เราอยู่ในยุคที่ที่โลกมีแก็ดเจ็ตเดือด ๆ มาให้ผู้ชายอย่างเรายลโฉมอยู่ทุกวัน บางอันผ่านตาไปเพราะรู้สึกดีไซน์โดน แต่ฟังก์ชันกลับไม่ตอบโจทย์อย่างที่คิด ส่วนชิ้นที่ฟังก์ชันมาเต็มข้อ แต่ดีไซน์กลับไม่ชวนใช้ เพราะไม่สื่อตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเราเอาเสียเลย การได้เจอแก็ดเจ็ตที่ดีไซน์ดุ แถมฟังก์ชันเดือดจึงเป็นโมเมนต์ที่มีความสุขอย่างไม่อาจอธิบาย และเมื่อ UNLOCKMEN เจอของที่ดีไซน์ได้ ฟังก์ชันโดนจึงอยากเอามาแบ่งปัน แม้ผิวผู้ชายจะไม่ได้บอบบางถึงขั้นโดนอะไรบาดไม่ได้ หรือทนเปลวไฟนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ไหว แต่การจุดไฟในองศาที่นอกเหนือไปจากการจุดปกติ ๆ ความร้อนจากเฟลวไฟที่ผิดองศาก็อาจสร้างความหงุดหงิดรำคาญได้ไม่น้อย ความแข็งแกร่งจึงไม่ใช่การอดทนกับสิ่งที่ไม่ควรทน แต่เป็นการหาทางแก้ไขจุดบักที่ก่อกวนใจให้ได้ นี่จึงเป็นที่มาของ DISSIM – Inverted Lighter ไฟแช็คดีไซน์ดุ ฟังก์ชันเดือด ที่มาพร้อมความเท่ จะพกพาไปไหนก็คูล ในขณะที่ฟังก์ชันก็ช่วยแก้ปัญหากวนใจ ไม่ว่าจะจุดไฟแนวตั้ง แนวนอน แนวไหน ๆ ก็ไม่ต้องโดนไฟลนมือให้ต้องคอยเก๊กหน้าขรึมว่าไม่ร้อนอีกต่อไป แถมมาพร้อมเปลวไฟอุณหภูมิต่ำป้องกันผิวเราและผิวคนที่เรารักไปอีกขั้น เรียกว่าคิดมาเนียนกริบทุกกระบวนการ DISSIM ออกแบบด้ามจับเป็นวงกลมแปลกตา ไม่ใช่เหตุผลด้านดีไซน์เท่านั้น แต่เพื่อรองรับสรีระของผู้ใช้ ไม่ว่าจะจับองศาไหน หรือมิติใดก็สามารถจับเพื่อจุดไฟแบบไม่ถูกลวก ที่สำคัญการออกแบบด้านจับวงกลมยังคิดค้นมาเพื่อให้สามารถควบคุมตำแหน่งที่จะจุดไฟได้แม่นยำตรงความต้องการมากขึ้นอีกด้วย ไม่ว่าจะจุดเทียนลักษณะคว่ำ หรือการต้องสอดมือเข้าไปในภาชนะเฉพาะที่สุ่มเสี่ยง เรียกว่าพกไปไหนก็อุ่นใจ Flame Port ของ
การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ นำมาซึ่งความรู้สึกเสียใจ เศร้าใจ และอีกหลากหลายความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านเสียงตะโกนของผู้เดินขบวนประท้วงบนท้องถนน ที่ออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมของการจบชีวิตที่มีจุดเริ่มมาจากเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะหมดไปจากโลกนี้เสียที และเชื่อว่าทุกคนจะช่วยกันสนับสนุนไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นกับใครอีก ไม่ว่าคน ๆ หรือมีชาติกำเนิดมาจากไหนก็ตาม (ล่าสุดตำรวจนายนั้นโดนเพิ่มดีกรีความรุนแรงเป็น Second-degree murder แล้ว) อย่างไรก็ตามพักความเครียดลงกันก่อน และหันมาทำความเข้าใจเรื่องราวของความแตกต่างระหว่างผู้คนผ่าน 6 ภาพยนตร์ที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า มนุษย์ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้ แม้เชื้อชาติหรือลักษณะทางภายนอกจะแตกต่างกัน The Butler เริ่มต้นกันกับ The Butler ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทความที่ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ชื่อ “A Butler Well Server by The Election” ซึ่งมาจากชีวิตจริงของยูจีน อัลเลน (Eugene Allen) ชายผู้ทำงานในทำเนียบขาวกว่า 34 ปี ที่ต้องต่อสู้ในเรื่องสิทธิพลเมืองมาตลอดชีวิต โดยตัวหนังเล่าเรื่องผ่านตัวละคร เซซิล เกนส์ พ่อบ้านผิวดำแห่งทำเนียบขาว ผู้ถูกกดขี่ข่มเหงจากสังคมรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก ต้องหนีเอาตัวรอดเพื่อหาชีวิตใหม่ในวอชิงตัน จนกระทั่งโชคชาตะพาเขามาสู่การเป็นบริกรหรือพ่อบ้านในห้องทำงานของประธานาธิบดี หนังสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในอดีต ที่ต้องต่อสู้ เอาตัวรอดและเรียกร้องสิทธิพลเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องที่มีโอกาสได้เห็นมุมมองและความคิดของผู้นำประเทศแต่ละคน และในเวลาเดียวกัน
เคยตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่างเปล่ากันบ้างไหม? ของบางอย่างที่เคยมี คนใกล้ชิดที่อยู่ด้วยกันมาหลายสิบปีหรืออาจจะทั้งชีวิต พอพวกเขาตายจากไปเราถึงเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เคยอยู่ด้วยกันมาหลายปี วันหนึ่งกลับคล้ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขาเคยอยู่ตรงนี้ อย่างเดียวที่ยืนยันการมีอยู่ครั้งหนึ่งได้คงมีเพียงแค่ความทรงจำของเราเท่านั้น จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเก็บความทรงจำที่สวยงามนั้นไว้ติดตัวเราได้ตลอดเวลา เชื่อว่าหลายคนคงคิดไม่ต่างกัน กระทั่งในที่สุดความคิดนี้ก็เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากการสร้างสรรค์ของ Gemories Thailand บริษัทจิวเวลรีไทยย่านสุขุมวิทที่เปลี่ยนอินทรียสารของคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นเถ้ากระดูก เส้นผม เส้นใยผ้า ดอกไม้ ฯลฯ ให้กลายเป็นรูปของผลึกพลอยเจียระไนแวววาวพร้อมสวมใส่ วันนี้ UNLOCKMEN โอกาสได้พูดคุยกับ คุณเบนซ์ – คุณปทิตตา หอมจันทร์ Marketing Director และเป็นหนึ่งในผู้บริหาร บริษัท เจมโมรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด แบบเอ็กคลูซีฟและได้เห็นทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตที่ทำให้หายข้องใจว่า ส่วนประกอบต่าง ๆ จากคนที่เรารักสามารถแปรเป็นอัญมณีได้อย่างไร และทำไม Gemories ถึงต้องการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้น บอกก่อนว่าทั้งหมดนี้เรามองในแง่วิทยาศาสตร์ ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องลี้ลับ อย่างไรก็ตามอย่าลืมใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกบรรทัดด้วยนะ ถ้าจะบอกว่าธุรกิจที่นี่มีจุดเริ่มจาก “จุดจบ” ก็คงไม่ผิด คุณเบนซ์เล่าให้เราฟังว่า เดิมคุณพลอย-ภัสสร ภัสสรศิริ ผู้ริเริ่มธุรกิจ Gemories เคยทำธุรกิจเตาเผาไร้มลพิษและ Pet Master
ผู้ชายแต่ละคนคงมีกิจกรรมในการออกกำลังกายที่แตกต่างกันออกไป บางคนเลือกเล่นกีฬาประเภททีม บางคนชอบวิ่งหรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก อย่างไรก็ตามไม่ว่าคุณจะเคยออกกำลังด้วยวิธีไหน ทุกคนจะต้องรู้จักท่าออกกำลังพื้นฐานที่ชื่อ การวิดพื้น (Push-Ups) แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่า Push-Ups จริง ๆ แล้วมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาทำความรู้จักท่าออกกำลังท่านี้ให้ดีขึ้น และเรียนรู้การ Push-Ups ที่ให้ประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อยิ่งกว่าเดิม Push-Ups มีประโยชน์กับกล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง? หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ Push-Ups ว่ามีเพียงกล้ามเนื้อส่วนแขนและอกเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ เพราะคงเคยได้ยินกันว่าถ้าอยากมีแขนสวย อกฟู ให้ทำ Push-Ups แต่ความจริง Push-Ups กลับให้ประโยชน์โดยตรงกับกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกันในท่าเดียว ทั้งอก (Chest) หลังแขน (Triceps) หัวไหล่ (Shoulders) และกล้ามเนื้อใต้รักแร้ส่วนที่เรียกว่า “Wing Muscle” รวมถึงสร้างความแข็งแรงทางอ้อมให้กับหน้าแขน (Bicep) หลัง (Back) กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Body) หรือแม้กระทั่งกล้ามเนื้อส่วนในของขาก็ได้ประโยชน์จากท่านี้ในเวลาเดียวกันด้วย เทคนิคการ Push-Ups อย่างมีประสิทธิภาพ วิดพื้นคือท่าออกกำลังที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เหมาะจะใช้เป็นท่าออกกำลังประจำวัน โดยประโยชน์ที่เราจะได้รับคือความแข็งแรงของร่างกายส่วนบน (Upper Body) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากการวิดพื้นธรรมดา
การต่อเวลาขยายเคอร์ฟิวไปอีก 1 เดือนคงทำให้หนุ่ม ๆ หลายคนต้องวางแผนชีวิตตัวเองกันใหม่ เพราะยังคงต้องกลับบ้านเร็วไปอีก 30 วัน ในเมื่อผับบาร์จะยังไม่เปิดให้เราไปพักผ่อนหย่อนใจ การให้รางวัลตัวเองเป็นเวลาว่าง พร้อมกับสารคดี ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง ก็เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ต้องการความมันส์ เรามีความบันเทิง 5 เรื่อง 5 สไตล์มาแนะนำให้เลือกรับชมอย่างครบรส ทุกเรื่องล้วนน่าติดตามและอยู่ในความสนใจของผู้ชายอย่างเราแน่นอน Samurai Gourmet (TV Shows, Japanese Food) เรื่องแรกเหมาะมากสำหรับคนชอบหาของกินที่ญี่ปุ่น และอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นไปพร้อม ๆ กัน ขอแนะนำ ‘Samurai Gourmet’ ซีรีส์ญี่ปุ่นความยาว 12 ตอน สร้างและดัดแปลงมาจากมังงะอย่าง Nobushi no Gurume เขียนโดยอาจารย์มาซายูกิ คุสึมิ ซึ่งเชื่อว่าต้องเรียกน้ำย่อยให้หนุ่ม ๆ หลายคนได้แน่นอน Samurai Gourmet คือเรื่องราวของ ทาเคชิ คาซุมิ
คงยากจะปฏิเสธว่าทุกวันนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ ควรจะหันมาทำความรู้จักเทคโนโลยีด้านยนตรกรรมชนิดนี้ให้เข้าใจมากขึ้น ทั้งระบบการทำงานรวมไปถึงส่วนประกอบพื้นฐานของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเราเชื่อว่าอีกไม่นาน ความรู้ในด้านนี้จะมีประโยชน์สำหรับการเลือกรถยนต์ไฟฟ้าสักคันมาใช้งานแน่นอน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ส่วนประกอบสำคัญที่สุดที่พวกเราควรทำความรู้จักให้ดี นั่นก็คือ แบตเตอรี่ ที่เปรียบได้ดั่งหัวใจของรถยนต์ไฟฟ้า ถ้าน้ำมันและเครื่องยนต์เผาไหม้คือหัวใจที่ขับเคลื่อนรถยนต์ทั่วไป แบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถคือแหล่งพลังงานหลัก ทำหน้าที่ส่งกำลังไฟฟ้าไปยังมอเตอร์เพื่อเริ่มต้นการขับเคลื่อนรถ คำถามที่สำคัญคือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ในบ้านเรา ระบบแบตเตอรี่แบบไหนที่จะทำให้ขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะมากที่สุด? ปกติการทำงานของ ‘แบตเตอรี่ขับเคลื่อน’ จะสามารถทำงานได้ดี และดึงสมรรถนะสูงสุดเมื่ออยู่ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม การทำงานของแบตเตอรี่ขับเคลื่อนจึงต้องมีระบบควบคุมอุณหภูมิซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่ขับเคลื่อนสามารถทำงานได้ดีภายใต้สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งต้องบอกก่อนว่าระบบนี้มีความแตกต่างกันไปในรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละแบรนด์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายตามแต่ละภูมิภาค โดยระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ขับเคลื่อนจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบ ดังต่อไปนี้ ระบบ Heating System: ระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ขับเคลื่อน Heating System สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในประเทศที่มีอากาศหนาว หรืออุณหภูมิติดลบ โดยภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำ ระบบจะทำหน้าที่ส่งผ่านความร้อนเพื่อเพิ่มอุณหภูมิของแบตเตอรี่ขับเคลื่อนให้สูงขึ้น ทำให้มีอุณหภูมิเหมาะสมกับการขับขี่ใช้งานต่อไป ระบบต่อมาคือ ระบบ Cooling System: เป็นระบบที่เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานในประเทศเขตร้อน เช่นประเทศในทวีปเอเชียและประเทศไทย ที่มีอุณหภูมิสูงในบางฤดูกาล โดยระบบ Cooling System จะทำหน้าที่ในการควบคุมความร้อนของแบตเตอรี่ขับเคลื่อน
เป็นสถานการณ์สุดฮิตที่เหล่าคนทำงานอย่างเรา ๆ คุ้นชินเป็นประจำ หรือถ้าว่ากันตามตรงก็เป็นกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลนั่นแหละ การผัดวันประกันพรุ่งอาจยังไม่เคยส่งผลกระทบกับใครจัง ๆ แรง ๆ เพราะว่ากันว่าคนผัดวันประกันพรุ่งเนื้อแท้ไม่ใช่คนขี้เกียจแต่มีวิธีจัดการเวลาและลำดับความสำคัญในการทำงานตามรูปแบบของตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าการทำงานให้ทันเดดไลน์จะราบรื่นไปหมดทุกอย่าง ไหนจะความกดดัน ไหนจะความร้อนรน จะดีแค่ไหนถ้ามีเทคนิคการทำงานเพื่อคนชอบผัดวันประกันพรุ่งโดยเฉพาะ ที่รับรองว่าคุณจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมแน่นอน! ‘Pomodoro Technique’ คือชื่อเทคนิคการทำงานทรงประสิทธิภาพที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Francesco Cirillo นักพัฒนาและผู้ประกอบการ ผู้คิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาช่วงปี 1980 เนื่องจากเขารู้สึกว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยมันเป็นอะไรที่ยุ่งมาก ทำงานก็ไม่ดี เรียนก็ไม่ได้เรื่อง ชีวิตไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย Pomodoro ก็ไม่ได้มาจากไหน แต่มาจากเครื่องจับเวลาสำหรับการทำอาหารที่ทำเป็นรูปมะเขือเทศของเขานั่นเอง (Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่ามะเขือเทศ) แต่อย่าคิดว่านี่เป็นแค่วิธีกิ๊กก๊อกของนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง เพราะช่วงปี 1990 วิธีนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และได้รับการยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคการทำงานที่ทำให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับคนที่อยากรู้ว่า ‘Pomodoro Technique’ ทำอย่างไร? ต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง? จริง ๆ ก็ง่ายแสนง่ายแค่มีนาฬิกาปลุก สมาร์ทโฟน หรืออะไรที่สามารถตั้งเวลาได้ และความตั้งใจของเราก็พอแล้ว วิธีการก็ง่ายแสนง่ายด้วย 6 ขั้นตอนต่อไปนี้ 1.เลือกงานที่คุณต้องการจะทำให้เสร็จขึ้นมา งานแบบไหนก็ได้ งานเล็ก งานใหญ่ งานที่ค้างไว้เป็นอาทิตย์
‘BURNOUT’ ไม่ใช่อาการใหม่ อาการหมดไฟนั้นเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทำงานอย่างเรา ๆ และเราต่างหาวิธีรับมือกับอาการหมดไฟที่มาเยือนอยู่ตลอดเพื่อให้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ หลายคนเคยผ่านอาการหมดไฟมาได้หลายหน ราวกับได้เกิดใหม่ท่ามกลางเถ้าถ่านมอดดับ แต่หลายคนก็ไม่เคยเผชิญอาการหมดไฟมาก่อนในชีวิต จนกระทั่ง COVID-19 มาเยือน บรรยากาศการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน การย้ายสถานที่ทำงานจากออฟฟิศสู่พื้นที่พักอาศัย การต้องทำงานอย่างเดียวดายปราศจากเพื่อนร่วมงานรายล้อม หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวที่ไม่เข้าใจเวลาทำงานของเรา สิ่งเหล่านี้นำพาอาการ BURNOUT มาเยือนใครหลายคนที่ก็เคยมีไฟมาตลอด แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไรได้บ้าง? BURNOUT ใช่ไหม? หรือแค่เหนื่อยใจธรรมดา? ก่อนจะไปถึงวิธีการรับมืออาการหมดไฟเพราะการ Work From Home เป็นเวลานาน ๆ เราอยากชวนคุณมาสำรวจตัวเองไปพร้อมกันก่อนว่าสิ่งที่คุณเป็นนั้นคือความเหนื่อยในแต่ละวันที่พอจะคลี่คลายไปได้ถ้าได้พักผ่อนเพียงพอ หรือคืออาการ BURNOUT หลีกเลี่ยงงานขั้นหนัก: ความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้ แต่ทันทีที่ได้พักผ่อนก็จางหายไป แล้วกลับมามีพลังเพื่อทำงานใหม่ให้ดีดังเดิม แต่หากคุณคือคนหนึ่งที่ทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงงาน อาจสังเกตว่าไม่อยากตอบอีเมลเจ้านายหรือเพื่อร่วมงานจนกล่องข้อความค้างเติ่งจำนวนมาก เข้าประชุมสายเสมอ หรือถ้าเป็นไปได้ก็จะหาข้ออ้างที่จะไม่เข้าประชุม รวมไปถึงอาการผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ งานนี้ยังไม่ต้องทำหรอกน่า งานนี้ขอเลื่อนส่งไปก่อนได้ไหม ความพยายามหลีกเลี่ยงงานอย่างหนักนี้เป็นอาการของการ BURNOUT ที่รุกคืบเข้ามา ทำงานแค่ให้รอด ไม่ได้ทำเพื่อคุณภาพ: วันนี้คุณทำงานเพื่ออะไร? ถ้าคำตอบของคุณคือก็ทำเพื่อให้รอดไปอีกวัน ทำเพื่อให้หัวหน้าเห็นว่าคุณยังมีงานในหนึ่งวัน คุณอาจเข้าข่าย BURNOUT ได้เช่นกัน เพราะงานที่มีคุณภาพ
ฝนโปรยลงมาอีกครั้ง ฤดูฝนมาเยือนอีกหน เมฆหม่น ฟ้าครึ้มอาจยิ่งทำให้บรรยากาศในบ้านทึมเทากว่าปกติ การพาตัวเองออกไปนอกบ้าน (ในเงื่อนไขที่ดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยและถูกสุขอนามัย) บ้างก็ดีต่อสุขภาพจิตเหมือนกัน แต่จะไปห้างสรรพสินค้าฝ่าผู้คนในช่วงนี้ก็อาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะนัก กิจกรรมกลางแจ้งหลายอย่างก็ไม่เหมาะกับฤดูฝน UNLOCKMEN อยากชวนไปร้านหนังสือดูสักครั้ง โดยเฉพาะร้านหนังสืออิสระในวันฝนตก ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหนังสือ ไออุ่นและความห่วงใยจากคนขายที่พร้อมให้คำแนะนำ ความเงียบสงบที่ชวนให้เป็นสุขบางแบบที่หาไม่ได้จากที่อื่น ถ้ายังนึกไม่ออกว่าบรรยากาศในร้านหนังสือนั้นน่าหลงใหลจนควรค่าแก่การชวนใครสักคนไปด้วยกันได้อย่างไร วันนี้เราหยิบหนังสือ 5 เล่มเกี่ยวกับหนังสือและร้านหนังสือมาให้คุณได้ลองลิ้มรสความละมุนละไมกันก่อน A Great Little Place Called Independent Bookshop เราอยากกระซิบบอกคุณว่า “ร้านหนังสือเดินทาง” เป็นอีกร้านหนังสืออิสระที่โรแมนติกที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่รู้จักร้านหนังสือในฐานะโซนหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่วางหนังสือเรียงรายใต้แสงนีออนชืด ๆ และไม่น่าเฉียดเข้าไปหมกตัวนาน ๆ เราอยากขอให้คุณรู้จักร้านหนังสือเดินทางแล้วคิดใหม่ แต่ถ้ายังไม่พร้อมไปเยือนร้านหนังสือเดินทางด้วยตัวเอง “A Great Little Place Called Independent Bookshop” เล่มนี้จะเป็นอีกเล่มที่พาคุณไปรู้จักร้านหนังสือร้านนี้จากปากเจ้าของร้านเอง เล่มนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังสือที่พาไปสัมผัสบรรยากาศร้านหนังสือเท่านั้น แต่คือการเลาะลึกลงไปถึงแรงบันดาลใจ ความตั้งใจของมนุษย์คนหนึ่งที่หลงรักการอ่าน หลงรักหนังสือ และครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะนำสิ่งที่เขารักมาก ๆ มาเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ในวันฝนพรำการได้อ่านเล่มนี้จึงเป็นเหมือนเชื้อเพลิงทำให้ใจอุ่นชั้นยอด เพราะนอกจากภาพร้านหนังสือที่จะคอยปลอบประโลมเราตลอดเล่ม เรื่องราวของหนุ่ม
ถ้าพูดถึงซามูไรที่โด่งดังที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แทบทุกครั้งจะต้องมีชื่อของ มิยาโมโตะ มุซาชิ (Miyamoto Musashi) อยู่ด้วยเสมอ เขาคือตำนานที่คนเล่าแบบปากต่อปากว่าเป็นยอดซามูไรผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในการประลองสักครั้ง เป็นนักรบที่คิดค้นเพลงดาบเป็นของตัวเอง เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ ศิลปะ เป็นนักวางกลยุทธ์ยอดเยี่ยม แถมยังเชี่ยวชาญเรื่องการจัดสวน จนไม่อยากจะเชื่อว่าคนคนเดียวมีความสามารถหลายด้านได้ขนาดนี้ UNLOCKMEN จะพาย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นราว 400 ปีก่อน พบเจอกับเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่น จริงจัง เต็มไปด้วยความฝัน เปี่ยมด้วยพรสวรรค์เรื่องเพลงดาบจนกลายเป็นนักรบที่มีเรื่องราวยิ่งใหญ่ไว้เล่าขานให้คนรุ่นหลังฟังดั่งยอดซามูไรคนอื่น ๆ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เรื่องราววัยเด็กของมุซาชิมีเส้นเรื่องหลากหลาย แต่ละเรื่องเล่าแทบไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยซ้ำว่าจริงหรือไม่ แต่ตำนานที่ถูกลือตรงกันมากที่สุดคือ เด็กชายมุซาชิเกิดที่จังหวัดฮาริมะ (Harima) ในปี 1584 ตอนเป็นเด็กเล็กมักถูกพ่อที่ทำอาชีพชาวไร่เรียกว่า “เบนโนะสุเกะ” (Bennosuke) เป็นเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติเงียบสงบ สวยงาม ในเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกล ไม่มีใครรู้ว่าเขาออกจากบ้านเพราะอะไร แต่มุซาชิเริ่มจับดาบไม้ตั้งแต่เด็ก ร่ำเรียนวิชากับโรนินหรือซามูไรพเนจรนามว่า อาริมะ คิเฮ จากสำนักดาบชาชิมาชินโตริว พออายุได้ 13 ปี เริ่มประลองฝีมือกับอาจารย์จริงจังครั้งแรก มุซาชิมีนิสัยใจร้อน กล้าหาญไม่เกรงกลัวกับสิ่งใด เด็กชายไม่สามารถประเมินความสามารถของตัวเองเลยเถิดจนพลั้งมือสังหารอาจารย์ ไม่รู้ว่าเหตุผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้มุซาชิชอบอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใครเท่าไหร่นัก ตลอดชีวิตของมิยาโมโตะ


