เล่นดนตรีมานานทำไมยังไม่ดังซักที? เป็นคำถามที่พบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มคนที่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันกับเส้นทางสายนี้ ซึ่งสุดท้ายต้องกลับมามองย้อนดูว่าตัวเราเองทำมันได้อย่างถูกจุดและถูกต้องแล้วหรือยัง Unlockmen ขอนำเสนอ 10 วิธีพาวงดนตรีให้ปังดังกว่าที่เคย มาให้ทุก ๆ คนได้ลองปรับไปใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นวงเก่าหรือวงหน้าใหม่ก็ตาม ลุยกันเลย! 1.ตั้งชื่อวง เรื่องแรก ๆ ของวงดนตรีที่จะคำนึงถึง ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่จริง ๆ แล้วกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ละวงต่างก็มีวิธีการหาชื่อวงแตกต่างกันออกไป มาจากชื่อเพลงที่ชอบบ้าง มาจากคำที่ชื่นชอบบ้าง หรือมาจากนามสกุลของตัวเองก็มี แต่จริง ๆ แล้วถ้าจะให้คนจำชื่อวงของเราได้ง่ายขึ้นก็ควรตั้งไม่เกิน 3 พยางค์ อย่างเช่น Potato, Big Ass, Linkin Park, Limp Bizkit หรือ Oasis เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากคุณมีไอเดียที่จะตั้งชื่อวงยาว ๆ ก็ไม่เสียหายหาชื่อวงของคุณเตะตาคนมากพอเช่น “ไปส่งกู บขส. ดู๊” ใครอ่านก็งงจนต้องตั้งคำถามว่าเอ๊ะ!นี่มันวงอะไร จุดนี้มันจะช่วยนำคนไปรู้จักวงของคุณได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าแม้ชื่อวงจะดีเยี่ยมขนาดไหนแต่ถ้าเพลงไม่เอาไหนก็พังได้เหมือนกัน 2.ซ้อมทั้งดนตรีและเพอร์ฟอร์แมนซ์ หากคุณคิดจะเป็นศิลปินที่โดดเด่นและแตกต่างจากนักดนตรีทั่ว ๆ ไป คุณก็ต้องทำมาตรฐานให้มันแตกต่างด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการซ้อมดนตรีควบคู่ไปกับเพอร์ฟอร์แมนซ์การเอนเตอร์เทนจึงสำคัญมาก ๆ
การจบบทสนทนานับเป็นสกิลที่ผู้ชายทุกคนควรมี เพราะผู้ชายอย่างเราต้องเข้าสังคม และทักษะการจบบทสนทนาจะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นได้ แต่หลายคนคงพบว่าการจบบทสนทนาเป็นเรื่องยากมาก เพราะไม่รู้ว่าควรจะตัดจบยังไงให้ดูไม่น่าเกลียด UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำเทคนิคการจบบทสนทนาอย่างสมูท โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องเสียความรู้สึก มีเป้าหมายที่ชัดเจน เวลาจะไปพบใครก็ตาม เราควรจำไว้เสมอว่าเราไปพบกับเขาเพื่ออะไร เช่น ต้องการหาคู่ หรือ ต้องการเจรจาทางธุรกิจ การตั้งเป้าหมายจะช่วยให้เรารู้ว่าควรพูดคุยกับอีกฝ่ายประมาณไหน ป้องกันการพูดหรือฟังมากเกินไป จนจบบทสนทนาได้ยาก แถมยังช่วยให้เรากล้าตัดสินใจมากขึ้นด้วย ถ้าเราเจอกับสถานการณ์ที่ต้องทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รอจนบทสนทนาเริ่มสงบ รอสัญญาณจากอีกฝ่ายที่แสดงให้เห็นว่าบทสนทนากำลังจะจบลงแล้ว ซึ่งสัญญาณมักมาในรูปแบบของคำพูด เช่น “อืม” “โอเค” หรือ “เออ” เป็นต้น คำเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มหมดเรื่องที่จะพูดกับเราแล้ว และเราสามารถใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนเรื่องคุย หรือ ตัดจบบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นได้ จบด้วยเป้าหมายในการสนทนา เราควรยึดเป้าหมายในการสนทนาตั้งแต่ต้นจนจบบทสนทนา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนแรกเราขอคำแนะนำจากเพื่อนเรื่องคลาสที่น่าเข้าเรียน เราอาจออกจากบทสนทนาโดยใช้ประโยคจบที่เชื่อมกับเป้าหมายในตอนแรก เช่น “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ เราจะลงเรียนวิชานี้ให้ทันในเทอมหน้า” เป็นต้น จบด้วยการขอบคุณ ไม่ว่าคุณจะสนทนากับใคร หากต้องการจบบทสนทนาอย่างสุภาพ ควรจบด้วยการขอบคุณเสมอ เช่น ขอบคุณที่อีกฝ่ายสละเวลามาคุยกับเรา หรือ บอกกับอีกฝ่ายว่าการพูดคุยในครั้งนั้นสนุกมากแค่ไหน เป็นต้น
“Look Up The Stars, Look How They Shine For You, And Everything You Do, Yeah, They Were Yellow” ขึ้นต้นด้วยประโยคนี้มาแฟนเพลงสากลคงร้องตามยาวได้จนจบเพลง เพราะมันคือซิงเกิ้ลระดับเมก้าฮิตของวง Coldplay ที่มีชื่อว่า “Yellow” ผลงานจากอัลบั้มแรก ‘Parachutes’ ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2000’s บทเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างในค่ำคืนที่สิ้นสุดการบันทึกเสียงเพลง “Shiver” ณ Rockfield Quardrangle Studio พวกเขาได้ออกมายืนด้านนอกสตูดิโอและเห็นดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า จนทำให้ Chris Martin ฟรอนต์แมนเสียงพราวเสน่ห์ เกิดปิ๊งไอเดียของเพลงขึ้นมาในหัว แต่ในตอนแรก Chris ไม่ได้จริงจังกับเพลงนี้ซักเท่าไหร่ หลังจากได้เมโลดี้เพลงนี้เขายังล้อเลียนร้องมันด้วยเสียงของ Neil Young ศิลปินคันทรีระดับตำนานอีกต่างหาก แต่นั่นมันได้กลายเป็นสารตั้งต้นของเพลงนี้ เพราะมันมีคำว่า “Star” อยู่นั่นเอง แม้ไอเดียจะป๊อปอัพพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว แต่การจะจบเพลงนี้ได้กลับยากกว่าที่คิด เพราะหาคำที่เหมาะสมในการจบประโยคท่อนเวิร์สไม่ได้ “Look Up
ตอนนี้ผู้ผลิตเกมมิ่งเกียร์สุดเจ๋งอย่าง Razer ได้หันมาทำ Gadget สำหรับโทรศัพท์มือถือแล้ว โดยพวกเขาได้ออกพัดลมทำความเย็น (Cooling Fan) ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Magsafe และรองรับ Iphone 12 – 13 โดยพัดลมตัวนี้จะมาพร้อมกับความสวยงามของ RGB Lighting และประสิทธิภาพของพัดลม 7 ใบพัด (seven-blade) ที่มีความเร็วสูงถึง 6,400 RPM ตัวอุปกรณ์จะได้รับพลังงานผ่านสาย USB-C ช่วยให้ความเย็นแก่โทรศัพท์สเปคสูงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ตัวพัดลมยังมีเสียงเบาด้วย noise profile แค่ 30 dB แต่ถ้าคุณไม่มี Iphone ทาง Razer ก็มีสินค้าเวอร์ชั่น Universal Clamp ที่สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นได้ หากใครสนใจพัดลมตัวนี้ สามารถเข้าไปสั่งซื้อที่เว็บไซต์ Razer ในราคา $60 หรือ ราว 1,800 บาท สเปคอุปกรณ์ ใช้งานเข้ากับ MagSafe และ
ศิลปะนอกจากจะถ่ายทอดออกมาจากปลายพู่กัน, ดินสอ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้แล้ว การใช้เข็มก็สามารถถ่ายทอดความงดงามออกมาได้เช่นกัน ซึ่งทุกคนต่างคุ้นเคยกับวิธีนี้กันเป็นอย่างดีและรู้จักกันในชื่อของ “งานสัก” แต่การถ่ายทอดมีความแตกต่างจากวิธีอื่น ๆ เพราะมีผิวหนังบนร่างกายของมนุษย์เป็นภาชนะในการรองรับ “ภาณุพงศ์ ลู” ใช้นามปากกาในการสักว่า “LUJU.TATTOOER” (LUJU มาจากคำว่า “ลู” = นามสกุล, “จู” = จูเนียร์ เพราะเป็นน้องคนเล็ก) จบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คือหนึ่งในบุคคลที่นิยมชมชอบถ่ายทอดงานศิลปะที่ตัวเองหลงใหลลงบนผิวหนังด้วยสไตล์ที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจกับการหยิบจับเอารูปของพืช, โครงกระดูก และสัตว์ ให้กลายมาเป็นงานสัก ทำให้ใครหลาย ๆ คนยอมควักเงินเพื่อจารึกรอยลงบนร่างกายของตัวเอง มาทำความรู้จัก LUJU ไปพร้อม ๆ กันเลยครับ จุดเริ่มต้นการเป็นช่างสัก “เป็นคนชอบงานสักมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วครับ ชอบรอยสักที่มันดูเล็ก ๆ เพราะตอนแรกเห็นรอยสักใหญ่ ๆ เต็มหลังแล้วรู้สึกกลัว แต่มาเริ่มสนใจอยากเป็นช่างสักจริง ๆ คือตอนเรียนอยู่ปี 2 เป็นช่วงกำลังหางานพิเศษทำแล้วบังเอิญไปเห็นพวกช่างสักทำให้เรารู้สึกสนใจ ก็เลยตัดสินใจไปซื้ออุปกรณ์มาลองสักดูครับ” “ตอนแรกก็เริ่มฝึกจากสักลงบนหนังเทียม ต่อมาก็ได้มีโอกาสลองบนร่างกายของเพื่อน ใช้เวลาฝึกอยู่ประมาณ
ใครที่ชอบถ่ายรูปและเดินทางไม่ควรพลาด กล้อง INSTAX Mini 11 ลายใหม่ที่เกิดจากการคอลแลประหว่าง Fujifilm และวงบอยแบนด์เกาหลี BTS โดยลวดลายบนกล้องตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Butter” เพลงประจำฤดูร้อนของกลุ่มศิลปินชื่อดัง กล้องตัวนี้จะมาในสีเหลืองสดใส พร้อมลวดลาย Pop สีพาสเทลบน Lens Bezel และลักษณะเด่นอื่น เช่น ปุ่มกดชัตเตอร์แบบอ่อนที่มาในรูปทรงเนย หัวใจ และเพชร นอกจากนี้ทาง Fujifilm ยังผลิตม้วนฟิลม์ INSTAX MINI เวอร์ชั่น BTS ออกมาใช้คู่กัน สำหรับฟีเจอร์เด่นของ INSTAX Mini เวอร์ชั่น BTS ก็เหมือนกับกล้อง INSTAX ทั่วไป คือ อนุญาตให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพได้แบบทันที และตัวกล้องยังมีฟังก์ชัน Automatic Exposure ที่ทำให้ตัวกล้องสามารถวิเคราะห์แสงจากภายนอกได้แบบอัตโนมัติ และทำการปรับความเร็วชัตเตอร์และแฟลชให้เข้ากับสถานการณ์ และตัวกล้องยังมาพร้อมกับโหมด Selfie ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพใกล้ได้ (Close-Up Shot) สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายกล้องทั่วไป เช่น BIG CAMERA
เราสามารถคิดมากได้ทุกที่ทุกเวลา นอน ๆ อยู่ เราก็สามารถคิดถึงคนรักเก่าในอดีต หรือ กลัวเรื่องการทำงานพลาดขึ้่นมา ซึ่งความกังวลที่แสนจะไร้เหตุผล และดูไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ เรามักเรียกกันว่าเป็น Free Floating Anxiety ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นบ่อย ก็อาจเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการทำงานและการใช้ชีวิตของได้เหมือนกัน Free Floating Anxiety คือ ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยความรู้สึกนี้อาจถูกกระตุ้นโดยสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น อยู่ดี ๆ เราก็เกิดกังวลเรื่องการ pitch งาน หรือ การสอบที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ขึ้นมา เป็นต้น อาการนี้มักเกิดขึ้นร่วมกับ อาการวิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder หรือ GAD) และทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ กังวล หรือ ตื่นตระหนก และใช้ชีวิตประจำวันได้ยากเย็นมากขึ้น ดังนั้น หากเกิดอาการนี้ถี่และบ่อยการพบจิตแพทย์ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง คนที่เป็น Free Floating Anxiety มักวิตกกังวลมากจนขาดสมาธิในการใช้ชีวิตและการทำงาน มักรู้สึกกลัวเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและรู้สึกตื่นตระหนกอยู่ตลอดเวลา แถมยังรู้สึกว่าตัวเองเครียดจนนอนไม่หลับบ่อย และมีปัญหาเรื่องความเหนื่อยล้าอีกด้วย ปัญหานี้จึงแย่ต่อเรามากพอสมควร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่า
ตอนนี้หลายประเทศในยุโรปได้อนุญาตให้การการุณยฆาต (Euthanasia) เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น เบลเยี่ยม เยอรมัน หรือ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งล่าสุดได้อนุญาตให้เครื่องการุณยฆาตที่ชื่อว่า Sarco กลายเป็นของถูกกฎหมาย และคนทั่วไปสามารถใช้งานได้ Sarco คือ เครื่องการุณยฆาตที่ได้รับการพัฒนาโดย Philip Nitschke จาก Exit Internaional องค์กรที่รณรงค์เรื่องการการุณยฆาตและการช่วยฆ่าตัวตายอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเครื่องแคปซูลแห่งความตายนี้ถูกผลิตด้วยวิธีการพิมพ์ 3 มิติ และสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานที่ไหนก็ได้ วิธีการใช้งานเครื่องนี้ คือ ผู้ใช้งานลงไปนอนในแคปซูล และกดปุ่มที่อยู่ภายในเครื่อง จากนั้นออกซิเจนในเครื่องจะลดลงอย่างรวดเร็วจาก 21% เหลือเพียง 1% และภายในเวลา 30 วินาที พื้นที่ส่วนใหญ่ในเครื่องจะถูกแทนที่ด้วยไนโตรเจน ผู้ใช้งานจะรู้สึกผ่อนคลายและร่าเริง ก่อนที่จะเสียชีวิตเพราะภาวะออกซิเจนต่ำ (hypoxia) และการลดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด (hypocapnia) ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 5 – 10 นาที เป้าหมายของ Sarco คือ ต้องการทดแทนวิธีการการุณยฆาตแบบเดิม ซึ่งต้องใช้การฉีดสารเคมีเข้าร่าง เช่น Sodium Pentobarbital
ตอนนี้การลงทุนในทรัพย์สินดิจิทัล เช่น สกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) กำลังเป็นเทรนด์ยอดฮิตที่หลายคนให้ความสนใจ บางคนอาจซื้อเหรียญคริปโต เช่น Bitcoin หรือ Ethereum เก็บไว้รอเกร็งกำไรในอนาคต หรือ บางคนอาจลงทุนใน GameFi และใช้มันในการทำรายได้ให้ตัวเอง แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนดิจิทัลแบบไหนก็ควรระวังสิ่งที่เรียกว่า ‘เสพติดการลงทุนในสกุลเงินคริปโต’ (Cryptocurrency Addiction) ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้ชีวิตของเราย่ำแย่ลงได้เหมือนกัน Cryptocurrency Addiction เกิดขึ้นได้อย่างไร เนื่องตลาดซื้อขายคริปโตไม่มีตัวกลาง (เช่น ธนาคาร) ที่ทำหน้าที่ดูแลการทำธุรกรรมของคนในตลาด การซื้อขายเงินสกุลนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ราคาของสกุลเงินคริปโตจึงผันผวนได้ง่ายกว่าการลงทุนประเภทอื่น กล่าวคือ ในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที เราอาจได้รับเงินจำนวนมหาศาล และสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลได้ นอกจากนี้เป็นตลาดที่เปลี่ยนแปลงง่ายแล้ว มันยังเป็นตลาดที่เปิดแบบไม่มีวันหยุด และเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเสพติดการลงทุนในคริปโตไม่ต่างจากการเสพติดการพนัน หากใครสงสัยว่าตัวเองเสพติด ลองเช็คดูว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ เสียเวลาไปกับการเทรดคริปโตมากเกินไป เช็คและกังวลเรืองราคาของหรียญตลอดเวลา จนลืมเรื่องงาน หรือ การทำกิจกรรมอื่นไป มีหนี้สิ้นสะสม หรือ เจอกับปัญหาด้านการเงิน เนื่องจากการเทรดคริปโต โกหกคนรอบตัวเรื่องพฤติกรรมการเทรดคริปโต อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย (mood swing)


