เชื่อว่าในตอนนี้หากจะให้พูดถึงเรือนเวลาขั้นสุดของ Seiko หลายคนคงยกให้ GS หรือ Grand Seiko ยืนหนึ่งในมวลหมู่ Seiko ทั้งหลาย แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ Seiko คงรู้กันดีว่าในอดีตยังมีอีกหนึ่งรุ่นตำนานอย่าง King Seiko ที่ตีคู่ขับเคี่ยวโชว์ศักยภาพความเป็นเรือนเวลาชั้นยอดมาโดยตลอด เรื่องของเรื่องต้องย้อนไปในช่วงทศวรรษที่ 1960 ซึ่งถือเป็นทองยุคแห่งความก้าวหน้าของ Seiko ทั้งในด้านการพัฒนาเชิงเทคนิคกลไกและความคิดสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ จนได้มีการพัฒนา Grand Seiko รุ่นแรกออกมาในปี 1960 ก่อนที่จะส่ง King Seiko ตามมาในปี 1961 ซึ่งเรือนเวลาทั้ง 2 รุ่น ที่มาจาก 2 แหล่งผลิต (Grand Seiko ผลิตที่ Suwa Seikosha / King Seiko ผลิตที่ Daini Seikosha) ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการเป็นสุดยอดเรือนเวลาของ Seiko แม้ตอนนี้จะเหลือเพียง GS ที่ครองตำแหน่งแบรนด์เรือนเวลาเรือธงจาก Seiko แต่เสน่ห์ความเป็นนาฬิกาจักรกลที่ได้รับการออกแบบและขัดแต่งอย่างสวยงามประณีต
นับเป็นความคึกคักอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา สำหรับตลาด Non-Fungible Tokens หรือที่เรียกสั้นๆว่า NFT ชุมชนนักสะสมที่ต้องการครอบครองผลงานที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งแน่นอนว่าวงในตำนานอย่าง The Beatles เองก็ไม่พลาดเช่นกัน โดยครั้งนี้ Julian Lennon ลูกชายของ John Lennon ได้นำสมบัติแห่งความทรงจำให้แฟนของ John Lennon ได้ยื้อแย่งมาครอบครองกัน โดยลูกชายคนโตของศิลปินผู้ล่วงลับ ได้วางแผนที่จะปล่อยคอลเล็กชั่นส่วนตัวของพ่อของเขาผ่าน Yellow Heart โดยจะปล่อยเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ซ้ำแบบและไม่เหมือนใคร ประกอบด้วยคอลเลคชั่นดังต่อไปนี้… เสื้อคลุมสีดำชุดประวัติศาสตร์ที่ John Lennon ใส่เพื่อถ่ายปกอัลบั้ม HELP! ราคาประมูลเริ่มต้นที่ $8,000 เสื้อ Afghan Coat ที่ John ใส่ในหนัง Magical Mystery Tour ราคาประมูลเริ่มต้นที่ $6,000 รวมไปถึงกีตาร์ Gibson อีก 3 ตัว ที่ล้วนเป็นความทรงจำอันงดงามของ Lennon ผู้พ่ออีกด้วย
หากจะพูดถึงวงการเอนเตอร์เทนเมนต์ในยุคปัจจุบัน คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศเกาหลีใต้คือผู้ครองอันดับ 1 บนทวีปเอเชีย สามารถขึ้นไปทัดเทียมระดับโลกได้แบบไร้ข้อกังขา แต่หากมองย้อนไปในช่วง 20 ปีก่อน เราคงต้องยกให้กับ “ฮ่องกง” โดยเฉพาะในพาร์ตของภาพยนตร์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ไว้ได้อย่างสง่าผ่าเผย มีนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมายไม่ว่าจะเป็นโจว เหวินฟะ, หลิว เต๋อหัว, โจว ซิงฉือ เป็นต้น ส่วนแนวภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากฝั่งฮ่องกง เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงนึกถึงแนว “แกงค์มาเฟีย” อย่างแน่นอน ซึ่งภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากคงหนีไม่พ้น “กู๋หว่าไจ๋ (Young & Dangerous)” หรือชื่อไทย “มังกรฟัดโลก” ออกฉายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 1996 เพิ่งจะครบรอบอายุ 26 ปีสด ๆ ร้อน ๆ [เนื้อหาไม่มีสปอยล์] กู๋หว่าไจ๋ เป็นภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง Teddy Boy กำกับการแสดงโดย “หลิว เหว่ยเฉียง” นำแสดงโดย “เจิ้ง อี้เจี้ยน” รับบทเป็น “เฉิน เฮ่าหนาน” ตัวเอกของเรื่อง,
ทำยอดขายสถิติสูงสุดกันทุกปี สำหรับ Porsche ที่ทุกโมเดลใหม่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากบรรดานักขับทั่วโลก โดยเฉพาะ Cayenne, Macan และ Taycan ที่ขายดีแซงหน้ารถสปอร์ตต้นตำรับอย่าง 911 ไปไกลหลายเท่าตัว ล่าสุด Porsche ยังมีทีเด็ดสำหรับ 911 เก็บไว้ในกระเป๋าอีกหนึ่งรุ่น นั่นคือ Porsche 911 Safari ตัวแรงยกสูงแบบ all-road ที่วันนี้ไม่ใช่ความลับระดับ top secret อะไร เพราะมีการพบเห็น Porsche ขับเทสอยู่ในสนาม Nurburgring มาตั้งแต่ปีก่อน แต่ก็ยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที อย่างไรก็ตาม ภาพล่าสุดอาจจะทำให้เราได้เห็น 911 Safari ในมุมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยชุดพรางตัวที่ปกปิดเพียงบางจุดสำคัญ บอดี้ของ 992-generation ซึ่งน่าจะเป็น production-ready เต็มที ฝากระโปรงหน้ามีช่องดักอากาศแบบ GT3 กันชนหน้าหลังที่คาดว่าจะเป็นดีไซน์ใหม่ถูกปกปิดไว้พอให้เห็นรายละเอียดสำคัญ โป่งล้อมีส่วนขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นปกติ พร้อม rear wing ทรงคลาสสิคจาก 911 Safari ต้นตำรับในอดีต
เวลาใช้งานคีย์บอร์ด ปัญหาที่เราพบเจอกันบ่อย คือ มันมีขนาดที่ใหญ่เกินไปจนขาดพื้นที่ในการวางเม้าส์ แถมคีย์บอร์ดบางยี่ห้อยังทำให้เราเกิดอาการปวดมือได้ง่ายอีกด้วย ตอนนี้มีสตาร์ทอัพที่พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยการทำให้คีย์บอร์ดสามารถพกพาไดง่ายขึ้น และใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น MoErgo สตาร์ทอัพในประเทศ New Zealand ได้พัฒนา Glove 80 ซึ่งเป็นคีย์บอร์ดแบบแยก (split keyboard) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากถุงมือ โดยคีย์บอร์ดอันนี้มาในดีไซน์แบบเออร์โกโนมิคส์ (ergonomic) และเลย์เอาท์ (layout) ที่สอดคล้องกับรูปมือมนุษย์ ผู้พัฒนาเผยว่า พวกเขาใช้เวลาพัฒนาคีย์บอร์ดนี้มานานกว่า 6 ปี โดยมีการทำ comparative A/B testing มากกว่า 500 ครั้ง จน Glove 80 ออกมาเป็นคีย์บอร์ดที่มีปุ่มกดที่เหมาะสมกับปลายนิ้วมือของเรา มันมาพร้อมกับปุ่มกด 80 คีย์ (ข้างละ 40 คีย์) และมีรูปร่างเหมือนถุงมือ พร้อมด้วยที่พักฝ่ามือ และขาคียบอร์ดแบบปรับแต่งได้ เพื่อให้คีย์บอร์ดสามารถปรับแต่งได้ตามใจผู้ใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้ ดีไซน์ของคีย์บอร์ดยังช่วยให้ ข้อมือ แขน และไหล่อยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เวลาใช้งานจึงเกิดความเหนื่อยล้าน้อยลง
ปัญหาของการพัฒนาอุปกรณ์ VR คือ ผู้ใช้งานมักแยกพื้นที่ในโลกแห่งความเป็นจริงและพื้นที่ในโลกเสมือนไม่ออก จนทำให้เวลาท่องโลกเสมือนซึ่งมีความไร้ขอบเขตไม่เหมือนโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ใช้งาน VR อาจเดินชนประตู กำแพง ข้าวของ หรือ สิ่งกีดขวางที่อยู่ในบ้านของตัวเองก็เป็นได้ มีผู้พัฒนาหลายคนพยายามแก้ไขปัญหาอยู่ อย่างตอนนี้ก็มีสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งชื่อว่า Ekto VR ที่ออกแบบรองเท้าสุดเท่ที่มีดีไซน์ออกแนว Cyberpunk โดยรองเท้าคู่นี้มีชื่อว่า Ekto One ซึ่งเป็นรองเท้ากลไกขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีพิเศษทำให้ผู้ใช้งานท่องโลก Metaverse ได้โดยไม่เดินชนสิ่งกีดขวางในโลกความเป็นจริง Ekto One เป็นรองเท้าที่ทำจากวัสดุแข็งแรงอย่าง คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) และช่วยให้เรารู้สึกเหมือนการเดินเท้าบนดวงจันทร์ โดยที่ฝ่าเท้าของรองเท้าจะมีการติดตั้งล้อมอเตอร์ที่หมุนไปในทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าของผู้สวมใส่ ทำให้เวลาเดินเหมือนเดินอยู่บนลู่วิ่ง คือ ผู้ใช้งานเดินอยู่กับที่ สำหรับการใช้งาน Ekto One ต้องใช้ร่วมกับหูฟังวีอาร์ (VR headset) ซึ่งเป็นตัวช่วยในการมองภายของโลกเสมือน เมื่อใช้อุปกรณ์ทั้ง 2 อย่างนี้ร่วมกันแล้ว เราจะท่องโลก Metaverse ได้เหมือนกับท่องโลกในชีวิตจริงเลย เป้าหมายเริ่มต้นของรองเท้าคู่นี้ คือ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใน training simulation หรือ สิ่งแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกฝนบุคลากรในด้านต่าง
ภายใต้ใบหน้าที่ที่ปูดโปนชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อผสมเลือดของไอ้หนุ่มม้าคึกชาวอิตาเลียน แม้การชกจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ให้กับนักชกรุ่นใหญ่ที่ใหม่และสดกว่า แต่ Rocky กลับชนะใจนักดูหนังมาตลอด 46 ปี จนได้รับฉายาว่า “นักแพ้ผู้ยิ่งใหญ่” ที่ไม่เพียงจะกลายเป็นหนังในดวงใจของใครต่อใครมากมาย แต่ยังกลายภาคต่ออันทรงคุณค่า และเดินหน้ากวาดรางวัลใหญ่อย่างออสการ์มาแล้ว เรามาลั่นระฆังที่ความรู้จักกับนักชกแห่งโลกภาพยนตร์ผู้เกรียงไกร ที่ความพ่ายแพ้ชนะใจผู้ชมตลอดกาล “ROCKY” ยกที่ 1: จากนักชกธรรมดาสู่ซูเปอร์สตาร์แห่งโลกฮอลลีวู้ด หนัง Rocky เล่าเรื่องราวของนักมวยที่แสนจะธรรมดา Rocky Balboa เติบโตในย่านแหล่งเสื่อมโทรมของเมืองฟิลาเดลเฟีย อาชีพหลักของเขาคือการเป็นนักมวยในสังเวียนท้องถิ่นที่แพ้บ้างชนะบ้างตามยถากรรม ส่วนงานรองของเขาคือการตามทวงหนี้ แม้งานทวงหนี้จะเป็นงานที่ไร้เกียรติ แต่เขาก็แทบไม่เคยใช้กำลังกับลูกหนี้เลยสักครั้ง เขามีความรักกับ Adrian Pennino สาวผู้เก็บตัวเงียบที่อยู่ในร้านขายสัตว์เลี้ยง จนชีวิตพลิกผันเมื่อนักชกสุดฮ็อต Apollo Creed แชมป์เฮฟวี่เวทที่ไม่เคยพ่าย ได้คัดเลือก Rocky นักชกโนเนมขึ้นสังเวียนที่เปลี่ยนเขากลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน แต่เพราะความกดดันที่ถาโถม รวมไปถึงความรักที่เขามีต่อ Adrian อย่างหมดหัวใจ ทำให้เขาทุ่มเทอย่างเต็มที่ในศึกครั้งนี้ แม้ชัยชนะจะดูริบหรี่ก็ตาม เสน่ห์ของหนัง Rocky คือการนำเสนอภาพ Loser ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามอันแสนรันทดใจ แต่กลับประกายความหวังอันเรืองรองในฐานะหนังที่สร้างกำลังใจให้ผู้แพ้หรือคนตกอับ ให้ลุกขึ้นสู้ยิบตา แม้ว่าจะปราชัย แต่ชนะใจคนดูอย่างท่วมท้น แต่กว่าที่หนัง
อดีตมักจะมีแรงดึงดูดบางอย่างที่มักจะทำให้เราได้นึกถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี สังเกตในระยะหลังมานี้มีการพูดถึงวัฒนธรรมยุค 90’s กันสนั่นโซเชียล มีการถกเถียงกันหลาย ๆ ประเด็นเนื่องจากมีข้อมูลบางอย่างที่ผิดพลาด บางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุค 90’s แต่กลับกลายเป็นในช่วงยุค 2000’s แทน ทาง Unlockmen จึงขอนำเสนอ 10 สิ่งที่บ่งบอกว่าคุณคือเด็กยุค 90’s อย่างเต็มตัว มาให้ทุกคนได้ลองทบทวนว่าตนเองคือเด็ก 90’s ของจริงหรือไม่ 1.ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ปัจจุบันโทรศัพท์สาธารณะแทบจะหมดความหมายไปแล้ว นับตั้งแต่การเข้ามาของโทรศัพท์มือถือจนพัฒนามาเป็นสมาร์ตโฟน กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีพกติดตัวและเป็นปัจจัยจำเป็นแบบที่ขาดไปชีวิตคงรู้สึกแปลก ๆ แต่สำหรับคนที่เติบโตมาในช่วงยุค 90’s ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก ๆ ตู้กระจกทรงยาวสูงกับพื้นที่ความกว้างที่ไม่น่าจะถึงเมตร ความสูงราว ๆ 2 เมตรนิด ๆ มันได้กลายเป็นห้องที่ใครหลายคนใช้เวลาไปกับมันแทบไม่ต่างจากห้องนั่งเล่นภายในบ้านเพื่อโทรคนรู้ใจ, ติดต่อธุระ, คุยเล่นกับเพื่อน หรือมีเหตุเร่งด่วนที่ต้องติดต่อกลับบ้านเมื่ออยู่นอกสถานที่ แต่ก่อนจะเข้ามาใช้บริการคุณจะต้องทำการแลกเหรียญซะก่อน ไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท, เหรียญห้าบาท หรือเหรียญสิบบาท สามารถใช้ได้ทั้งหมด ถ้าเอาล้ำขึ้นมาหน่อยก็ใช้เป็นบัตรโทรศัพท์เสียบแทน เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เหลือแค่ลุ้นว่าคิวการใช้บริการจะยาวขนาดไหน บางพื้นที่ที่เป็นแหล่งคนพุกพล่านเราอาจจะเจอคนต่อแถวยาวเป็น 10 คน ซึ่งก็ต้องมานั่งลุ้นอีกว่าแต่ละคนจะโทรนานขนาดไหน 2.โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์บ้านคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
Dr.Dre หรือ Andre Romelle Young แฟนเพลงสายฮิปฮอปคงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ชายผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตกับเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งในฐานะการเป็นโปรดิวซ์เซอร์,การทำค่ายเพลง Aftermath Entertainment และ Death Row Records, เจ้าของบริษัทหูฟัง Beats, นักแสดงภาพยนตร์ และในฐานะศิลปินโดยเฉพาะกับอัลบั้ม “2001” (แต่วางจำหน่ายปี 1999) ที่ทำยอดขายรวมกันทั่วโลกเกิน 10 ล้านก็อปปี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างมองเห็นในตัว Dr.Dre กันเป็นอย่างดี แต่ความสำเร็จมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความทุ่มเท, ความเข้าใจในดนตรีฮิปฮอปอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือสายตาอันเฉียบแหลมของ Dr.Dre ทำให้เขาสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ของวงการเพลงฮิปฮอป จนประวัติศาสตร์ต้องจารึกกับการค้นพบเพชรเม็ดงามที่มีนามว่า “Snoop Dogg” และ “Eminem” เพชรเม็ดแรก : SNOOP DOGG แร็ปเปอร์สายเขียว Snoop Dogg หรือชื่อจริง Calvin Cordozar Broadus Jr. ส่วนชื่อฉายาได้มาจากตัว Snoopy ตัวการ์ตูนเรื่องโปรดในวัยเด็ก ซึ่งคุณแม่ของเขาเป็นตั้งให้
Ford Bronco เป็นรถยนต์ SUV พันธุ์แกร่งที่พร้อมปะทะทุกค่ายด้วยดีไซน์และตำนานที่หลายคนต่างหลงรัก และนี่คือเวอร์ชันร้อนแรง “Ford Bronco Raptor” ผลงานการปรับแต่งให้ดุดันสะใจจาก Ford Performance ด้วยความแรงระดับ 400 แรงม้าจากขุมพลัง twin-turbo 3-liter EcoBoost Ford Bronco Raptor ใช้ช่วงล่าง high-performance Raptor HOSS 4.0 race-ready suspension เพิ่มความสูงให้มี ground clearance เพิ่มเป็น 13.1 นิ้ว สูงกว่าเดิมถึง 4.8 นิ้ว พร้อมเสริมความแข็งแกร่งตัวถัง อัพเกรด intercooler และระบบไอดีไอเสียเพื่อรองรับความร้อนแรงจากสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น มี Drive mode ให้เลือกใช้งานได้มากถึง 7 รูปแบบ ล้อถูกเปลี่ยนมาใส่ Ford Performance แบบ Beadlock ขนาด 17 นิ้ว
ความแตกต่างระหว่าง ‘นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ’ กับ ‘คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ’ ปัจจัยสำคัญนั้นอยู่ที่วิธีคิด หรือ Mindset ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจอย่างมาก ว่ากันว่าถ้าเรามี Mindset ที่ดี เราจะสามารถจัดการรับมือและแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่น ทำให้มีโอกาสชนะในการแข่งขันทางธุรกิจมากกว่าคนอื่นอีกด้วย Mindset หมายถึง กลุ่มของความเชื่อที่ส่งผลต่อความเข้าใจในโลกรอบตัว วิธีคิด ความรู้สึก การแสดงออกในแต่ละสถานการณ์ รวมไปถึงการแก้ปัญหาชีวิตของเรา มันจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก และนักธุรกิจทุกคนควรให้ความสนใจและพัฒนา Mindset ของตัวเองอยู่บ่อย ๆ เราอยากแนะนำประเภทของ Mindset ที่จะช่วยให้นักธุรกิจทุกคนเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นในปีใหม่ที่แสนจะท้าทายนี้กันครับ Growth Mindset เริ่มจาก Growth Mindset หรือ แนวคิดของมนุษย์ที่เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถมากพอที่จะพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา เพียงแค่มีความตั้งใจและความพยายามก็สามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น หรือ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่อหนึ่งมากขึ้นได้ คนที่มีแนวคิดแบบนี้ยังมองว่าการหยุดพยายาม หรือ การหนีจากปัญหาคือความล้มเหลว ในขณะที่ความท้าทายหรืองานที่โหดหิน จะทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่ฉลาดยิ่งขึ้น Growth Mindset สำคัญต่อนักธุรกิจ เพราะมันช่วยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา และตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนักธุรกิจเจอกับการขาดทุนหนักในระยะเวลานึง ถ้ามี Growth Mindset พวกเขาจะไม่เลิกทำธุรกิจ แต่จะเรียนรู้จากปัญหา
เกิดมาเป็นผู้ชาย ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน การใช้ชีวิต หรือ ความสัมพันธ์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจทำให้เราตกอยู่ในอาการคิดมากจนเกิดความเครียดถึงขั้นนอนไม่หลับ หากใครกำลังเจอปัญหานี้ เราแนะนำให้ลองนำเทคนิคที่ชื่อว่า Brain Dump ไปใช้ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้สมองของเราโล่งขึ้น จนความเครียดและความกังวลข้างในหายไป ไม่เป็นภัยกับร่างกายและสมองของเราอีกต่อไป ความหมายของ Brain Dump ลองเปรียบสมองเป็นสนามหญ้าขนาดเล็ก และเปรียบความคิดของเราเป็นคนที่มาอยู่ในสนามหญ้านั้น ยิ่งคนเข้ามาอยู่ในสนามหญ้านั้นเยอะ ความแออัดวุ่นวายมันจะยิ่งมากขึ้นตามมา ถ้าเราไม่อยากให้สมองของเราวุ่นวายมากนัก เราควรใช้เทคนิคที่เรียกว่า Brain Dump ในการระบายความคิดฟุ้งซ่านออกจากสมองของเรา เทคนิคนี้จะช่วยให้ความคิดของเราเป็นระบบระเบียบมากขึ้น สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้เก่งขึ้น และทำให้เรามีความ Productive มากขึ้นด้วย เพราะความคิดของเราจะถูกจัดระเบียบ และคัดเลือกสิ่งที่ดีมากขึ้น ซึ่งเราสามารถทำ Brain Dump ได้ง่าย ๆ ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม แม้ตอนนี้เราจะมีสมาร์ทโฟนที่สามารถเขียนหรือจดบันทึกได้ทุกอย่าง แต่การเขียนลงบนกระดาษนั่นมีข้อดีกว่าตรงที่ว่า มันทำให้เราจดจำหรือเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราบันทึก เพราะการเขียนด้วยมือกระตุ้นการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการคิดและความทรงจำ (working memory) ทำให้เราสามารถจดจำข้อมูลได้นานขึ้น และยังทำให้เรามีส่วนร่วมในข้อมูลที่เราจดบันทึกไว้มากกว่าด้วย ช่วยให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองบันทึกไว้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ สร้างลิสต์ พอเราเตรียมอุปกรณ์เสร็จแล้ว ต่อมาให้เราสร้างลิสต์งานของตัวเอง


