เมื่อพูดถึงเรือนเวลาคุณภาพสูงที่สะท้อนจิตวิญญาณอเมริกันออกมาได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่า Hamilton แบรนด์นาฬิกาซึ่งก่อตั้งขึ้นที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1892 คือชื่อแรกที่ผู้หลงใหลในเรือนเวลาต่างนึกถึง กับชื่อเสียงเรื่องมาตรฐานการบอกเวลาที่แม่นยำ พร้อมเสน่ห์ของการผสานจิตวิญญาณแห่งความเป็นอเมริกันเข้ากับความเที่ยงตรงตามแบบฉบับของนาฬิกาสัญชาติสวิส จนได้รับความไว้วางใจให้มีบทบาทในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การบินมาอย่างยาวนาน ด้วยเกียรติประวัติการได้รับเลือกให้เป็นนาฬิกาที่ใช้งานบอกเวลาอย่างเป็นทางการของเที่ยวบินไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในความสำเร็จของเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในเส้นทางการบินเชื่อมระหว่างสองชายฝั่งของสหรัฐฯ นอกจากภาพลักษณ์ของเรือนเวลาที่เกี่ยวข้องกับวงการการบินอย่างแนบแน่น นาฬิกา Hamilton ยังได้รับการขนานนามให้เป็น The Movie Brand ที่สะท้อนภาพวัฒนธรรมความเท่แบบคลาสสิกสไตล์อเมริกันสู่สายตาชาวโลกได้อย่างน่าประทับใจ ยืนยันได้จากการที่นาฬิกาหลายต่อหลายรุ่นของ Hamilton ได้ไปอวดโฉมอยู่ในภาพยนตร์ Hollywood ระดับ Blockbuster มาแล้วมากมายกว่า 500 เรื่อง และต้องบอกว่าหนึ่งในเรือนเวลายอดนิยมตลอดกาลจาก Hamilton ที่บรรดาผู้นิยมในสไตล์ American Classic ต่างโปรดปราน คือตำนานนาฬิกา Chronograph ชื่อเรียบง่าย ที่เปิดตัวมาพร้อมกัน 2 รุ่นอย่าง Chronograph A และ Chronograph B ซึ่งหลายคนน่าจะรู้จักกันดีในชื่อ Hamilton Panda และ Hamilton Reverse Panda
ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า การแต่งตัวสไตล์วินเทจยุค 80 – 90 กำลังได้รับความนิยม และดูจะได้รับความนิยมไปอีกนานเสียด้วย เพราะไม่ว่าไปที่ไหน เรามักเห็นคนใส่เสื้อโอเวอร์ไซส์ ฮู้ดดี้ เสื้อฮาวาย ที่ดูวินเทจกันเต็มไปหมด ด้วยความที่มันฮิตติดใจหลายคน เราเลยอยากมาแนะนำการแต่งตัวสไตล์นี้กันหน่อย โดยจะหยิบเรื่อง Grunge Fashion มาอธิบาย และแนะนำให้ทุกคนได้แต่งตามกัน WHAT IS GRUNGE FASHION การแต่งตัวแนวกรันจ์ หรือ Grunge Fashion เกิดขึ้นพร้อมกับ ‘กรันจ์’ (Grunge) หรือดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคที่ผสมผสานระหว่าง พังก์ร็อค และ เฮวี่เมทัล โดยเรามักเห็นสิ่งเหล่านี้ในดนตรีแนวนี้ ได้แก่ เนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ เสียงเบสและกลองหนักแน่นดุดัน พร้อมกีตาร์เสียงแตกบาดใจคนฟัง ดนตรีแนวนี้เกิดในกลางยุค 1980s ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิวตัน บางครั้งก็เลยถูกเรียกว่า เสียงแห่งซีแอตเทิล (The Seattle Sound) เหมือนกัน และต่อมาในช่วง 1990s มันก็ได้ความนิยมมากขึ้น เพราะมีวงดนตรีร็อครุ่นใหญ่อย่าง
แม้ว่าซัมเมอร์ 2021 ทิศทางของเศรษฐกิจอาจจะยังฟื้นตัวได้ไม่มากนัก แต่ยังนับว่าดีกว่าปีที่ผ่านมาที่หลาย ๆ ธุรกิจซบเซาอย่างหนัก โดยเฉพาะวงการแฟชั่นที่เรียกได้ว่าเงียบเหงาไปตาม ๆ กัน แบรนด์น้อยใหญ่ต่างเลื่อนกำหนดการปล่อยสินค้าสำคัญ หรือบ้างลดจำนวนผลิตลง บางเจ้าถึงขั้นตั้งปิดกิจการ ยื่นเรื่องล้มละลายก็มี เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 ที่คนไม่สามารถออกจากบ้านไปไหนได้ สินค้าเสื้อผ้าจึงกลายเป็นของฟุ่มเฟือยและไม่จำต้องซื้อใหม่ไปในทันที ทว่าในปีนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีหลายอย่าง มีการขยับปล่อยคอลเลคชั่นกันออกมาอยู่เรื่อย ๆ และซัมเมอร์ก็นับเป็นฤดูที่หนุ่ม ๆ จะสามารถลุคขึ้นมาแต่งตัวได้อย่างจัดเต็ม เนื่องจากเป็นช่วงที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมีความสนุกสนาน หลายหลากไอเทมออกแบบสีสันมาได้แบบจัดเต็มด้วยลวดลายจัดจ้านให้เลือกสรรอย่างมากมาย ดังนั้นมาอัพเดทลุคใหม่สำหรับซัมเมอร์ 2021 ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงกันดีกว่า Classic Combine White Tee & Blue Wash Denim เราขอหยิบยืมลุคคลาสสิคจากยุค 80s-90s ด้วยไอเทมที่เรียบง่ายอย่างเสื้อยืดแบบ Regular Fit ที่ไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไป เลือกเนื้อผ้า Cotton 100% ที่ระบายความร้อนได้ดีกับอากาศบ้านเรา มาจับคู่กับกางเกงยีนส์ทรง Straight สีฟอกเพื่อให้ได้ลุคที่เรียบง่ายและคลาสสิคเป็น Timeless ลุคที่ไม่ว่าจะใส่ไปไหนก็ดูน้อยแต่มาก ยิ่งใส่กับรองเท้า Trainer สีขาวเรียบหรู ยิ่งเพิ่มความคมให้กับลุคนี้ได้เป็นอย่างดี Overprint
ตอนนี้มีเทรนด์การแต่งตัวที่น่าสนใจ และอยากผู้ชายทุกคนลองแต่งตามกันในฤดูร้อน นั่น คือ ‘Nautical Style’ ซึ่งเป็นเทรนด์การแต่งตัวที่ช่วยให้เราดูคมเข้มมากขึ้นกว่าเดิมได้ แถมยังเหมาะกับใส่ไปเที่ยวทะเลอีกด้วย บอกเลยว่าในช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ผู้ชายต้องลองแต่งตัวแนวนี้ดูสักครั้งหนึ่ง ! อะไร คือ ‘Nautical Style’ ‘Nautical’ เป็นคำภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า ทะเล เรือ และการเดินเรือ การแต่งตัวแนว Nautical Style จึงหมายถึงสไตล์การแต่งตัวที่ได้รับอิทธิพลมาจากคนทำงานบนเรือเช่น ทหารเรือ หรือ ชาวประมง โดยที่มาของการแต่งตัวแนวนี้ ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอาณานิคมยุโรป (กลางศตวรรษที่ 19) ซึ่งตอนนั้น สหราชอาณาจักรยังอยู่ภายใต้การปกครองของควีนวิคตอเรีย กองทัพเรือถือเป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจที่สำคัญของสหราชอาณาจักร เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงปลายศตวรรษ 19 ยุคนั้นการล่าอาณานิคมต่าง ๆ ต้องทำบนทะเล และราชนาวีของสหราชอาณาจักรถือว่าน่าเกรงขามและมีแสนยานุภาพมากที่สุดในโลกในตอนนั้น ด้วยเหตุนี้เอง ชุดทหารเรือ จึงเป็นตัวแทนของอำนาจ ความจงรักภักดี และความกล้าหาญ ความนิยมใน Nautical Style เริ่มขึ้นตั้งแต่ในปี ค.ศ.1846 โดย ควีนวิคตอเรียได้ทรงสั่งตัดชุดกะลาสี (Sailor
ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าช่วงนี้กระแสของเหล่าแก๊งมาเฟียกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวรองหัวหน้าแก๊งยากูซ่าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเพิ่งออกจากคุกมาหมาด ๆ หรือภาพยนตร์มาเฟียเรื่อง The Irishman ของผู้กำกับดังออกฉายพร้อมกวาดรางวัลจากเวทีไปแล้วนับไม่ถ้วน ไปจนถึงเรื่องราวของแก๊งนักเลงปลายแถวจากย่านเบอร์มิงแฮมของเกาะอังกฤษที่นำมาสร้างเป็นซีรีส์เรื่อง Peaky Blinders ทั้งหมดสามารถโหมกระแสโลกผู้ชายให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ในวันนี้ UNLOCKMEN ไม่ได้มาเล่าถึงเรื่องราวในซีรีส์ของ Peaky Blinders แต่เน้นการเจาะลึกด้านแฟชั่นอันโดดเด่นของ Thomas Shelby กับชาวแก๊งของเขาว่าเพราะอะไรที่ทำให้ผมสั้นเกรียนเกือบทั้งหัว เสื้อโค้ตยาว หมวกรุ่นคุณปู่แสนเชย และมวนบุหรี่ถึงเท่มากเมื่ออยู่ในหนังเรื่องนี้ WHAT IS ‘PEAKY BLINDERS’ ? ย้อนกลับไปในเกาะอังกฤษคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลาแห่งรอยต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ใครหลายคนไม่คาดคิดว่าโลกจะกลายเป็นสนามรบอีกครั้ง อังกฤษกำลังเจริญทางด้านอุตสาหกรรมแบบสุด ๆ แต่กลับไม่ใช่ทุกคนจะร่ำรวย ยังมีคนตกงานจำนวนมาก ชนชั้นแรงงานทำงานหนักเพื่อแลกกับเงินจำนวนน้อยนิด เกิดอาชญากรรมบ่อยครั้งในย่านที่ไม่ค่อยได้รับการใส่ใจ Peaky Blinders เป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากบุคคลที่มีตัวตนจริงในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ในชีวิตจริงพวกเขาเป็นแก๊งอันธพาลเล็ก ๆ ในเมืองเบอร์มิงแฮม สมาชิกของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเยาวชนแต่งตัวจัดจ้าน จากคำบอกเล่าของผู้คนบอกว่า ชาวแก๊งบางคนมีแต่กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่ง เดินเตร่ไปมาบนถนน ไม่ได้มีอำนาจล้นมือมากขนาดนั้น
แม้ว่ากระแสโควิดจะยังระบาดไปทั่วโลก ชะลอเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักไปตาม ๆ กัน แต่ทว่ากระแสเทรนด์แฟชั่นไม่ได้นิ่งหยุดตาม เพราะในโลกแห่งการแต่งตัวยังคงหมุนตัวไปยังรวดเร็วต่อเนื่องและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดง่าย ๆ เสียด้วย ซึ่งเทรนด์แฟชั่นที่กำลังเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศประจำปี 2021 ยังคงเป็นเทรนด์ที่ฮิตต่อเนื่องมาจากปี 2020 นั้นคือ Utility ที่เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่าง ทั้งแฟชั่นญี่ปุ่นและยุโรป จนเกิดเป็นสไตล์ใหม่ สำหรับจุดสำคัญคือการที่ไอเทมเหล่านั้นจำเป็นจะต้องมีกระเป๋าอเนกประสงค์ให้เลือกใช้งาน เน้นความเรียบหรูไม่จำเป็นจะต้องมีลวดลายที่เยอะแยะให้ดูรกตา สำหรับสไตล์ Utility นั้นคือเสื้อผ้าที่เน้นฟังก์ชันเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่ที่เราเห็นบ่อย ๆ คือเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องแบบทหาร (Military) เนื่องจากเสื้อผ้าเหล่านี้คือเสื้อผ้าฟังก์ชันที่มีช่องกระเป๋าให้เก็บของมากมายเต็มไปหมด และสีสันส่วนใหญ่จะเน้นไปทาง Earth Tone ที่ดูสบายตาย ไม่ฉูดฉาดตา หากจะบอกว่าสไตล์นี้ฮิตขนาดไหน เพราะตั้งแต่แบรนด์บนรันเวย์อย่าง Louis Vuitton , Alyx ไปจนถึงสตรีทอย่าง Engineered Garments , Beams , Stussy ล้วนต้องมีลุค หรือไอเทมที่สอดคล้องกับแนว Utilitty สำหรับ Must Item
ฮิปฮอปกับแฟชั่นถือเป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ละยุคก็จะมีไอคอนที่แตกต่างกันออกไป เราเติบโตมากับ Run DMC ที่คนต้องหาหมวก Bucket มาใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง หรือแม้แต่ยุค Air Force 1 ที่ Jay-Z หรือ Nelly ใส่ใน Music Video ช่วงยุค 2000 จนมาถึงปรากฎการณ์ Yeezy ของ Kanye West ที่ทำให้สตรีทแฟชั่นการเป็นเรื่องของทุกคน แต่หากพูดถึงไอคอนของเด็กยุคนี้คงไม่มีใครโดดเด่นเกินหน้าเกินตาของ Jacques Bermon Webster II หรือ Travis Scott ย้อนกลับปี 2013 คือจุดเริ่มต้นของ Travis Scott ที่ออกสู่สายตาประชาชนเป็นครั้งแรกจากมิกซ์เทป Owl Pharaoh ก่อนจะปล่อยอัลบั้มเต็มในเวลาต่อมา สร้างความสนใจให้กับบรรดาแฟนๆ ฮิปฮอปที่ได้ดาวรุ่งดวงใหม่ประดับวงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว โชว์การแสดงสด หรือแม้แต่แนวดนตรี ที่เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากอาจารย์ Kanye West ซึ่งเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และไม่ได้อินเทรนด์เหมือนเดิม Travis Scott
โลกลูกหนังปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานะที่เป็นมากกว่ากีฬาเพื่อหาความบันเทิง แต่มันได้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินสะพัดจำนวนหลายพันล้านเหรียญต่อปี แถมเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมมากมายอย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งหากย้อนกลับไป 10-20 ปีก่อน ฟุตบอลก็ได้รับและส่งต่ออิทธิพลในโลกแฟชั่นอยู่แล้ว มีการแต่งตัวแบบ Terrace Culture ที่มีรากฐานมาจากฟุตบอล และเป็นต้นกำเนิดให้แบรนด์อย่าง Stone Island, Palace, Fred Perry ในปัจจุบันและเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนโลกก็เปลี่ยนตามไปเช่นกัน ฟุตบอลยิ่งกลายเป็น Sub-culture หนึ่งของแฟชั่น และตัวของนักฟุตบอลเองก็มีสถานะไม่ต่างจากดารา Influencer ชื่อดัง ที่สามารถนำแฟชั่นมาใช้โปรโมตในชีวิตประจำวันหรือบนสนามหญ้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินบนเวทีหรือพรมแดง ทำให้หลายสโมสรหรือธุรกิจมองเห็นโอกาสและพยายามจะโยงทั้งสองเรื่องนี้เข้าไว้ด้วยกัน เป็นการปรับภาพลักษณ์ในเชิงพาณิชย์ให้สโมสรกลายเป็นแบรนด์สินค้าอย่างหนึ่ง สามารถหาเงินได้หลากหลายทางมากขึ้น อาทิ สโมสร Manchester United ที่ผันตัวเองเป็นบริษัทมหาชนอย่างเต็มตัว ทำการค้านอกสนามและสนใจเม็ดเงินกำไรมากกว่าผลการแข่งขันในสนามเสียอีก แต่หนึ่งสโมสรที่ยกระดับและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วกับยุคฟุตบอลพาณิชย์ ต้องยกให้ทีมนี้ Paris Saint Germain หลังจากการเข้ามาเทคโอเวอร์ของกลุ่มมหาเศรษฐีตะวันออกกลาง QSI เมื่อปี 2011 ที่มีเป้าหมายใหญ่คือการทำให้ ปารีส นั้นเป็นมหานครแห่งฟุตบอลและแฟชั่น PSG จะต้องเป็นสโมสรระดับโลกและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นแนวหน้า ทำให้เกิดการรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ มีการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พวกเขาเริ่มปรับปรุงจากในสนามแข่งก่อน พร้อมทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อเซ็นสัญญาคว้าซุเปอร์สตาร์ของโลกอย่าง เดวิด แบคแฮม
หลายคนอาจจะเคยเห็นผลงานของ MSCHF แต่ไม่เคยรู้จักแบรนด์นี้มากนัก เป็นแบรนด์ที่มี Business model แปลกประหลาดจนเจ้าของบริษัทเองก็ไม่รู้จะนิยามตัวเองว่าอะไรดี แต่สรุปง่าย ๆ คือเป็นบริษัทใน Brooklyn, NY ที่เน้นผลิต Content ไอเดียสุดแปลกผ่านทั้งสินค้าและเนื้อหาใน Online ที่เท่และใช้งานได้จริง เช่น Chicken Bong และ Jesus Shoes เป็นต้น เดี๋ยวเราจะเจาะลึกเรื่องแบรนด์นี้กันอีกครั้ง ผลงานล่าสุดของ MSCHF (อ่านว่า mischief) ‘Birkinstock‘ ชื่อที่ทุกคนรู้จักและสร้างสรรค์ออกมาตรงตัวแต่ไม่ธรรมดา ด้วยการเอารองเท้าแตะ Birkenstock บ้าน ๆ ที่เราใส่กันทุกวี่วัน มาอัพเกรดให้กลายเป็นผลงานสุดหรูขั้นเทพด้วยการเปลี่ยนหนังรองเท้า แทนที่ด้วยหนังจากกระเป๋า Hermes Birkin และตั้งราคาที่บ้าคลั่งตามภาษาของสะสม เริ่มต้นที่ $34,000 – $76,000 USD (1- 3 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับรุ่นหนังว่ามาจาก Hermes Birkin ใบไหน ซึ่งที่แพงสุด ๆ
Camper ภูมิใจนำเสนอโปรเจกต์ใหม่ที่แสดงถึงความยั่งยืนของสินค้าและทำให้สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง กับ Speical Collection ‘Recrafted’ เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษที่นำรองเท้าที่ทั้งผ่านการใช้แล้ว ที่ถูกนำมาคืน หรือคู่ที่มีตำหนิมารวมเข้ากับวัสดุเหลือใช้ เพื่อรังสรรค์เป็นรองเท้าแคมเปอร์คู่ที่ไม่เหมือนใคร (one-of-a-kind) โดยนำเทคโนโลยีและความยั่งยืนมาสร้างให้เป็นรองเท้าที่มีความทนทาน ตามเจตนารมณ์ของแบรนด์ที่จะเปลี่ยน วัฏจักรชีวิตของรองเท้าให้ยืนยาวยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังร่วมพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ สำหรับโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นที่ Camper Workshop สำนักงานใหญ่ในเมืองมายอร์กา (Mallorca) ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตรองเท้าของแบรนด์แคมเปอร์มากว่า 4 ทศวรรษ ที่นี่มีทีมนักออกแบบรุ่นเยาว์และเหล่าช่างฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สไตล์ใหม่ ๆ พร้อมพัฒนารองเท้าที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นควบคู่กันไป ด้วยการผสานเทคโนโลยีล่าสุดและวัสดุในการผลิตจากเทคนิคการทำรองเท้าที่ใช้มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1877 ของครอบครัวผู้ก่อตั้ง การนำรองเท้าแคมเปอร์ที่ใช้แล้วมาดัดแปลง ไม่เพียงแต่ได้ต่อยอดวัฏจักรชีวิตรองเท้าคู่นั้นๆ แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ผู้คนตระหนักถึงแนวทางในการบริโภคสินค้าและยังเป็นไอเดียในการเชิญชวนให้ลูกค้าร่วมสร้างสรรค์ รูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่ดียิ่งขึ้นไปด้วยกัน ราวกับว่าเมื่อคนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งรองเท้าไปอย่าง สูญเปล่าและส่งต่อรองเท้าให้ถูกนำไปใช้ใหม่อีกครั้ง เราเชื่อในความซื่อสัตย์และจริงใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในฐานะแบรนด์ ตามปรัชญาที่ครอบคลุมทั้งฝั่งดำเนินการและพาร์ทเนอร์ของเราที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งเริ่มต้นที่เมืองอินคา (Inca) ชนบทอันห่างไกล ตั้งอยู่ใจกลางของเกาะมายอร์กา ที่ซึ่งรองเท้าทั้งหมดของเราถูกออกแบบและพัฒนาโดยทีมนักออกแบบรุ่นเยาว์ที่ทำงานร่วมกับเหล่าช่างฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยทักษะเพื่อสร้างสรรค์รองเท้าที่มีคุณค่าเดียวกันกับที่ธุรกิจของเราดำเนินมาโดยตลอดทั้งเรื่องคุณภาพ, ความสมบูรณ์ และการออกแบบ การริเริ่มในระยะยาวช่วยให้เราเข้าใกล้วัฏจักรของรองเท้าและโปรเจกต์อื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในสังคมโดยการให้เรานำรองเท้าแคมเปอร์มาใช้อีกครั้ง ซึ่งผู้บริโภคจะช่วยเราสร้างสรรค์วัฏจักรในการดำเนินธุรกิจที่ดียิ่งขึ้นไปด้วยกัน เมื่อคนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งรองเท้าไปอย่างสูญเปล่า และทำให้รองเท้านั้น
หลังจากมีการพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์สำหรับกระแส Anti fast fashion ที่กำลังตื่นตัวไปทั่วโลก เมื่อธุรกิจแฟชั่นบนโลกทุนนิยมได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ร้ายตัวสำคัญที่สร้างมลพิษให้กับโลกของเราอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เรียกว่า fast fashion ที่เล่นกับความเบื่อง่าย หน่ายเร็ว การผลิตสินค้าออกมาจำนวนมาก เน้นความรวดเร็ว กดต้นทุนให้ต่ำ และใช้วัสดุคุณภาพต่ำ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้งานเพียงไม่กี่ครั้งแล้วทิ้ง แต่ทว่าการเร่งกระบวนการผลิตที่เน้นปริมาณมากแบบนั้น กลับนำมาซึ่งการทำลายสิ่งแวดล้อมมากมายไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเสียออกสู่น้ำทะเล หรือการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถนำไปแปรรูปหรือขายต่อได้ และเกิดเป็นขยะตามมา แม้ว่ากระแสบริโภคนิยมในยุค fast fashion จะมีมากมายเพียงใด แต่ในสังคมตะวันตก เริ่มมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง มีหลักแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกจัดสรรเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับยุคโลกาภิวัตน์ โดยมีหลักแนวคิดหนึ่งจากหนังสือ The Minimalist Fashion Challenge That Proves Less Really is So Much More ของ Courtney Carver ที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจกับทุกคนให้หันมาใช้วิธี minimalism เพื่อเลือกเฉพาะเสื้อผ้าที่เราจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับความนิยมและมีการส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ออกไปจำนวนมาก จนเกิดเป็นแคมเปญ Project 333
ครบรอบ 1 ปี หลังการจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาของอดีตยอดนักบาสเก็ตบอลระดับตำนาน Kobe Bryant จากทีม La Laker ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2020 พร้อมลูกสาวและผู้ร่วมเดินทางอีก 9 ชีวิต ซึ่งนับได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ต่อวงการกีฬาของโลก เพราะ Kobe Bryant เปรียบดังซุปเปอร์สตาร์หรือไอดอลลำดับต้น ๆ เทียบเท่ากับ Michael Jordan ของวงการบาสเก็ตบอล ถึงขั้นมีการถกเถียงระหว่างแฟน ๆ ว่าใครเจ๋งกว่ากัน หรือแม้แต่นักกีฬาในสาขาอื่น ๆ ต่างออกมาคารวะในความสามารถทางด้านกีฬาอันเป็นเลิศของเขา source นอกเหนือจากเรื่องผลงานบนคอร์ทไม้ที่ สวยงาม ดุดัน รวดเร็ว และทรงพลังดั่ง Black Mamba อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญตลอดการเล่นอาชีพของ Kobe Bryant คงจะหนีไม่พ้นรองเท้า Signature Shoes ซึ่งเขาเป็นนักกีฬาที่มีรองเท้าของตัวเองมากกว่า 10 รุ่น และ colorway อีกนับไม่ถ้วน ที่ต่างโดนใจทั้งนักสะสมรองเท้าหรือแม้แต่นักบาสด้วยกันต้องมีเก็บสะสมอยู่ในคลัง วันนี้ทางเราเลยขอนำทุกท่านมาไล่ไทม์ไลน์อดีตรองเท้ารุ่นต่าง


