แม้ผลกระทบจากโควิดจะทำให้ตลาดรถยนต์ทั่วโลกซบเซาไปบ้าง แต่หนุ่ม ๆ ที่รักรถยนต์โดยเฉพาะสาวกของ Porsche 911 ยังคงมีเรื่องให้ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันอีกครั้ง เพราะโปรเจกต์ที่พัฒนาและผลิตเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวออกมาแล้วกับ Porsche 911 ตัวถังรหัส 992 Targa 4 และ Targa 4S ถ้าพูดถึงรถยนต์อย่าง Porsche 911 ผู้ชายส่วนใหญ่คงนึกถึงรุ่นสองประตู (Coupe) หรือเปิดประทุน (Convertible) มาเป็นภาพแรกในหัว แต่สำหรับ Porsche รุ่นเปิดประทุนดีไซน์คลาสสิกสไตล์ Targa ก็เป็นอีกรูปแบบที่ทุกคนอยากครอบครอง พวกเขาจึงได้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดสร้างมันขึ้นมาให้เกิดใหม่อีกครั้งภายใต้รหัส 992 *Cool Fact: นอกเหนือจาก Porsche ยังมีรถรุ่นอื่นที่ใช้การเปิดหลังคาสไตล์ Targa อยู่ใน Chevrolet Corvette, Lamborghini Aventador Roadster, Ferrari 812 GTS เป็นต้น แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันซะทีเดียว เพราะอยู่กันคนละกลุ่มราคา แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ Porsche เคยสร้าง 911
ในตอนนี้หลายคนคงคิดถึงการออกไปนั่งดื่มด่ำบรรยากาศของแสงไฟนีออนตัดกับความมืดยามค่ำคืน คิดถึงการสังสรรค์วงเหล้าเคล้าเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อน คิดถึงเบียร์สด โซจู หรือสาเกเย็นฉ่ำ ๆ พร้อมกับแกล้มชวนน้ำลายสอ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเราเหล่าสุภาพบุรุษต่างหลงรัก ซึ่งวัฒนธรรมการดื่มสไตล์ญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า อิซากายะ (Izakaya) ก็มีเรื่องราวน่าสนใจชวนให้หลงใหลไม่แพ้กับสุราหวานฉ่ำรอคอยอยู่ในร้านเหล้าขนาดกำลังดี ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการดื่มมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ย้อนกลับไปยังยุคสมัยอันเก่าแก่ก่อนยุคเอโดะ การค้าขายสุราของชาวญี่ปุ่นมักเป็นการซื้อกลับไปกินที่บ้าน หรือตั้งแผงไว้ให้พ่อค้ากับแม่ค้ายืนคุยกันแบบสั้น ๆ ไม่นิยมนั่งเหมือนปัจจุบัน เพราะพื้นที่ร้านส่วนใหญ่คับแคบ แถมในร้านขายสุรายังไม่มีการเสิร์ฟเหล้าพร้อมกับแกล้มแก้หิวเหมือนตอนนี้ เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเอโดะอันรุ่งเรืองทั้งการค้า การเมือง และศาสนา (ค.ศ. 1603-1868) มีเรื่องราวของต้นกำเนิดอิซากายะที่หลากหลายเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่เรื่องเล่าที่ได้ยินบ่อยสุดคงหนีไม่พ้นเรื่องพ่อค้าสาเกหัวหมอ เขาพยายามทำให้การขายของตัวเองมีความน่าสนใจกว่าร้านสุราเจ้าอื่น ด้วยการเปิดแผงให้ลูกค้าชิมก่อนตัดสินใจซื้อ เมื่อมีลูกค้าสนใจก็จะนำเสนอเมนูพิเศษทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นไว้กินแกล้มสาเกที่เขาขาย กลายเป็นว่าวิธีการขายของอันชาญฉลาดของพ่อค้าสาเกทำให้ซามูไรยอดนักรบ ขุนนาง พ่อค้าหัวใส ไปถึงชายแก่ขี้เมาต่างตบเท้าเข้าสู่ร้านเหล้าของเขา ยุคหลังซามูไรและระบบขุนนางดั้งเดิมถูกปรับเปลี่ยน ไม่มีนักรบที่เต็มไปด้วยเกียรติภูมิอีกต่อไป ในยุคเมจิ อิซากายะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบชาติจะตะวันตก ผู้ชายหลายคนชื่นชอบนั่งมองบรรยากาศตอนกลางคืน บางคนมาตั้งวงกับเพื่อน เปลี่ยนวันที่น่าเบื่อให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ในปี 1970 อิซากายะไม่มีลูกค้ากลุ่มอื่นเลยนอกจากพนักงานออฟฟิศกินเงินเดือน มองไปยังร้านไหนเราจะเห็นมนุษย์เงินเดือนพากันจับจองที่นั่งในร้านจนคนอื่น ๆ แทบไม่มีโอกาสแทรกตัวไปนั่งจิบสาเกได้เลย บางคนมานั่งดื่มทุกวันจนเป็นขาประจำ มีพนักงานออฟฟิศไม่น้อยรีบกอบโกยความสุขระยะสั้นจนนอนสลบอยู่หน้าร้านหรือตามทางเดิน แถวถังขยะหรือบริเวณสถานีรถไฟก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ สาเหตุที่พนักงานออฟฟิศยุค 1970
แม้ฟิตเนสหลายแห่งจะกลับมาเปิดให้บริการแล้วแต่หนุ่ม ๆ หลายคนยังเลือกที่จะออกกำลังกายอยู่บ้านกันต่อ เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน และสำหรับคนที่อยู่บ้านว่าง ๆ จนเริ่มรู้สึกเบื่อ วันนี้เรามีโปรแกรมออกกำลังสไตล์นักมวยมาท้าทายทุกคนกัน แบบฝึกที่สร้างขึ้นอ้างอิงและปรับจากตารางฝึกประจำวันของนักมวยระดับโลกทั้งนักชกไร้พ่าย ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ , นักมวยรุ่นใหญ่อย่าง แอนโทนี่ โจชัวร์ และดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ไรอัน การ์เซีย โดยภายในเวลา 30 นาทีของโปรแกรมฝึกจะประกอบไปด้วยการออกกำลังแบบไหนบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน Jump Rope หลังจากวิ่งในตอนเช้าเพื่อเรียกกำลังเรียบร้อยแล้ว นักชกหลายคนจะเข้าสู่ขั้นตอนสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่สำคัญสำหรับการชกมวย และท่าแรกที่ขาดไม่ได้คือ Jump Rope หรือการกระโดดเชือก เชือกเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการออกกำลังของนักชกทั่วโลก เพราะเป็นทั้งอุปกรณ์วอร์มอัพและคาร์ดิโอที่ตอบโจทย์ในชิ้นเดียว แถมยังช่วยให้ฟุตเวิร์คของนักชกรวดเร็วและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ที่สำคัญคือกำลังขาที่ได้จากการฝึก กระโดดเชือกต่อเนื่อง 1 นาที 3 เซต พัก 2 นาที ก่อนจะเข้าสู่ท่าต่อไป Push-up and Plank Push-up และ Plank คือท่าออกกำลังยอดฮิตสำหรับนักมวย ทั้ง 2
ฝนที่ตกในช่วงนี้คงทำให้หนุ่ม ๆ นักออกกำลังหลายคนคิดถึงการยกเหล็กในวันอากาศดี ๆ และข่าวดีคือยิมบางส่วนเริ่มกลับมาเปิดให้บริการกันแล้ว อย่างไรก็ตามควรให้ความสำคัญในเรื่องการใช้งานอุปกรณ์ร่วมกับคนอื่นให้ดีก่อนใช้งานเสมอ แน่นอนหลังจากห่างหายจากอุปกรณ์ไปนาน วันนี้ QUICK WORKOUT จึงอยากพาทุกคนมาออกกำลังร่วมกับอุปกรณ์บาร์เบล (Barbell) เป็น 5 ท่าที่จะเรียกความฟิตให้กล้ามเนื้อหลายส่วน ในเวลาเดียวกันก็สร้างการเผาผลาญได้อย่างดีเยี่ยม แต่จะประกอบไปด้วยท่าอะไรบ้าง มาเรียนรู้และเตรียมฝึกไปพร้อมกัน คำแนะนำ: ก่อนออกกำลังในโปรแกรมนี้ควรวอร์มอัพกล้ามเนื้อในส่วนหลัง แขน ต้นขาและขาก่อนให้ดีอย่างน้อย 20 นาที Barbell Back Squat หลังจากวอร์มอัพพร้อมแล้ว มาเริ่มเซตด้วยท่าที่ใช้แรงได้อย่างเต็มที่กับ Barbell Back Squat ท่าที่เล่นคู่กับอุปกรณ์บาร์เบลจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ทั้งส่วนหลัง บ่า และต้นขาได้ในท่าเดียว เตรียมฝึก Barbell Back Squat ในท่ายืน ขาทั้ง 2 ข้างแยกออกจากกันเล็กน้อย แขนจับบาร์ในลักษณะขนานกับหัวไหล่ โดยเลือกบาร์เบลน้ำหนักที่เหมาะสมกับการฝึกของตัวเองหรือจะเริ่มจากบาร์เปล่าก็ได้ เมื่อพร้อมแล้ว ค่อย ๆ ย่อลำตัวให้หัวเข่าทำมุม 45 องศา เหมือนกับการทำ Squat ปกติ
ความกระหายใคร่รู้ว่าคนดัง ๆ เขาอ่านอะไร ดูอะไร กินอะไร หรือวัน ๆ ทำอะไรบ้าง ดูจะเป็นความกระหายปกติที่มนุษย์หลายคนมี โดยเฉพาะบรรดามนุษย์ผู้ประสบความสำเร็จระดับโลก ที่เรามักสนใจว่าวัน ๆ เขาทำอะไรบ้าง ถึงมีส่วนส่งเขาไปสู่ยอดเขาแห่งความสำเร็จที่ใคร ๆ ก็ฝันถึงนั้น Bill Gates เองก็ถือเป็นมนุษย์ผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกที่ผู้คนอยากรู้เสมอว่าเขาอ่านหนังสืออะไร ใช้ชีวิตประจำวันแบบไหน แบ่งเวลาอย่างไร ทั้งเพื่อเป็นข้อมูลไว้ทำตาม และเพื่อเรียนรู้ปรับหาจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้ตัวเอง ปกติเขาเองก็ไม่เคยปิดเป็นความลับว่าตัวเองอ่านหนังสืออะไร มีกิจวัตรแบบไหน โดยเฉพาะหนังสือที่เขาอ่าน เขาจะออกมาเปิดเผยลิสต์หนังสือที่อ่านและอยากให้คนอื่นได้อ่านด้วยผ่านเว็บไซต์ gatesnotes.com ของเขาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ปีละครั้งเท่านั้นแต่เป็นฤดูกาลเลยทีเดียว (เช่น 5 หนังสือที่ควรอ่านช่วงหน้าร้อนนี้) Bill Gates ระบุว่าช่วงนี้หัวข้อที่เขาได้พูดคุยส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับ COVID-19 แต่ที่ถูกถามบ่อยไม่แพ้กันคือ Bill Gates อ่านหรือดูอะไร อาจเป็นเพราะช่วงนี้ผู้คนอยากเข้าใจเรื่องโรคระบาดมากขึ้น หรือไม่ก็พวกเขาอยากหาอะไรบางอย่างเพื่อดึงความสนใจตัวเองออกไปจากสถานการณ์อันชวนเครียดนี้ เขากล่าวอีกว่า “ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้พูดถึงหนังสือหรืออะไรที่ผมดู” ความพิเศษคือครั้งนี้ Bill Gates ออกมาเปิดเผยหนัง สารคดี และซีรีส์ที่เขาติดตามอยู่ช่วงนี้ออกมาด้วย ใครที่ไม่ใช่สายอ่านหนังสือก็ถือว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะไปดูตามบ้างว่าคนแบบ Bill Gates เขาดูอะไร?
หนวดเคราผู้ชายไม่ได้เป็นเพียงสิ่งใช้เพิ่มความเท่ หรือความพึงพอใจส่วนบุคคลเท่านั้น แต่คล้ายกับว่าหนวดเคราผู้ชายได้กลายเป็นพื้นที่พิศวงที่นักวิจัยจำนวนมากเข้ามาศึกษาวิจัย จนหลายครั้งพบข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ชวนหลงใหล และบางครั้งก็พบผลสรุปใหม่ ๆ ที่ชวนให้ขนพองสยองขวัญ ทั้งงานวิจัยที่ออกมาบอกว่าหนุ่ม ๆ ที่ไว้หนวดเครานั้นดึงดูดสาว ๆ มากกว่า หรืองานวิจัยที่บอกว่าหนวดเคราผู้ชายนั้นอาจมีแบคทีเรียกจากอุจจาระปนเปื้อน! สารพัดงานวิจัยที่ชวนให้ทั้งไว้หนวด และไม่ไว้หนวด อย่างไรก็ตามในแง่ความสะอาดเราว่าขึ้นอยู่กับการดูแลสุขอนามัยส่วนตัวว่าเคร่งครัดมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแลดีเป็นพิเศษก็หายห่วง หนวดเครายังเป็นภาพตัวแทนความเท่ของผู้ชายได้เป็นอย่างดี หนวดเครายังมีประโยชน์อีกมาก แต่งานวิจัยที่เราอยากชวนหนุ่ม ๆ มารับรู้ในวันนี้ยิ่งส่งผลให้หนวดเคราดูน่าทึ่ง (และชวนพิศวง) ขึ้นไปอีกระดับ เมื่อนักวิจัยออกมาบอกว่าหนวดเครานั้นอาจวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อลดแรงกระแทกที่อาจจะตีแสกเข้ามาที่หัวของเราเมื่อไรก็ได้ งานวิจัยชิ้นนี้มีชื่อว่า “Impact Protection Potential of Mammalian Hair: Testing the Pugilism Hypothesis for the Evolution of Human Facial Hair” ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของขนที่ขึ้นบนใบหน้ามนุษย์และทดสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นมาว่าจริง ๆ แล้วหนวดเคราที่ขึ้นมาพวกนี้มันสามารถลดแรงกระแทกให้กับใบหน้าเราได้หรือไม่ สมมติฐานนี้เริ่มมาจากจุดตั้งต้นของวิวิฒนาการมนุษย์ โดยมนุษย์เราก็ไม่ต่างจากลิงขนาดใหญ่ (great apes) ทั้งหลายที่เพศชายหรือเพศผู้นั้นมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงอย่างมหาศาล ซึ่งความรุนแรงนี้ก็มุ่งตรงไปที่เพศชายด้วยกัน เมื่อมนุษย์เพศชายใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้เพื่อเอาชนะกันแบบมือเปล่า
การได้อยู่บ้านอย่างสงบ ไม่ต้องฟันฝ่าการจราจรการเบียดเสียดไปทำงานถึงออฟฟิศ อาจเคยเป็นภาพฝันของใครหลายคน ท่ามกลางความสุขสบายภายในบ้าน ทำงานจากมุมโปรดของตัวเอง เราคิดว่านี่คือความสุขสูงสุดที่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่โชคร้ายที่การต้องทำงานอยู่บ้านนาน ๆ ที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ได้เป็นไปตามภาพฝันที่เราเคยจินตนาการ เนื่องจากมาพร้อม COVID-19 ความเครียดเรื่องเศรษฐกิจที่รุมเร้า ความไม่มั่นคงเรื่องงานที่ตามมาติด ๆ ไหนจะเป็นการที่ไม่สามารถออกไปพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างเคย ทำให้เกิดก้อนความเครียดสะสม จนกลายเป็นมวลความโกรธ ความหัวร้อนที่เรารู้สึกว่าเราช่างคุมอะไรไม่ได้เอาเสียเลย! เราไม่ได้โกรธอยู่ลำพัง แต่สภาวะไม่ปกติทำให้ทุกคนเกรี้ยวกราด ประการแรกเราอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าคุณไม่ได้หัวร้อนอยู่เพียงลำพัง ความโกรธ ความเกรี้ยวกราด หัวเสียนี้ หลายคนบนโลกกำลังเผชิญสภาวะนี้ร่วมกัน (สภาวะที่หัวร้อนง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ) ดร. Aimee Daramus นักจิตวิทยาคลินิกให้ความเห็นว่า “ทุกเรื่องเครียด ๆ ของเรา รวมถึงสิ่งกระตุ้นความเครียดในอดีต กำลังแสดงตัวออกมาในช่วงเวลานี้ เพราะชีวิตประจำวันของเราที่เคยใช้กดเรื่องเหล่านี้มันหายไป” “ความโกรธเองก็มีหลายระดับ ความโกรธบางระดับเรามักจะกดมันเอาไว้ได้ แต่เมื่อ COVID-19 มาเราก็มีความโกรธใหม่ ๆ ความเครียดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก ในขณะเดียวกันความโกรธจากแผลเก่า ๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นพอมีคนมาพูดหรือทำอะไรบางอย่างที่เวลาปกติเราก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่กลายเป็นว่าตอนนี้อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เราโกรธมาก ๆ
พลัง แรงบันดาลใจ การงอกงามไปสู่สิ่งใหม่ เมื่อไรที่พูดถึงกลุ่มคำพวกนี้เราล้วนนึกถึงวัยเด็ก หรือวัยรุ่น ช่วงวัยที่เป็นรุ่งอรุณของชีวิต แสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์แห่งวัยเยาว์ค่อย ๆ ฉายให้เห็นความฝันและความเป็นไปได้ ในทางกลับกันเมื่อเราอายุมากขึ้น ๆ แม้เราจะยังสบายดี แต่ก็คล้ายว่าในแต่ละปี เรากำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงความสลัวรางของชีวิต หมดฝัน ไม่กล้าเริ่มต้นใหม่ ไร้เรี่ยวแรงจะเติบโต เพราะเชื่อว่าความมั่นคงคือสิ่งที่ดีที่สุด UNLOCKMEN จึงอยากพาสำรวจ “ความมีอายุ” ในความหมายใหม่ แม้จะไม่ได้เต็มไปด้วยพลังบ้าคลั่งเหมือนตอนวัยรุ่น แต่ในเลขปีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีมิติใหม่ ๆ ให้เราได้ดื่มด่ำ เรียนรู้ในแบบของมัน ขอแค่อย่าหยุดเรียนรู้ About Schmidt คุณค่าของคุณคือะไร? คำตอบของคำถามนี้อาจเป็นอะไรก็ได้ ครอบครัว ความรัก การได้ออกเดินทาง หรือ “หน้าที่การงาน” หากเป็นเช่นนั้นเคยคิดไหมว่าหากเราแก่ตัวไปจนกระทั่งวันหนึ่งต้องหยุดทำงานที่เราทำมาตลอดหลายสิบปี เราจะยังรู้สึกมีคุณค่าอยู่ไหม? About Schmidt ว่าด้วยเรื่องราวของ Warren Schmidt ผู้เชี่ยวชาญและทำงานอยู่ในบริษัทระดับโลก แต่เขากำลังจะต้องเกษียณจากงาน นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อายุที่มากขึ้น ร่างกายที่ร่วงโรย งานที่เคยยึดถือที่ได้เวลาต้องปล่อยวาง คู่ชีวิตลาจากโลกไป ไม่เพียงเท่านั้นลูกสาวที่เคยรู้สึกว่าเป็นแก้วตาดวงใจก็ยังจะมาแต่งงานกับไอ้หนุ่มที่ดูไม่เอาไหนอีก!?
ประเทศไทยอยู่กับช่วงเวลาล็อกดาวน์มาเป็นเวลา 3 เดือนกว่าแล้ว คิดว่าผู้ชายหลาย ๆ คนคงอยากจะเที่ยวเต็มแก่ เอาหน้าไปปะทะลมทะเล ออกไปยืดเส้นยืดสายด้วยการเดินป่าขึ้นเขา เอาตัวไปตากแดดให้ผิวซีด ๆ กลับมามีสีแทนอีกครั้ง แต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองออกไปทำแบบนั้นได้อีกตอนไหน อีกทั้งเงินในกระเป๋าก็ดูจะไม่อำนวยให้ออกทริปสักเท่าไร วันนี้ UNLOCKMEN มีไอเดียแก้ขัดให้คุณหายอยากกันไปพลาง ๆ ก่อน คือ การเที่ยวโดยใช้ “Google Street View” แอปคุ้นหูที่ถูกหลงลืมในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่มักจะใช้Google Maps ในการค้นหาเส้นทางการเดินทางเสียมากกว่า แต่ในเมื่อคุณออกเดินทางไปไหนไม่ได้ งั้นลองปัดฝุ่น “Google Street View” ขึ้นมาอีกครั้ง ใช้เป็นค่าผ่านทางแทนตั๋วเครื่องบินกันดีกว่าไหม อย่างที่ทราบกันดีว่าฟีเจอร์ “Google Street View” ถูกแยกออกจาก Google Maps เป็นอีกแอปหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถเปิดดูถนน ตรอกซอกซอยต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดใช้แผนที่บน Google Maps ให้ยุ่งยาก อีกทั้งใน Google Street View ผู้ใช้ทั่วไปยังสามารถแชร์รูป Panorama
โลกใบนี้เต็มไปด้วยผลงานศิลปะจำนวนมาก หลากหลายชิ้นล้วนมีคุณค่าต่อผู้ซึ่งหลงใหลในศิลปะ รวมไปถึงคนที่มองเห็นในคุณค่าของผลงานเหล่านี้ และด้วยคุณค่าทางจิตใจและมูลค่ามหาศาลในตัวนี้เอง ที่ทำให้ผลงานศิลปะบางชิ้นถูกขโมยและหายเข้าสู่ตลาดมืดแบบไม่สามารถจับมือใครดมได้ แม้จะมีงานศิลปะหลายชิ้นถูกตามกลับคืนมาได้ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังคงสาบสูญ แต่ในโลกของศิลปะถือว่ายังโชคดีที่มีชายอย่าง ‘อาเธอร์ แบรนด์’ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้พยายามตามหาและกู้คืนผลงานศิลปะจำนวนมากให้กลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่อีกครั้ง แต่ด้วยการกู้คืนผลงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้นหากจะพูดถึงผลงานทุกชิ้นคงเป็นเรื่องที่ยาวเกินไป วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักเขา ผ่านผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ 3 ชิ้นที่เขามีส่วนนำกลับมาให้โลกได้ชื่นชมความสวยงามอีกครั้ง แต่จะมีผลอะไรของศิลปินคนไหน มาติดตามไปพร้อมกัน แหวนของ ออสการ์ ไวลด์ ผลงานการสืบตามหางานศิลปะชิ้นแรก ๆ ที่ทำให้อาเธอร์ แบรนด์ ถูกรู้จักในฐานะยอดนักสืบคือแหวนของออสการ์ ไวลด์ ยอดกวีชาวไอริชที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1854-1900 เป็นแหวนทอง 18 กะรัตที่นักประพันธ์มอบเป็นของขวัญให้กับเพื่อนนักเรียนของเขาในปี 1876 ซึ่งต่อมาถูกเก็บเอาไว้โดยมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เรื่องราวย้อนกลับในปี 2002 ในตอนที่มันถูกขโมยไปโดยพนักงานทำความสะอาด ซึ่งต่อมาถูกจับและอ้างว่าได้ขายไปให้คนรับซื้อเศษเหล็กในราคา 150 ปอนด์ ซึ่งมูลค่าของแหวนในตอนนั้นอยู่ที่ 35,000 ปอนด์ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อพนักงานคนนั้น เขาถูกส่งตัวเข้าตาราง แต่แหวนของออสการ์ ไวล์ก็ได้สูญหายไปนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งในปี 2015 เกิดการโจรกรรมเครื่องประดับใน Hatton Gargen


