“A Man Went Looking for America and Couldn’t Find It Anywhere” คำโปรยบนโปสเตอร์หนัง Easy Rider ที่มีพล็อตแสนเบาบาง เพียงแค่ 2 นักบิดที่เพิ่งขายโคเคนได้เงินมาจำนวนหนึ่ง ออกเดินทางจากลอสแองเจลิสไปยังนิวออร์ลีนส์ถึงฟลอริดา เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายกับในช่วงสงครามเวียดนามที่คุกกรุ่น แต่พล็อตเบาบางนี้กลับทำกำไรมหาศาล และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการหนังอเมริกัน จนกลายเป็นตำนานหน้าสำคัญแห่งยุคสมัย และเป็นจุดเริ่มของหนัง American Indie มาย้อนทำความรู้จักหัวขบวนแห่งการขบถครั้งยิ่งใหญ่บนแผ่นฟิล์ม ที่คลอเคล้าไปด้วยบรรยากาศฮิปปี้ ความเมามาย และหมุดหมายแห่งอิสระเสรีที่เปลี่ยนสังคมไปตลอดกาล ขบถแห่งการต่อต้านวัฒนธรรม “Easy Rider” คือหนังที่สร้างขึ้นในปี 1969 ปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นการเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของยาน Apollo 11 ไปจนถึง เหตุการณ์ Woodstock เทศกาลทางดนตรีแห่งสันติภาพที่มีคนร่วมงานเกิน 500,000 คน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงที่วอชิงตันดี.ซี.ในจำนวนคนที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และปฏิเสธไม่ได้ว่าในปีเดียวกันนี้ “Easy Rider” ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญไม่แพ้กัน หนังนำแสดงโดย Peter Fonda รับบท “Wyatt”
ถ้าพูดถึงมอเตอร์ไซค์จาก BMW Motorrad ที่สำนัก custom นิยมเลือกมาจัดทรงแต่งได้หล่อหลากหลายสไตล์ ต้องยกให้ BMW R nineT รถที่แต่งยังไงก็เท่โดนใจชาวสองล้อทั่วโลก แต่ถ้าได้เห็นผลงาน Custom BMW R1250 R จาก Renard คันนี้ บอกเลยว่ามีเปลี่ยนใจแน่นอน Renard Speed Shop เลือกใช้ BMW R1250 R รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่เรียกว่าสุดล้ำอาจจะยังน้อยเกินไป ต้องบอกก่อนว่ารูปทรงเดิม ๆ ของ R1250 R ก็เท่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยรูปทรงสัดส่วนที่บึกบึนชัดเจน มันจึงมีพื้นฐานที่ดีไม่แพ้ R nineT ในการนำมาสร้างสรรค์ใหม่ตามสไตล์ของใครของมัน แต่สำหรับ Renard จะแต่งทั้งทีต้องไปให้สุดชนิดคนจำรถ donor ไม่ได้ ด้วยการออกแบบทั้งชุดบอดี้ทรงโค้งมนที่อวบขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่จัดจ้านจากชิ้น aluminum bodywork ที่ผลิตแบบประณีตด้วยกรรมวิธี handmade ทั้งคัน มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากไตคู่หน้าแบบใหม่ของ BMW M4 นอกจากจะเสริมความโหดแล้วยังช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้นอีกด้วย
ชาว UNLOCKMEN น่าจะไม่มีใครไม่เคยเห็นเด็กน้อยน่ารักในวัย 4 เดือน ที่กำลังแก้ผ้าว่ายน้ำในปกอัลบั้ม Nevermind ของ Nirvana ชื่อของเด็กคนนั้นก็คือ Spencer Elden ซึ่งปัจจุบันเป็นชายฉกรรจ์อายุ 30 ปี และตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ เพราะความหัวหมอ เตรียมฟ้องวงในข้อหาอนาจารฐานให้ภาพเด็กเปลือย Elden ดำเนินการทางกฎหมายด้วยเหตุผลว่า ตัวของเขา รวมถึงพ่อแม่ของเขา ไม่มีใครเคยเซ็นยินยอมให้ Nirvana ใช้ภาพนู๊ดวัยเด็กของเขาในการดีไซน์ปกอัลบั้ม Nevermind ที่มียอดขายมากกว่า 30 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ในขณะที่ค่ายเพลงทำรายได้มหาศาล แต่สิ่งที่ครอบครัวของ Elden ได้รับคือค่าตอบแทนจำนวน $200 สำหรับรูปถ่ายเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครบอกว่าจะเอาไปทำอะไรด้วยซ้ำ กระทั่ง 3 เดือนผ่านไป ก็พบว่ารูปเปลือยของลูกชายปรากฏอยู่บนโปสเตอร์เต็มกำแพง Tower Records ใน Los Angeles ซะแล้ว “ปก Nirvana อัลบั้มนี้ โชว์ของลับ อวัยวะเพศของ Elden ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งถึงวันนี้ การที่คนทั่วโลกเห็นจู๋ของคุณมาตลอด 30
หลายคนน่าจะเคยดูหนังชีวิตของนักรบสปาตันอันน่าเกรงขาม ความแข็งแกร่ง ความมีระเบียบวินัยของพวกเขาในช่วงยุคกรีก แม้ปัจจุบันนักรบ Spartan จะกลายเป็นตำนานไปแล้ว แต่วิถีชีวิตและแนวคิดของพวกเขา ก็ยังมีแง่มุมที่สามารถนำมาปรับใช้กับผู้ชายในยุคปัจจุบันได้อยู่เหมือนกัน ในบทความนี้เรามีวิธีการนำ Spartan Mindset การปลดล็อกเลือดนักรบที่พร้อมปะทะทุกปัญหาและความท้าทายอย่างลูกผู้ชาย มาใช้ในการพัฒนาตัวเอง เพื่อความก้าวหน้าของชีวิตและหน้าที่การงานในยุคที่แสนจะยากเย็น ฝึกฝนทักษะเพียงหนึ่งจนเชี่ยวชาญ สมัยนี้เราเห็นกลุ่มคนที่เป็น ‘เป็ด’ มากขึ้น เป็ดคือการสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แต่อาจจะไม่เก่งสักอย่าง หรือ เก่งแบบไม่สุดสักด้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หลายคนก็ประสบความสำเร็จได้แม้จะเก่งแบบเป็ดก็ตาม ในยุคกรีก เราอาจไม่เห็นคนกลุ่มนี้มากนัก เพราะชาวสปาตันมักจะฝึกฝนทักษะการทำงานหลักของตัวเองจนเกิดความเชี่ยวชาญสูงสุด แม้ว่าคนที่มีอาชีพอื่น เช่น กวี นักดนตรี พ่อค้า หรือ นักปรัชญา จะต้องฝึกต่อสู้เพื่อป้องกันเมืองในยามฉุกเฉิน แต่ก็เทียบไม่ได้กับเหล่านักรบสปาตันที่ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้อย่างหนักเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาหลายสิบปี การทำสงครามกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของพวกเขา และเป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด นักรบสปาตันจึงมีประสบการณ์การทำสงครามมากกว่าใคร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรพัฒนาทักษะในการทำงานและการใช้ชีวิตไปทีละอย่าง ฝึกสกิลทีละด้านอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่ลองสัมผัสเพียงผิว ๆ แล้วก็เปลี่ยนทางโดยยังไม่เข้าถึงแก่นกลางของสกิลใด ๆ เลย สุดท้ายก็เสียเวลาผ่านไปเปล่า ๆ อย่างไร้ประโยชน์ เราควรจะพัฒนาสกิลด้านใดด้านหนึ่งจนถึงที่สุดก่อน ทักษะด้านนั้นจึงจะกลายเป็นความโดดเด่นที่เรามีเหนือกว่าใคร ซึ่งจะทำให้เราได้เปรียบและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานมากขึ้นอีกด้วย ควบคุมอารมณ์ให้เป็น การอุทิศตัวเองให้กับวิถีแห่งนักรบ
ช่วงนี้เรากำลังนิยมนาฬิกาดีไซน์ย้อนยุคที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่พร้อมใส่เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไป มันให้ฟีลลิ่งความสนุกสนานที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร หลังจากเปิดตัว Pac-man x A100WEPC ไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด Casio ก็ตอกย้ำกระแสความ Vintage อีกครั้งด้วยการนำ “F-100” ที่โด่งดังในปี 1978 มานำเสนอใน collection ล่าสุด “A100” หน้าปัดทรงเหลี่ยมจอดิจิทัลที่หลายคนคุ้นตาตั้งแต่วัยเด็ก หากใครเกิดไม่ทันยุค ’70s นาฬิกา Casio F-100 ในยุคนั้นเปิดตัวมาอย่างอลังการ ได้รับความนิยมอย่างสูงด้วยความแตกต่างของ resin case น้ำหนักเบา เป็นนาฬิกา digital ที่ล้ำสุด ๆ ในยุคนั้นก็ว่าได้ มันเข้าถึงภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่อย่าง Alien (1979) ที่ Ridley Scott นำ F-100 2 เรือนมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ดูล้ำหน้าเหมาะกับยุคอวกาศในบทภาพยนตร์ ก็ยิ่งดันให้มันดังเปรี้ยงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว Casio Vintage A100 Series นำความคลาสสิคของ F-100 นาฬิกาหน้าจอดิจิทัลระดับ Iconic ให้กลับมาใหม่อีกครั้งในรูปแบบ
Land Rover Range Rover น่าจะเป็นแบรนด์รถที่หลายคนแยกแต่ละรุ่นออกจากกันได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะรุ่นพิเศษต่าง ๆ ที่ชื่อยาวเป็นประโยคบอกเล่า แต่ไม่ต้องท่องให้สับสนอีกต่อไป แค่จำชื่อ Sport SVR Ultimate Edition เอาไว้ว่ามันคือ “แรงสุดในรุ่น” ผลงานปลุกเสก Special Edition ชิ้นล่าสุดจากแผนก Special Vehicle Operations ของ Range Rover กับการหยิบโมเดล “Sport” ขึ้นมาอัพเกรดส่งท้ายก่อนจะเข้าสู่งการเปิดตัวโมเดลใหม่ในปี 2023 ซึ่งจะใช้ขุมพลัง Hybrid ดังนั้นผลงานชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องยนต์เผาไหม้ล้วนรุ่นสุดท้ายก่อนเดินหน้าสู่ Electrified Land Rover ซึ่งอาจไม่โดนใจสาวกบางส่วน Range Rover Sport SVR Ultimate Edition รถ SUV ที่แรงและเร็วที่สุดของตระกูล Sport ความพิเศษเริ่มตั้งแต่สีภายนอกเฉพาะรุ่นพ่นด้วยมือทั้งคัน มีให้เลือกสามสีคือ Maya Blue Gloss, Marl Grey Gloss,
หากเอ่ยถึงวาระที่ย่างเข้า 25 ปี แฟน UNLOCKMEN ก็คงคิดถึงวัยเบญจเพสอันแสนร้อนรุ่ม วัยที่เพิ่งผ่านพ้นความเป็นวัยรุ่นเพื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน ในตอนนั้นวงการภาพยนตร์ก็เต็มไปด้วยสีสันของหนังหลากแนว ไม่ว่าจะเป็นจุดสูงสุดของหนัง Blockbuster ที่ทำเงินถล่มทลาย รวมไปถึงหนังอินดี้สีสันจัดจ้านมากมายที่กลายมาเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของวงการ เรามาย้อนความทรงจำของหนังช่วงกลางยุค 90s มาดูกันว่าจุดเริ่มต้นเหล่านี้ ได้ส่งผลอะไรต่อวงการหนังในปัจจุบันกันบ้าง Independence Day ภาพของมหานครไม่ว่าจะเป็นทำเนียบขาว หรือแลนด์มาร์คต่าง ๆ ถูกจานบินลึกลับจากนอกโลกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง ในยุคปัจจุบันอาจจะดูเป็นภาพที่แสนจะชาชินและธรรมดา แต่ทว่าเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ภาพเหล่านั้นต่างเป็นภาพที่ชวนตื่นตาสำหรับผู้ชมที่ได้ชมกันในโรงภาพยนตร์ สำหรับหนังไซไฟโลกถล่มแผ่นดินทลายในหนัง Independence Day หรือ ID4 หนังแนวโลกวิบัติผสมผสานกับการครองโลกของเหล่าเอเลี่ยน กลายเป็นโปรแกรมเด็ดของหนังยักษ์ต้อนรับซัมเมอร์ที่ทุกคนต้องดู ผู้กำกับ Roland Emmerich ที่เพิ่งผ่านงานหนังไซไฟลึกลับอย่าง Stargate สานต่อเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว ที่มาจู่โจมโลกใบนี้ได้อย่างทรงพลัง บวกกับพลังดาราที่มากันล้นจอ ตั้งแต่ Will Smith ที่เพิ่งแจ้งเกิดจาก Bad Boys มาขับยานต่อสู้กับเหล่าเอเลี่ยนได้สุดกวน หรือสุนทรพจน์อันทรงพลังของ Bill Pullman
มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน คนในครอบครัว หรือ คนรัก แต่บางครั้งพวกเราก็พบว่า ยิ่งพยายามใกล้ชิดกับคนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกห่างเหิน และเจ็บปวดมากเท่านั้น สุดท้ายแม้เราจะอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่นมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะอยู่คนเดียว และดำดิ่งสู่โลกแห่งความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาต่อไป เหตุการณ์แบบนี้มีชื่อเรียกเท่ ๆ ว่าเป็น “Hedgehog’s Dilemma” หรือ บางคนก็เรียกว่า “Porcupine’s Dilemma” อันเป็นแนวคิดปรัชญาของ ‘อาเทอร์ โชเพนเฮาเออร์’ นักปรัชญาชาวเยอรมันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1788-1860 และได้รับความสนใจในปัจจุบัน เพราะงานของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ และการ์ตูนอนิเมะในตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ที่ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านตัวละครเอก ‘อิคาริ ชินจิ’ และ ‘คัตซึรางิ มิซาโตะ’ ซึ่งต่างคนต่างกลัวว่าถ้าใกล้ชิดกันแล้ว จะทะเลาะกัน จนเกิดความเจ็บปวดและร้างรากันในอนาคตต่อไป Hedgehog’s Dilemma ได้เปรียบความสัมพันธ์ของมนุษย์เหมือนกับความสัมพันธ์ของกลุ่มเม่นที่พยายามเกาะกลุ่มกันเพื่อสร้างความอบอุ่นในวันที่เหน็บหนาวของฤดูหนาว แต่เมื่อเม่นแต่ละตัวเริ่มเข้าใกล้กัน หนามของพวกมันแต่ละตัวก็เริ่มทิ่มแทงซึ่งกันและกัน จนเหล่าเม่นที่รู้สึกเจ็บปวดต้องถอยห่างจากกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความหนาวก็ทำให้มันเริ่มเข้าใกล้กันอีกครั้ง เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา
ต้องมีสักครั้งในชีวิต ที่เราตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตแล้วรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในภวังค์ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับกำลังอยู่ในฝัน บางครั้งความรู้สึกนี้ก็ทำให้เราสับสนว่า “กำลังตื่น หรือ หลับอยู่กันแน่นะ” ซึ่งอาการนี้ ทางการแพทย์ เรียกว่า ความจริงวิปลาส และถ้าประสบกับมันบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคจิตเวชได้ ความจริงวิปลาสคืออะไร ปกติแล้ว ภาวะความจริงวิปลาส (Derealization) นับเป็นหนึ่งในอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคดิสโซสิเอทีฟ (Dissociative Disorders) เช่นเดียวกับบ ภาวะบุคลิกภาพแตกแยก (Depersonalization) ทำให้บางครั้งสองอาการนี้ก็ถูกใช้แทนกันด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอาการไม่ได้มีความเหมือนกันซะทีเดียว แต่มีความแตกต่างกันอยู่ดังต่อไปนี้ Derealization จะเป็นอาการที่เรารู้สึกขาดการเชื่อมต่อกับความเป็นจริงหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว จนเกิดอาการเช่น สิ่งที่อยู่รอบตัวดูเชื่องช้า หรือ ทุกอย่างดูพร่ามัวไปหมด เราจะรู้สึกเหมือนสิ่งที่อยู่รอบตัวไม่มีอยู่จริง เหมือนกำลังอยู่ในโลกจำลอง หรือ โลกแห่งความฝัน ไม่สามารถประมวลผลหรือทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่รอบตัวของเราได้ จนเราเกิดความไม่คุ้นเคยกับสถานที่เราอยู่ และเกิดความสับสันระหว่างโลกแห่งความฝันและความเป็นจริง ส่วน Depersonalization คือ ภาวะที่เรารู้สึกตัดขาดจากร่างกาย อารมณ์ และความคิดของตัวเอง คนที่มีอาการนี้มักจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นภาชนะว่างเปล่า เป็นเพียงผู้ชมร่างกายตัวเอง หรือ เป็นหุ่นยนต์ที่คอยรับคำสั่งจากคนอื่น ไม่สามารถบังคับร่างกายของตัวเองได้อีกต่อไป แม้พวกเขาจะขยับแขนขยับขา หรือ รู้สึกถึงอารมณ์ของตัวเองได้ก็ตาม


