แม้กาลเวลาจะผันผ่านไปกว่า 40 ปีแล้ว แต่บทเพลงยิ่งใหญ่อย่าง “Bohemian Rhapsody” ก็ยังสร้างสถิติใหม่ไม่หยุดยั้ง ล่าสุดข้ามน้ำข้ามเกาะอังกฤษ ไปสร้างสถิติที่อเมริกาด้วยการสร้างยอดขายและสตรีมระดับ Diamond Single ได้สำเร็จเป็นวงแรกของสหราชอาณาจักร โดยการรับรองจาก RIAA หรือ Recording Industry Association of America ด้วยยอดจำหน่ายและการดาวน์โหลดรวมกันได้ถึง 10 ล้านหน่วย “นี่เป็นข่าวที่น่าเหลือเชื่อ ในบางครั้งเช่นนี้ฉันต้องหยิกตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นของจริง” Brian May มือกีตาร์ระดับตำนานแสดงออกถึงความดีใจที่บทเพลงที่อายุอานามกว่า 4 ทศวรรษรวมไปถึงเจ้าของบทเพลงอย่าง Freddie Mercury ก็จากโลกใบนี้ไปครบ 30 ปีแล้ว UNLOCKMEN จึงขอพาคุณย้อนไปสู่การเดินทางอันแสนอหังการ์ และมาวิเคราะห์กันว่า เพราะอะไรบทเพลงนี้กลายเป็นบทเพลงอมตะจวบจนปัจจุบันกัน หลังจากที่ Queen ประสบความสำเร็จจากอัลบั้ม Sheer Heart Attack อัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเขา Freddie Mercury ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับภาพลักษณ์ของวงร็อคที่ซ้ำซากจำเจในยุคนั้น ที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งแข็งกร้าวบึกบึน แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ Freddie รู้สึกว่าเพลงร็อคควรไปไกลกว่านั้น
นับตั้งแต่การมาของประดิษฐกรรมที่ชื่อว่า Compact Disc หรือ CD ตั้งแต่ยุค 80s นับแต่นั้นสิ่งๆนี้ก็ได้ทำลายฟอร์แมทการฟังเพลงเก่าๆไปอย่างราบคาบ ด้วยทั้งความสะดวกสบาย คุณภาพเสียงที่ชัดใส ไปจนถึงราคาที่ถูกกว่า ทำให้ฟอร์แมท CD อยู่คู่กับคนฟังเพลงมานานนับ 4 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 1987 ที่เป็นครั้งแรกที่ยอดขายซีดีนำหน้าฟอร์แมทอื่นๆไม่ว่าจะเป็นคาสเซ็ทท์ หรือแผ่นเสียงไวนิล แต่บัลลังก์แชมป์กำลังถูกสั่นคลอนในอีกไม่ช้า เมื่อผู้สันทัดกรณีของประเทศอังกฤษได้กล่าวว่า “ปี 2021 นี้ CD จะมีแนวโน้มถูกโค่นแชมป์ ซึ่งสิ่งที่มาสั่นคลอนนั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไร แต่เป็นแผ่นไวนิล หรือแผ่นเสียงนั่นเอง” Geoff Taylor ผู้บริหารระดับสูงของ British Phonographic Industry (BPI) ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์อันน่าสนใจนี้กับ The Guardian ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แนวโน้มของแผ่นเสียงจะกลับมาชนะ CD ในปลายปีนี้ เนื่องจากพฤติกรรมการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จากยอดขายโดยรวมที่ปีที่แล้วที่ไวนิลได้ทำไว้คือ 86.5 ล้านปอนด์ ซึ่งนับเป็นยอดขายที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา ซึ่งถือได้ว่าทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว” ซึ่งเหตุผลสำคัญของการกลับมาของไวนิลนั้นมีนัยยะสำคัญอยู่
ทุกวันนี้ อุบัติเหตุอยู่รอบกายแบบที่เราไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนนที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุก ๆวินาที และยิ่งอากาศร้อน ๆ แดดเปรี้ยงในช่วงเวลานี้ ดีกรีของอารมณ์ยิ่งพุ่งพล่าน เราจึงขอเสนอ 5 หนังสุดเดือด ของคนคลั่งที่เรามักเจอบนท้องถนน เผื่อเป็นอุทาหรณ์ เลี่ยงได้ก็จงเลี่ยง หลบได้ก็จงหลบ DUEL (1971) แค่แซงรถใหญ่ ก็ถูกไล่ล่าจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด หนังเปิดตัว Steven Spielberg ในฐานะผู้กำกับหนังเป็นครั้งแรก แม้การประเดิมจะเริ่มต้นด้วยหนังทีวี แต่คุณงามความดีของมันก็ทำให้หนังพาตัวเองได้ฉายโรงใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศภายหลัง (รวมไปถึงประเทศไทยที่ฉายหลัง Jaws จนตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า “ไอ้จอว์สบก 18 ล้อ” เสียเลย ซึ่งตัวหนังก็ไม่ได้ต่างจาก Jaws นักในแง่ของความระทึกขวัญสั่นประสาท เพียงแต่เปลี่ยนจากทะเลเป็นถนนไฮเวย์อันร้อนระอุแทน เรื่องราวของชายหนุ่มที่ขับรถข้ามเมืองเพื่อไปให้ทันประชุม แต่ดันมาเจอรถขนก๊าซตรงหน้า เขาพยายามที่จะแซงไอ้ยักษ์บุโรทั่งคันนี้ไปให้ได้ แต่กลับกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เฉียดตายที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต เมื่อรถปริศนาคันนี้ ไล่จี้ตามติดจนชายคนนี้เกือบตายหลายต่อหลายครั้ง มันพร้อมจะเล่นสงครามประสาทบนท้องถนนเพื่อรับรู้ถึงภัยอันน่ากลัวที่คุณไม่มีวันคาดคิด แม้จะหลบซ่อนมันยังไง สุดท้ายไอ้ตีนผี 18 ล้อก็เจอทุกที่ ในเมื่อหนีไม่ได้พระเอกของเรื่องก็ดับเครื่องชนมันเสียเลย กับหนังเรื่องนี้ Spielberg ได้รับคำชมในฐานะการสร้างความระทึกขวัญสั่นชีพจร ในสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดาและไร้ซึ่งเหตุผล แต่กลับตรึงคนดูให้ลุ้นตลอดเวลา
ความหวังของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูเหมือนจะกลับมาเชิดฉายอีกครั้งทั้งผู้ผลิตและโรงหนัง หลัง Godzilla vs Kong เข้าฉายทุบทำลายสถิติรายได้สูงสุดในตลาดต่างประเทศหลัง Covid-19 ไปถึง $122 ล้านเหรียญ ยังไม่รวมตลาดสำคัญอย่างในอเมริกา ที่เตรียมเข้าฉายสัปดาห์หน้า และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิด Godzilla สถิติของ Godzilla vs Kong นั้นสูงยิ่งกว่า Tenet ของ Christopher Nolan ที่ทำรายได้ในตลาดต่างประเทศแบบไม่แคร์ Covid-19 ไปได้ $53 ล้านเหรียญ เข้าใจว่าน่าจะไม่อยากเลื่อนจนกระแสหายไป และแม้จะรู้ว่ารายได้จากโรงหนังอาจจะน้อย แต่ไปเน้นขายผ่าน online streaming ก็ยังทำเงินได้ ดีกว่ารอไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย แต่สำหรับ Godzilla vs Kong ดูเหมือนจังหวะจะดีกว่า เข้าฉายในช่วงที่คนอัดอั้นบรรยากาศการดูหนัง และบางประเทศเริ่มคลายมาตรการเกี่ยวกับ Covid-19 ไปแล้ว อย่างเช่นประเทศจีน ที่ก่อนหน้านี้ก็ทำสถิติให้ Avatar เวอร์ชั่นฉายใหม่ไปแล้ว มาถึงศึกสงครามสัตว์ประหลาดเรื่องนี้ แค่จีนประเทศเดียวก็กวาดไป $70.3 ล้านเหรียญ
สาวก Oasis เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมสตุ้งสตางค์ ยิ่งสายเสื้อวงเสื้อทัวร์ยิ่งไม่ควรพลาด เพราะ Oasis ร่วมกับ The 100 Club เตรียมปล่อยเสื้อทีเชิร์ตรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อช่วยเหลือคลับที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ The 100 Club คืออะไร สำหรับคนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกับสถานที่แห่งนี้ แต่สำหรับชาวลอนดอนแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักคลับเฮาส์ทางดนตรีที่สร้างตำนานและสร้างคุณูปการให้กับศิลปินมาอย่างยาวนาน The 100 Club ตั้งอยู่ตรงชั้นใต้ดินบนถนนอ๊อกซ์ฟอร์ดมาตั้งแต่ปี 1942 โดยแรกเริ่มเดิมที สถานที่แห่งนี้เป็นภัตตาคารชื่อ Macks จนกระทั่งได้ว่าจ้าง Robert Feldman เพื่อจัด Jazz Session ทุกค่ำคืนวันอาทิตย์ จนร้านโด่งดังเพราะ Robert ได้เชิญชวนเพื่อนในวงการ Swing Jazz มาร่วมแจมดนตรีกัน จนกลายเป็นที่เลื่องลือในหมู่คนฟังเพลงแจ๊ส จากร้านอาหารจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Feldman Swing Club ที่สร้างขุนพลดนตรีผู้เลื่องลือนามมากมาย จวบจนเวลาผันผ่าน ความนิยมของร้านก็ถูกพูดถึงในวงกว้าในฐานะ Club Jazz / Swing Jazz ที่ศิลปินชื่อดังมากมายมาปล่อยฝีไม้ลายมือให้เหล่านักฟังเพลง ศิลปินผิวสีที่ถูกแบนจากการเหยียดผิวชังพันธุ์ในยุคสมัยนั้นก็มีโอกาสได้โชว์ฝีมือกันที่นี่
เรียกได้ว่าฉลองชัยในการเป็นแชมป์หนังทำเงินตลอดกาลทั่วโลกได้เพียงไม่กี่ปี ในที่สุดบทสรุปหนังรวมดาวจักรวาลมาร์เวลเฟสสาม Avengers: End Game ที่สร้างสถิติหนังทำเงินตลอดกาลในปี 2018 ก็ถูกทำลายลง ซึ่งหนังที่มาเบียดตำแหน่งจนเหล่าซูเปอร์ฮีโรหล่นตุ้บลงไปอยู่อันดับ 2 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อดีตแชมป์ที่เคยถูกโค่นจนร่วงหล่นมาอันดับ 2 อย่างหนัง Avatar นั่นเอง ได้รับการยืนยันจากตาราง Box Office อย่างเป็นทางการแล้วว่า Avatar ที่นำกลับมาฉายใหม่ที่ประเทศจีนในสุดสัปดาห์ที่ 12 มีนาคม 2021 ที่ผ่านมานั้นทำรายได้รวม 21 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 127 ล้านหยวนของจีน ซึ่งตัวเลขนั้นเองไม่ได้มากมายนัก แต่ก็มากพอที่จะพาตัวเองกลับเข้ามาครองบัลลังก์หนังทำเงินสูงสุดในโลกอันดับ 1 ได้อีกหนด้วยรายได้รวม 2,810 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรากฎการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้อย่างไรในยุคสมัยที่ภาพยนตร์และธุรกิจโรงหนังนั้นกำลังอยู่ในภาวะซบเซาจากวิกฤตไวรัสระบาด Unlockmen ขอทำการถอดรหัสความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไปด้วยกัน จริงอยู่ว่าในช่วง Lockdown ที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ดูหนังเก่ามากมายเพราะสตูดิโอค่ายยักษ์ใหญ่ต่างพากันเลื่อนฉายหนังใหญ่ของตนไปอย่างไม่มีกำหนด ไม่ว่าจะเป็น No Time to Die / Black Widow / The Fast
หลายคนอาจจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดงตลกสุดฮา ที่มาพร้อมความป่วนและความกวนแบบสุดห่ามแห่งทศวรรษที่ 2000’s จวบจนปัจจุบัน แถมยังออกตัวว่าโปรดปรานกัญชาแบบเข้าเส้นอีกด้วย และในวันนี้ ฝันของเขากำลังจะเป็นจริง เมื่อดาวตลกท่านนี้ สามารถผลักดันแบรนด์กัญชาสู่ประชากรอเมริกันได้เป็นผลสำเร็จ เรามาทำความรู้จักทั้งตัวตนของชายสุดห่ามคนนี้ รวมถึงแบรนด์ Houseplant ที่เป็นมากกว่าสมุนไพรสายเขียวของผู้ชายคนนี้ Seth Rogen สำหรับคอหนังคงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันมากมาย สำหรับนักแสดงสายฮาผู้มาพร้อมความกวนระดับพระกาฬ จากที่เขาได้แจ้งเกิดในหนังตลก Knocked Up เรื่องของความสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืนของหนุ่มเนิร์ดที่รับบทโดย Seth กับสาวสวย แต่ต้องซวยตลอดไปเมื่อพวกเขาเผลอมีลูกด้วยกันแบบไม่ตั้งใจ ที่กลายเป็นหนังฮิตสะท้อนชีวิตสายอันเดอร์ด็อกได้อย่างถึงแก่น ทำให้ Seth Rogen เป็นดาวตลกที่เข้าถึงผู้ชาย Gen-Y จนถึง Gen-Z กันอย่างล้นหลาม ด้วยความห่ามและตลกในแบบที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังวาดลวดลายในหนังเจ๋งๆอีกหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Funny People (2009) 50/50 (2011) The Green Hornet (2011) Bad Neighbors (2014) รวมไปถึงการให้เสียงพากย์ในหนังแอนิเมชั่นอย่าง Kung Fu Panda (2008) แถมยังฉาวไปกำกับหนังที่เล่าถึงการไปตามสัมภาษณ์ท่านผู้นำแห่งเกาหลีเหนืออย่าง The
ศิลปินฮิปฮอปกวนส้นเท้า / นักข่าวป่วนที่ชวนระอา / เผด็จการบ้าอำนาจ หรือดีไซน์เนอร์แต๋วแนวกัดจิก ทั้งหมดทั้งมวล เกิดจากตัวตนของผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่เพิ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำนักแสดงนำชายสาขาภาพยนตร์เพลงและตลกมาหมาด ๆ จากภาคต่อของหนังโคตรกวนแต่ฮิต Borat ด้วยคาแรคเตอร์ที่ชอบสร้างสถานการณ์สุดประหลาดผ่านการถ่ายทำสารคดีเก๊ (Mockumentary) ที่คนดูโคตรขำ แต่คนถูกอำมักไม่ค่อยจะฮาด้วย การจิกกัดสังคมแบบสุดห่าม ทำให้ชายหนุ่มจากอังกฤษคนนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักดูหนังที่ชอบความเกรียน และเฝ้าติดตามผลงานเรื่องต่อไปว่าเขาจะมาในคาแรคเตอร์ไหนอยู่เสมอ กระทั่งปีที่ผ่านมาการแสดงของเขาไม่ถูกจัดอยู่เพียงบทบาทฮา ๆ แต่ยังเดินหน้าสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแสดงระดับคุณภาพที่ทำให้ได้เข้าชิงรางวัลสมทบฝ่ายชายยอดเยี่ยมจาก The Trial of the Chicago 7 อีกด้วย วันนี้เราขอพาย้อนไปทำความรู้จักคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ที่สร้างชื่อให้กับเขา และจะพบว่าแต่ละตัวละครที่เขารับบทบาทนั้น กล้า ซ่า และบ้าดีเดือดขนาดไหน ก่อนหน้าที่ Sacha Baron Cohen จะหันเหเข้าสู่วงการตลก เขามีดีกรีถึงนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์จากมหาลัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก่อนจะค้นพบพรสวรรค์จากการเล่นตลกเมื่อเขาไปเรียนการแสดงเสริมที่ปารีส และเริ่มสร้างตัวตนผ่านคาแรคเตอร์แร๊ปเปอร์สุดแสบที่ชื่อ Ali G ที่เริ่มต้นจากแก๊กสั้นๆในรายการ The 11 O’Clock Show ของ Channel 4
เนื้อเรื่องของดาบพิฆาตอสูรภาคต่อใน Anime ที่เน้นการผจญภัยใน ‘โยชิวาระ’ ย่านอโคจรที่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเข้มงวดเหมือนด่านตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินในยุคปัจจุบัน อยู่ ๆ ดินแดนแห่งความรื่นเริงใจของบุรุษกลับเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เหมือนกับว่ามีปีศาจร้ายออกอาละวาด หน่วยพิฆาตอสูรแห่งยุคไทโช จึงต้องตามหาต้นตอของปัญหา จัดการเหล่าร้ายร่วมกับ ‘อุซุย’ เสาหลักเสียง …และนี่คือเรื่องราวคร่าว ๆ ของ ดาบพิฆาตอสูรแอนิเมชันซีซัน 2: ย่านเริงรมย์ ต้องเกริ่นกันไว้ก่อนว่า NIHON STORIES ตอนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการดื่มด่ำกับบรรยากาศของโยชิวาระในยุคไทโชที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน อาจจะมีเนื้อหาที่ผู้รอชมแอนิเมชันอย่างใจจดใจจ่อแต่ไม่เคยอ่านมังงะไม่ควรได้รู้ตอนนี้ (เพราะจะเป็นการสปอยล์ให้เสียอารมณ์) ส่วนที่สองคือพาร์ทที่สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเปิดเผยเนื้อเรื่อง เนื่องจาก UNLOCKMEN เตรียมแผนไว้ในอนาคตข้างหน้า กับโยชิวาระในยุคปัจจุบัน หากโควิด-19 จบลงเมื่อไหร่ สถานที่ในมังงะก็กำลังรอให้ทุกคนได้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อย้อนรอยความยิ่งใหญ่ของย่านบันเทิงที่มีปีศาจสิงสู่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น *เนื้อเรื่องส่วนนี้มีการสปอยล์ต่อคนที่ยังไม่ได้อ่านมังงะ เนื้อเรื่องของดาบพิฆาตอสูรเล่ม 9 เริ่มต้นกับบท ‘แผนแทรกซึมเข้าย่านเริงรมย์’ หากใครเคยอ่านบทความของ NIHON STORIES ก่อนหน้านี้ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของดินแดนต้องห้ามโยชิวาระ จะรู้กันดีว่าบุรุษที่ต้องการเข้าเมืองนั้นไม่สามารถพกอาวุธ หรือเดินดุ่ม ๆ ไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าย่านนี้ได้ หากจะทำอะไรบางอย่างนอกเหนือเพลิดเพลินกับสาวงามในโยชิวาระ ทุกอย่างต้องวางแผนไว้อย่างรอบคอบก่อนเสมอ กฎข้อบังคับที่เข้มงวดตั้งแต่หน้าประตู ทำให้อุซุยที่พยายามเข้าโยชิวาระในฐานะลูกค้าเพื่อสืบข้อมูล แต่เขากลับไม่ได้อะไรมากมายกลับมา
เพราะโหยหาบรรยากาศของเทศกาลดนตรี ชาวเมืองผู้ดีหลังจากเผชิญหน้ากับวิกฤติ COVID-19 มาตั้งแต่ปี 2020 จนถึง 2021 ที่ระบาดแล้วระบาดอีก ตอนนี้เริ่มระดมการฉีดวัคซีนป้องกัน และรัฐบาลก็ค่อย ๆ ปลดล็อกบางเมืองบางแห่งให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติบ้างแล้ว ซึ่งวัฒนธรรมของคน UK ก็ไม่รอช้า เมื่อทราบข่าวการเปิดขายตั๋ว Early Bird เทศกาลดนตรีบางแห่ง ก็แห่กันรุมจองตั๋วกันจน Sold Out อย่างรวดเร็วสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Boris Johnson นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผ่อนปรนการล็อคดาวน์รวมไปถึงคลายล็อคกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วไว โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะให้สังคมกลับคืนสู่ความปกติสุขอย่างสิ้นเชิงภายในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ซึ่งเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ก็ขานรับนโยบายนี้ด้วยการเริ่มประกาศขายตั๋วเทศกาลดนตรีล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีอิเลคทรอนิคส์ Field Day Festival ที่จะจัดในวันเสาร์ที่ 10 กรกกฎาคม หรือเทศกาลอย่าง Reading & Leeds Festival ที่จัดขึ้นในวันที่ 27-29 สิงหาคม โดยมีเฮดไลน์ตัวเป้งๆอย่าง Liam


