แบรนด์สมาร์ตโฟนสัญชาติฟินแลนด์อย่าง Nokia ถือว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแบรนด์หนึ่งในตลาด ในอดีต Nokia มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือโดยถอดแบบมาจากคอมพิวเตอร์และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทั้ง Nokia 1011, Nokia 2110 หรือ Nokia 3310 รุ่นยอดนิยมที่เราคุ้นเคยกันดี หลังจากขายกิจการให้กับ Microsoft เมื่อปี 2014 ในปี 2016 โทรศัพท์มือถือของ Nokia ก็โยกย้ายจากอ้อมอก Microsoft มาอยู่กับบริษัท HMD Global แทน ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการรวมตัวกันของพนักงาน Nokia รุ่นดั้งเดิม ที่หวังจะปลุกปั้นให้ค่ายมือถือแห่งนี้หวนคืนสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง โดยมีการจดสิทธิบัตรการใช้ชื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์ แม้ในปัจจุบันตลาดมือถือจะอยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างงัดฟีเจอร์ ฟังก์ชัน และเทคโนโลยีเด็ด ๆ ออกมาสู้รบเชือดเฉือนกันไม่หยุดหย่อน แต่ Nokia กลับเมินหน้าหนีคู่แข่งอย่าง iPhone และ Samsung มุ่งมั่นพัฒนาโทรศัพท์ให้ทนทาน พร้อมเปิดตัว ‘NOKIA 800 TOUGH’ โมเดลตัวใหม่ที่จะพาค่ายขึ้นแท่นมือถือที่แกร่งที่สุดในโลก NOKIA
คุณชอบฟิล์ม ดิจิทัล หรือโพลารอยด์? เราว่ายุคนี้มันไม่ต้องไปถามหรือนิยามความคราฟต์แล้วเพราะทุกวันนี้โลกมีอุปกรณ์หลายอย่างให้คุณเทิร์นจากฟากความเร็วมาคราฟต์ หรือจากคราฟต์มาเร็ว ทั้งแอปพลิเคชันแต่งรูปเหมือนฟิล์ม หรืออุปกรณ์ไฮเทคมาช่วยสนับสนุนความคราฟต์อย่างเป็นทางการหลายอย่าง Polaroid Lab คือตัวอุปกรณ์ตัวล่าสุดจากบริษัท Polaroid Originals สนนราคาประมาณ $129.99 หรือราว 3,955 บาท ไม่รวมค่าจัดส่ง ที่ช่วยเปลี่ยนรูปมือถือจากเหตุการณ์สุดประทับใจของเราให้กลายเป็นภาพโพลารอยด์ในพริบตา วิธีการใช้งานไม่ยาก แค่หยิบมือถือเปิดรูปที่ต้องการจากจอ นำมาคว่ำหน้ารูปนั้นลงในช่องด้านบนแล้วกดปุ่ม แป๊บเดียวเครื่องจะถ่ายภาพจากจอไปเป็นภาพ Instant ได้สีอย่างโพลารอยด์ในทันที บางคนเห็น POLAROID LAB แล้วอาจจะรู้สึกคุ้น ๆ ว่าเคยเห็นอะไรที่คล้าย ๆ แบบนี้มาก่อนเมื่อปีที่แล้ว เราจะบอกว่าใช่ มันเคยมีตัวที่หน้าตาคล้าย ๆ กัน วิธีการใช้งานก็คล้าย ๆ แต่เป็นโปรดักส์ที่ชื่อว่า Kiipix ของบริษัท Tomy ประเทศญี่ปุ่น ความแตกต่างอยู่ที่ฟีลลิ่งการใช้งาน ที่ Kiipix ยุ่งยากกว่าหน่อย ๆ ให้ฟีลความคราฟต์กว่านิด ๆ เพราะหลังถ่ายภาพจากจอเสร็จแล้ว คนใช้ต้องหมุนมือจากที่จับด้านข้างเครื่องเพื่อดึงฟิล์มออกมา สำหรับใครที่คิดว่า ถ้าจะซื้อแบบนี้เราไปซื้อกล้องโพลารอยด์มาใช้เลยไม่ดีกว่าเหรอ
ขณะที่เทคโนโลยีสมาร์ตโฟนถูกพัฒนาให้มีหน้าจอใหญ่มหึมาทัดเทียมจอแก้ว เพื่อให้ผู้ใช้ได้เพลิดเพลินกับอวัยวะส่วนที่ 33 อย่างจุใจเต็มสองตา ในทางตรงกันข้ามนวัตกรรมกล้องทั้งแอ็กชัน คอมแพกต์ หรือแม้แต่กล้องโปรต่างวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กกระจ้อยร่อย แล้วหนุ่ม ๆ เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น? การผลิตกล้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่หัวใจสำคัญในการผลิตไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพความละเอียดคมชัด ฟีเจอร์ ฟังก์ชัน หรือความสามารถในการเชื่อมต่อที่หลากหลายเหมือนในอดีต เพราะไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันนั้นเร่งรีบและวุ่นวายกว่าคนยุคก่อน ผู้คนจึงหันมาให้ความสำคัญกับความคล่องตัวเป็นหลัก กล้องที่ดีจึงต้องตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายในการพกพา มีขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ที่ไม่ต้องการปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่กับการแบกกล้องที่หนักราวหิน ไม่นานมานี้ Insta360 จึงประกาศเปิดตัว ‘INSTA360 GO’ กล้องแอ็กชันขนาดจิ๋ว แต่แจ๋วด้วยเสถียรภาพการถ่าย แถมยังมีน้ำหนักเบาและขนาดเล็กที่สุดในโลก หวังครองตลาดกล้องแอ็กชันและตอบรับกับความต้องการของคนยุคนี้ INSTA360 GO ตัวนี้เป็นกล้องที่ดีไซน์มากะทัดรัดราวกับกล้องเว็บแคม โดยมีน้ำหนักเพียง 18.3 กรัมเท่านั้น มาพร้อมมาตรฐานการกันน้ำแบบ PX4 water-resistant และระบบป้องกันภาพสั่นไหว FlowState 6 แกน เช่นเดียวกับกล้องแอ็กชันรุ่นล่าสุดของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง GoPro และ DJI แม้จะไม่สามารถจับภาพวิดีโอ 4K สุดบ้าคลั่ง หรือถ่ายคลิปแบบ 360 องศาได้
หากลองกวาดสายตามองดูโต๊ะทำงานคู่ใจของคนทำงานยุคใหม่อย่างเรา ๆ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องไปสะดุดเข้ากับอุปกรณ์การทำงาน แกดเจ็ตอำนวยความสะดวกอีกหลากหลายถูกจัดวางเอาไว้จนแทบจะเต็มโต๊ะ นี่ยังไม่นับรวมเอกสารกองใหญ่ หรือแม้กระทั่งข้าวปลาอาหารเสบียงกรังที่หลายคนมักขนมากองไว้เพื่อยังชีพ กิน นอน ปั่นงานกันคาโต๊ะ ในช่วงเวลาเดดไลน์สุดเดือด กว่าจะรู้ตัวอีกทีโต๊ะทำงานที่เคยกว้างใหญ่กลับถูกจับจองพื้นที่ด้วยอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด จากที่เคยหยิบจับ ขยับทำงานได้สะดวก กลายเป็นว่าจะทำอะไรมันช่างอึดอัดแน่นขนัดเหลือเกิน จะซื้อโต๊ะใหม่ก็ใช่ว่าห้องทำงานจะมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอต่อการขยายโต๊ะทำงานให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด และดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปเสียเปล่า ๆ แต่ปัญหาโต๊ะเต็มที่น่าอึดอัดใจนั้นใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ เพราะวันนี้ UNLOCKMEN ขอแนะนำทางออกที่ดี คือควรเริ่มจัดสรรพื้นที่โต๊ะทำงานให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ด้วยการเยียวยา Pain Point ใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้ามไป นึกไม่ถึงว่าต้องเสียพื้นที่ของโต๊ะทำงานเป็น Dead Space แบบเปล่าประโยชน์ให้กับขาตั้งจอมอมิเตอร์เดิม ๆ ที่เคยใช้ซึ่งใหญ่เทอะทะเกะกะไม่ใช่เล่น และทางออกนี้เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังจด ๆ จ้อง ๆ เตรียมเปลี่ยนจอมอมิเตอร์ตัวใหม่ เพราะไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จะเปลี่ยนจออัพเกรดสเปคกันทั้งทีก็ควรเลือกชนิดที่สเปคดี มีประสิทธิภาพโดนใจไร้ขีดจำกัด แถมยังช่วยให้เหลือพื้นที่บนโต๊ะทำงานมากกว่าที่เคย กับ Samsung Space Monitor ที่เรามีโอกาสทดลองใช้ และประทับใจในประสิทธิภาพ รวมถึงดีไซน์ที่ผ่านการคิดมาอย่างชาญฉลาดจนอยากบอกต่อ
หนุ่ม ๆ อย่างเราโดยเฉพาะคอเกมทั้งหลายคงติดตามข่าวคราวของเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Playstation 5 ที่ล่าสุดเพิ่งมีภาพของงานสิทธิบัตรหลุดออกมาและวันนี้มันถูกเรนเดอร์ออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างกันแล้ว แม้จะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า Playstation 5 จะยังไม่เปิดตัวออกมาภายในปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาทางค่ายผู้ผลิตอย่าง Sony ก็เก็บงำรายละเอียดต่าง ๆ เอาไว้ ชนิดที่ว่าไม่ให้มีข่าวรั่วไหลออกมามากที่สุดเท่าที่ทำได้ อย่างไรก็ตามเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาแฟน ๆ ที่ตั้งตารอคอยคงได้ตื่นเต้นกันยกใหญ่กับ เพาะภาพร่างสิทธิบัตรที่ว่ากันว่าเป็นรูปโฉมใหม่ของ Playstation ที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์ Let’s Go Digital ภาพร่างดังกล่าวถูกยื่นจดทะเบียนโดย Yasuhiro Ootori หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมออกแบบของ Sony ซึ่งหลังจากที่มีภาพหลุดออกมาก็ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง และต่อมาก็ถูกเฉลยว่าเป็น Develop Kit ที่ทาง Let’s Go Digital สร้างขึ้นมาเพื่อให้ทีมพัฒนาของ Playstation 5 ใช้ในการทำงาน โดยมาในดีไซน์รูปตัว V พร้อมส่วนโค้งเว้าที่ตัดด้วยแสงสีฟ้า รวมถึงปุ่มสั่งการและตำแหน่งการวางโลโก้คร่าว ๆ อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำยืนยันจากผู้ผลิตว่านี้คือดีไซน์สุดท้ายของมันจริง ๆ นอกจากเรื่องความสวยงามของงานดีไซน์แล้ว Playstation ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นคอนโซลที่เร็วแรงและเหนือชั้นด้วยงานกราฟิกที่ได้ AMD เข้ามาเป็นคนดูแล ซึ่งคาดว่าจะรองรับการแสดงผลแบบ 3
หูฟังอาจจะเป็นอวัยวะที่ 34 หลังจากมือถือ เพราะสังคมเราวันนี้ต้องยอมรับว่าการใช้ “หูฟัง” เป็นการสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้เราได้ท่ามกลางความวุ่นวายหรือออกกำลังกาย เราเป็นคนหนึ่งที่ใช้หูฟังเป็นประจำ แม้จะไม่ใช่คนที่ละเอียดอ่อนหรือเชี่ยวชาญเรื่องเสียงนักก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราตามหาจึงเน้นฟังก์ชันเสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องยอมรับว่าตอนที่เห็น AirPod เราเทใจให้ทันทีเพราะมันแก้ความน่ารำคาญที่เกิดตอนเราใช้หูฟัง Headphone แบบไร้สายเพราะชอบไหลหลุดเวลานอนตะแคง แต่พอเจอ AirPod ไปก็ดันพ่วงปัญหาใหม่ว่าอาจจะหลุดหายไปได้ง่าย ๆ แล้วถ้าหายไปข้างใดข้างหนึ่งก็ใช้งานได้ไม่เหมือนเก่า ดังนั้นก็ต้องมาพะวงเรื่องการรักษาอีก จนกระทั่งไปเจอชิ้นนี้เข้า หูฟังไร้สายหน้าตาเหมือนใบหูที่ใช้สวมครอบแยกข้างได้! HumanInc. คือบริษัทที่พัฒนาหูฟังคู่นี้ขึ้นมาเพื่อให้สวมใส่สบายกระชับได้ตลอดทั้งวัน ทำหน้าที่เป็นลำโพงพกพา ซ่อนความสามารถอื่นไว้มากกว่าการฟัง เพราะทำได้ทั้งการแชร์เสียงเพลง ไปจนถึงการใช้ฟังก์ชันแปลภาษาได้ทุกที่ทุกเวลา ใครที่คิดว่าหน้าตามันคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นมาก่อน จะบอกว่า “ใช่” เจ้าหูฟังชิ้นนี้เป็นตัวต่อยอดที่เสร็จสมบูรณ์หลังจากที่ Human เคยประกาศตัวว่าจะระดมทุนทำหูฟังหน้าตาละม้ายแบบนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยตั้งชื่อมันว่า “Sound” มาก่อน ดีไซน์การออกแบบฉบับปรับปรุง แม้จะดูคล้ายอันเดิมที่ยังคงความแปลกตาเหมือนเดิม แต่ด้วยสีสันและรูปทรงถือว่าทันสมัย เรียบเนียนไร้รอยต่อ ควบคุมด้วยระบบสัมผัสแต่เป็นแบบการลูบวนและสั่งการได้ด้วยการใช้เสียง ใครที่ยังคิดภาพไม่ออกว่ามันจะใช้งานอย่างไรลองไปดูคลิปด้านล่างไปพร้อมกัน ส่วนประกอบภายใน แบตเตอรี่ ชาร์จ 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 9 ชั่วโมง กรณีจะใช้งานในรูปแบบ
Cabot Guns บริษัทผู้คร่ำหวอดด้านการสร้างปืนพกหายาก กลับมาเขย่าสนามยิงปืนให้ดังกึกก้องอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว ‘DIABLO DAMASCUS’ ปืนพกโลหะมากลวดลายที่ทรงพลังทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน ปืนกระบอกนี้รังสรรค์ขึ้นจากเหล็กดามัสกัสที่ขึ้นรูปด้วยมือ ผสมผสานคอนเซ็ปต์ที่ได้แรงบันดาลใจจากราชากีตาร์ผู้ล่วงลับแห่งมิสซิสซิปปี Robert Johnson ที่มีเรื่องเล่าปากต่อปากว่าเขายอมทำสัญญาขายวิญญาณให้ซาตาน เพื่อแลกกับทักษะการเล่นกีตาร์ที่ไม่มีใครบนโลกทำได้ แม้ต้องจ่ายด้วยอายุขัยที่สั้นลงก็ตาม จากนักดนตรีมือสมัครเล่น ไม่นานนัก Robert Johnson ก็ก้าวขึ้นสู่เส้นทางนักดนตรีอาชีพและสร้างสรรค์เพลงมากกว่า 29 เพลง ทั้งเขายังกลายเป็นศิลปินผู้วางรากฐานให้กับดนตรีบลูส์ดั้งเดิมและร็อกสมัยใหม่ในยุคนั้น ก่อนที่จะเขาจะดื่มวิสกี้ผสมยาพิษและจบเส้นทางดนตรีลงด้วยวัยเพียง 27 ปี ซึ่งการที่เขาอายุสั้นและมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่าเขายอมขายวิญญาณให้ซานตานจริง ๆ Jason Morrissey ช่างตีเหล็กควบศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะ จึงหยิบนำเรื่องราวของนักดนตรีผู้นี้มาถ่ายทอดลงในปืนพก ‘DIABLO DAMASCUS’ ที่แม้จะมีตำนานเก่าคร่ำครึมาผูกโยง แต่ก็ยังดีไซน์ปืนให้หรูหราและสวยงามตามแบบฉบับ Cabot Guns นำหลากหลายเทคนิคมาประยุกต์ใช้กับงานดีไซน์ของปืนกระบอกนี้ ทั้งการเป่าแก้ว เชื่อมเหล็ก ทุบขึ้นรูปโลหะ หรือแม้แต่ใช้กรดกัดผิวหน้าแม่พิมพ์ จนได้ออกมาเป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพที่สอดแทรกแพตเทิร์นของซิมโฟนี อันเป็นเอกลักษณ์ของลวดลายดนตรีที่ซ่อนมนต์ขลังของราชากีตาร์ผู้ล่วงลับเอาไว้ ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดงานดีไซน์ หากยังเน้นหนักเรื่องความแม่นยำด้านเทคนิคและคุณภาพ เนื่องจากส่วนประกอบทั้งหมดของปืนเชื่อมต่อและประสานกันด้วยมือ ใช้ทริกเกอร์ Tristar ที่ออกแบบมาให้โค้งลึก เอื้อประโยชน์ต่อการจับและช่วยให้ลั่นไกได้อย่างไร้ที่ติ
แม้โลกจะก้าวหน้าและพัฒนาไปขนาดไหน แต่บางมุมของดาวเคราะห์สีน้ำเงินแสนสงบ ก็มีไฟสงครามกำลังปะทุขึ้นอย่างดุเดือดและดูท่าว่าคงไม่มอดดับไปโดยง่าย GARMIN แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์จึงหยิบเรื่องราวทางทหารมาผูกโยงกับการรังสรรค์เรือนเวลา จนได้ออกมาเป็น ‘GARMIN’S INSTINCT TACTICAL EDITION’ นาฬิกายุทธวิธีที่ถอดแบบความแข็งแกร่งและฟังก์ชันมาจากเหล่าทหารอเมริกัน ต้องบอกว่าแบรนด์นาฬิการายนี้ยังยึดมั่นที่จะผลิตนาฬิกาแบบสมบุกสมบันมาโดยตลอด ซึ่งรอบนี้ ‘GARMIN’S INSTINCT TACTICAL EDITION’ นำวัสดุผสมพอลิเมอร์เสริมแรงเส้นใย (fiber-reinforced polymer) มาใช้ดีไซน์ตัวบอดี้เพื่อให้นาฬิกาทนทานต่อแรงกระแทก ใช้หน้าจอขาวดำที่มีประสิทธิภาพในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร หรือราว 330 ฟุต แถมบริเวณหน้าปัดยังใช้กระจกแก้วมาตรฐาน MIL-STD-810 ที่นอกจากจะป้องกันรอยขีดข่วนได้เหนือชั้น ยังแสดงผลท่ามกลางแสงแดดจ้าได้อย่างสบาย ๆ ‘GARMIN’S INSTINCT TACTICAL EDITION’ มีเซนเซอร์นำทางและเข็มทิศ 3 แกนในตัว รองรับระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก ทั้ง GPS, Glonass และ Galileo สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ของคุณ พร้อมทั้งแจ้งเตือนสภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และส่งสัญญาณ SOS เพื่อติดต่อฉุกเฉินกับทีมได้อีกด้วย เจ๋งขึ้นกว่าเดิมเพราะมี Jumpmaster Mode ที่ดีไซน์มาเพื่อใช้งานควบคู่กับการกระโดดร่มแบบ
แม้ในหนึ่งวันเราจะใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าที่ห้อง แต่เชื่อว่าเมื่อกลับห้องไปหนุ่ม ๆ ส่วนใหญ่คงทิ้งตัวนอนแหมะอยู่บนเตียงและแทบไม่อยากก้าวขาออกนอกเขตฟูกเลยแม้แต่น้อย ก็ทำไงได้ล่ะ เตียงมันทั้งนุ่ม สบาย และกว้างขวางมากเสียจนมีพื้นที่ให้เราเกลือกกลิ้งเรือนร่างกำยำ พลิกไปพลิกมา และเปลี่ยนแปลงอิริยาบถได้แทบทุกท่าตามใจนึก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ‘เตียง’ ถึงตอบโจทย์ผู้ชายเราตั้งแต่กิจกรรมทางเพศไปจนถึงกิจกรรมยามว่าง ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและพัฒนาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็ยิ่งช่วยยกระดับและรังสรรค์นวัตกรรมเตียงให้มีอะไรมากกว่าแค่เป็นพื้นที่นอนเพื่อฆ่าเวลาแก้เบื่อ Fabio Vinella ดีไซเนอร์หนุ่มร่วมมือกับทีมสถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบเตียง HIBED ของแบรนด์ Hi-Interiors ซึ่งเป็นเตียงที่มีแอปพลิเคชันเป็นของตัวเอง ผนวกเฟอร์นิเจอร์ในบ้านและอุปกรณ์อัจฉริยะเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ชายเรา ตัวโครงสร้างเตียงใช้โครงเหล็กพร้อมพื้นผิวไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ดีไซน์เตียงคล้าย ๆ กระโจมแต่ปราศจากผ้าม่านบดบัง ส่วนบริเวณปลายเท้าติดตั้งหน้าจอโพรเจกเตอร์ 4K และลำโพงขนาด 70 นิ้วที่พับเก็บได้แบบไม่เกะกะ นอกจากอรรถรสที่ได้รับชมภาพยนตร์และซีรีส์เรื่องโปรด เตียง HIBED ยังมีความสามารถในการวิเคราะห์และติดตามรูปแบบการนอนหลับ เพื่อให้หนุ่ม ๆ มีตารางการนอนที่เหมาะสม ซึ่งพวกคุณสามารถตรวจสอบคะแนนการนอนได้ทุกเช้าที่ตื่น เตียงมีระบบ Biometric Parameters ที่พร้อมรายงานคุณภาพอากาศและตรวจวัดอุณหภูมิภายในห้องนอน ทั้งยังวิเคราะห์ระดับเสียงรบกวนหรือแม้แต่น้ำหนักตัวของผู้ใช้ได้อีกด้วย บริเวณหัวเตียงและฐานเตียงสอดแทรกชุดไฟ built-in เพื่อสร้างแสงสว่างในยามค่ำคืนและเอื้อประโยชน์ต่อหนุ่มหนอนหนังสือให้ท่องโลกตัวอักษรได้อย่างสะดวกสบาย เพิ่มระบบการเตือนอัจฉริยะที่จะคอยแจ้งข่าวสารและสภาพอากาศประจำวันให้กับผู้ใช้ เรียกได้ว่าเป็นเตียงนอนที่ครบครัน ทันสมัย และมีฟังก์ชันเจ๋ง ๆ เหมาะกับผู้ชายยุคใหม่อย่างเราเป็นที่สุด ‘HIBED’ ถือเป็นตัวการันตีว่าอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง ในรอบหลายศตวรรษของประวัติศาสตร์โดยได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและนวัตกรรมล้ำสมัยที่ช่วยให้ชีวิตของผู้ชายเราสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม
ในยุคที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังไปได้สวย และการสร้างสรรค์คอนเทนต์วิดีโอบน Youtube มาแรงอย่างตอนนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ใช้กล้องพกพาที่ละเอียดคมชัด มีช่วงไดนามิกกว้าง และโดดเด่นทั้งการแสดงแสงที่สว่างหรือแม้แต่เงาที่มืดที่สุด BLACKMAGIC DESIGN บริษัทชั้นนำที่รังสรรค์นวัตกรรมกล้องเพื่อการสร้างภาพยนตร์ได้เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ ‘BLACKMAGIC POCKET CINEMA 6K’ ที่ดูเผิน ๆ แล้วงานดีไซน์แทบไม่แตกต่างอะไรจาก 4K รุ่นก่อนมากนัก แต่ตัวกล้องถูกอัปเกรดให้เอื้อประโยชน์ต่อนักสร้างสรรค์ภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น และมันกลายเป็นกล้องคอมแพกต์ขนาดพกพาที่เหมาะที่สุดสำหรับถ่ายภาพยนตร์ในตอนนี้ ‘BLACKMAGIC POCKET CINEMA 6K’ เพิ่มเซนเซอร์ภาพ Super 35 HDR ขนาด 6144 x 3456 มอบคุณภาพการบันทึกภาพและวิดีโอในระดับดีเยี่ยม ทั้งตัวเซนเซอร์ยังดีไซน์มาเพื่อลดเสียงรบกวนอันเนื่องมาจากทำงานของตัวเครื่อง คอมแพกต์ตัวนี้มาพร้อม Dynamic Range 13 stops และช่วง ISO สูงถึง 25,600 ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำในทุกสภาพแสง ทำให้กล้องสามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้ดีแม้จะเจอสภาพแสงที่ท้าทาย แถมยังเก็บรายละเอียดบริเวณที่สว่างและมืดที่สุดของภาพได้อย่างมืออาชีพ กล้องยังรองรับการถ่ายภาพทั้งมุมกว้างและภาพระยะใกล้ มีเลนส์เมาท์ EF ที่เข้ากันได้กับเลนส์ของ Canon, Zeiss, Sigma และเลนส์ยอดนิยมจากค่ายอื่น
ร้อยทั้งร้อย คนทำงานต้องเคยกดซ่อนจอเวลางานตอนเจ้านายเดินผ่านสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าด้วยเหตุผลร้อยแปด เช่น พักสายตา ติดซีรีส์ เปิดเฟซบุ๊ก แชทหญิง เล่นเกม ไปจนถึงดูหนังโป๊ แต่ส่วนใหญ่พอเข้าจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มกำลังเพลินเรามักจะสลับจอไม่ทัน โดนจับได้ โดนบ่นให้เสียเส้นตลอด ระหว่างที่เราพยายามหาวิธีเอาชนะเรื่องนี้แบบเอาเป็นเอาตาย ฝึกคีย์ลัดกับตั้งสติสุด ๆ ให้ทุกประสาทสัมผัสเปิดรับความเคลื่อนไหวเจ้านายเสมอ จะได้กดเปลี่ยนจอทันเวลาเจ้านายเดินผ่าน เราก็ดันไปเจอของเจ๋ง ๆ ชิ้นนี้ที่ชื่อว่า “Daytripper” เข้า บอกจริง ๆ ว่าขอบคุณสวรรค์ ถึงจะมาช้าแต่ก็มาทันเวลาพอดี หน้าตาเขียว ๆ เหมือนแผงวงจรจิ๋ว ๆ อย่าประมาทความสามารถที่ซ่อนอยู่เป็นอันขาด เพราะเจ้า Daytripper มันคือเซนเซอร์ที่เกิดมาเพื่อพวกเราชาว Urban Men ทุกคนที่อยากใช้เวลา Private ระหว่างเวลางานโดยไม่ให้เจ้านายจับได้ จากส่วนประกอบและฟังก์ชันเหล่านี้ Daytripper ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ชิ้นด้านใน คือเครื่องส่งสัญญาณ (TX) และเครื่องรับสัญญาณเซนเซอร์ (RX) วิธีการใช้ไม่ยากแค่เอา TX ไปวางจับสัญญาณความเคลื่อนไหวตรงจุดอันตรายที่เราคิดว่าเจ้านายกำลังจะเดินมาเพื่อเตือนเราล่วงหน้า ส่วนเจ้า RX เราเสียบไว้กับ
เห็นนวัตกรรมชิ้นนี้ปุ๊บ สิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวเราทันทีคือโฆษณาฮอลคูลไปของลูกอมฮอลปี 2010 ที่ยังเป็นมีมมาจนถึงวันนี้ แต่เปลี่ยนจาก ‘ฮอลคูล’ ไปเป็น “ส่ง-ปลา-กู-ไป” แทน ใครที่เกิดไม่ทันให้หรือสงสัยว่ามันเกี่ยวกันยังไง ลองไปดูโฆษณาตัวนี้ก่อน เอาฮา ก่อนจะไปดูของจริงว่าอะไรที่ทำให้เราคิดถึงนวัตกรรมตัวนี้ ส่วนนี่คือพระเอกของเรา เจ้า Whooshh ปืนใหญ่ส่งปลาผ่านท่อ ชนิดที่ถึงปลายทางแล้วยังดิ้นดิ๊ก ๆ ลงไปว่ายน้ำต่อสบาย ๆ เหมือนยิงจรวด พรึ่บ! ไปถึงปลายทาง ดูจบเชื่อว่าเพลินมาก แต่ไอ้ที่มาพร้อมความเพลินแบบนี้คือความสงสัยว่า เฮ้ย! ทำไมคนเราถึงจะต้องทำ Hyperloop ไว้ส่งปลาแซลมอนบินผ่านหัว ทุ่มทุนสร้างขนาดนั้น มันคุ้มกันไหมเนี่ย ดังนั้น เราเลยเจาะไปถึงจุดตั้งต้นเลยว่า ไอ้นวัตกรรมชิ้นนี้เขามีไว้ทำไม จะขายได้ไหม แล้วดีแค่ไหนกันแน่ มาดูความเจ๋งของมันไปพร้อมกัน ไอเดียส่งปลา เริ่มต้นจากสวนส้ม ถึงจะดูประมงจ๋าขนาดไหน แต่ความจริงจุดเริ่มต้นของ Whooshh ได้ไอเดียตั้งต้นมาจากภาคเกษตรกรรมของรัฐวอชิงตัน เมื่อ 8 ปีที่แล้วระหว่างการทดสอบเก็บเกี่ยวผลผลิตภาคสนาม Vincent Bryan III ซีอีโอของ Whooshh สังเกตเห็นการขนปลาแซลมอนข้ามเขื่อนด้วยการนำมันใส่ถังขนาดใหญ่ด้วยเฮลิคอปเตอร์บนท้องฟ้า


