SEIKO แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกนำทีมโดย คัทซึมิ คูโบตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไซโก ประเทศไทย จัดงานเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด “ไซโก พรอสเปกซ์ แอล เอกซ์ ไลน์” (Seiko Prospex LX Line) ที่ได้ร่วมออกแบบโดย เคน โอคูยามา (Ken Okuyama) นักออกแบบรถสปอร์ตระดับโลกอย่าง เอ็นโซ เฟอร์รารี่ (Enzo Ferrari) ปี 2002 โดยนาฬิการุ่นยอดนิยมนี้พัฒนามาจากซีรีย์สุดฮอตอย่างรุ่น Prospex ยกระดับความหรูหราของแบรนด์ด้วยการเผยโฉมนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่ Seiko Prospex LX Line ที่เผยโฉมพร้อมกัน 3 ซีรี่ย์ 6 โมเดล แยกตามไลฟ์สไตล์ของนักสะสมนาฬิกาประกอบไปด้วย Land Series ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนภาคพื้นดิน Sea Series ที่เน้นการใช้งานในรูปแบบ Diving เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำและ Sky Series ที่ออกแบบพิเศษสำหรับนักบินและนักเดินทางผ่านเขตเวลาหลากหลาย โดยชื่อรุ่น “LX”
G-SHOCK แบรนด์นาฬิกาเลื่องชื่อแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยยังคงพยายามเสาะหาสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และนำมันมาปรุงรส เหยาะแรงบันดาลใจ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นนาฬิกาเรือนเด็ดที่ได้ใจผู้ชายหลาย ๆ คน แล้วหนึ่งในรุ่นล่าสุดอย่าง ‘G-SHOCK GA700SK’ ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ดีไซน์ของตัวเรือนผูกโยงความคลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน ออกแบบหน้าปัดเป็นทรงกลมตามรุ่นพิมพ์นิยมของตัวแบรนด์ รอบนอกและสายนาฬิกาห่อหุ้มด้วยเรซินกึ่งโปร่งใสและสีเมทัลลิกทูโทน สะท้อนความอาวองกาค์ (avant-garde) ของโลกอนาคตและกลิ่นอายแอนทีคแห่งยุค 80s ในเวลาเดียวกัน ย้อนไปในปี 1980 เป็นช่วงที่หลากหลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมารังสรรค์ผลิตภัณฑ์โปร่งใสเป็นยุคแรก ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา โทรศัพท์ หรือแม้แต่เรือนเวลา เคสด้านนอกที่ขาวโปร่งนั้นทำให้เรามองเห็นเนื้อในของวัสดุได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน G-SHOCK จึงหยิบเรซินกึ่งโปร่งใสที่เคยนิยมในยุคก่อนมาใช้เป็นวัสดุหลักในงานดีไซน์ของเรือนนี้ แถม G-SHOCK GA700SK ยังถอดแบบความแข็งแกร่งมาจากรุ่นพี่ G-SHOCK GA-700 ทำให้มันทนทานและสมบุกสมบันเป็นพิเศษ ด้วย mineral glass วัสดุปกป้องนาฬิกาประจำค่าย G-SHOCK ที่มีศักยภาพเหนือกว่าและใสกว่าวัสดุ acrylic ทำให้ G-SHOCK GA700SK เรือนนี้ทนทานต่อรอยขีดข่วน แรงกระแทก และกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร หน้าปัดขนาด 52.68 มิลลิเมตร ถูกดีไซน์มาให้แสดงเลขเวลาทั้งแบบดิจิทัลและแอนะล็อก
สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศท่ามกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขา ประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงคราม และโดดเด่นด้วยยอดมัทเทอร์ฮอร์นที่เป็นมงกุฎตั้งตระหง่านกลางเทือกเขาแอลป์ ตลอดพื้นที่ 41,285 ตารางกิโลเมตร มีหลาย ๆ เมืองที่ผู้ชายเราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ทั้งลูเซิร์น ซูริค และเจนีวา แต่คงมีน้อยคนที่จะรู้จัก ‘บาเซิล’ เมืองแสนสงบทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแม่น้ำไรน์ ถ้าเทียบกับเมืองอื่น ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ บาเซิลอาจไม่ได้มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อัดแน่นเท่าลูเซิร์น ไม่ได้ทันสมัยเฉกเช่นเจนีวา และไม่ได้โด่งดังเทียบเท่าซูริค แต่ที่นี่เป็นเขตแดนระหว่างสวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จึงกลายเป็นเมืองนานาชาติที่ซุกซ่อนกลิ่นอายของวิถีชีวิตอันหลากหลายและมีเสน่ห์บางอย่างที่บางคนยังไม่รู้ SWIM CITY นิทรรศการเมืองว่ายน้ำที่เปลี่ยนชีวิตของผู้คน The S AM (Swiss Architecture Museum) และ Future Architecture Platform เปิดตัวนิทรรศการใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Swim City’ นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและตีแผ่เรื่องราวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการว่ายน้ำในแม่น้ำไรน์ พร้อมเชิญชวนให้ผู้คนที่หลงรักกิจกรรมนี้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ความเจริญที่เยื้องกรายและความวุ่นวายของจราจรใจกลางเมือง อาจเป็นอีกเหตุผลที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของชาวเมืองบาเซิล The S AM จึงตั้งใจจะผละฝูงชนออกจากตัวเมืองและชวนมาทำกิจกรรมยามว่างในพื้นที่สาธารณะ จากความคิดที่เชื่อว่า ‘แม่น้ำ’ คือทรัพยากรที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในเมือง นำไปสู่การจัดนิทรรศการกลางน้ำที่หวังจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับคนที่นี่
แหล่งน้ำกำลังโดนทำลาย หลอดพลาสติกทำร้ายสัตว์น้ำ แก้วพลาสติกใช้เวลาหลายปีเพื่อย่อยสลาย เรื่องนี้เรารู้กันมาเป็นชาติตั้งแต่ยังเรียนประถมแล้ว แต่ปัญหาหลายอย่างยังไม่ค่อยได้รับการแก้ไข และเมื่อมันทยอยลุกลามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้จึงถึงเวลาที่แต่ละฝ่ายออกมามีส่วนร่วมปลุกกระแสการรณรงค์รักษ์โลกในรูปแบบของตัวเอง วันนี้ UNLOCKMEN นำเรื่องราวเสื่อมโทรมที่บอกเล่าผ่านมุมมองทางศิลปะแสนสวยถ่ายทอดได้กระแทกใจกลับมาส่งต่ออีกครั้ง แม้ว่าทั้ง 3 นิทรรศการนี้จะจบลงแล้ว แต่เราคิดว่าควรแบ่งปันเพราะเนื้อหาของมันไม่เก่าเลย Popsicles project ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นจาก 3 นักศึกษาชาวไต้หวันที่ร่วมมือกับโครงการที่ดูแลเรื่องน้ำเสีย นำเสนอโปรเจกต์รวบระหว่างการเสพสุนทรียภาพทางศิลปะและการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ด้วยการนำน้ำจากแหล่งน้ำเสีย 100 แห่งในไต้หวันมาและนำไปคงรูปในรูปแบบของแท่งไอติม ไอติมน้ำเสีย 1 แท่ง 1 สถานที่ ที่เขาใช้วิธีทำพิมพ์หล่อเรซินไว้สำหรับโชว์ จากนั้นสร้างแพ็กเกจสีสันสดใสห่อหุ้มไว้ เห็นแล้วอยากจะหยิบกิน แต่เมื่อแกะซองออกมาเห็นเนื้อไอติมใส ด้านในกลับมีมลพิษมากมายเจือปนอยู่ การนำเสนอโครงการแบบดักตีหัวอย่างนี้ไม่เพียงสนุก น่าสนใจ และเป็นไวรัลเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนว่าวันนี้สังคมเรามองข้ามเรื่องน่าเกลียดและปัญหาต่าง ๆ ที่มีจากการไปโฟกัสมุมอื่นที่สวยงามมาแทนที่ด้วย 100%純污水製冰所 完整版形象影片來囉!!!好看=好吃?我們親自取臺灣100個污染水源地的水後,將其製成冰棒,因冰棒不易保存所以我們將他們再復刻成1:1的poly模型做展示,透過美麗包裝與內容物的反差感來傳達純淨水的重要,最後以圖鑑來呈現。那麼我們想問問大家的是:【這麼美的冰棒,你敢吃嗎?】設計團隊: 洪亦辰 、 郭怡慧 、鄭毓迪( Yudi Jheng)新一代設計展🏊↣ 台北世貿一館 / 編號D07(臺藝大)↣ 05.19(五) – 05.22(一)↣
สำหรับผู้ชายอย่างเรามีไม่กี่เรื่องที่สามารถปลุกเร้าความตื่นเต้นเร้าใจ และทำให้นัยน์ตาหรี่ปรือเบิกโพลงได้ในทันที ‘มอเตอร์ไซค์คลาสสิก’ ก็เป็นหนึ่งในความสนใจที่มีไม่กี่เรื่องนั้น นอกจากความเก๋เท่เก๋าของรถคลาสสิกที่คนอื่นมองเห็น บรรดาผู้ชายต่างรู้กันดีว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้น แล้วดูเหมือน RECAST MOTO บริษัทเวิร์กช็อปรถจักรยานยนต์ชื่อดังแห่งเบลารุสก็คิดเช่นเดียวกับเรา โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และความรู้ทั้งหมด ถ่ายทอดลงในมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ดัดแปลงให้ทันสมัย เพิ่มดีกรีความเท่ และไม่ทิ้งกลิ่นอายของมอเตอร์ไซค์เก่าที่ยังสวยงามเสมอแม้เวลาเปลี่ยน หลังจากประสบความสำเร็จจากการดีไซน์ MOTO GUZZI NEVADA 750 รุ่นก่อน RECAST MOTO ก็นำทายาทคันใหม่ ‘MOTO GUZZI CALIFORNIA 1100’ ออกมาโลดแล่นบนถนนอีกครั้ง โดยเอาโครงรถของปี 2005 มาดัดแปลงรูปลักษณ์ให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น เพิ่มขนาดรถ กันชน และเครื่องยนต์ให้ใหญ่กว่าเดิม ปรับปรุงส่วนท้ายรถและโช้คอัพด้านหลังให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ แถมยังตัดแต่งหน้ารถให้สั้นลงเพื่อให้มันดูเท่และก้าวร้าวเมื่อต้องขับโฉบเฉี่ยวบนท้องถนน เสริมความปราดเปรียวอีกชั้นด้วยเบาะนั่งเพรียวบาง พร้อมชุดตกแต่งด้านหลังของ Tarozzi ที่ดัดแปลงมาเพื่อสร้างตำแหน่งการขับขี่ทีดีขึ้น มาพร้อมชุดยาง Hendenau K60 ที่ใช้วัสดุไทเทเนียมทองคำตกแต่งบริเวณจุกยาง ดัดแปลงขอบยางของล้อหลังให้กว้างกว่าเดิม แถมตัวดิสก์เบรกและเฟืองโซ่ก็ทนทานกว่า MOTO GUZZI NEVADA 750 คันก่อน ทั้งยังนำมาตรวัดความเร็วของ T&T มาใช้แทนบาร์ตัวเดิมด้วย เพิ่มถังแก๊ส
ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยของเล่นตัวต่อและรถมอเตอร์ไซค์คันงามก็เป็นไอเทมที่ไม่มีวันหายไป โดยเฉพาะกับ Lego และรถมอเตอร์ไซค์คันโตสัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson® แต่จะเป็นอย่างไรถ้าทั้งแบรนด์ของเล่นและแบรนด์รถจักรยานยนต์หันมาจับมือกันปล่อยคอลเลกชันตัวต่อสุดพิเศษที่ถอดแบบ Fat Boy รถรุ่นดังออกมาได้เหมือนเปี๊ยบ? ตัวต่อจำลองที่ถอดแบบรถรุ่น Fat Boy เป็นผลงานการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ของเล่นชื่อดังกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกสัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson® ประณีตบรรจงทุกอณูจากการเก็บรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่งานออกแบบ สีแดงสดที่แต่งแต้มลงบนตัวถัง สีดำตรงตัวรถ ล้อแม็กแบบตัน ถังน้ำมันเทียร์ดรอป เซ็ตมาตรวัดความเร็ว ท่อไอเสียแบบคู่ ไปจนถึงการเคลือบผิวให้เงาวับ นอกจากนี้ล้อ ลูกสูบ ก้านเบรก แฮนด์มอเตอร์ไซค์ของตัวโมเดลยังสามารถขยับได้ แถมขาตั้งที่ให้มาก็สามารถพับตั้งโชว์ได้เพื่อให้ Lego รุ่นพิเศษนี้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ต้นแบบทุกประการ รูปทรงของ Lego Harley-Davidson® Fat boy™ มีขนาดความสูง 7 นิ้ว (20 เซนติเมตร) กว้าง 18 เซนติเมตร ยาว 12 นิ้ว (33 เซนติเมตร) และมีตัวต่อทั้งหมด 1,023 ชิ้น นอกจากความเหมือนระดับเคาะพิมพ์ออกมา Fat Boy ที่ไม่ได้ซิ่งลงถนนคันนี้ยังน่าสนใจกว่าจาก Option ที่เราสามารถดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีดีไซน์เฉพาะเป็นของตัวเองได้ ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน สำหรับหนุ่มผู้ชื่นชอบและหลงใหลรถมอเตอร์ไซค์
“I want to make a timepiece that will not break, even if dropped.” จากประโยคที่แฝงความมุ่งมั่นของ Kikuo Ibe วิศวกรนาฬิกา G-SHOCK ที่ลั่นวาจาไว้เมื่อปี 1981 สู่การคืนชีพความคลาสสิกของเรือนเวลารุ่นดั้งเดิม DW5000C ที่นำเรื่องราวในอดีตมาแต่งเติมและสานต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านโมเดลตัวใหม่ ‘G-SHOCK GMWB5000D-1’ ครั้งนี้หยิบยกนาฬิการุ่นเก๋ามาแปลงโฉมให้ทันสมัย แต่คงความงามแบบโบราณและโดดเด่นด้วยพื้นผิวสแตนเลสสตีลที่แวววับตั้งแต่สายนาฬิกาไปจนถึงตัวเรือน G-SHOCK GMWB5000D-1 ดีไซน์หน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพิ่มกรอบสไตล์วินเทจใช้ลายอิฐเป็นตัวเดินเรื่อง สร้างผิวสัมผัสแปลกใหม่ท่ามกลางความมันวาวระยิบระยับ ปรับกลไกและฟันเฟืองให้มีโครงสร้างแบบลอยตัว พร้อมใช้ชุดเรซินเชื่อมระหว่างรอยต่อของตัวเรือนและขอบสเตนเลส เพื่อให้ดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น แถมทนทานและกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มีน้ำหนักเพียง 167 กรัม แต่คงซึ่งประสิทธิภาพวัสดุแข็งแกร่งและยากต่อการทำลาย ราวกับเป็นเรือนเวลาที่ถอดแบบมาจากฅนเหล็กในภาพยนตร์ The Terminator ยังไงยังงั้น บริเวณหน้าปัดยังเพิ่มไฟ super illuminator LED ที่ส่องสว่างเป็นพิเศษและผู้ใช้ยังเลือกระยะการเรืองแสงได้แบบ 2 และ 4 วินาที มาพร้อมไทม์โซน
วงการโฆษณาเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ทำงานบนข้อจำกัดด้านเวลา พื้นที่เล่าเรื่อง และงบประมาณ แต่สิ่งที่ห้ามมีจำกัดคือจินตนาการ ดังนั้น ไม่ว่าโจทย์ที่ได้จะเป็นลูกค้าเจ้าเดิมที่พรุนสายตาผู้บริโภค อยู่มานาน หรือมีบรีฟที่จำเจขนาดไหน สิ่งที่คนทำงานต้องทำคือหยุดผู้บริโภคให้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ฝังความทรงจำของผู้บริโภคให้นาน วันนี้เราจึงรวม Print Ads ซึ่งเป็นหนึ่งในแขนงงานโฆษณาที่เราชื่นชอบมากที่สุด เพราะมันมีโอกาสเล่าเรื่องด้วยภาพเพียงภาพเดียวเท่านั้นจากหลายแบรนด์ดัง หลายภาพในนี้ทำให้เราไต่ไปถึงคอนเซ็ปต์แบรนด์จนเกิดความประทับใจ ลองมาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง แล้วภาพพวกนี้ Kill คุณได้เหมือนที่เรารู้สึกหรือเปล่า McDonalds 24/7 ผลงานจาก Cream Electric Art สตูดิโอครีเอทีฟโปรดักชันที่ออกแบบโปสเตอร์โฆษณาให้กับ Fast Food เจ้าของตัวอักษร M ที่เราคุ้นเคยซึ่งจำหน่ายตลอด 24 ชั่วโมง โผล่มาอยู่ทุกช่วงเวลาสำหรับคนทุกอาชีพ ไม่ว่าค่ำคืนดึกดื่นแค่ไหน คุณจะได้เห็นอักษรสีเหลืองอยู่เป็นเพื่อนเสมอในทุก ๆ กิจกรรม อาทิ การลาดตระเวนของหน่วยรักษาความปลอดภัย การเล่นเกม คนที่ติดไฟแดงระหว่างขับรถยามค่ำ คู่เพื่อนที่ติวหนังสือกัน KFC ชิ้นนี้หลายคนเคยเห็นเวอร์ชันแรกกันไปแล้ว สำหรับเวอร์ชัน 2 เอเจนซี่ดังอย่าง Ogilvy & Mather
เคยมีงานวิจัยของ Massachusetts Institute of Technology (MIT) อ้างว่ากว่าจะออกมาเป็นสนีกเกอร์หนึ่งคู่ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากถึง 13.6 กิโลกรัม ยิ่งถ้าการผลิตใช้วัสดุจากหนัง ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นมากเป็นเท่าตัว แต่ต้องบอกว่าตอนนี้แฟชั่นสนีกเกอร์ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว หลายแบรนด์รองเท้าเริ่มหันมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่เพียงเน้นหนักแง่งานดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย หากให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตโดยเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในช่วงหลายปีมานี้เราเลยได้เห็นรองเท้าดีไซน์รักษ์โลกคลอดออกมาให้หนุ่ม ๆ หัวใจสีเขียวเลือกสอยกันไม่หยุดหย่อน UNLOCKMEN เลยอยากพาคุณสุภาพบุรุษไปชมสนีกเกอร์สุดเจ๋งจาก 5 แบรนด์ที่ทำจากสับปะรด ข้าวโพด พลาสติกชีวภาพ จวบจนขยะรีไซเคิล จะเท่และคลีนขนาดไหน ไปดูกัน! PLANT SHOE BY NATIVE SHOES สนีกเกอร์มินิมัลที่สร้างสรรค์โดยฝีมือของแบรนด์รองเท้าสัญชาติแคนาดา NATIVE SHOES คู่นี้ผลิตจากพืช 100% ได้ยูคาลิปตัส เปลือกสับปะรด ใยปอแก้วออร์แกนิก และยางพาราเป็นส่วนประกอบหลัก PLANT SHOE ดีไซน์มาให้เป็นแบบ unisex จึงสวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ด้านบนของรองเท้าทำจากเปลือกสับปะรดและใยปอแก้วออร์แกนิก ก่อนจะใช้น้ำมันมะกอกและกาวจากยางพาราเชื่อมวัสดุทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตัวพื้นรองเท้าด้านนอกทำจากน้ำยางพาราธรรมชาติ แต่ไม่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาทางปิโตรเคมีเหมือนกับยางชนิดอื่น ๆ ทำให้มันสามารถย่อยสลายจุลินทรีย์ได้เองตามธรรมชาติและเร็วกว่าปกติหลายเท่า รวมถึงกลายเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพเยี่ยมได้อีกด้วย TREAD
เป็นอีกครั้งที่แบรนด์นาฬิการะดับตำนานอย่าง Patek Philippe ส่งผลงานเข้าสู่งานประมูลนาฬิกาเพื่อการกุศลชื่อดังอย่าง OnlyWatch ที่จัดขึ้น 2 ปีหน และครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 นับจากเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2005 จากคอนเซ็ปต์การประมูลนาฬิกาพิเศษที่มีเพียงเรือนเดียวในโลก ตรงกับชื่องานที่ตั้งไว้คือ “Only Watch” ทำให้งานนี้กลายเป็นงานที่รวมนาฬิกาหายากจากแบรนด์ชั้นนำทั่วทุกมุมโลก และอยู่ในระดับแรร์สุด ๆ เพราะบางเจ้าถึงกับออกแบบและผลิตนาฬิกามาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ OnlyWatch งานประมูลนาฬิการะดับโลกที่นำรายได้ทั้งหมดมอบให้กับ Monegasque Association องค์กรที่นำเงินไปสนับสนุนโครงการวิจัยเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน Duchenne muscular dystrophy (DMD) และแม้งานนี้จะเป็นงานประมูลการกุศลแต่อย่าได้ดูถูกความสามารถของคำว่า “เรือนเดียวในโลก” เด็ดขาด เพราะในปีที่ผ่านมาเงินสะพัดภายในงานประมูล OnlyWatch นั้นสูงถึง 1,300,000,000 ล้านบาท แน่นอนว่าไม่มีทางที่ Patek Philippe จะพลาดงานนาฬิกาการกุศลที่ใหญ่ขนาดนี้ ชื่อของ Patek จึงอยู่ในลิสต์หนึ่งในห้าสิบสองแบรนด์ที่จะนำนาฬิกามาประมูลในปีนี้ทันทีพร้อมระบุรุ่นนาฬิกาที่เคาะราคาไม่ได้ง่ายอย่าง Grandmaster Chime 6300A (Grandmaster Chime Ref.6300) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ หน้าปัดบอกเวลาทั้งหน้าและหลัง แถมได้รับการยอมรับจนถูกขนานนามให้เป็นนาฬิกาข้อมือที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก Patek Philippe ขึ้นชื่อเรื่องความประณีตในการสร้างระบบกลไกแสดงเวลาที่ซับซ้อน หน้าปัดทั้งสองด้านผลิตจากทองคำ 18 กะรัต ด้านหนึ่งใช้สีแซลมอนพร้อมแกะสลักลวดลาย Guilloche หรือที่เรียกว่าลายกิโยเช่ที่รับแรงบันดาลใจจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ออกมาเป็นลายเส้นบนหน้าปัดนาฬิกา รังสรรค์โดยช่างฝีมือที่รับประกันว่าเป็นงานทำมือ
เพราะการแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่การแต่งกายบ่งบอกไลฟ์สไตล์ สะท้อนตัวตน ไปจนถึงแสดงวิธีคิดเบื้องลึกของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนาฬิกาซึ่งถือเป็นไอเทมคู่ใจ ใคร ๆ ก็มองเห็นได้ง่ายจึงสามารถบอกเล่าเรื่องราวของผู้สวมใส่ได้ไม่น้อย การจะเลือกนาฬิกาสักเรือนที่ตอบโจทย์สไตล์การแต่งตัว แต่ขณะเดียวกันก็มีแก่นและคอนเซปต์ชวนค้นหาจึงเป็นเรื่องสุดท้าทายสำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่นิยมชมชอบวิถีมินิมัลและต้องการไอเทมที่มีดีไซน์เรียบง่าย แต่ก็ยังต้องการนำเสนอแก่นแท้และวิธีคิดสุดลึกล้ำเพื่อแสดงให้เห็นว่าภายใต้ความเรียบเท่ ตัวตนของเรามีเรื่องราวมากมายรอให้ค้นเจอ วันนี้เราจึงมีไอเทมสำหรับผู้ชายผู้หลงใหลความมินิมัลมาแนะนำ “ISSEY MIYAKE 1/6” นาฬิกาดีไซน์เรียบเท่ แต่อัดแน่นด้วยคอนเซปต์และไอเดียเบื้องหลังการดีไซน์สุดลึกล้ำที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Tradition Scale หรือ เครื่องมือวัดรุ่นเก่า อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานครั้งสำคัญระหว่างแบรนด์ ISSEY MIYAKE WATCH Project และ Nao Tamura ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก แม้ปกติ Nao Tamura จะออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ไลต์ติ้งและอื่น ๆ มาไม่น้อย แต่ความพิเศษสำหรับงานดีไซน์ชิ้นนี้คือการออกแบบนาฬิกาทั้งเรือนครั้งแรกของเธอ จึงยิ่งทำให้มุมมองการดีไซน์นั้นเต็มไปด้วยความสดใหม่ ดึงดูดใจ และไร้กรอบแห่งความจำเจมาจำกัด “วินาทีที่นาฬิกาพาดอยู่บนข้อมือ มันเสริมสร้างตัวตนและเอกลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ด้วย อาจพูดได้ว่านาฬิกาคือที่ซึ่งอารมณ์และฟังก์ชันรวมอยู่ด้วยกัน” – Nao Tamura สำหรับ Nao Tamura นาฬิกาจึงเป็นพื้นที่แห่งฟังก์ชัน แต่ในขณะเดียวก็มีอารมณ์อันซับซ้อนซ่อนอยู่ เธอต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นมากกว่านาฬิกาทั่วไป
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่เป็นสาวกรองเท้าจากค่าย Nike โดยเฉพาะโมเดล Air Max 1 คงต้องเตรียมเงินกันให้พร้อม ถ้าได้เห็นภาพต้นแบบ “TINKER” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากภาพร่างดั้งเดิมของรองเท้า Air Max 1 ที่ Tinker Hatfield เคยวาดไว้ตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งมีภาพหลุดออกมาถึง 3 สีด้วยกัน หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าชายที่ชื่อ Tinker Hatfield เป็นใครหรือมีความสำคัญกับ Nike มากขนาดไหน แต่สำหรับสาวกของค่าย Swoosh คงทราบกันดีว่าเขาคือชายที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบรองเท้ามากมายในค่าย Swoosh ไล่ตั้งแต่ Air Jordan 3-15 รวมถึง Air Jordan XX, XXlll และ XXV รวมไปถึงรองเท้ากีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามอย่าง Air Max 90 และ Air max 1 แต่ใครจะรู้ว่าภาพร่างของเขาที่วาดเอาไว้เมื่อ 35 ปีที่แล้วจะกลายมาเป็นแรงบันดาลในการออกแบบแคปซูล


