ณ เวลานี้ผู้ชายหลายคนคงคุ้นเคยกับ มัลเล็ต (Mullet) ทรงผมสไตล์วินเทจที่เป็นการตัดด้านบนสั้น และด้านข้างสั้นหรือเกรียน เน้นผมด้านหลังให้ยาวถึงหลังหรือท้ายทอย ผมทรงนี้มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยโรมัน และได้รับความนิยมอย่างมากในยุค 80s หลังจากเหล่าศิลปินในตำนานของยุค 70s ต่างก็ทำผมทรงนี้กัน ไม่ว่าจะเป็น Tom Jones, David Bowie และ Paul McCartney จนมันเลิกฮิตในช่วงยุค 90s ตอนนี้มัลเล็ตได้กลับมาเป็นเทรนด์อีกครั้ง โดยดาราไทยและต่างประเทศล้วนทำผมทรงนี้กันทั้งนั้น UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำทรงผมมัลเล็ต 5 สไตล์ที่ตัดแล้วดูดีพร้อมควงสาวไปเที่ยวในทุกที่ Classic Mullet เริ่มกันที่ทรง Classic Mullet ทรงพื้นฐานสำหรับคนที่อยากเริ่มตัดผมสไตล์นี้ ทรงนี้จะทำให้ผมด้านหลังมีความยาวถึงระดับไหล่ ส่วนความยาวผมด้านบนและด้านหน้าจะค่อนข้างสั้นปานกลาง ส่วนผมด้านข้างจะมีความสั้นมากหรือเกรียนไปเลย เท่านี้ก็ได้ผมทรง Mullet ที่มีความย้อนยุคแบบเซอร์ ๆ แล้ว ถ้าเรารู้สึกว่าทรงนี้มันธรรมดาไป เราสามารถเอาผมทรงอื่นมาผสมด้วยได้ เช่น Mohawk, Undercut, หรือ Fade Mohawk Mullet ถ้าเรารู้สึกว่า
หลายคนมักเชื่อว่า “ผู้หญิงเป็นเพื่อนกับผู้ชายไม่ได้” เพราะเวลาผู้ชายมีแฟน การทำตัวสนิทสนมกับเพื่อนผู้หญิง อาจทำให้แฟนเกิดอาการหึงหวงจนความสัมพันธ์ร้าวฉานได้ ดังนั้น ผู้ชายบางคนจึงยอมตัดขาดกับเพื่อนซี้ เพื่อทำให้หวานใจรู้สึกสบายใจ แต่ความเป็นจริง สุภาพบุรุษไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวขนาดนั้นเพื่อแฟนก็ได้ เพราะความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิท หรือ ที่เราเรียกกันว่า Platonic Relationship ช่วยลดความเครียดและดีต่อสุขภาพจิตของเรา หากเราสูญเสียความสัมพันธ์ประเภทนี้ไป เราอาจเจอกับวิกฤตด้านสุขภาพจิตก็เป็นได้ รู้จักกับ Platonic Relationship ย้อนกลับไปในยุคกรีกโบราณ Plato นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของโลกได้อธิบายว่า ความรักแบบไม่ต้องการเซ็กซ์ เป็นความรักขั้นสุดยอดที่จะทำให้เราใกล้ชิดกับพระเจ้า ซึ่งความรักประเภทนี้ถูกตั้งชื่อว่าเป็น Platonic Love หรือ ความรักแบบเพลโต โดย เซอร์วิลเลี่ยม เดวีแนนท์ (Sir William Davenant) ในปี 1636 จนถึงปัจจุบัน Platonic Love คือ ความรักบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง เมื่อคนสองคนมอบความรักประเภทนี้ให้แก่กัน จะเกิดเป็น ความสัมพันธ์แบบเพลโต้ (Platonic Relationship) หรือ ความสัมพันธ์แบบรักกัน ผูกพันกัน เข้าใจกันทุกเรื่อง แต่ไม่ต้องการเซ็กซ์ขึ้นมา