นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา UNDONE ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองด้วยการนำเสนอนาฬิกาที่อนุญาตให้ผู้ซื้อได้มีส่วนร่วมในการออกแบบความสนุกที่บอกเวลาได้ในแบบฉบับของตนเอง แต่ถึงกระนั้น UNDONE ก็ยังไม่หยุดที่จะนำเสนอนาฬิการุ่นพิเศษพร้อมออพชันให้ลูกค้าได้ปรับแต่งเพื่อเพิ่มความ unique ขึ้นไปอีก เรามาดูกันครับว่านาฬิการุ่นพิเศษที่เอ่ยไปนั้นมีรุ่นไหนน่าสนใจกันบ้าง UNDONE Batman Dark Knight Retrospective คอลเล็กชันของนาฬิกาจาก Undone ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลในการออกมาจากฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนที่โด่งดังระดับตำนาน เช่น Popeye, Astro Boy และแน่นอน Batman คือหนึ่งในฮีโร่ที่ผู้ชายแทบทุกคนชื่นชอบ The Dark Knight Retrospective เป็นนาฬิกาคอลเล็กชันแบทแมนรุ่นที่สาม ต่อจากรุ่นฉลองครบรอบ 80 ปีแบทแมนที่วางจำหน่ายในปี 2019 และ Quantum Batman ที่วางจำหน่ายในปี 2020 The Dark Knight Retrospective เป็นนาฬิกาในฝันสำหรับแฟนแบทแมนตัวยงและนักสะสมนาฬิกาผู้มากประสบการณ์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Batmobile เวอร์ชัน 1960 และคุณสมบัติของนาฬิกาที่มีให้เห็นในนาฬิการะดับไฮเอนด์เท่านั้น ซึ่งหาได้ยากในนาฬิการาคาระดับนี้ เช่น กระจกแซฟไฟร์ตัดแสงและป้องกันรอยขีดข่วน ฝาหลังเปลือยให้เห็นการทำงานของกลไก
คงไม่มีใครอยากพัฒนาคนที่ทำกำไรให้กับธุรกิจของตัวเอง เพราะนอกจากจะทำให้เสียทุนเปล่าแล้ว มันทำให้บริษัทไม่พัฒนาไปข้างหน้าอีกด้วย ผู้บริหารย่อมอยากพัฒนาคนที่สามารถทำกำไรให้บริษัทได้มากขึ้น และอยู่กับบริษัทไปนาน ซึ่งเครื่องมือนึงที่จะช่วยให้ผู้บริหารเลือกพัฒนาคนได้ถูกจุด คือ กฎ 10-80-10 ที่มาของ 10-80-10 rule กฎ 10-80-10 คือ กฎที่พัฒนามาจาก Pareto principle ของ Vifredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี ซึ่งอธิบายว่า ผลงานหรือความร่ำรวย 80% เกิดขึ้นจากประชากรเพียง 20% เท่านั้น ต่อมาในช่วงปี 1940 Joseph M. Juran วิศวกรชาวอเมริกัน ได้นำกฎนี้มาประยุกต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของคนมากขึ้น โดยมีใจความว่า 80% ของความสำเร็จในโปรเจ็กต์ใดโปรเจ็กต์หนึ่ง เกิดขึ้นจากการลงแรงของทีมเพียง 20% จนถึงปัจจุบันมีกลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่ เช่น John Leach นำ Pareto principle มาพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมของคนมากขึ้น จนเกิดเป็นกฎใหม่ชื่อว่า 10-80-10 ซึ่งแบ่งความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม
หลังจากบรรยากาศในเมืองหลวงของเราเงียบเหงามานานหลายเดือน วันนี้ผู้คนก็ได้เริ่มออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านกันเป็นปกติแล้ว จากการที่ทุกธุรกิจเริ่มเปิดรันทำการกันอีกครั้งนึง ความคึกคักในทุกวันหลังเลิกงานและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ทำให้กรุงเทพมหานครกลับมามีสีสันไม่เงียบเหงาอีกต่อไป สำหรับหลายคน อาจจะอยู่บ้านนานจนจำไม่ได้แล้วว่าได้ไปช้อปปิ้งเสื้อผ้าใหม่ ๆ หรือนั่งชิวในร้านบรรยากาศดี ๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ออกจากบ้านครั้งนี้อาจจะพบว่าหลายย่านเปลี่ยนแปลงไปจนตามไม่ทันว่ามี destination ไหนน่าสนใจบ้าง UNLOCKMEN จึงร่วมมือกับ Honda ขอใช้รถยนต์ All-new Honda Civic พาทุกคนไปบุกเบิก 2 ปลายทางใหม่ล่าสุดที่เราคัดมาแล้วว่าน่าสนใจ มีความ Premium ตั้งแต่ Selective store ใหม่ล่าสุดที่รวบรวมเสื้อผ้าและไอเท็มดี ๆ หายากแบบจำนวนจำกัดในย่านอารีย์ ไปจนถึงร้านน่านั่งบรรยากาศดีที่จะทำให้เรา enjoy ไปกับวิวเมืองหลวงจากยอดตึก 46 ชั้นใจกลางสุขุมวิท รับรองเลยว่า Weekend ครั้งต่อไปของคุณจะได้ประสบการณ์ที่ดีจาก City Guide by All-new Honda Civic ครั้งนี้แน่นอน หากใครรู้จักร้านสูทแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง Decorum นี่คือร้าน Selective Shop สำหรับผู้ชายแห่งใหม่ของ กาย-ศิรพล ฤทธิประศาสน์ เจ้าของร้านสูทชื่อดัง
การเปิดตัวโมเดลสำคัญในประวัติศาสตร์ BMW นี่คือรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นแบบ standalone BMW M ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับ M โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับการสร้าง BMW M1 ในตำนานนับตั้งแต่ปี 1978 และยังเป็นการสร้างบนตัวถัง SUV แทนที่จะเป็นตัวถังสปอร์ตคูเป้ ยิ่งทำให้ BMW XM คันนี้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ดีไซน์ภายนอกของ Concept XM สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทักคือกระจังหน้าใหม่ขนาดใหญ่พิเศษในทรงแปดเหลี่ยม มีแถบไฟคอนทัวร์ในขอบกระจังหน้า ช่วยสร้างมิติที่ทันสมัย ไฟหน้าออกแบบเป็นด้านละสองดวงเล็กแยกออกจากกัน เพิ่มรายละเอียดที่โดดเด่น มองแวบแรกอาจจะแปลกตา แต่ยิ่งมองนาน ๆ ยิ่งรู้สึกถึงได้ถึงเสน่ห์ของการดีไซน์ที่บาลานซ์ได้ครบทั้งความสปอร์ตดุดัน ความหรูหรา ความแข็งแกร่ง และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า รายละเอียดรอบคันก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน บอดี้รถเลือกใช้สี two-tone ระหว่างสี gold-bronze ที่ส่วนบนของรถ และใช้สี Space Grey Metallic บริเวณด้านล่าง มีไฟช่องไฟ LED อยู่เหนือเสา A-pillars สีดำ blacked-out ด้านหลังมีไฟท้ายลากยาวดวงใหญ่สีดำ blacked-out
“เธอกลับมา…เพื่อหมุนเข็มนาฬิกาให้เดินกลับหลัง” เนื้อเพลงจากเพลงดังในอดีตที่ไม่แน่ใจว่าได้ฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่บทเพลงนี้จะดังก้องในหัวทุกครั้งที่ได้เห็น Azimuth Back In Time นาฬิกาจากแบรนด์ Azimuth รุ่น Back In Time หรือเรียกได้อย่างสั้นๆว่า BIT เป็นเรือนเวลาที่มีกลไกอันซับซ้อนและเรียกร้องความสนใจจากผู้พบเห็นได้ดีเหลือเกิน ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะนาฬิการุ่นนี้เธอเดินถอยหลังนั่นเอง (anti clockwise) และไม่ได้มีแค่กลไกบอกเวลาแบบทวนเข็มนาฬิกาเท่านั้น ตำแหน่งของตัวเลขบอกเวลาก็ยังถูกวางในรูปแบบทวนเข็มนาฬิกาและกลับตาลปัตรจากจารีตเดิม ๆ เช่นกัน Azimuth BIT ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในปีค.ศ. 2009 มีทั้งเวอร์ชันเข็มเดี่ยวและสองเข็ม ด้วยรูปทรงไพลอตและหน้าตาอันแสนจะเรียบง่าย สีหน้าปัดและเข็มบอกเวลาที่ได้รับการคุมโทนมาอย่างตั้งใจ ไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเกินเลยหรือแปลกแยกผิดแผกไปจากกัน หากมองทะลุความเรียบง่ายเหล่านี้ไปและพินิจพิจารณาไปที่กลไกบอกเวลา จะรับรู้ได้อย่างไม่ยากเลยว่าผู้ผลิตไม่ได้ปฏิวัติแค่ความคิด แต่ต้องปฏิวัติเทคนิคในการสร้างกลไกสำหรับบอกเวลาด้วยเช่นกัน เพราะทุกอย่างถูกตั้งอยู่บนความขบถ ผู้ผลิตจึงต้องออกแบบและสร้างชุดเกียร์พิเศษขึ้นมาใหม่ นำไปติดตั้งคั่นกลางระหว่างชุดขับเคลื่อนและเข็มบอกเวลาจึงจะทำให้การเดินถอยหลังนั้นเกิดขึ้นได้จริงและสมบูรณ์แบบที่สุด ตลอดระยะร่วมทศวรรษที่ Azimuth Back In Time ได้รับการพัฒนาและนำเสนอซีรี่ย์ใหม่ ๆ เรื่อยมา แม้จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้งานได้ยาก ดูเวลาได้ไม่สะดวก ใครจะต้องการนาฬิกาเดินถอยหลังกันไปเพื่ออะไร แต่ BIT ก็ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในไอคอนของแบรนด์ จนได้รับการสั่งผลิตรุ่นลิมิเต็ดและถูกผูกโยงไปกับหน้าบันทึกของประวัติศาสตร์โลกอย่างเนือง ๆ ซึ่งหาได้ยากจากนาฬิกาทั่วไป
ถือเป็นข่าวดีสำหรับสาวกมินิชาวไทย เมื่อทาง มินิ ประเทศไทย ได้ขนรถยนต์หลายรุ่นมาอวดโฉมในงาน Motor Expo 2021 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี และต้องบอกเลยว่าแต่ละคันที่มาโชว์ตัวในงานนั้นไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นรถเซฟตี้คาร์ไฟฟ้ารุ่นแรก the MINI Electric Pacesetter inspired by JCW มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ไปจนถึง the New MINI JCW Hatch launched by Carnival ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ Carnival แบรนด์แฟชั่นสตรีทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในวันนี้เราขอนำรายละเอียดรถแต่ละคันมาให้ชาว UNLOCKMEN ได้เรียกน้ำย่อยก่อนไปพบกับไฮไลต์มากมายพร้อมกับโปรโมชันสุดพิเศษแห่งปีจากมินิภายในงาน ว่าแล้วก็เชิญไปอ่านพร้อมกันได้เลย MINI Electric Pacesetter inspired by JCW รถเซฟตี้คาร์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ
นิสสัน ประเทศไทย นำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ “Innovation for Excitement” ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” ที่มีแนวคิด ‘TIME to ENJOY’ ในการจัดงาน ครั้งนี้นิสสันนำเสนอทั้งรถยนต์รุ่นพิเศษ อาทิ นิสสัน จีที-อาร์ ที-สเปค และนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สกาย อิดิชั่น และจัดแสดงระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์เพื่อให้ลูกค้า และผู้ที่สนใจได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับรถยนต์นิสสันทุกรุ่นในงานนี้ ไฮไลท์รถยนต์รุ่นพิเศษในบูธนิสสันปีนี้ได้แก่ นิสสัน จีที-อาร์ ที-สเปค, นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สกาย อิดิชั่น, นิสสัน อัลเมร่า สีใหม่ ไนท์ บลู (Night Blue), นิสสัน เทอร์ร่า มิดไนท์ (Midnight) แพ็คเกจ และนิสสัน นาวารา เอ็กซ์ทรีมเมอร์-เอ็กซ์ (Extremer-X) แพ็คเกจ สำหรับผู้ที่สนใจนิสสัน
วินาทีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักนักแสดงสุดเกรียน เจ้าของบทบาท Deadpool วีรบุรุษสุดแสบที่มาปั่นป่วนโลกของซูเปอร์ฮีโร่ แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ Ryan Reynolds ต้องค้นหาตัวตนอย่างยากเย็นแค่ไหน เรามาดู 10 หนังสร้างชื่อ ที่ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจคนดูหนังทั่วโลกกันได้เลย National Lampoon’s Van Wilder (2002) เริ่มต้นการแสดงมาตั้งแต่เยาว์วัยในซีรีส์ท้องถิ่นของแคนาดามาตั้งแต่ปี 1991 ทำให้ Ryan Reynolds ไม่มีโอกาสที่จะได้รับบทเด่นสักที โชคดีที่ซีรีส์ Two Guys, a Girl (1998-2001) ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นนักแสดงมากความสามารถ ไม่ใช่แค่หน้าตาดีเพียงอย่างเดียว และจากซีรีส์นี้เอง ในที่สุดเขาก็ได้รับบทเด่นเป็นพระเอกเสียทีในหนังตลกสุดเกรียน National Lampoon’s Van Wilder (2002) Ryan รับบทตามชื่อเรื่อง หนุ่มมหาลัยที่ใฝ่แต่กิจกรรมและความเมามายจนเรียนไม่จบ และค้างเติ่งอยู่มหาลัยลอยชายไปวันๆ จนกระทั่งพ่อและแม่ต้องดัดนิสัยด้วยการตัดท่อน้ำเลี้ยงไม่ส่งเสียต่อ ทำให้เขาต้องหาทางหาเงินเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตมหาลัยอย่างนี้ไปนานๆ แม้บทเริ่มต้นของเขาจะไม่เป็นที่ปราบปลื้มของคนดูสักเท่าไหร่ เพราะตลกส่วนใหญ่ก็มุกห่ามๆที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบ แต่กลับทำให้ Ryan รู้สึกว่าการมาสายเกรียนนั้นคือถนนสายหลักที่เขาควรจะเลือกทางเดินนี้ Blade: Trinity (2004) หลังจาก
ตอกย้ำการเป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง สำหรับ Lionel Messi นักเตะชาวอาร์เจนติน่าของสโมสรเปแอสเชที่สามารถคว้ารางวัลบัลลงดอร์ได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นสมัยที่ 7 เบียดเอาชนะ Robert Lewandowski กองหน้าชาวโปแลนด์ของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ตัวเต็งที่ใครหลายคนคาดว่าจะต้องได้รับรางวัลในปีนี้ รวมไปถึง Messi ยังเอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Cristiano Ronaldo ไปได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ทำให้ Messi ได้รับคะแนนโหวตจนเข้าวินมาจากการพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โคปา อเมริกาได้นั่นเอง อีกทั้ง Messi ยังได้ตำแหน่งดาวซัลโว 4 ประตู และทำได้อีก 5 แอสซิสต์ ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว และยังพาสโมสรเก่าบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์โคปา เดล เรย์ มาครองได้ในฤดูกาลที่แล้ว รวมไปถึงยังสามารถยิงได้ 38 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ จากการลงสนามในทุก ๆ รายการ ในส่วนของ Robert Lewandowski นับว่าโชคร้ายสุด ๆ เพราะในฤดูกาล 2019/2020 เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 6 รายการ


