารอันทรงพลัง อย่างไรก็ตามคำว่าสื่อสาร เหมือนจะถูกลดลงเหลือแค่เพียง “การส่งสารออกไป” เรามีคอร์สเรียนจำนวนมากที่สอนว่าต้องพูดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ต้องพรีเซนต์งานแบบไหนถึงจะจับใจคนฟังในครั้งเดียว จนเราหลงลืมไปว่าในการสื่อสารนั้น นอกจากส่งสารออกไปแล้ว เราต้องรู้จัก “รับฟัง” และรับสารอย่างมืออาชีพให้ได้ด้วย ผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายต่อหลายคนก็ไม่ใช่เพราะเขาเก่งอยู่คนเดียว หรือพูดดีเพียงอย่างเดียว แต่เขาเหล่านั้นมีศิลปะการรับฟังอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน การรู้จักฟังผู้อื่นยังมีส่วนช่วยให้เราเป็นผู้บริหารหรือคนทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นได้ เพราะเราจะได้รับความคิดเห็นจากมุมที่แตกต่างมากขึ้น รวมถึงการสร้างบรรยากาศแห่งการกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น (และไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ) เมื่อเราแสดงให้ทุกคนในทีมเห็นว่าเราพร้อมรับฟัง (โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นผู้บริหาร) นอกจากนั้นการรู้จักฟัง ยังช่วยป้องกันความผิดพลาดได้มากกว่า เมื่อเราคิดคนเดียวแล้วอาจพลาดอะไรไป การฟังหลายรอบ หรือรอบเดียวจากหลายคนช่วยให้เราพิจารณาหลายอย่างได้ถี่ถ้วนขึ้น หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาที่ฟังความคิดเห็นหลายแบบแล้วมากลั่นกรอง ก็ทำให้เราเห็นวิธีแก้ได้เร็วขึ้นและมากขึ้นเช่นกัน สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมา เราเป็นผู้ฟังที่ดีพอหรือยัง? หรือถ้าอยากฝึกทักษะการฟังให้ดีขึ้นกว่านี้ทั้งเพื่อใช้ในที่ทำงาน ทั้งเพื่อจะเจรจาธุรกิจจะทำอย่างไรได้บ้าง นี่คือ ‘5 วิธีฟังอย่างมืออาชีพ’ ที่เราอยากให้คุณลองฝึกดู จดจ่อกับการฟัง คือการใส่ใจและให้เกียรติ โลกอาจฝึกเราให้ทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันมาอย่างเชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่กับ “การฟัง” แม้เราจะรู้ตัวเองดีว่าเราสามารถฟังใครพูดก็ตามไปพร้อม ๆ กับการเปิดโน้ตบุ๊กเช็กอีเมลได้ เปิดเฟซบุ๊กอัปเดตข่าวล่าสุดได้ หรือเขียนรายงานไปพลาง
อีกหนึ่งไอเทมคลาสสิคจากแฟชั่นทหารอากาศ สู่รันเวย์แฟชั่นที่ทุกคนต้อง
เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเมื่อไหร่ที่ประชาชนทำผิดจะต้องถูกจับ พวกเขาจะถูกพิจารณาคดีเพื่อประเมินความผิด รับฟังข้อกล่าวหาให้รู้ว่าตัวเองจะต้องติดคุกนานไหม จากนั้นก็เตรียมละทิ้งชีวิตอิสระไปอยู่ในกรอบที่เรียกว่า ‘เรือนจำ’ ลืมโซเชียลเน็ตเวิร์ก ลืมแฟชั่นเท่ ๆ ไปให้หมด เพราะชุดที่จะต้องใส่หลังจากนี้คือชุดที่เหมือนกับนักโทษอีกหลายหมื่นคนที่อัดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หลายคนยอมผลจากการกระทำของตัวเอง อยู่ในคุกรอนับวันที่จะได้พบกับอิสรภาพอีกครั้ง แต่ชายนามว่า ชิราโทริ โยชิเอะ (Shiratori Yoshie) กลับรู้สึกต่างออกไป เขาคิดว่าตัวเองไม่สมควรติดคุก และด้วยความคิดไม่เห็นด้วยนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานนักแหกคุกสุดโหดของญี่ปุ่นออกมาได้หลายต่อหลายครั้งด้วยตัวคนเดียว ก่อนหน้านี้ชื่อของชิราโทริเคยปรากฏอยู่ใน UNLOCKMEN มาแล้ว ใน NIHON STORIES: “PRISON IN JAPAN” ระบบเรือนจำและการใช้ชีวิตแดนขังของนักโทษญี่ปุ่น กับเรื่องเล่าของคนคุกญี่ปุ่นที่มองจากมุมคนนอกอาจสะดวกสบายกว่าคุกหลายแห่งในโลก แต่ภายใต้ความสะดวกสบาย ข้าวอร่อย มีอ่างแช่ตัวแบบรวม พวกเขาต้องพบกับความกดดันทางอารมณ์อย่างมหาศาล และการกดดันทุกการกระทำอาจเป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชิราโทริไม่อยากอยู่ในเรือนจำอีกต่อไป ประวัติของชิราโทริ โยชิเอะ อาจคลาดเคลื่อนไปบ้างตามกาลเวลา มีบันทึกว่าเขามีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1907-1979 เป็นชาวอาโอโมริ จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะญี่ปุ่น สร้างชื่อด้วยการแหกคุกสี่ครั้ง สาเหตุที่ทำให้เขาต้องวนเวียนอยู่กับการเข้าคุกแหกคุกอยู่หลายครั้งเกิดขึ้นเมื่ออายุได้ 26 ปี ก็กลายเป็นแพะรับบาปในคดีฆาตกรรมและชิงทรัพย์ ชิราโทริยืนยันหนักแน่นว่าเขาไม่ได้สังหารใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการจับเขายัดเข้าคุกเพื่อให้เรื่องจบ ปิดคดีโดยไม่ต้องสืบสวนอะไรมาก (มุมมองนี้มาจากฝั่งของชิราโทริที่ยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์) เขาติดคุกครั้งแรกที่เรือนจำอาโอโมริในจังหวัดบ้านเกิด ไม่นานหลังถูกยัดเข้าห้องขัง
สกินเฮด ทรงผมตัดเกรียนติดหนังหัว ที่มีต้นกำเนิดมาจากวัฒธรรมการต่อต้านสังคมของวัยรุ่นชาวอังกฤษชนชั้นแรงงาน ฐานะยากจน ผู้ซึมซับวัฒนธรรมจากชาวจาไมก้าที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศอังกฤษ เริ่มจากดนตรีไปจนถึงแฟชั่น ความนิยมสวมเสื้อแขนสั้นคู่กับกางเกงขายาวทรงตรงจึงถือกำเนิดขึ้น ก่อนจะปรับให้มีความเป็นทางการมากขึ้น ด้วยการสวมแจ๊คเก็ทหนังและรองเท้าบูตสีดำ ต่อมาในช่วงยุค 70 ที่วงการเพลงในยุคนั้นเริ่มเกี่ยวข้องกับในเรื่องของการเมืองมากขึ้น แนวเพลงสกาได้เปลี่ยนไปเป็นเรกเก้ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคมและการปกครองประเทศอาณานิคมของอังกฤษ ลุกลามไปถึงการแบ่งแยกชนชั้น ฐานะ และการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหาของเพลงที่เปลี่ยนไปนั้น มีอิทธิพลทำให้อารมณ์และความรู้สึกของเหล่าสกินเฮดมีความรุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงภาพลักษณ์การแต่งตัวของชาวสกินเฮดที่ดูแข็งกร้าวขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ รองเท้าบู๊ทหัวเหล็ก แจ็คเก็ตหนัง เสื้อสเวทเตอร์สีดำ ที่ตอกย้ำความดุดันของชาวสกินเฮดเพิ่มขึ้นไปอีก นับว่าเป็นทรงผมที่เป็นตำนานแห่งความเท่ ที่ได้รับความนิยมอยู่เรื่อย ๆ ในทุกยุคสมัย เราจึงได้หยิบเอาสไตล์การแต่งตัวเท่ ๆ ของชาวสกินเฮดมาให้ได้ชมกัน Bomber Jackets ไอเท็มเด็ดของชาวสกินเฮด Bomber Jacket หรือเรียกอีกชื่อว่า MA-1 Jacket มีต้นกำเนิดในช่วงปี 1950 เป็นเสื้อที่สร้างมาให้กับนักบินในช่วงสงครามโลกความความคล่องแคล่วนในการเคลื่อนไหว และให้ความอบอุ่นเมื่อเจออากาศเปลี่ยนแปลงเมื่อทำการบินเป็นระยะทางไกล ๆ แต่ด้วยดีไซน์ที่มีความเท่อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อเหล่าสกินเฮดหยิบมาสวมใส่ แมทช์เข้ากับกางเกงยีนส์และรองเท้าบูธ Dr Martens ก็ทำให้แจ็คเก็ตสไตล์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการแฟชั่น จนกลายเป็นของที่ต้องมีติดตู้สำหรับผู้ชาย Bomber jacket กลายเป็น
การเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ได้สร้างความตื่นตัวให้ผู้คนให้มองเห็นความสำคัญในการต่อต้านการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติให้เกิดขึ้นทั่วโลก การประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมครั้งนี้ก็กำลังขยายวงกว้างไปทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ ขณะเดียวผู้คนที่ออกมาประท้วงจำนวนมาก ไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับจอร์จ ฟลอยด์เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่มันคือการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมให้กับมนุษย์ทุกคน เพราะพวกเขาเบื่อเต็มทีกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้มีอำนาจและเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีล่าสุดคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกมานาน ปัญหาเหล่านี้เคยถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงเสียดสีสังคมจากศิลปินหลากแนวจากหลายยุคสมัย ซึ่งปัจจุบันกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แต่บทเพลงไหนจะถูกเปิดฟังมากที่สุดในช่วงการประท้วงครั้งนี้ มาฟังเหตุผลและทำความรู้จักแต่ละบทเพลงไปพร้อมกันได้เลย ‘Alright’: Kendrick Lamar เริ่มต้นกับ Alright ผลงานเพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ‘To Pimp a Butterfly’ ของศิลปิน Kendrick Lamar หนึ่งในบทเพลงที่เหล่าคนดำยกให้เป็นเพลงที่ย้ำเตือนถึงการเติบโตอันแสนเจ็บปวด ขณะเดียวกันก็ให้กำลังใจผู้ฟังให้เอาตัวรอดจากชีวิตบัดซบได้อย่างมีพลัง Alright ยังมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นล่าสุดอย่าง “Nigga, and we hate po-po Wanna Kill us dead on the street fo sho” ซึ่งไรม์ที่เจ็บแสบแต่กระแทกใจนี่เองที่ทำให้ Alright กลับมาติดอันดับ 26 ในชาร์ตเพลงจากคนฟังทั่วโลกของ Spotify ในช่วงการประท้วงครั้งนี้ ‘This


