หลังจากเฝ้ารอมานาน ในที่สุด Black Mirror Season 6 ก็ออกฉายแล้ว ไม่ใช่บน Netflix หรือจอทีวี แต่เป็นโลกที่พวกเราอาศัยอยู่นี่แหละ Black Mirror ซีรีส์ดังบน Netflix เกี่ยวกับอนาคตของสังคมสมัยใหม่ที่จะเปลี่ยนไปอย่างเลวร้ายเนื่องจากเทคโนโลยี ซึ่งค่อนข้างจะดาร์คปวดหัวชวนเครียดเกือบทุกตอน และหลายครั้งมันก็เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงภายในเวลาไม่นาน ก่อนหน้านี้ Charlie Brooker ผู้สร้างเคยให้สัมภาษณ์ในช่วง Coronavirus เกี่ยวกับ Season 6 ว่า ยังไม่มีแพลนจะสร้างเร็ว ๆ นี้ เพราะสถานการณ์ในโลกก็โหดร้ายมากพอแล้ว จนไม่คิดว่าจะเป็นเวลาที่ผู้คนจะมีอารมณ์ดูอะไรดาร์ค ๆ เพิ่มอีก แน่นอนว่าหลายคนต่างบอกว่า ตอนนี้พวกเราก็เหมือนอยู่ในโลกของ Dark Mirror เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดที่ทำให้ทุกคนต้องอยู่แต่ในบ้านดูจอต่าง ๆ แบบ Virtual, การตรวจจับหน้าและให้ Social Score ในประเทศจีน, ตำรวจทหารใช้ drone และหุ่นยนต์ในการลาดตะเวน, แรงงานเถื่อนที่ต้องดูโฆษณาออนไลน์จำนวนมากแลกเงิน หรือการประท้วงที่กลายเป็นความรุนแรงที่ปลุกระดมไปทั่วประเทศผ่าน Social media Advertising
ถ้าพูดถึงซามูไรที่โด่งดังที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แทบทุกครั้งจะต้องมีชื่อของ มิยาโมโตะ มุซาชิ (Miyamoto Musashi) อยู่ด้วยเสมอ เขาคือตำนานที่คนเล่าแบบปากต่อปากว่าเป็นยอดซามูไรผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในการประลองสักครั้ง เป็นนักรบที่คิดค้นเพลงดาบเป็นของตัวเอง เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ ศิลปะ เป็นนักวางกลยุทธ์ยอดเยี่ยม แถมยังเชี่ยวชาญเรื่องการจัดสวน จนไม่อยากจะเชื่อว่าคนคนเดียวมีความสามารถหลายด้านได้ขนาดนี้ UNLOCKMEN จะพาย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นราว 400 ปีก่อน พบเจอกับเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่น จริงจัง เต็มไปด้วยความฝัน เปี่ยมด้วยพรสวรรค์เรื่องเพลงดาบจนกลายเป็นนักรบที่มีเรื่องราวยิ่งใหญ่ไว้เล่าขานให้คนรุ่นหลังฟังดั่งยอดซามูไรคนอื่น ๆ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เรื่องราววัยเด็กของมุซาชิมีเส้นเรื่องหลากหลาย แต่ละเรื่องเล่าแทบไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยซ้ำว่าจริงหรือไม่ แต่ตำนานที่ถูกลือตรงกันมากที่สุดคือ เด็กชายมุซาชิเกิดที่จังหวัดฮาริมะ (Harima) ในปี 1584 ตอนเป็นเด็กเล็กมักถูกพ่อที่ทำอาชีพชาวไร่เรียกว่า “เบนโนะสุเกะ” (Bennosuke) เป็นเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติเงียบสงบ สวยงาม ในเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกล ไม่มีใครรู้ว่าเขาออกจากบ้านเพราะอะไร แต่มุซาชิเริ่มจับดาบไม้ตั้งแต่เด็ก ร่ำเรียนวิชากับโรนินหรือซามูไรพเนจรนามว่า อาริมะ คิเฮ จากสำนักดาบชาชิมาชินโตริว พออายุได้ 13 ปี เริ่มประลองฝีมือกับอาจารย์จริงจังครั้งแรก มุซาชิมีนิสัยใจร้อน กล้าหาญไม่เกรงกลัวกับสิ่งใด เด็กชายไม่สามารถประเมินความสามารถของตัวเองเลยเถิดจนพลั้งมือสังหารอาจารย์ ไม่รู้ว่าเหตุผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้มุซาชิชอบอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใครเท่าไหร่นัก ตลอดชีวิตของมิยาโมโตะ
ในตอนนี้หลายคนคงคิดถึงการออกไปนั่งดื่มด่ำบรรยากาศของแสงไฟนีออนตัดกับความมืดยามค่ำคืน คิดถึงการสังสรรค์วงเหล้าเคล้าเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อน คิดถึงเบียร์สด โซจู หรือสาเกเย็นฉ่ำ ๆ พร้อมกับแกล้มชวนน้ำลายสอ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเราเหล่าสุภาพบุรุษต่างหลงรัก ซึ่งวัฒนธรรมการดื่มสไตล์ญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า อิซากายะ (Izakaya) ก็มีเรื่องราวน่าสนใจชวนให้หลงใหลไม่แพ้กับสุราหวานฉ่ำรอคอยอยู่ในร้านเหล้าขนาดกำลังดี ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการดื่มมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ย้อนกลับไปยังยุคสมัยอันเก่าแก่ก่อนยุคเอโดะ การค้าขายสุราของชาวญี่ปุ่นมักเป็นการซื้อกลับไปกินที่บ้าน หรือตั้งแผงไว้ให้พ่อค้ากับแม่ค้ายืนคุยกันแบบสั้น ๆ ไม่นิยมนั่งเหมือนปัจจุบัน เพราะพื้นที่ร้านส่วนใหญ่คับแคบ แถมในร้านขายสุรายังไม่มีการเสิร์ฟเหล้าพร้อมกับแกล้มแก้หิวเหมือนตอนนี้ เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเอโดะอันรุ่งเรืองทั้งการค้า การเมือง และศาสนา (ค.ศ. 1603-1868) มีเรื่องราวของต้นกำเนิดอิซากายะที่หลากหลายเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่เรื่องเล่าที่ได้ยินบ่อยสุดคงหนีไม่พ้นเรื่องพ่อค้าสาเกหัวหมอ เขาพยายามทำให้การขายของตัวเองมีความน่าสนใจกว่าร้านสุราเจ้าอื่น ด้วยการเปิดแผงให้ลูกค้าชิมก่อนตัดสินใจซื้อ เมื่อมีลูกค้าสนใจก็จะนำเสนอเมนูพิเศษทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นไว้กินแกล้มสาเกที่เขาขาย กลายเป็นว่าวิธีการขายของอันชาญฉลาดของพ่อค้าสาเกทำให้ซามูไรยอดนักรบ ขุนนาง พ่อค้าหัวใส ไปถึงชายแก่ขี้เมาต่างตบเท้าเข้าสู่ร้านเหล้าของเขา ยุคหลังซามูไรและระบบขุนนางดั้งเดิมถูกปรับเปลี่ยน ไม่มีนักรบที่เต็มไปด้วยเกียรติภูมิอีกต่อไป ในยุคเมจิ อิซากายะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบชาติจะตะวันตก ผู้ชายหลายคนชื่นชอบนั่งมองบรรยากาศตอนกลางคืน บางคนมาตั้งวงกับเพื่อน เปลี่ยนวันที่น่าเบื่อให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ในปี 1970 อิซากายะไม่มีลูกค้ากลุ่มอื่นเลยนอกจากพนักงานออฟฟิศกินเงินเดือน มองไปยังร้านไหนเราจะเห็นมนุษย์เงินเดือนพากันจับจองที่นั่งในร้านจนคนอื่น ๆ แทบไม่มีโอกาสแทรกตัวไปนั่งจิบสาเกได้เลย บางคนมานั่งดื่มทุกวันจนเป็นขาประจำ มีพนักงานออฟฟิศไม่น้อยรีบกอบโกยความสุขระยะสั้นจนนอนสลบอยู่หน้าร้านหรือตามทางเดิน แถวถังขยะหรือบริเวณสถานีรถไฟก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ สาเหตุที่พนักงานออฟฟิศยุค 1970
หนวดเคราผู้ชายไม่ได้เป็นเพียงสิ่งใช้เพิ่มความเท่ หรือความพึงพอใจส่วนบุคคลเท่านั้น แต่คล้ายกับว่าหนวดเคราผู้ชายได้กลายเป็นพื้นที่พิศวงที่นักวิจัยจำนวนมากเข้ามาศึกษาวิจัย จนหลายครั้งพบข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ชวนหลงใหล และบางครั้งก็พบผลสรุปใหม่ ๆ ที่ชวนให้ขนพองสยองขวัญ ทั้งงานวิจัยที่ออกมาบอกว่าหนุ่ม ๆ ที่ไว้หนวดเครานั้นดึงดูดสาว ๆ มากกว่า หรืองานวิจัยที่บอกว่าหนวดเคราผู้ชายนั้นอาจมีแบคทีเรียกจากอุจจาระปนเปื้อน! สารพัดงานวิจัยที่ชวนให้ทั้งไว้หนวด และไม่ไว้หนวด อย่างไรก็ตามในแง่ความสะอาดเราว่าขึ้นอยู่กับการดูแลสุขอนามัยส่วนตัวว่าเคร่งครัดมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแลดีเป็นพิเศษก็หายห่วง หนวดเครายังเป็นภาพตัวแทนความเท่ของผู้ชายได้เป็นอย่างดี หนวดเครายังมีประโยชน์อีกมาก แต่งานวิจัยที่เราอยากชวนหนุ่ม ๆ มารับรู้ในวันนี้ยิ่งส่งผลให้หนวดเคราดูน่าทึ่ง (และชวนพิศวง) ขึ้นไปอีกระดับ เมื่อนักวิจัยออกมาบอกว่าหนวดเครานั้นอาจวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อลดแรงกระแทกที่อาจจะตีแสกเข้ามาที่หัวของเราเมื่อไรก็ได้ งานวิจัยชิ้นนี้มีชื่อว่า “Impact Protection Potential of Mammalian Hair: Testing the Pugilism Hypothesis for the Evolution of Human Facial Hair” ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของขนที่ขึ้นบนใบหน้ามนุษย์และทดสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นมาว่าจริง ๆ แล้วหนวดเคราที่ขึ้นมาพวกนี้มันสามารถลดแรงกระแทกให้กับใบหน้าเราได้หรือไม่ สมมติฐานนี้เริ่มมาจากจุดตั้งต้นของวิวิฒนาการมนุษย์ โดยมนุษย์เราก็ไม่ต่างจากลิงขนาดใหญ่ (great apes) ทั้งหลายที่เพศชายหรือเพศผู้นั้นมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงอย่างมหาศาล ซึ่งความรุนแรงนี้ก็มุ่งตรงไปที่เพศชายด้วยกัน เมื่อมนุษย์เพศชายใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้เพื่อเอาชนะกันแบบมือเปล่า
อาจจะเป็นเพราะกระแส The Last Dance documentary ของ Netflix ที่ทำให้ทุกอย่างเกี่ยวกับ Michael Jordan มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษในช่วงนี้ ล่าสุดด้วยบารมีแห่ง Michael รองเท้า Air Jordan 1 สี OG ขาวแดงใน size 13 นิ้ว ที่ผ่านการสวมใส่ลงสนาม (Game-Worn) แถมยังมีลายเซ็นของ MJ ประทับ พึ่งจะสร้างสถิติโลกใหม่ล่าสุดจากการประมูลของ Sotheby เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยราคาเคาะค้อนที่สูงกว่าราคาประเมินถึง $560,000 หรือ 18 ล้านบาทไทย ซึ่งสูงแซงหน้า Nike Waffle Moon Shoe ที่ประมูลไปด้วยราคา $437,500 ในช่วงกลางปีที่แล้ว (July 2019) ไปอย่างขาดลอย Air Jordan 1 คู่นี้เดิมเป็นของ Jordan Geller
โลกใบนี้เต็มไปด้วยผลงานศิลปะจำนวนมาก หลากหลายชิ้นล้วนมีคุณค่าต่อผู้ซึ่งหลงใหลในศิลปะ รวมไปถึงคนที่มองเห็นในคุณค่าของผลงานเหล่านี้ และด้วยคุณค่าทางจิตใจและมูลค่ามหาศาลในตัวนี้เอง ที่ทำให้ผลงานศิลปะบางชิ้นถูกขโมยและหายเข้าสู่ตลาดมืดแบบไม่สามารถจับมือใครดมได้ แม้จะมีงานศิลปะหลายชิ้นถูกตามกลับคืนมาได้ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังคงสาบสูญ แต่ในโลกของศิลปะถือว่ายังโชคดีที่มีชายอย่าง ‘อาเธอร์ แบรนด์’ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้พยายามตามหาและกู้คืนผลงานศิลปะจำนวนมากให้กลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่อีกครั้ง แต่ด้วยการกู้คืนผลงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้นหากจะพูดถึงผลงานทุกชิ้นคงเป็นเรื่องที่ยาวเกินไป วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักเขา ผ่านผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ 3 ชิ้นที่เขามีส่วนนำกลับมาให้โลกได้ชื่นชมความสวยงามอีกครั้ง แต่จะมีผลอะไรของศิลปินคนไหน มาติดตามไปพร้อมกัน แหวนของ ออสการ์ ไวลด์ ผลงานการสืบตามหางานศิลปะชิ้นแรก ๆ ที่ทำให้อาเธอร์ แบรนด์ ถูกรู้จักในฐานะยอดนักสืบคือแหวนของออสการ์ ไวลด์ ยอดกวีชาวไอริชที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1854-1900 เป็นแหวนทอง 18 กะรัตที่นักประพันธ์มอบเป็นของขวัญให้กับเพื่อนนักเรียนของเขาในปี 1876 ซึ่งต่อมาถูกเก็บเอาไว้โดยมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เรื่องราวย้อนกลับในปี 2002 ในตอนที่มันถูกขโมยไปโดยพนักงานทำความสะอาด ซึ่งต่อมาถูกจับและอ้างว่าได้ขายไปให้คนรับซื้อเศษเหล็กในราคา 150 ปอนด์ ซึ่งมูลค่าของแหวนในตอนนั้นอยู่ที่ 35,000 ปอนด์ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อพนักงานคนนั้น เขาถูกส่งตัวเข้าตาราง แต่แหวนของออสการ์ ไวล์ก็ได้สูญหายไปนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งในปี 2015 เกิดการโจรกรรมเครื่องประดับใน Hatton Gargen
ก่อนหน้านี้ UNLOCKMEN เคยเล่าเรื่องราวการต่อสู้และความทะเยอทะยานจากดินสู่ดาวของแก๊งยากูซ่าที่สุดของเกาะญี่ปุ่น ยามากูจิ-คูมิ (Yamaguchi-Gumi) ไว้ใน NIHON STORIES: YAMAGUCHI GUMI จากอัธพาลย่านคันไซสู่ยากูซ่าผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น ทำให้เห็นความโหด ความเด็ดเดี่ยว กล้าได้กล้าเสีย ระบบองค์กรยากูซ่าอันซับซ้อนมีลำดับขั้นไม่ต่างกับสำนักงาน แต่วันนี้ความยิ่งใหญ่ทุกอย่างของแก๊งกลับต้องชะงักอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำนักข่าวในญี่ปุ่นพากันตีข่าวใหญ่เกี่ยวกับยากูซ่าอันดับหนึ่งของประเทศ พวกเขาไม่สามารถจัดการประชุมสำคัญซึ่งเป็นธรรมเนียมทำกันมาเป็นประจำทุกปีได้สาเหตุสำคัญ เหตุผลหลักที่ต้องยกเลิกเป็นเพราะสมาชิกระดับหัวหน้าล้วนมีอายุมาก บอสใหญ่ไต่เต้าจากแก๊งสาขานาโกย่ามาเป็นผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 6 ของแก๊ง ชิโนดะ เคนอิจิ (Shinoda Kenishi) และเบอร์สองของแก๊งอย่างนายน้อยทากายามะ คิโยชิ (Takayama Kiyoshi) มือขวาที่เปรียบเสมือนคู่หูคู่คิดของชิโนดะ แม้ทั้งสองจะลุยมาทุกสมรภูมิเดือด แต่ปัจจุบันสองคนมีอายุมากทำให้เสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผลจากการศึกษาไวรัสโควิด-19 ของศูนย์วิจัยหลายแห่งต่างลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ชายสูงวัยมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส จนทำให้เสียชีวิตง่ายกว่าผู้หญิงหรือคนอายุยังน้อย รวมถึงชายจากยุค 70-80 ที่มีรอยสักเต็มตัวและมีประวัติใช้สารเสพติดจะยิ่งเพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสมากขึ้นกว่าคนอื่น ๆ เพราะตับที่ทำงานหนักจากรอยแผลทั่วร่าง (รอยสัก) ควบคู่กับการดื่มเหล้าใช้ยาจนร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงให้ยากูซ่าระดับบิ๊ก ๆ เข้าใกล้ความตายได้ง่ายขึ้น ผลคือตอนนี้งานประชุมใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนแถวสำนักงาน สื่อญี่ปุ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องมาคอยเฝ้าระวังทุกปีต้องพับแผนการเดิมทั้งหมดทิ้ง นอกจากนี้ สำนักข่าวญี่ปุ่นยังรายงานอีกว่า สมาชิกของแก๊งทั้งระดับสูงไปจนถึงระดับล่าง ต่างแสดงความกังวล พวกเขารู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
โลกมนุษย์คือการเรียนรู้และปรับตัว นอกจากวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เรียกว่า New Normal จะทำให้คนเคยชินกับการเว้นระยะห่าง การใส่หน้ากาก การล้างมือ และการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสู่ที่สาธารณะแล้ว เรายังจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านการออกแบบ Interior Design ของร้านค้าหรือร้านอาหาร ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยลูกค้า และทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยทั้งในแง่ความรู้สึกและการสัมผัส เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าแบบ New Normal ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวจาก Coronavirus ถ้าวันนี้คุณกำลังทำธุรกิจร้านอาหาร หรือมีแผนว่าจะเปิดร้านอาหารเพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวในอนาคต จากเดิมที่ร้านสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย จะการันตีความสำเร็จของร้านอาหารได้ แต่อนาคตมันจะไม่เพียงพออีกต่อไป และนี่คือเทรนด์การออกแบบ Interior Design เกี่ยวกับ Layout, Spacing และ Experience ในโลกหลัง Coronavirus ที่คุณต้องรู้เอาไว้ การมีระยะห่าง เป็นสิ่งที่จะสร้างความสบายใจในการใช้บริการให้ลูกค้า ปัจจุบันร้านอาหารที่เปิดให้บริการในช่วงใกล้ปลด Lockdown อาจจะทราบดีว่าการใช้ Layout จัดวางโต๊ะแบบเดิม ๆ ที่ต้องเว้นระยะห่าง 1.5 – 2 เมตร ตามมาตรการควบคุมนั้นเป็นการเสียพื้นที่มากเกินไป นั่นเพราะการออกแบบตั้งแต่แรกมีจุดประสงค์เพื่อเน้นจำนวนคนต่อพื้นที่เพื่อให้เกิดรายได้มากที่สุด ดังนั้นร้านอาหาร (รวมถึงร้านค้า)
หนุ่ม ๆ หลายคนคงรู้จัก บรูซ ลี ในฐานะนักแสดงและนักศิลปะการต่อสู้ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ผู้ทำให้ศิลปะการต่อสู้อย่างกังฟูและจีทคุนโด (Keet Kune do) เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก่อนตัวเขาจะกลายเป็นหนึ่งไอคอนของวงการภาพยนตร์และการต่อสู้ที่ผู้คนไม่เคยลืมเลือน ด้วยมุมมองภายนอกที่ผู้คนมองเห็นบรูซ ลี หลายคนคงคิดว่าชายคนนี้คงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการฝึกฝนการต่อสู้หรือคิดค้นฉากบู๊ที่สมจริง แต่อีกมุมชีวิตที่หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อนก็คือ เขาเป็นหนอนหนังสือที่หลงใหลในการอ่านไม่แพ้กัน แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาชอบในการอ่านหนังสือ วันนี้มันทำความรู้จัก โลกอีกใบของชายที่ชื่อบรูซ ลีไปพร้อมกัน ปี 1940 เป็นปีที่เจ้าหนูน้อยบรูซ ลี หรือหลี่เสี่ยวหลงลืมตาดูโลก เขามีวัยเด็กที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นคือรักการเล่นสนุกกับเพื่อนและวิ่งไปมาตลอดเวลา จนคนในบ้านตั้งฉายาให้ว่า “เด็กที่ไม่เคยหยุดนิ่ง” แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เขาสงบลงได้นั้นก็คือหนังสือการ์ตูน (โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับกังฟู) ที่ให้เขาได้ใช้เวลาสลับกับการเรียนกังฟูซึ่งได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อ วัยเด็กของบรูซ ลีนอกจากการเรียนหนังสือและฝึกกังฟู ในช่วงเวลาว่างตัวเขาจะใช้เวลาอยู่หนังสือหรือไม่ก็ไปที่ร้านหนังสือบ่อย ๆ โดยความฝันแรกก่อนที่จะมาเป็นนักแสดงคือการเป็นเจ้าของร้านหนังสือมือสอง อย่างไรก็ตามการอ่านชอบหนังสือไม่ได้ช่วยให้ผลการเรียนของเขาดีขึ้น พร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็เริ่มมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน จนในที่สุดพ่อของเขาก็ตัดสินใจส่งไปอยู่สหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา บรูซ ลีในวัย 20 ต้น ๆ ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองซีแอตเทิลแต่ไม่ได้มีเงินติดตัวมากนัก จึงต้องเอาตัวรอดด้วยการเปิดสอนกังฟูซึ่งปรับมาจากมวยหย่งชุน (Wing Chun) ที่มีโอกาสได้เรียนจากอาจารย์ยิปมัน ก่อนจะพัฒนามาเป็น Jeet Kune Do พร้อมกันนั้นตัวเขาก็เริ่มเข้าแข่งขันในรายการมวยกังฟูหลายรายการ
ชีวิตคือการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หลัง COVID-19 มีหลายสิ่งในชีวิตที่ผู้ชายอย่างเราต้องปรับตัวครั้งใหญ่ “การเดินทางโดยเครื่องบิน” เองก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องเปบี่ยนแปลงมหาศาลทั้งในแง่อุตสาหกรรมการบิน การรักษาความปลอดภัย รวมถึงเรื่องความสะอาดเพื่อสุขอนามัยที่ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นอาจถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้โดยสารที่มีสภาพคล่องทางการเงินเท่านั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินยังกระจุกตัวและมีต้นทุนสูง ก็ไม่แปลกที่ค่าโดยสารจะยังแพงลิบเกินคนทั่วไปจะเอื้อมถึง จนกระทั่งมาถึงยุคสายการบินต้นทุนต่ำที่ทำให้การบินลัดฟ้านั้นแสนสะดวก เข้าถึงง่าย บางทีนึกอยากไปไหนพรุ่งนี้ กดจองตั๋ววันนี้ พรุ่งนี้เดินตัวปลิวขึ้นเครื่องก็ยังไหว การเดินทางโดยเครื่องบินจึงกลายเป็นอีกตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนใช้เมื่อต้องการไปติดต่อธุรกิจสำคัญ หรือพักผ่อนหย่อนใจ อย่างไรก็ตาม COVID-19 ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำให้สายการบินทุกสายต้องขยับตัว หลังเหตุโศกนาฎกรรม 911 กฎการบินก็เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น จนเพิ่มหลายขั้นตอนในการตรวจสอบความปลอดภัย จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมและกฎการบินหลัง COVID-19 นี่จะต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าหรือน้อยกว่าเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งนั้น? ผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่านี่อาจเป็นคราวที่อุตสาหกรรมและกฎการบินต้องปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุด UNLOCKMEN รวบรวมผลกระทบคร่าว ๆ ที่ผู้โดยสารอย่างเราต้องรับมือในวันที่หลายอย่างเปลี่ยนแปลง เช็กอิน 4 ชั่วโมง: เครื่องบินอาจไม่ใช่การเดินทางที่รวดเร็วดังใจอีกแล้ว ข้อดีอันดับต้น ๆ ที่เราเลือกโดยสารเครื่องบินเป็นหลักคือความสะดวกรวดเร็ว เราสามารถบินตรงสู่เชียงใหม่หรือภูเก็ตได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งถ้าเช็กอินออนไลน์ และไม่มีกระเป๋าต้องเอาโหลดใต้เครื่อง เราสามารถนับเวลาตั้งแต่เหยียบสนามบินต้นทางจนถึงสนามบินปลายทางภายในเวลาสองชั่วโมงกว่า ๆ สามชั่วโมงเท่านั้น แต่ COVID-19 จะทำลายความรวดเร็วดังกล่าวไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย
ท่ามกลางความปั่นป่วนของกระแสข่าวที่บ่งชี้ถึงสถานะล่าสุดของท่านผู้นำ คิม จอง-อึน ที่แม้ทางการเกาหลีเหนือจะออกมาบอกว่าการเข้าผ่าตัดฉุกเฉินของผู้นำโสมแดงคนปัจจุบันนั้นเรียบร้อยปลอดภัยดี พร้อมตอกย้ำความมั่นใจด้วยภาพการปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในรอบ 20 วัน ของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยกระบอกเสียงของเกาหลีเหนืออย่างสำนักข่าว KCNA ได้รายงานข่าวการปรากฏตัวของ คิม จอง-อึน ในพิธีเปิดโรงงานปุ๋ยฟอสเฟตซุนชอน ที่เมืองซุนชอนทางตอนเหนือของเปียงยาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง และ คิม โย-จอง น้องสาว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างกึกก้องของประชาชนชาวเกาหลีเหนือที่มีต่อท่านผู้นำ แม้จะมีภาพยืนยันว่า คิม จอง-อึน ยังแข็งแรงดีอยู่ แต่ถึงกระนั้น หากย้อนไปเมื่อปลายเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวลือของเขาที่ไม่สู้ดีนักถูกกระพือออกมาเป็นระลอก เหตุใดสายตาของประชาคมโลกถึงได้จับจ้องไปยัง คิม โย-จอง น้องสาวคนสุดท้องของ คิม จอง-อึน ในฐานะบุคคลที่มีแนวโน้มสูงว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นท่านผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โสมแดง ทั้งที่บทบาทของสตรีในประเทศเกาหลีเหนือนั้นค่อนข้างจำกัด ให้อำนาจการจัดการควบคุมต่าง ๆ แก่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ในวันนี้เราจึงอาสาพาทุกคนไปรู้จักเธอให้มากขึ้น ว่าเพราะเหตุใดทั่วโลกถึงมองว่าเธอคือ Candidate อันดับหนึ่งในการสืบทอดบัลลังก์อำนาจแซงหน้าบุตรชายคนโตวัย 10 ขวบ ของ คิม จอง-อึน เสียด้วยซ้ำ
หลังจากที่เราเคยได้นำเสนอ Culture สุดแสบของแว๊นชาวยุ่น หรือ Bozosoku ที่หลายคนให้ความสนใจไปแล้ว แม้มันจะเป็นสังคมที่แปลกประหลาดในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่วัฒนธรรมที่ดูรุนแรงขัดต่อกฎหมายเหล่านั้น ยังมีผู้หญิงที่คลั่งไคล้จนกลายเป็น Culture คล้าย ๆ กันที่เรียกว่า “Sukeban” (スケバン) อยู่ด้วย เช่นเดียวกับ Bozosoku ถ้าหากใครอ่านหนังสือการ์ตูนหรือดูซีรีส์ญี่ปุ่น ก็คงจะเคยเห็นนักเรียนญี่ปุ่นสาวแสบซ่าบ้าบิ่นไม่แพ้ผู้ชาย ซึ่งอยู่ในลุคตรงข้ามกับสาวนักเรียนญี่ปุ่นที่ใส่กระโปรงสั้น ถุงเท้ายาวตึง หน้าตาใส ๆ อย่างสิ้นเชิงกันมาบ้างอย่างแน่นอน ความดิบเถื่อนจะว่าไปมันก็อาจจะเป็นแฟชั่นของวัยรุ่นสาวชาวญี่ปุ่นในยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามันถูกถ่ายทอดกันมาอย่างจริงจังจนกลายเป็น Culture ที่อยู่คู่กับวัยรุ่นสาวที่มีความซ่า และกล้าที่จะทำอะไรบ้า ๆ เหมือนผู้ชายทำ จนขนาดว่า “Sukeban” ตัวเจ๊ ๆ บางคน แสบถึงขึ้นผู้ชายยังกลัวจนหัวหดกันเลยทีเดียว “What is Sukeban” Sukeban ถูกใช้เป็นคำจำกัดความของกลุ่มวัยรุ่นหญิงล้วนที่ก๋ากั่น พฤิตกรรมขัดกับศีลธรรม หรืออาจจะเรียกว่าเป็น Bosozoku ในเวอร์ชัน Girl Gang ก็ได้ คำนี้เกิดขึ้นครั้งแรกช่วงปี 1960 โดยสาวเหล่านี้ จะเป็นสาวมัธยมที่ห้าว ก้าวร้าว


