พูดคำว่า “ไม่” กลายเป็นมิติพิศวงที่ชวนให้คนที่พูดมันออกมาต้องงุนงงทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนถูกขอร้อง ถูกขอความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้ทำไม พอต้องปฏิเสธ พอต้องพูดว่าไม่ทีไร เราถึงต้องรู้สึกแย่ รู้สึกผิดทุกครั้งไป การช่วยเหลือคนมันก็ดีนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้ช่วยทุกคน ช่วยทุกเรื่องก็คงมากไป แต่ไอ้ครั้นจะมามัวปฏิเสธไป รู้สึกผิดไปก็ดูจะทำร้ายจิตใจตัวเองมากเกินไปหน่อย UNLOCKMEN จึงเอาวิธีพูดคำว่า “ไม่” ไว้ปฏิเสธใคร ๆ แบบไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปมาฝากกัน 1.เราไม่ได้ฆ่าคนตาย อย่าจมอยู่กับความรู้สึกผิดขนาดนั้น โอเค เรามาเริ่มกันที่ทำไมเราต้องรู้สึกผิดกับการพูดปฏิเสธ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด? ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ “ความรู้สึกผิด” สมควรที่เราจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเราทำผิดต่อใครสักคน ทำร้ายเขา ทำให้เขาเจ็บปวด ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ แต่เดี๋ยวก่อน! การปฏิเสธความช่วยเหลือ (ที่ขอมาหลายครั้งเกินไป หรือเหนือบ่ากว่าแรงเราจนช่วยไม่ไหว) ไม่ใช่การที่เราทำร้ายเขา แต่เป็นการบอกให้เขาเข้าใจเงื่อนไขของเรา และเขาจะได้หาคนที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือที่เหมาะสมคนต่อไป หรือไม่ก็เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้นนี่ไม่ใช่การทำร้ายเขา เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว! 2.เราไม่ใช่คนเลว เราแค่ไม่สะดวก อีกกรณีที่เรามักรู้สึกผิดเมื่อเราต้องบอกปัดอะไรจากใครสักคน เพราะเรากลัวการดูเป็นคนเลว การดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ หรือการดูเป็นคนไม่อยากช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งไม่จริงเสมอไป เราควรถามตัวเองแทนว่าเพราะอะไรเราถึงปฏิเสธเขา? เพราะเขาขอร้องให้ช่วยเรื่องซ้ำ
มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงประโยชน์ของการทำ “Handstand” หรือ “การยืนด้วยมือ” โดยการทำ Handstand ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการออกกำลังแบบ Bodyweight ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดท่าหนึ่งเลยทีเดียว “Handstand”ยังเป็นการฝึกการทรงตัวและสมาธิไปในตัวอีกด้วย แต่ด้วยความยากของท่ากายบริหารท่านี้ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมทำกันนัก แต่ก็ด้วยความยากนี่เองที่มันท้าทายความสามารถของผู้ชายอย่างเรา โดยเฉพาะชาว UNLOCKMEN ด้วยแล้ว เราเชื่อว่าทุกคนจะสามารถปลดล็อคศักยภาพของตัวเองให้ทำท่านี้ได้อย่างแน่นอน วันนี้เราจึงได้นำเอาเทคนิค และวิธีการออกกำลังด้วยท่า Handstand มาให้กับทุกท่านได้ลองนำไปทำกันดู แล้วจะรู้ว่าการออกกำลังด้วยท่ากายบริหารเพียงท่าเดียวนั้น สามารถช่วยให้คุณแข็งแกร่งมากขึ้นมากขนาดไหน แถวใช้เวลาเพียงน้อยนิดสุด ๆ อีกด้วย การทำ Handstand เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ควรที่จะทำต่อเนื่องทุกวัน หากคุณต้องการที่จะเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและมีการทรงตัวดีเยี่ยม การออกกำลังแบบ Bodyweight ชนิดนี้ ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ นอกจากผนังห้อง สำหรับมือใหม่ การเริ่มต้นจากการทำ Handstand แบบพิงกับผนังห้องจะช่วยให้คุณไม่ต้องกลัวว่าจะหงายหลัง แน่นอนว่ามันอาจจะทำไม่สำเร็จในครั้งแรก แต่ถ้าหากคุณทำมันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน คุณจะเริ่มจับจุดได้เองในที่สุด ดังนั้น คุณจะต้องใจเย็น ๆ อาจจะเริ่มจากการทำให้ได้แค่ 2 วินาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญ
ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหน ชีวิตเราก็ต้องพบปะกับการเจรจาต่อรองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องง่าย ๆ อย่างการต่อรองกับเพื่อนว่าจะไปกินเหล้าร้านไหนกันดี ต่อรองกับแฟนสาวเพื่อขอออกไปเที่ยว ไปจนถึงเรื่องราวยิ่งใหญ่อย่างการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองระดับไหน เราก็ล้วนแต่ต้องการจะเป็นฝ่ายกุมชัยชนะไว้ในมือทั้งนั้น UNLOCKMEN จึงเอาเทคนิคการเจรจาต่อรองที่ใช้ความฉลาดทางอารมณ์ล้วน ๆ จากคำบอกเล่าของ Chris Voss อดีต FBI Crisis Negotiation Team ที่ทำงานด้านการเจรจาต่อรองมากว่า 24 ปี ถ้าได้เทคนิคที่ผ่านการสรุปจากการทำงานยาวนานจากเขามาใช้ รับรองว่าเจรจาครั้งต่อไป ไม่มีพลาดแน่นอน 1.พูดทวนคำ หนึ่งในวิธีการสุดสามัญคือการพูดทวน หรือพูดซ้ำคำ โดยพูดซ้ำ 1-3 คำล่าสุดที่คู่เจรจาของคุณเพิ่งพูดออกมา เพราะนี่คือวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างความรู้สึกเป็นมิตรกับคู่เจรจา และทำให้คู่เจรจาของคุณรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเปิดใจคุยกับคุณ สิ่งที่ขาดไม่ได้นอกจากการทวนและซ้ำคำ ก็คือน้ำเสียง ให้ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็นมิตรที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงเสียงของดีเจเปิดเพลงในวิทยุช่วงกลางดึก เทคนิคเหล่านี้จะช่วยทำให้บทสนทนาดำเนินไปอย่างช้าลง ช่วยประวิงเวลาให้เราสามารถคิดอะไรก่อนพูดได้มากกว่าเดิม 2.แสดงความเอาใจใส่ แสดงให้คู่เจรจาของคุณเห็นว่า คุณสังเกตเห็นอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เขาแสดงออกมา โดยพยายามสังเกตจากสีหน้า คำพูด โดยเฉพาะความรู้สึกทางลบ และอย่าลืมพูดวลีที่แสดงออกมาว่าคุณรู้ว่าเขารู้สึกอะไร เช่น “ฟังดูเหมือนคุณกำลังกลัวที่จะ…นะ” หรือ “ดูเหมือนว่าคุณกำลังกังวลเรื่อง…นะ” เป็นการแสดงให้รู้ว่าเรามองเขาออก
หลายคนเชื่อว่า การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง และการเลือกกินอาหารที่ยอดเยี่ยมอย่างมีวินัย จะช่วยให้สุขภาพและสารรูปของเราดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจาก 2 สิ่งที่ได้กล่าวไป การนอนก็ถือเป็นอีกกิจกรรมที่สำคัญไม่แพ้กันเลยทีเดียว เพราะในขณะที่เรานอนหลับนั้น ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน Testosterone & Growth Hormone ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายต้องการใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอที่เกิดขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย และยังเป็นสารหลักที่จะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาพร้อมใช้งาน สำหรับการออกกำลังกายในครั้งต่อไป วันนี้เราจึงมีวิธีการนอน 6 แบบ ซึ่งเป็นสูตรลับที่จะทำให้คุณกล้ามใหญ่กล้ามโตได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะในเวลาที่คุณกำลังนอนหลับ Establish a pre-snooze ritual. กำหนดเวลาที่จะหยุดทำทุกกิจกรรมที่ซับซ้อนและยุ่งยาก รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นหรือจิตใจไม่สงบให้ชัดเจน เพื่อเตรียมตัวที่จะเข้านอนอย่างเงียบสงบ เพราะการที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ ก่อนนอน อาจส่งผลให้นอนหลับได้ยาก ความตื่นเต้น ความเครียด ความกดดัน จะเป็นตัวขัดขวางการหลั่งของฮอร์โมนในการนอนหลับ แสงสีฟ้าจากหน้าจอ แสงจากจอโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาก่อนเข้านอนเช่นกัน จากนั้นเมื่อคุณทิ้งตัวลงนอนบนเตียงภายในห้องที่เงียบสงบแล้ว ให้คุณหลับตา หายใจลึก ๆ เข้า-ออก ช้า ๆ จะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง และนอนหลับได้สนิทมากยิ่งขึ้น Escape with a book. ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University
Pablo Escobar คือชื่อของราชาโคเคน อาชญากรที่ร่ำรวย และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์การค้ายาเสพติด ซึ่งหากใครที่เป็นแฟนซีรีย์น่าจะพอผ่านตามากับเรื่องราวของเขามาบ้างใน Narcos โดยเรื่องราวของ Pablo Escobar ถือว่ามีการนำมาเล่าต่อกันในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นสารคดีหรือภาพยนตร์ที่ต่างหยิบยกนำเรื่องเขามาเล่นจนเราแทบจะไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนแต่ง แต่สิ่งที่ยืนยันได้อย่างหนึ่งคือ Pablo Escobar มีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่ราว ๆ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.018 ล้านล้านบาท) จากธุรกิจมืดนี้ และเคยทำให้เขาติดอันดับมหาเศรษฐีจากการจัดอันดับโดย Forbes จากประวัติอาชาญกรรมทั้งหลาย วันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN จึงได้นำ 10 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Pablo Escobar มานำเสนอให้ทุกท่านได้รู้กันไว้เตือนใจว่าการไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมันไม่เคยมีจุดจบที่สวยงาม Pablo Escobar ประกอบอาชญากรรมครั้งแรก Pablo Escobar แทบจะไม่เคยเห็นคุณค่าของชีวิตคนตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะหลังจากที่เขาลาออกจากโรงเรียน อาชญกรรมแรกที่เขาเลือกทำคือการขโมยหีบศพ ขุดเอาป้าย และโลงจากหลุมฝังศพ ไปขายต่อให้กับคนยากคนจน แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาได้ขยับความรุนแรงขึ้นไปเป็นการลักพาตัว และเรียกค่าไถ่จากคนรวยแทน Pablo Escobar สามารถขนยาข้ามสหรัฐได้มากว่า 15 ตันต่อวัน ความจริงแล้วในธุรกิจโคเคนของเขามีการจัดจำหน่ายโคเคนมากกว่า 70-80 ตันต่อวัน
เราต่างอยู่ในยุคที่ถูกกรอกหูอยู่ทุกวันว่าให้คิดบวกสิ คิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้สิ ไม่มีอะไรในโลกที่เราทำไม่ได้หรอก ขอแค่เรามั่นใจในตัวเอง แล้วบอกว่ามันเป็นไปได้ก็พอ เราเชื่อตาม ๆ กันมา ตื่นนอนมาพร้อม ๆ กับการยืนหน้ากระจกฉีกยิ้มให้กับตัวเอง แล้วบอกว่าทำได้! กูทำได้ทุกอย่างในโลกเลย! แต่การคิดบวก ให้กำลังใจตัวเองตลอดเวลาอย่างนี้เป็นผลดีจริงหรือเปล่า? มันมีส่วนกับความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? แล้วถ้าไม่คิดบวกตามแบบใคร ๆ เรามีโอกาสประสบความสำเร็จหรือเปล่า? ก่อนอื่น UNLOCKMEN ขอพาคุณย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปี 2015 ขณะนั้นที่ New York มีการแข่งขันเทนนิส U.S. Open รอบ semi-finals โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่าง Roberta Vinci กับนักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งในขณะนั้นอย่าง Serena Williams เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Serena Williams ชนะ 3 รายการหลักของการแข่งขันเทนนิสไปแล้วในปีนั้น แถมได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเทนนิสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ในขณะที่ Roberta Vinci ไม่เคยผ่านเข้ามาถึงรอบ semi-finals ของการแข่งขันเทนนิสรายการใหญ่ ๆ เลย นี่เป็นครั้งแรกของชีวิตการเป็นนักกีฬาเทนนิสของเธอ โอกาสชนะครั้งนี้คือ 300
หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า ‘Friend with benefits’ กันมาบ้าง เพราะมันเป็นทั้งชื่อของภาพยนตร์ดังและเป็นรูปแบบความสัมพันธ์แบบหนึ่งที่ผู้ชายหรือแม้กระทั่งผู้หญิงบางคนชื่นชอบมากกว่าการมีแฟนเป็นตัวเป็นตนซะอีก สำหรับความสัมพันธ์แบบ ‘Friend with benefits’ ที่ว่านี้ ถ้าแปลตรงตัวหลายคนอาจจะคิดว่า เป็นการเลือกคบเพื่อนเพื่อผลประโยชน์อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า? จะว่าไปแล้วมันก็ใช่ แต่มันไม่ใช่เรื่องของการงาน เงิน อะไรทำนองนั้น แต่มันเป็นผลประโยชน์ในเรื่อง Sex สำหรับผู้ชาย หรือ ผู้หญิงที่ไม่ได้ต้องการยึดติด หรือผูกพันกับใครในฐานะแฟน แต่ก็อยากที่จะมี Sex กับใครสักคนที่ไม่ใช่คนแปลกหน้า วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวัฒนธรรม ‘Friend with benefits’ อันนี้กัน พร้อมทั้งวิธีการที่จะทำให้ใครสักคนสุขสมหวังกับเพื่อน โดยที่ไม่ต้องสูญเสียเพื่อนดี ๆ ไปในภายหลัง แต่เราอยากขอเตือนเอาไว้ก่อนที่จะอ่านบทความนี้เลยว่า แม้วัฒนธรรม ‘Friend with benefits’ นี้จะมีอยู่จริงบนโลก และเกิดขึ้นกับหลาย ๆ คน ซึ่งเป็นความพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย แต่มันก็อาจจะขัดต่อศีลธรรมบางอย่าง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ยังคงมีความเคร่งครัดในเรื่อง Sex ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรกรุณาไตร่ตรอง และพิจารณาถึงผลเสียที่จะตามมาให้ดี อย่า! คิดถึงแต่ความสุข
แน่นอนว่า การขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปท่องเที่ยวกินลมชมวิวในวันว่างนั้น เป็นเรื่องที่ทำให้คนเรารู้สึกสนุก และมีความสุขไปกับมัน ตราบใดที่ยังไม่มีสิ่งแปลกปลอม หรือปัญหาเกิดขึ้นมากับดวงตาอันบอบบางของเรา ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นว่า Biker ทั้งหลาย จะสวมใส่แว่นตากันแทบทั้งนั้น ถ้าหากว่าหมวกกันน็อคที่พวกเค้าสวมใส่อยู่ไม่ได้เป็นแบบที่มีชิล ปกป้อง แว่นตาสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ Fashion ที่ทำให้คุณดูเท่ขึ้นเท่านั้น แต่มันยังช่วยในเรื่องความปลอดภัย และช่วยปกป้องดวงตาให้พ้นจากอันตรายจากหลายๆ สิ่งรอบตัว ทั้งรังสี UV จากดวงอาทิยต์, ฝุ่นละออง รวมไปถึงแมลงตัวเล็กตัวน้อย ที่คุณจะพบเจอมันได้ในตลอดทุกช่วงการเดินทางด้วยรถ 2 ล้อ คู่ใจ ถ้าหากคุณเกิดโชคร้ายเจอเข้ากับเศษฝุ่น เศษหิน แรงลม หรือแม้แต่แมลง กระเด็นเข้าไปที่ดวงตาในขณะที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วอยู่ล่ะก็ ความสนุกทั้งหมดที่มีอาจกลายเป็นความพินาศได้ในชั่วพริบตาเลยทีเดียว ดังนั้น สิ่งที่หลายคนมองว่า เป็นเรื่องเล็กอย่างแว่นตานั้น อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะถ้าเกิดอะไรกับดวงตาตอนขี่รถขึ้นมา รับรองได้เลยว่า เรื่องเล็กจะกลายเป็นใหญ่แน่นอน ดังนั้น ถ้าหากใครที่กำลังมองหาแว่นตาดีๆ สำหรับขี่รถมอเตอร์ไซค์อยู่ หรือว่าใครก็ตาม ที่มีแว่นอยู่แล้ว แต่พอลองเอามาใส่ขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้วพบว่า มันทรมาณมากกว่าตอนไม่ใส่แว่นล่ะก็ ลองดูแว่นเหล่านี้เอาไว้ให้ดี เพราะนอกจากจะมันจะมีไว้ใส่ขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะแล้ว เรื่องของความเท่ และความปลอดภัย ก็นับว่า มากันครบถ้วนเลยทีเดียว Motorcycle Eyewear
การมีเพื่อนที่ดีถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของชีวิต แต่ใครจะไปคิดว่าเพื่อน มิตรภาพ ความสัมพันธ์มันเชื่อมโยงสัมพันธ์ไปจนถึงสุขภาพกาย สุขภาพใจ ไปยันวิถีชีวิตของเราตอนแก่ตัวไปอีกด้วย ที่สำคัญมิตรภาพที่ว่านี้อาจจะมีอิทธิพลต่อสุขภาพและความสุขในชีวิตของเราตอนแก่ยิ่งกว่าครอบครัวเสียอีก ก่อนจะเชื่อ ไม่เชื่อ หรือร่วมถกเถียงว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริงอย่างไร เราลองมาอ่านไปพร้อม ๆ กันว่าที่เขาว่ามิตรภาพสำคัญนั้นมันสำคัญแค่ไหนกัน William Chopik คือนักจิตวิทยาจาก Michigan State University เจ้าของงานวิจัยที่ชื่อว่า Associations among relational values, support, health, and well-being across the adult lifespan ซึ่งศึกษาเรื่องมิตรภาพความสัมพันธ์ มันส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างไร William Chopik เปิดเผยว่าการมีเพื่อนดี ๆ อยู่รอบ ๆ ตัวมันสามารถทำให้ชีวิตและสุขภาพเราดีงามตามไปได้จริง ๆ โดยการมีมิตรภาพที่ดีอาจจะสำคัญกว่าคนในครอบครัว (เมื่อเราแก่ตัวลง) อีกด้วย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เนื่องจากเพื่อนคือความสัมพันธ์ที่เราสามารถเลือกได้ ยิ่งเราโตขึ้น แก่ขึ้นอยู่บนโลกมานานมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มจะเลือกคบเพื่อนที่เข้ากันได้กับชีวิตของเรามากขึ้นเท่านั้น ความชอบที่ใกล้เคียงกัน เรื่องราวที่สนใจเหมือนกัน ๆ กัน กิจกรรมที่ทำร่วมกัน
ถึงเราจะรู้ว่าหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากันแค่ไหน แต่ยังไง้ ยังไง ช่วงเวลาของวันหยุดก็ดูเหมือนว่าจะผ่านไปเร็วไวกว่าวันธรรมดาไปเสียทุกที ไม่ว่าเราจะพยายามแพลนวันหยุดให้มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่พอเย็นวันสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันทำงาน เรากลับต้องรู้สึกหดหู่ทดท้อว่าเวลาแห่งการพักผ่านไปไวจนรู้สึกเหมือนไม่ได้หยุดพักเลย! ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่การจัดการเวลาของเราในช่วงวันหยุด แต่อยู่ที่เซนส์การรับรู้เรื่องเวลาของสมองเราด้วย จะดีสำหรับผู้ชายอย่างเราแค่ไหน ถ้าสามารถปรับการรับรู้เรื่องเวลาของตัวเองให้รู้สึกเหมือนว่ามีเวลาช่วงวันหยุดยาวนานกว่าที่เคย ศาสตราจารย์ David Eagleman นักประสาทวิทยาจาก Stanford University ผู้เขียนหนังสือ The Brain: The Story of You อธิบายเรื่องวิธีการรับรู้เรื่องเวลาของคนเราไว้ง่าย ๆ ว่าเรามักจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ เมื่อเราสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ สิ่งใหม่ เนื่องจากสมองเราจะจดจำรายละเอียด จัดระบบ เรียนรู้ประมวลผลกับประสบการณ์ใหม่ทั้งหมด ถ้านึกไม่ออกให้ลองนึกถึงปิดเทอมฤดูร้อนของช่วงวัยเด็กดู แม้จะปิดเทอมแค่สามเดือน แต่ดูเหมือนยาวนานไม่จบสิ้น เริ่มตั้งแต่ฟังผลสอบ เล่นว่าวตอนหน้าร้อน รอคอยการมาถึงของเทศกาลสงกรานต์ ไปจนถึงเริ่มซื้อชุดนักเรียนสำหรับเทอมใหม่ จนกระทั่งเริ่มเปิดเรียน หรือถ้าให้สั้นไปกว่านั้น การเดินทางขาไปมักสร้างความรู้สึกยาวนานกว่าการเดินทางขากลับ (โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟที่จะได้สัมผัสบรรยากาศใหม่ ๆ สองข้างทาง) เนื่องจากการเห็นสิ่งใหม่ส่งผลให้สมองประมวลผลให้เรารับรู้อะไรที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่แปลกอะไรถ้าช่วงวันหยุดที่เราไปเที่ยวในที่ใหม่ ๆ หรือเจอคนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน เมื่อเราจะมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าเวลายาวนานคุ้มค่ากว่าที่เคย หรือถ้าไม่ได้ไปที่ใหม่


