“จะซื้อหนังสือมาทำไมถ้าไม่อ่าน?” “อ่านที่มีอยู่ให้หมดก่อนแล้วค่อยซื้อเพิ่มสิ” “โธ่ ก็แค่อยากเท่ใช่ไหม ถึงมีหนังสือไว้แค่ประดับบ้าน” เราเชื่อว่าถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีกองดอง หรือกองหนังสือที่ซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านวางดองรอวันที่เหมาะสมอยู่ที่บ้าน คุณต้องเคยเผชิญกับประโยคเหล่านี้จากคนรอบตัวอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตแน่นอน แม้เราอยากจะตอบคำพูดเหล่านั้นกลับไปง่าย ๆ ว่า “หนังสือผม เงินผม ผมจะทำอะไรก็ได้” แต่ก็ไม่ได้ทำ… รวมถึงหลายครั้งที่เราเห็นภาพถ่ายบ้านคนเก่ง ๆ ระดับโลก Elon Musk เอย Bill Gates เอย แล้วเขามีหนังสือจำนวนมากเรียงราย หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า อ่านหมดเหรอ? วันนี้ UNLOCKMEN ชวนมาไขข้อข้องใจว่าทำไมหนังสือต่อให้ซื้อมาแล้วไม่ได้อ่านก็มีประโยชน์อยู่ดี รับรองว่าจะรู้สึกสบายใจกับหนังสือ (ที่ยังไม่ได้อ่าน) ของตัวเองและคนอื่น รวมถึงเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมคนเก่ง ๆ หลายคนเขาถึงมีหนังสือจำนวนมากกันขนาดนั้น แม้จะอ่านได้ไม่หมดในชีวิตนี้ก็ตาม antilibrary: หนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน เตือนเราว่า “ยังมีเรื่องราวอีกมากที่ยังไม่รู้” เรามักได้ยินคำพูดทำนองว่าคนอ่านหนังสือเป็นคนอวดรู้ หรือคิดว่าตัวเองรู้ดี รู้เยอะกว่าคนอื่น แต่ความเชื่อแบบนั้นอาจต้องเปลี่ยนไปแบบพลิกโลก เพราะสำหรับคนที่มีหนังสือเรียงราย แต่อ่านไม่หมด เขากลับถ่อมตัว (ในสิ่งที่เขารู้) และตระหนักว่าพวกเขายังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก หนึ่งในคนที่เสนอเรื่องยิ่งมีหนังสือไม่ได้อ่าน ยิ่งกระหายการเรียนรู้คือ Nassim Nicholas Taleb เขาคือนักสถิติ
ถือเป็นสามีตัวอย่างที่เราต้องยอมยกนิ้วโป้งให้เลยจริง ๆ ชายหนุ่มนัก Surf ผู้กล้ากระโดดต่อยปลาฉลามที่กำลังกัดโจมตีภรรยาของเค้าจนมันยอมปล่อยและเอาชีวิตรอดมาได้ Chantelle Doyle สาวนัก Surf สัญชาติ Australia อายุ 35 ผู้กำลังโต้คลื่นอยู่ริมหาด Shelly Beach เมือง New South Wales จู่ ๆ ก็มีปลาฉลามขาวยาวประมาณ 3 เมตร พุ่งเข้าโจมตีขาขวาของเธออย่างรุนแรง เมื่อเห็นภรรยาตกอยู่ในอันตราย Mr. Doyle จึง paddle บนบอร์ดก่อนจะกระโดดพุ่งเข้าไปปลาฉลามและประเคนหมัดใส่ไม่ยั้ง กระทั่งปลาฉลามขาวยาว 3 เมตรต้องยอมแพ้ ถอยหนีหายไปในทะเล เจ้าหน้าที่บอกว่า ผู้คนบนชายหาดช่วยกันปฐมพยาบาล Ms Doyle ได้อย่างยอดเยี่ยมระหว่างที่รอคอปเตอร์มาขนย้ายเธอไปทำการรักษาต่อในโรงพยาบาล และอาการพ้นขีดอันตรายเรียบร้อยแล้ว Surf Life Saving NSW chief executive Steven Pearce พูดถึง Mr Doyle สามีแห่งชาติด้วยความยกย่องว่า “This
ในทุกแวดวงไม่ว่าวงการกีฬา ดนตรี ภาพยนตร์ ต่างก็มีคนดังหรือซูเปอร์สตาร์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น แน่นอนว่าต้องรวมถึงวงการภาพยนตร์ผู้ใหญ่หรือวงการ AV ที่พระเอกและนางเอกต่างสั่งสมประสบการณ์จนเป็นที่รู้จัก มีผลงานมากมายหลายเรื่อง ผ่านการพิสูจน์ตัวเองหลายต่อหลายครั้งดังเช่นป๊า ชิเงโอะ โทคุดะ (Shigeo Tokuda) ราชาเอวีรุ่นเก่าของวงการหนังผู้ใหญ่แห่งเกาะญี่ปุ่น หากดูหนังเอวีนักแสดงหญิงส่วนใหญ่ต้องสวย ขาว หน้าตาน่ารัก และหน้าอกใหญ่ (ยุคหลังเริ่มมีนางเอกเอวีรุ่นคุณป้ามากขึ้นแล้ว) ทว่านักแสดงฝ่ายชายมีหลากหลายกว่านางเอกเอวี บางเรื่องเป็นหนุ่มใหญ่รับบทนักธุรกิจเก็บกด บางเรื่องเป็นหนุ่มวัยรุ่นวัยใสหุ่นแบบไอดอลเกาหลี หลายเรื่องเป็นผู้ชายธรรมดาไม่ได้มีกล้ามหรือซิกซ์แพคสวย ๆ แต่กลับแทนที่ด้วยพุงหรือหุ่นตามความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่ รวมไปถึงนักแสดงรุ่นคุณปู่ตัวเล็กพุงพลุ้ยก็เป็นพระเอกได้เหมือนกัน ตลาดหนังเอวีที่เติมเต็มความพึงพอใจของผู้ชมสูงวัยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงทำให้เราได้เห็นหนังเอวีแนวใหม่ที่นางเอกเป็นรุ่นคุณป้าส่วนพระเอกเป็นรุ่นคุณลุงมากขึ้น ค่ายทำหนังผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยพยายามตีตลาดผู้สูงอายุด้วยการเปิดออดิชันนักแสดงวัย 40-50 ไม่จำกัดหุ่น สัดส่วน หรือหน้าตา แต่เน้นกันที่แอคติ้งและอารมณ์ร่วม แรกเริ่มการเลือกนักแสดงมักจำกัดอายุอยู่ที่ 40-50 ปี เราจะเรียกพวกเขาว่าหนุ่มใหญ่หรือสาวใหญ่ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังมานี้อายุของนักแสดงเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเตะหลัก 70-80 ปี เลยก็มี ดังเช่นป๊าชิเงโอะ โทคุดะ ที่เข้าวงการหนังเอวีเพราะเบื่อชีวิตวัยเกษียณไร้แก่นสาร เลยไปออดิชันบทโดยไม่ได้บอกภรรยาและครอบครัว ผลงานของป๊าตั้งแต่เข้าวงการจนปัจจุบันอยู่ในหลักร้อยกว่าเรื่อง ปีหนึ่งถ่ายทำมากกว่า 60 เรื่อง
ในช่วงที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ถูกเลื่อนฉายออกไปเรื่อย ๆ คอหนังหลายคนคงจะเบื่อกับการที่ไม่มีหนังใหม่ ๆ เข้าโรงให้ได้ชมกัน ค่ายหนังส่วนใหญ่รู้สึกไม่ต่างกันว่าการนำหนังของตัวเองฉายตามกำหนดการปกติอาจไม่คุ้มเสี่ยงเพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยเหตุผลเรื่องวิกฤตไวรัส ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากเข้าโรงหนังเท่าไหร่นัก ในเมื่ออยู่บ้านเบื่อ ๆ ไม่รู้จะทำอะไร หนังเรื่องใหม่ที่อยากดูก็ยังไม่เข้า เราจึงอยากแนะนำภาพยนตร์ญี่ปุ่นหมวดตามล่าล้างแค้น 5 เรื่อง ให้เป็นตัวเลือกเผื่อว่ายังมีบางเรื่องที่คอหนังยังตามเก็บไม่ครบ LADY SNOWBLOOD (1973) ภาพยนตร์ที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ เควนติน ทารันติโน ลงมือสร้างหนังโคตรดังอย่าง Kill Bill เปิดมาขนาดนี้ใคร ๆ ต่างก็ต้องให้ความสนใจกับหนังตามล้างแค้นเรื่อง Lady Snowblood (1973) เรื่องราวกดดันจะถูกเล่าไปพร้อมกับเด็กสาวนามว่า ‘ยูกิ’ ที่ลืมตาดูโลกก็รู้จักกับคำว่าล้างแค้นตั้งแต่แรก แม่ของเธอมีปมความแค้นบางอย่างและมุ่งหวังอย่างยิ่งว่าจะฝากความหวังทั้งหมดให้กับลูกสาวตัวเอง ผู้เป็นแม่ได้พร่ำสอนยูกิตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าเธอต้องรู้สึกแค้น เธอจะต้องล้างแค้นให้แม่ สอนให้จับดาบซามูไร มีชีวิตแตกต่างจากเด็กสาวบ้านอื่น ๆ เพราะเธอต้องเชี่ยวชาญการต่อสู้ มีอารมณ์ที่สงบนิ่ง ไม่ไหวติงต่อสิ่งเร้า เธอต้องแข็งแกร่งเพื่อตามล่าบุคคลนิรนาม 4 คน ที่สร้างความเจ็บช้ำจนเกิดเป็นความแค้นยาวนานหลายสิบปีนี้ให้ได้ ซาโต้อิจิ ไอ้บอดซามูไร (2003) ซาโต้อิจิ ไอ้บอดซามูไร
เวลานี้หากพูดถึงมังงะโชเน็นหรือการ์ตูนลูกผู้ชายทางฝั่งญี่ปุ่น เรื่องราวการผจญภัยของสองพี่น้อง ‘ทันจิโร่’ กับ ‘เนซึโกะ’ จากเรื่อง ดาบพิฆาตอสูร (Kimetsu no Yaiba, Demon Slayer) ก็คงเป็นหนึ่งในมังงะที่ถูกหยิบยกมาพูดบ่อย ๆ ในวงสนทนา เพราะดาบพิฆาตอสูรสามารถทำลายสถิติเก่า ๆ เป็นว่าเล่น แถมยังมียอดขายเล่มแซง ‘วันพีซ’ แชมป์เก่าที่ครองบัลลังก์นานนับสิบปี หรือจะความกลมกล่อมของเวอร์ชันแอนิเมชันทำให้คนเริ่มรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้มากขึ้น ผลงานเรื่องดาบพิฆาตอสูรเกิดขึ้นโดยอาจารย์ โคโยฮารุ โกโตเกะ (Koyoharu Gotouge) นักเขียนการ์ตูนสั้นดาวรุ่งอายุน้อย ที่มีโอกาสลงผลงานของตัวเองกับนิตยสารมังงะชื่อดัง โชเน็น จัมพ์ (Shonen Jump!) ส่งเรื่องราวการผจญภัยของเด็กหนุ่มที่โดน vปีศาจพรากครอบครัวไปเกือบหมดเหลือเพียงน้องสาวสู่สายตาสาธารณชน เมื่องานเสร็จสิ้นใคร ๆ ต่างต้องอยากทราบฟีดแบคหรือผลตอบรับว่าดีหรือไม่ ซึ่งผลของดาบพิฆาตอสูรคือ “ยังไม่ค่อยน่าประทับใจนัก” เสียงของนักอ่านต่อมังงะค่อนข้างกล่าวไปทางเดียวกัน บ้างก็ว่าเนื้อเรื่องเดินเป็นเส้นตรงเกินไป ซ้ำซากกับการ์ตูนโชเน็นอื่น ๆ รวมถึงลายเส้นไม่ค่อยดึงดูดในช่วงแรก (ตอนหลังลายเส้นของมังงะเริ่มดีขึ้นแล้ว) ส่วนหนังสือการ์ตูนก็มียอดขายแค่หลักหมื่น บั่นทอนกำลังใจทั้งคนเขียนและสำนักพิมพ์ จนใคร ๆ ต่างก็คิดว่าเรื่องราวการตามล่าอสูรตัวบอสที่ฆ่าครอบครัวของทันจิโร่กับเนสึโกะมีแววจะโดนตัดจบกลางคัน เหมือนกับมังงะเรื่องอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ ทว่าหนังสือการ์ตูนที่มีแววจะถูกโละกลับสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นเสียอย่างนั้น เนื้อเรื่องเป็นเส้นตรงตอนแรกกลายเป็นการปูทางสู่เนื้อหาเข้มข้นขึ้นจนวางไม่ลง วิธีการนำเสนอเรื่องราวที่หลายคนว่าทื่อๆ
ปัจจุบันถ้าพูดถึง City Cars หรือรถยนต์ที่เหมาะสมต่อการขับขี่ในเขตเมือง หนุ่ม ๆ หลายคนคงมองเห็นภาพ Eco Cars และ City Cars หลากหลายรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องของสมรรถนะ งานดีไซน์ รวมไปถึงฟังก์ชันเสริมที่มีมากน้อยแตกต่างกันไปในรถยนต์แต่ละคัน อย่างไรก็ตามหากย้อนเวลากลับไปช่วงปี 1980 ใครจะคิดว่าค่ายผู้ผลิตรถยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้าจะเคยเสริมจุดขายใน City Cars ของตัวเองด้วยสกู๊ตเตอร์คันจิ๋วที่ใช้ชื่อว่า Motocompo ซึ่งต่อมาได้มาเป็นตัวแทนคำบอกเล่าของยุคสมัยรวมถึงของสะสมหายากที่ใครหลายคนตามหา แต่เรื่องราวทั้งหมดจะมีจุดเริ่มต้นยังไงและพาหนะ 2 ล้อคันนี้ได้สร้างปรากฏการณ์อะไรบ้าง มาทำความรู้จักเรื่องราวทั้งหมดไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้นของ Honda Motocompo เป็นผลพวงมาจากการพัฒนารถยนต์คันใหม่ของฮอนด้าในช่วงปี 1979 ช่วงเวลาที่ทีมออกแบบเลือดใหม่ของค่ายได้ร่วมกันระดมไอเดียเพื่อสร้างโปรเจกต์รถยนต์คันใหม่ของค่ายในฐานะ “รถยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดสำหรับปี 1980” ซึ่งต่อมาทุกคนรู้จักรถคันนี้ในชื่อ “Honda City” ในเวลานั้น Hiroo Watanabe และ Hiroshi Azuma 2 วิศวกรผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของโปรเจกต์ได้รับโจทย์ให้สร้างรถยนต์ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะขั้นพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือต้องเป็นรถยนต์ที่ตอบสนองการใช้งานของกลุ่มคนทำงานหนุ่ม-สาวที่ต้องการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันเมืองเช่นโตเกียวหรือเมืองใหญ่ต่าง ๆ สุดท้ายคืองานดีไซน์และเส้นสายของตัวรถจะต้องถูกยอมรับในระดับสากล ไม่นานทีมงานรุ่นใหม่ไฟแรงของฮอนด้าที่มีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปีก็เริ่มลงมือขึ้นรูปงาน Prototype
เชื่อว่าหนุ่ม ๆ ที่สนใจในรถยนต์หลายคนคงคุ้นเคยดีกับโมเดลเปิดประทุนคันเล็กจากยุค 90’s อย่าง Mazda MX-5 หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ Mazda Miata และ MX-5 Miata หนึ่งในโมเดลรถยนต์ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมาสด้าให้เป็นที่รู้จัก และกลายเป็นรากฐานสำคัญให้แบรนด์ให้เวลาต่อ แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้รถยนต์คันนี้ สามารถรักษาความเชื่อมั่นจากคนรักความเร็วทั่วโลกมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ทั้งที่รถก็ไม่ได้แรงอะไรมาก ไม่ได้หรูหรา ไม่ได้ทันสมัย แต่มันมีเสน่ห์ในความเป็น Roadster ที่แตกต่าง วันนี้มาทำความรู้จักจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ รวมถึงแนวคิดที่ทำให้รถคันนี้กลายมาเป็น 1 ในไอคอนสำคัญของรถสปอร์ตขนาดเล็กไปพร้อมกัน บ็อบ ฮอลล์ ชายผู้จุดประกายให้กับ MX-5 Miata อย่างที่ทราบกันดีว่ามาสด้าคือแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่กำเนิดขึ้นในเมืองฮิโรชิมา แต่จุดกำเนิดของโรดสเตอร์ตัวกลั่นของค่ายคันนี้กลับมีจุดเริ่มต้นจากชายที่เติบโตขึ้นมาในเมืองแคลิฟอร์เนีย ชื่อของเขาคือ บ็อบ ฮอลล์ บ็อบ ฮอลล์ เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางแสงแดดและชายหาดของแคลิฟอร์เนียฝั่งใต้ โดยได้รับการส่งต่อความหลงใหลเรื่องรถยนต์มาจากคุณพ่อที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนารถสปอร์ตที่เคยทำงานให้ทั้ง MG, Triumphs, Austin Haeleys และ Alfa Romeo ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของโรงรถและคราบน้ำมัน รับหน้าที่ตั้งแต่ซ่อมจักรยานของตัวเองไปจนถึงช่วยพ่อประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้ในบ้าน ปลายยุค 70’s บ็อบ
ไมค์ ไทสันอดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทวัย 54 ปี ประกาศเตรียมหวนคืนสังเวียนชกมวยอีกครั้งพร้อมจับคู่ชกกับยอดนักมวยอย่าง Roy Jones JR Iron Mike อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่มีอายุน้อยที่สุดในโลกเตรียมกลับมาลงนวมชกมวยสากลอีกครั้งใน Exhibition Fight กำหนดการชก 8 ยกโดยคู่ต่อคู่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก Roy Jones JR อดีตแชมป์โลกสถาบันหลัก 4 รุ่นที่ปัจจุบันอายุ 51 ปี แมตซ์การชกครั้งนี้ถือเป็นการโคจรมาพบกันของ 2 ตำนานนักมวยที่แม้จะมีอายุมากแล้วแต่ถือเป็นการจับคู่ในฝันของใครหลายคน เพราะฝีไม้ลายมือของทั้ง 2 คนต่างถูกยกให้เป็นสุดยอดของยุคสมัยในสไตล์ที่แตกต่างกันสิ้นเชิง โดยหากย้อนกลับไปมองผลในอดีต Mike Tyson เป็นเจ้าของสถิติการชก 58 ครั้งชนะ 50 และน็อกถึง 44 ครั้งผู้ ส่วน Roy Jones JR ก็ถูกรู้จักดีในฐานะหนึ่งในนักมวยที่มีทักษะการต่อยดีที่สุดของยุคสมัย การันตีด้วยสถิติการชก 75 ครั้ง ชนะ 66 ครั้งและสามารถน็อกคู่ต่อสู้ถึง 47 ครั้ง ปัจจุบันทั้ง 2
เคยรู้สึกว่าอยากมีความแข็งแกร่งสามารถยกของหนักๆ ได้ นานๆ แต่ขี้เกียจออกกำลังกายรึเปล่า? บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีจากเยอรมัน อาจทำให้ฝันของเราเป็นจริงได้ เมื่อเร็วๆ นี้ ทางบริษัทได้เริ่มจำหน่ายชุดพาวเวอร์สูทตัวใหม่ ที่ช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหว และเสริมพลังของผู้สวมใส่ให้สามารถยกของหนักได้มากขึ้นและนานขึ้นกว่าปกติ The 4th generation cray x ชุดสมาร์ทพาวเวอร์สูทรุ่นใหม่ของบริษัท german bionic ที่ผสมผสานสติปัญญาของมนุษย์กับพลังงานจักรกล ถูกผลิตขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่ว่า จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน สมาร์ทพาวเวอร์สูทชุดนี้มาพร้อมกับ servo motors ประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้สวมใส่ให้สามารถยกของหนักสูงสุด 28 กก. พร้อมแบตเตอร์รี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 8 ชม. แต่ชุดนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่ทำให้เรายกของหนักได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว มันยังมาพร้อมกับระบบอัพเดทซอฟแวร์อัตโนมัติ และระบบ Predictive Maintanance ที่จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่าสมาร์ทเวอร์สูทจะทำงานได้อย่างยาวนานที่สุด แถมผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทพาวเวอร์สูทกับระบบของโรงงานอัจฉริยะ (smart factory) เพื่อกระตุ้น productivity สุขภาพ รวมถึงความปลอดภัยของคนงานได้อีกด้วย ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของสมาร์ทพาวเวอร์สูทชุดนี้ คือ มันมีส่วนประกอบของคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งที่มากกว่าเหล็ก แต่มีน้ำหนักเบา มันจึงเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (aerospace) รวมถึง การแข่งขัน Formula 1
ปกติแล้วชายไทยส่วนใหญ่มักรู้จักสาว ๆ ญี่ปุ่นในหลายแง่มุม บางคนรู้จักผ่านการตามกลุ่มไอดอลสาว บางคนตามกลุ่มผู้หญิงที่แต่งคอสเพลย์ตัวการ์ตูน บางคนพยายามทำความรู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านซามูไรหญิง หรือชื่นชอบหนังเอวีเป็นชีวิตจิตใจ และก็ยังมีเด็กสาวอีกกลุ่มหนึ่งที่ก้าวเดินบนเส้นทางที่น่าสนใจ จนคนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อว่า “สาว JK” คำว่า JK ย่อมาจาก Joshi Kousei มีความหมายว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมัธยมปลาย ทว่าหากหนุ่มคนไหนมีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่นแล้วเรียกเด็กนักเรียนทั่วไปว่าเจเคบางคนอาจจะเฉย ๆ แต่บางคนไม่ยอมจนมีเป็นเรื่องราวใหญ่โตก็มี เพราะคำคำนี้นอกจากจะมีความหมายว่าเด็กสาวมอปลาย ยังเกี่ยวโยงกับธุรกิจสีเทาอย่าง JK Business ที่นำเด็กสาวมาให้บริการแก่ผู้ชายที่มีเงินมากพอ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างหนังโป๊ มีแมวมองตามหาผู้หญิงหลายช่วงวัยมาแสดงในบทบาทต่าง ๆ นอกจากการถ่ายหนังอย่างว่า การให้บริการของเด็กสาววัยขบเผาะตั้งแต่ 15-19 ปี ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมาแพ้กัน หากใครสนใจลิ้มลองพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กสาวจะต้องเริ่มจากการค้นหาเว็บไซต์ซึ่งเป็นเว็บเฉพาะกลุ่ม (เพราะคงไม่มีใครขายกันอย่างโจ่งแจ้ง) เว็บไซต์จะรวบรวมข้อมูลของเด็กสาวหลายร้อยคน บ่งบอกอายุ หน้าตา อุปนิสัย ความชอบ และค่าบริการ ที่หนุ่ม ๆ ก็ต้องใช้เวลาอยู่ในเว็บพักใหญ่กว่าจะหาเด็กสาวที่ถูกคอที่สุดสักคนเพราะมีให้เลือกเยอะมากจริง ๆ นอกจากการเลือกสรรบนเว็บไซต์ ในย่านโคมแดงของหลายเมืองใหญ่ก็มีร้านสำหรับหนุ่ม ๆ ให้เลือกสาว JK เรียงกันเป็นตับดังเช่นย่านคาบูกิโจอันโด่งดังของมหานครโตเกียว หน้าร้านต่างแปะรูปเด็กสาวหน้าตาน่ารักจำนวนมากเพื่อดึงดูดลูกค้า มีเด็ก ๆ แต่งกายด้วยชุดแฟนตาซีเช่นเมทสาว
ถ้าคิดถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ และไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนสร้างมันขึ้นมา ว่ากันว่าสิ่งนั้นมักจะหาได้ในประเทศญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าเย็นก็หนาวมาก แต่หน้าร้อนก็ร้อนจัดไม่ต่างจากบ้านเราเลย และมีท่าทีจะร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี นักประดิษฐ์แดนอาทิตย์อุทัยจึงไม่พลาดที่จะสร้างสรรค์ทางออกมหัศจรรย์อย่าง Reon Pocket อุปกรณ์สร้างความเย็นความร้อน หรือเรียกว่าเป็นทั้งแอร์ และฮีตเตอร์แบบพกพา ผลงานของ Startup Accelaration Progam by Sony ของญี่ปุ่น ดังนั้นเชื่อมือได้ว่าไม่ใช่ของไก่กาแน่นอน Reon Pocket portable thermoelectric cooling and heater ของ Sony รูปร่างหน้าตาดูคล้าย Magic Mouse ของ Apple มีขนาดเล็กแค่ราวบัตร ATM น้ำหนักเบาเพียง 85 กรัม สามารถทำความเย็นได้ต่ำสุดที่ราว 13 องศาเซลเซียส และเพิ่มความร้อนให้ได้มากที่สุด 8 องศาเซลเซียส จากอุณหภูมิร่างกายปกติ ซึ่งต้องใช้สอดเสียบเข้าไปในเสื้อที่ออกแบบให้มีช่องด้านหลังบริเวณคอของผู้สวมใส่ โดยอุปกรณ์จะเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ให้เราควบคุมอุณหภูมิที่ต้องการด้วย Smartphone
ฮัตโตริ ฮันโซ (Hattori Hanzo) ถูกพบในบันทึกทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นว่ามีตัวตนจริงในอดีต บ้างก็มาในรูปแบบตำนานเล่าขานที่ถูกส่งต่อกันแบบปากต่อปาก เอื้อนเอ่ยถึงความเก่งกาจยากจะหาใครเทียบได้ของเขา เพราะชายคนนี้เชี่ยวชาญเรื่องการเคลื่อนไหวในที่มืด รวดเร็วดั่งสายลม และถูกบรรจุชื่ออยู่ในกลุ่มขุนนางคนสำคัญของ อิเอยาสึ โทกุงาวะ (Ieyasu Tokugawa) โชกุนผู้ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยเลื่องชื่ออย่าง “เซนโงกุ” ประวัติการเกิดของเขาไม่แน่นอนนัก ว่ากันว่าก่อนจะใช้ชื่อฮัตโตริ ฮันโซ เขามีชื่อจริง ๆ ว่า ฮัตโตริ มาซานะริ (Hattori Masanari) เกิดในปี 1542 เป็นบุตรชายของตระกูลหัวหน้ากลุ่มนินจาอิงะในเมืองอิงะ (Iga) ในจังหวัดมิเอะ (Mie) ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชื่อดังของญี่ปุ่น เมื่อหลายร้อยปีก่อนอิงะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการฝึกฝนเหล่านินจา ทำให้เขาเชี่ยวชาญศาสตร์การป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก เด็กชายฮันโซสามารถชนะการประลองข้างถนนเมื่ออายุได้ 8 ขวบ ด้วยการใช้หอกยาว 4 เมตร ที่เด็กตัวเล็ก ๆ ไม่น่าจะควบคุมทิศทางของอาวุธได้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวในวัยเด็กของเขายังไม่เคยได้รับการยืนยันแน่ชัด จากนั้นเข้าร่วมกองทัพของฝั่งโทกุงาวะตั้งแต่อายุ 16 ปี เนื่องด้วยบิดาของเขาเป็นขุนนางของปู่ของโชกุนอิเอยาสึ โทกุงาวะ เขาจึงได้รับราชการอย่างง่ายดาย ความสามารถอันโดดเด่นทำให้ฮันโซได้เลื่อนตำแหน่งในเวลารวดเร็ว มีบันทึกระบุว่าเราแทบจะหาข้อบกพร่องของชายคนนี้ไม่ได้เลย เขาเชี่ยวชาญทั้งการใช้ทวน เป็นนักวางแผนกลยุทธ์ให้กองทัพได้


