นี่คือต้นแบบพาหนะ 2 ล้อที่สร้างโดย 2 สหายค่ายผู้สร้าง Custom Motorcycle จากแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมมือกันสร้างซูเปอร์ไบค์พลังไฟฟ้า โดยมีแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Blade Runner UMC-036 XP ZERO คือชื่อของมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการร่วมมือของ Untitled Motorcycles และ Zero Motorcycles สองสำนักที่มีความชอบใน Blade Runner เหมือนกัน ตัดสินใจจับมือร่วมสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์และรูปแบบการใช้งานล้ำสมัย ออกแบบโดย Hugo Eccles, Co-founder and Design Director of Untitled Motorcycles รถคันนี้พื้นฐานมาจากโมเดล Zero SR/F รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้ทุนถึง $300 ล้านเหรียญ และเวลาถึง 13 ปีกว่า Zero จะผลิตมันขึ้นมาได้ เดิม ๆ พละกำลังของ Zero SR/F มาจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 82 kW
ก่อนหน้านี้ UNLOCKMEN เคยเล่าเรื่องราวการต่อสู้และความทะเยอทะยานจากดินสู่ดาวของแก๊งยากูซ่าที่สุดของเกาะญี่ปุ่น ยามากูจิ-คูมิ (Yamaguchi-Gumi) ไว้ใน NIHON STORIES: YAMAGUCHI GUMI จากอัธพาลย่านคันไซสู่ยากูซ่าผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น ทำให้เห็นความโหด ความเด็ดเดี่ยว กล้าได้กล้าเสีย ระบบองค์กรยากูซ่าอันซับซ้อนมีลำดับขั้นไม่ต่างกับสำนักงาน แต่วันนี้ความยิ่งใหญ่ทุกอย่างของแก๊งกลับต้องชะงักอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำนักข่าวในญี่ปุ่นพากันตีข่าวใหญ่เกี่ยวกับยากูซ่าอันดับหนึ่งของประเทศ พวกเขาไม่สามารถจัดการประชุมสำคัญซึ่งเป็นธรรมเนียมทำกันมาเป็นประจำทุกปีได้สาเหตุสำคัญ เหตุผลหลักที่ต้องยกเลิกเป็นเพราะสมาชิกระดับหัวหน้าล้วนมีอายุมาก บอสใหญ่ไต่เต้าจากแก๊งสาขานาโกย่ามาเป็นผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 6 ของแก๊ง ชิโนดะ เคนอิจิ (Shinoda Kenishi) และเบอร์สองของแก๊งอย่างนายน้อยทากายามะ คิโยชิ (Takayama Kiyoshi) มือขวาที่เปรียบเสมือนคู่หูคู่คิดของชิโนดะ แม้ทั้งสองจะลุยมาทุกสมรภูมิเดือด แต่ปัจจุบันสองคนมีอายุมากทำให้เสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผลจากการศึกษาไวรัสโควิด-19 ของศูนย์วิจัยหลายแห่งต่างลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ชายสูงวัยมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส จนทำให้เสียชีวิตง่ายกว่าผู้หญิงหรือคนอายุยังน้อย รวมถึงชายจากยุค 70-80 ที่มีรอยสักเต็มตัวและมีประวัติใช้สารเสพติดจะยิ่งเพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสมากขึ้นกว่าคนอื่น ๆ เพราะตับที่ทำงานหนักจากรอยแผลทั่วร่าง (รอยสัก) ควบคู่กับการดื่มเหล้าใช้ยาจนร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงให้ยากูซ่าระดับบิ๊ก ๆ เข้าใกล้ความตายได้ง่ายขึ้น ผลคือตอนนี้งานประชุมใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนแถวสำนักงาน สื่อญี่ปุ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องมาคอยเฝ้าระวังทุกปีต้องพับแผนการเดิมทั้งหมดทิ้ง นอกจากนี้ สำนักข่าวญี่ปุ่นยังรายงานอีกว่า สมาชิกของแก๊งทั้งระดับสูงไปจนถึงระดับล่าง ต่างแสดงความกังวล พวกเขารู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
หนุ่ม ๆ หลายคนคงรู้จัก บรูซ ลี ในฐานะนักแสดงและนักศิลปะการต่อสู้ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ผู้ทำให้ศิลปะการต่อสู้อย่างกังฟูและจีทคุนโด (Keet Kune do) เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก่อนตัวเขาจะกลายเป็นหนึ่งไอคอนของวงการภาพยนตร์และการต่อสู้ที่ผู้คนไม่เคยลืมเลือน ด้วยมุมมองภายนอกที่ผู้คนมองเห็นบรูซ ลี หลายคนคงคิดว่าชายคนนี้คงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการฝึกฝนการต่อสู้หรือคิดค้นฉากบู๊ที่สมจริง แต่อีกมุมชีวิตที่หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อนก็คือ เขาเป็นหนอนหนังสือที่หลงใหลในการอ่านไม่แพ้กัน แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาชอบในการอ่านหนังสือ วันนี้มันทำความรู้จัก โลกอีกใบของชายที่ชื่อบรูซ ลีไปพร้อมกัน ปี 1940 เป็นปีที่เจ้าหนูน้อยบรูซ ลี หรือหลี่เสี่ยวหลงลืมตาดูโลก เขามีวัยเด็กที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นคือรักการเล่นสนุกกับเพื่อนและวิ่งไปมาตลอดเวลา จนคนในบ้านตั้งฉายาให้ว่า “เด็กที่ไม่เคยหยุดนิ่ง” แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เขาสงบลงได้นั้นก็คือหนังสือการ์ตูน (โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับกังฟู) ที่ให้เขาได้ใช้เวลาสลับกับการเรียนกังฟูซึ่งได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อ วัยเด็กของบรูซ ลีนอกจากการเรียนหนังสือและฝึกกังฟู ในช่วงเวลาว่างตัวเขาจะใช้เวลาอยู่หนังสือหรือไม่ก็ไปที่ร้านหนังสือบ่อย ๆ โดยความฝันแรกก่อนที่จะมาเป็นนักแสดงคือการเป็นเจ้าของร้านหนังสือมือสอง อย่างไรก็ตามการอ่านชอบหนังสือไม่ได้ช่วยให้ผลการเรียนของเขาดีขึ้น พร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็เริ่มมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน จนในที่สุดพ่อของเขาก็ตัดสินใจส่งไปอยู่สหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา บรูซ ลีในวัย 20 ต้น ๆ ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองซีแอตเทิลแต่ไม่ได้มีเงินติดตัวมากนัก จึงต้องเอาตัวรอดด้วยการเปิดสอนกังฟูซึ่งปรับมาจากมวยหย่งชุน (Wing Chun) ที่มีโอกาสได้เรียนจากอาจารย์ยิปมัน ก่อนจะพัฒนามาเป็น Jeet Kune Do พร้อมกันนั้นตัวเขาก็เริ่มเข้าแข่งขันในรายการมวยกังฟูหลายรายการ
“กระอักกระอ่วน” คงไม่มีใครชอบหรืออยากเผชิญความรู้สึกนี้ โดยเฉพาะเรื่องชวนหน้าแตก อับอายที่เกิดขึ้นระหว่างกิจกรรมที่ควรจะเซ็กซี่ยวนใจที่สุดอย่างกิจกรรมบนเตียง แต่เพราะเซ็กซ์คือกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างเรือนร่าง 2 เรือนร่าง (หรือมากกว่านั้น) เราจึงไม่สามารถควบคุมร่างกายของเราและของเธอให้อยู่ในบรรยากาศชวนพิศวาสดังใจได้เสมอไป อย่างไรก็ตามการมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างมีเซ็กซ์ แม้จะไม่ตรงกับที่เราคาดหวัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องผิดปกติเสมอไป ดังนั้นมาทำความเข้าใจบรรดาเรื่องชวนกระอักกระอ่วนระหว่างกิจกรรมสวาทให้ถี่ถ้วน พร้อมวิธีคร่าว ๆ ว่าเราจะรับมือกับเรื่องชวนเขินตอนมีเซ็กซ์เหล่านั้นอย่างไร เพื่อให้เราไม่ดูตื่นตระหนกเกินเบอร์ หรือทำให้อีกฝั่งรู้สึกแย่จนหมดอารมณ์ เพราะบางเรื่องก็เกิดขึ้นได้จนแทบจะเป็นปกติ ขอแค่เราเข้าใจมันเท่านั้น น้องสาวผายลมได้ ไม่ต้องตกใจ อารมณ์กำลังขึ้นสูงสุด จังหวะร่างกายโหมกระหน่ำระรัวตามอารมณ์ไปติด ๆ แต่แล้วก็ “ปุ้ด!?” เสียงลมดันตัวแทรกผ่านช่องแคบ ๆ ออกมา จะว่าเราเผลอตดก็ไม่น่าใช่ “ปุ้ด!?” อีกรอบ คราวนี้เราจึงมั่นใจว่านี่คือเสียงลมที่ออกมาจากอวัยวะส่วนนั้นของเธอเป็นแน่ ก่อนอื่นจงเข้าใจไว้ว่าการที่น้องสาวของเธอมีลมผุดออกมาระหว่างมีเซ็กซ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้แปลว่าน้องสาวเธอตดออกมาเหมือนการตดที่ออกมาจากก้นแต่อย่างใด แต่เกิดจากการเสียดสีเอาอากาศเข้าไป ส่วนนั้นของเธอจึงขับลมออกมา ซึ่งอาจหมายความว่าเราใช้แรงมากและเร็วเกินไปจนอากาศเข้าไปมากก็เป็นได้ วิธีรับมือก็เพียงแต่ปล่อยให้มันเป็นไป เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการมีเซ็กซ์แล้วเหงื่อออก มีเซ็กซ์แล้วเหนื่อยหอบ ไม่ต้องเอ่ยปากถามเธอ ไม่ต้องทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน ปฏิบัติให้คล้ายกับว่าเรามีบางอย่างปกติธรรมดาเกิดขึ้น การรับมือแบบนี้นอกจากจะไม่ทำให้สาว ๆ รู้สึกสูญเสียความมั่นใจ (ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียความมั่นใจใด ๆ อยู่แล้ว) ยังทำให้เราดูเข้าอกเข้าใจสรีระ และไม่เป็นมนุษย์ที่ช่างตัดสินอีกด้วย ถุงยางอนามัยเจ้ากรรม ทำพิษ!
ชีวิตคือการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หลัง COVID-19 มีหลายสิ่งในชีวิตที่ผู้ชายอย่างเราต้องปรับตัวครั้งใหญ่ “การเดินทางโดยเครื่องบิน” เองก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องเปบี่ยนแปลงมหาศาลทั้งในแง่อุตสาหกรรมการบิน การรักษาความปลอดภัย รวมถึงเรื่องความสะอาดเพื่อสุขอนามัยที่ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นอาจถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้โดยสารที่มีสภาพคล่องทางการเงินเท่านั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินยังกระจุกตัวและมีต้นทุนสูง ก็ไม่แปลกที่ค่าโดยสารจะยังแพงลิบเกินคนทั่วไปจะเอื้อมถึง จนกระทั่งมาถึงยุคสายการบินต้นทุนต่ำที่ทำให้การบินลัดฟ้านั้นแสนสะดวก เข้าถึงง่าย บางทีนึกอยากไปไหนพรุ่งนี้ กดจองตั๋ววันนี้ พรุ่งนี้เดินตัวปลิวขึ้นเครื่องก็ยังไหว การเดินทางโดยเครื่องบินจึงกลายเป็นอีกตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนใช้เมื่อต้องการไปติดต่อธุรกิจสำคัญ หรือพักผ่อนหย่อนใจ อย่างไรก็ตาม COVID-19 ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำให้สายการบินทุกสายต้องขยับตัว หลังเหตุโศกนาฎกรรม 911 กฎการบินก็เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น จนเพิ่มหลายขั้นตอนในการตรวจสอบความปลอดภัย จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมและกฎการบินหลัง COVID-19 นี่จะต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าหรือน้อยกว่าเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งนั้น? ผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่านี่อาจเป็นคราวที่อุตสาหกรรมและกฎการบินต้องปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุด UNLOCKMEN รวบรวมผลกระทบคร่าว ๆ ที่ผู้โดยสารอย่างเราต้องรับมือในวันที่หลายอย่างเปลี่ยนแปลง เช็กอิน 4 ชั่วโมง: เครื่องบินอาจไม่ใช่การเดินทางที่รวดเร็วดังใจอีกแล้ว ข้อดีอันดับต้น ๆ ที่เราเลือกโดยสารเครื่องบินเป็นหลักคือความสะดวกรวดเร็ว เราสามารถบินตรงสู่เชียงใหม่หรือภูเก็ตได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งถ้าเช็กอินออนไลน์ และไม่มีกระเป๋าต้องเอาโหลดใต้เครื่อง เราสามารถนับเวลาตั้งแต่เหยียบสนามบินต้นทางจนถึงสนามบินปลายทางภายในเวลาสองชั่วโมงกว่า ๆ สามชั่วโมงเท่านั้น แต่ COVID-19 จะทำลายความรวดเร็วดังกล่าวไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย
ตอนนี้คงมีคนน้อยยิ่งกว่าน้อยที่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ชีวิตง่าย” เพราะนี่คืออีกช่วงเวลาหนึ่งที่เราต่างต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตต่างกันไปคนละรูปแบบ และเรารับมือกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตต่างกันไป บางคนใจดีสู้เสือ ลุยดะ แก้ทีละเงื่อน คลายทีละปมไปอย่างไม่หวาดหวั่น ในขณะที่บางคนก็ดึงพลังที่เก็บสะสมไว้มาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเจียนจะไม่ไหวอยู่หลายหน การหมดกำลังใจ ไร้เรี่ยวแรง เหนื่อย ท้อ ในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าใครอ่อนแอกว่าใคร ใครแข็งแกร่งกว่าใคร สิ่งที่มีความหมายที่สุดในห้วงเวลาอันยากลำบากของชีวิตคือการที่ถ้าเรายังไหว แล้วยื่นมือไปปลอบโยนคนข้าง ๆ ไว้ไม่ให้ร่วงหล่นต่างหาก ดังนั้นถ้าคุณคือคนที่ยังไหว และเห็นคนข้าง ๆ หดหู่ใกล้หมดแรงจากหลายเรื่องที่รุมเร้า อย่าปล่อยให้เขาเศร้าเพียงลำพัง ปลุกปลอบเขาเท่าที่แรงเรายังพอมี เพื่อบอกเขาว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอ และเราจะผ่านมันไปด้วยกัน ความหมายของกำลังใจ คือการ “มีใครสักคนรับฟัง” ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ยากที่สุด ชวนให้ท้อและหมดเรี่ยวแรงที่สุด เราไม่ได้ต้องการกำลังใจจากคนทั้งโลก เราแค่ต้องการใครสักคนที่รับฟังและมองเห็นความเจ็บปวดที่เราเผชิญอยู่ ไม่ต่างกัน หากวันนี้เราเป็นคนที่มีแรงเหลือและอยากยืนหยัดเคียงข้างคนที่เรารักในวันที่เขาหมดกำลังใจ คำพูดที่พรั่งพรูอาจไม่ตอบโจทย์เท่าการเคียงข้างรับฟัง ดังนั้นแทนที่จะเลือกคำพูดอย่าง สู้ ๆ , อย่ายอมแพ้นะ, เป็นกำลังใจให้เสมอ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่ผิดแต่อย่างใด แต่ก็สุ่มเสี่ยงที่จะฟังดูเป็นคำพูดสูตรสำเร็จตัดจบแบบแกน ๆ ได้ ลองเปลี่ยนมานั่งข้าง ๆ รับฟังสิ่งที่เขาอยากระบาย อาจถามเพิ่มเติมในส่วนที่เรารู้สึกว่าความรู้สึกเขายังไม่คลี่คลาย แต่ก็ไม่กดดันเขาจนเกินไป
สถานการณ์รอบด้านที่เปลี่ยนแปลงไปในเวลานี้ คงทำให้หนุ่มหลายคนต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงตารางในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าเวลาสำหรับออกกำลังของใครหลาย ๆ คนก็ลดน้อยลงไป แต่สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ต้องการออกกำลังและสร้างกล้ามเนื้อภายใต้เวลาที่จำกัด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนแขนและหน้าท้องซึ่งถือเป็นจุดที่ใครหลายคนให้ความสำคัญ QUICK WORKOUT จึงได้จัดโปรแกรมออกกำลังสำหรับกล้ามเนื้อส่วน Arm และ Abs โดยแต่ละท่าจะช่วยให้ทุกคนสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อทั้ง 2 ส่วน แต่จะประกอบด้วยท่าอะไรบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลย Reverse Plank Bridge เริ่มต้นกันด้วย Reverse Plank Bridge ท่าบอดี้เวทที่ไม่เพียงสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนแขนและท้อง แต่รวมไปส่วนก้น หลังรวมถึงต้นขา และถือเป็นท่าเรียกเหงื่อสำหรับเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมทำงานหนักขึ้นในท่าต่อไป เตรียมฝึก Reverse Plank Bridge ด้วยการนั่งบนพื้นในท่าชันเข่า แขนทั้ง 2 วางรับน้ำหนักอยู่ด้านหลังลำตัว ก่อนออกแรงยกลำตัวส่วนกลางขึ้น โดยเน้นออกแรงยกร่วมกันจากแขนและขา โดยให้เข่าทำมุม 90 องศา และแขนเหยียดตึงฝึกทั้งหมด 2 เซต เซตละ 40 วินาที
หลังจากที่เราเคยได้นำเสนอ Culture สุดแสบของแว๊นชาวยุ่น หรือ Bozosoku ที่หลายคนให้ความสนใจไปแล้ว แม้มันจะเป็นสังคมที่แปลกประหลาดในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่วัฒนธรรมที่ดูรุนแรงขัดต่อกฎหมายเหล่านั้น ยังมีผู้หญิงที่คลั่งไคล้จนกลายเป็น Culture คล้าย ๆ กันที่เรียกว่า “Sukeban” (スケバン) อยู่ด้วย เช่นเดียวกับ Bozosoku ถ้าหากใครอ่านหนังสือการ์ตูนหรือดูซีรีส์ญี่ปุ่น ก็คงจะเคยเห็นนักเรียนญี่ปุ่นสาวแสบซ่าบ้าบิ่นไม่แพ้ผู้ชาย ซึ่งอยู่ในลุคตรงข้ามกับสาวนักเรียนญี่ปุ่นที่ใส่กระโปรงสั้น ถุงเท้ายาวตึง หน้าตาใส ๆ อย่างสิ้นเชิงกันมาบ้างอย่างแน่นอน ความดิบเถื่อนจะว่าไปมันก็อาจจะเป็นแฟชั่นของวัยรุ่นสาวชาวญี่ปุ่นในยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามันถูกถ่ายทอดกันมาอย่างจริงจังจนกลายเป็น Culture ที่อยู่คู่กับวัยรุ่นสาวที่มีความซ่า และกล้าที่จะทำอะไรบ้า ๆ เหมือนผู้ชายทำ จนขนาดว่า “Sukeban” ตัวเจ๊ ๆ บางคน แสบถึงขึ้นผู้ชายยังกลัวจนหัวหดกันเลยทีเดียว “What is Sukeban” Sukeban ถูกใช้เป็นคำจำกัดความของกลุ่มวัยรุ่นหญิงล้วนที่ก๋ากั่น พฤิตกรรมขัดกับศีลธรรม หรืออาจจะเรียกว่าเป็น Bosozoku ในเวอร์ชัน Girl Gang ก็ได้ คำนี้เกิดขึ้นครั้งแรกช่วงปี 1960 โดยสาวเหล่านี้ จะเป็นสาวมัธยมที่ห้าว ก้าวร้าว
ก่อนหน้านี้หนุ่ม ๆ หลายคนคงเจอกับปัญหาผมที่ยาวรุงรังไม่อยู่ทรง เพราะร้านตัดผมทั้งหลายจำเป็นต้องหยุดให้บริการเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลังจากที่อดทนกับผมรุงรังอยู่ร่วมเดือน ในที่สุดด้วยมาตรการผ่อนคลายการ Lockdown ทำให้ ณ ตอนนี้ร้านตัดผมและช่างประจำของใครหลายคนก็ต่างได้กลับมาให้บริการอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้จัดการความเรียบร้อยกับผมเผ้าที่ยาวจนน่ารำคาญ รวมถึงถือโอกาสเปลี่ยนทรงผมใหม่ให้กับตัวเองซะเลย อย่างไรก็ตามอากาศที่ร้อนระอุของบ้านเราในช่วงนี้ ทำให้หลายคนมีความคิดว่าจะเลือกตัดผมทรงใหม่ที่สั้นมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน แต่หลายคนยังกังวลว่าทรงผมสั้นสบายหัวจะทำให้ตัวเองเสียความคูลที่เคยมีไป STYLE GUIDE วันนี้เลยขอแนะนำ 5 ทรงผมสั้นที่ทั้งมีสไตล์และเย็นสบายหัว แต่จะมีทรงไหนบ้างมาชมไปพร้อมกัน Crew Cut ทรงผมยอดนิยมที่เหมาะสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชอบตัดผมสั้น จุดเด่นของ Crew Cut คือผมด้านบนที่สั้นแต่ไม่เกรียนติดกับหนังศีรษะ และผมด้านข้างที่ไถด้านล่างให้ขาว ก่อนไล่ระดับเฟดขึ้นสู่ด้านบน Crew Cut เหมาะสำหรับผู้ชายที่มีโครงหน้ารูปไข่ (Oval), หน้าทรงเหลี่ยม (Square), และหน้ารูปหัวใจ (Heart) และสามารถตัดได้ทั้งคนที่มีเส้นผมตรงและหยักศก ใครที่ชอบทรงผมสั้นแต่ต้องการมีสไตล์แบบเรียบง่าย Crew Cut คือตรงที่ตอบโจทย์แน่นอน Buzz Cut ถ้าทรงแรกยังสั้นไม่พอ เราอยากแนะนำให้ทุกคนพิจารณา Buzz Cut ทรงผมที่ได้รับความนิยมในทุกยุคสมัย เพียงแค่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับแฟชันของแต่ละช่วงเวลาในรูปแบบที่ต่างกันออกไป
ลืมตาตื่นขึ้นมาเผชิญชีวิตท่ามกลางอุณหภูมิ 30 กว่าองศาฯ แต่รู้สึกร้อนราวกับว่า 40 กว่าองศาฯ อีกหนึ่งวัน แสงอาทิตย์คือชีวิต แต่อีกทางหนึ่งเราก็อดจินตนาการไม่ได้ว่าหากแสงอาทิตย์แปรพักตร์ กลายเป็นปรปักษ์ต่อลมหายใจของมนุษย์ โลกใบนี้จะเป็นอย่างไร? Into the Night คือซีรีส์ระทึกขวัญ เมื่อแสงอาทิตย์ไม่ได้เป็นความอบอุ่นและสัญลักษณ์แห่งชีวิตอีกต่อไป แต่รุ่งอรุณกลับนำพาความตายมาเยือนโลกมนุษย์ ใครที่สัมผัสแสงแดดมีทางเลือกเดียวคือหมดลมหายใจ และผู้ที่อยากมีชีวิตรอดให้ได้ จึงต้องพาตัวเองมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดแห่งคืนค่ำเท่านั้น ไม่เวิ้นเว่อวุ่นวาย เพราะโลกแตกสลาย ความหมายมีแค่การเอาตัวรอดเท่านั้น เราคงไม่ปฏิเสธว่าหนังโลกแตก มนุษย์ต้องเอาตัวรอดให้ได้ หนีตายบนพาหนะอะไรสักอย่างไม่ใช่พล็อตใหม่ และชวนให้สงสัยว่ามันยังดึงดูดใจคนดูอย่างเราได้จริงไหม? แต่ Into the Night พาเราหลุดเข้าไปในหนังโลกแตกระทึกขวัญเอาตัวรอดในรสชาติแปลกใหม่ ที่ขอกระซิบว่าถ้ายังไม่ได้เริ่มดูก็อย่าเพิ่งตัดสินหนังเรื่องนี้ หนังโลกแตกปกติ มักให้ความสำคัญกับความสมจริง จนฉายภาพปูพื้นให้เห็นว่า “เพราะอะไรโลกถึงเกิดหายนะขึ้น?” จนต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ปูภาพ หรือฉากห้องแล็บนักวิจัยที่แสดงข้อมูลจำนวนมากน่าเชื่อถือ แต่ Into the Night กลับเปิดเรื่องเรียบง่าย กลุ่มคนเพียงหยิบมือหนึ่งที่กำลังจะขึ้นเครื่องบิน และถูกทหารนายหนึ่ง (ที่บังเอิญรู้เรื่องแสงอาทิตย์หายนะ) ปล้นเพื่อพาเครื่องบินมุ่งตรงสู่กลางคืน หนีแสงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกของโลก บนเครื่องบังเอิญมีผู้มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่พออธิบายเหตุผลคร่าว ๆ อยู่บ้าง และที่เหลือคือการเสิร์ชหาเอาจากอินเทอร์เน็ต ในทางหนึ่งการปูเรื่องจากมุมมองตัวละครแบบนี้ทำให้เรารู้สึกสมจริงยิ่งขึ้น เพราะหากโลกใบนี้ต้องแตกแหลกสลายพังพินาศลงจริง


