ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แต่ละคนต่างก็มีกิจกรรมแตกต่างกันไป บางคนอาจนอนดูหนังอยู่บ้านเฉย ๆ บ้างตีรถออกต่างจังหวัดไปยังริมทะเลเพื่อเล่นเซิร์ฟ หรือแค่ออกไปที่ใกล้ ๆ อย่างพาหมาไปเดินเล่น ออกไปเล่นสเกตกับกลุ่มเพื่อน จนถึงพาคนรักไปขับรถเล่นกินลม จะเห็นได้ว่ามีกิจกรรมเยอะแยะมากมายให้ผู้ชายอย่างเราได้มีอะไรทำช่วงสุดสัปดาห์ และ UNLOCKMEN ก็จะพาไปดูกิจกรรมสุดระห่ำของกลุ่มนักขับทางตอนใต้ของเมือง Los Angeles กับวัฒนธรรมที่เรียกว่า Lowriding Car และการนัดเจอกันในวันอาทิตย์ของคนคอเดียวกัน เรื่องราวผ่านภาพเกิดขึ้นได้เพราะ Jason Cordova ช่างภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายรูปแบบสตรีต ถนน ผู้คน รถยนต์ ได้พบเพื่อนที่พาเขาไปยัง Los Angeles เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เหมือนเป็นโลกอีกใบของเขา เพราะ Jason ได้พบกับกลุ่มคนรักรถยนต์ที่จะนัดรวมตัวกันในคืนวันเสาร์ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เรียกรูปแบบการรวมตัวว่า Car Clubs นอกจาก Car Clubs ในวันเสาร์ ถัดมาอีกวันอย่างวันอาทิตย์จะเล่นใหญ่และจัดเต็มกว่าเดิม โดยจะเรียกการรวมกลุ่มในวันอาทิตย์ว่า LA Sunday พวกเขาจะนัดเจอกันในสวนสาธารณะที่มีชื่อเล่นว่า Lowrider park ที่พร้อมให้เหล่านักแต่งรถได้อวดโฉมรถคันเก่งของตัวเอง บ้างก็มาเพื่อวัดกันว่ารถของใครเจ๋งกว่ากัน สำหรับนักขับและนักแต่งรถใน Los Angeles ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนของคนรักรถแน่นแฟ้นกว่าที่หลายคนคาดคิด เมื่อมีคนหน้าใหม่เขามาในกลุ่ม พวกเขาจะส่งต่อข้อความกันทันที แถม Jason ยังสะดุดตากว่าหน้าใหม่คนอื่นเพราะเขามักไปไหนมาไหนพร้อมกับกล้องโปรฯ ตัวใหญ่
ทุกคนตอนนี้ต่างรู้กันดีว่าโลกของเรากำลังร้อนขึ้นทุกวัน แต่ใครจะคิดว่าสภาพอากาศย่ำแย่ ฝุ่น มลภาวะ และความร้อนที่พร้อมแผดเผาทุกอย่างจะส่งผลต่อความรู้สึกและความเศร้าของมนุษย์โดยที่เราทุกคนไม่ทันรู้ตัว แถมพอจะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา สภาพอากาศก็ทำให้เราเศร้าจนแทบยืนไม่ไหวเสียแล้ว เมื่อสิ่งรอบตัวอาจทำให้เราป่วยใจ UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Climate Despair หรือ ความสิ้นหวังจากสภาพภูมิอากาศ ว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องแก้ปัญหาที่ตรงไหนหากรู้สึกเศร้าเพราะผลจากอากาศที่แปรปรวน กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของ Climate Despair เริ่มต้นขึ้นในฤดูร้อนปี 2015 ที่ถือว่าร้อนจนถูกบันทึกเป็นสถิติ หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งนาม Ruttan Walker เป็นนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมอาศัยอยู่ในรัฐ Ontario เธอพบความผิดปกติทางจิตใจตัวเองที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนในช่วงฤดูร้อน ผลของอากาศร้อนระอุทำให้เธอเริ่มซึมเศร้าและเต็มไปด้วยความเครียด มันยากที่จะรู้สึกมีความสุขทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าโลกกำลังร้อนขึ้นและใกล้พังลงทุกวัน เวลาเธอมองหน้าลูกชายของตัวเองก็มีความรู้สึกผิดอยู่เต็มใจว่าตัวเองทำให้ลูกต้องมาพบกับจุดจบของโลก ซึ่ง Ruttan พยายามหาทางแก้โดยการไปพบแพทย์และรับการรักษาแต่ก็ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร “ฉันรู้ตัวดีว่าจะไม่มีวันทำร้ายตัวเอง แต่ฉันไม่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรเมื่อความกลัวกัดกินจิตใจอยู่ตลอดเวลา” สำหรับบางคนเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้จะคิดว่าอาการ Climate Despair ที่เกิดขึ้นกับ Ruttan จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะหล่อนอาจเป็นคนรักธรรมชาติและหลงใหลกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วความเศร้าจากสภาพอากาศสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กรณีของ Ruttan Walker อาจเรียกได้ว่าอยู่ในขึ้นรุนแรงและเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้ผู้คนทั่วไปรู้จักคำว่า Climate Despair มากขึ้น David Wallace-Wells นักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกันเคยบอกเล่าเรื่องราวทำนองนี้ใน The Uninhabitable Earth หนังสือขายดีของเขาว่า ทุกคนเข้าใจถึงปัญหาและลึก ๆ แล้วต่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลเกี่ยวกับวันสิ้นโลกได้
ในยุคโลกาภิวัตน์ที่การเชื่อมต่อและข้อมูลข่าวสารผูกโยงกันทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือแม้แต่เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วแทบทุกมิติ ในขณะที่มนุษยชาติกำลังก้าวหน้าและชาญฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ สภาพสังคมและวิถีชีวิตในตอนนี้ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความคิด ความอ่าน และความฝันของเยาวชนรั้วของชาติผันแปรไปจากเดิม เชื่อว่าในวัยเด็กความคิดที่อยากเป็นหมอ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่นักบินอวกาศคงแวบเข้ามาในหัวผู้ชายเราอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันที่โตขึ้น ได้รู้จักโลกกว้างขึ้น และค้นพบอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยผ่านตาในวัยเยาว์ ก็ทำให้ความฝันในอาชีพและเป้าหมายในชีวิตของใครหลายคนเริ่มทิ้งห่างจากความคิดตอนเด็ก ๆ ที่เคยวาดไว้ เด็กไม่ได้อยากท่องอวกาศเหมือนดั่งวีรบุรุษ บริษัทผลิตของเล่น LEGO ได้สำรวจเด็ก 3,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 12 ปี ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผลปรากฏว่าเด็ก ๆ อยากเป็นยูทูบเบอร์มากกว่านักบินอวกาศถึง 3 เท่า ขณะที่มีเด็กเพียง 11% เท่านั้นที่อยากเดินทางไปยังพื้นที่ไร้แรงโน้มถ่วงในฐานะนักบินอวกาศ เด็กชาวอเมริกันและอังกฤษใฝ่ฝันอยากเป็นวล็อกเกอร์และยูทูบเบอร์ ครู นักกีฬาอาชีพ และนักดนตรีตามลำดับ ส่วนที่อยากเป็นนักบินอวกาศมีเพียง 10% เท่านั้น แต่ความฝันที่ได้ล่องลอยในอวกาศอันไกลโพ้นยังไม่เลือนราง อย่างไรก็ตามเด็ก ๆ ทั่วโลกล้วนมีความคิดความอ่านและให้ผลการสำรวจต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องด้วยภูมิลำเนา
นอกจากการทำงานไปวัน ๆ สิ่งหนึ่งที่เวิร์กกิ้งแมนอย่างเราตั้งเป้าหมายเอาไว้เบื้องหน้าคงหนีไม่พ้น ‘ความสำเร็จ’ แม้มันจะเป็นเพียงคำนามนามธรรมที่ไม่มีรูป รส กลิ่น และเสียงที่แน่นอน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือฟันเฟืองทรงประสิทธิภาพที่คอยขับเคลื่อนผู้ชายเราให้ตั้งใจใช้ชีวิตและมุ่งมั่นกับงานที่ทำ เพื่อหวังว่าสักวันเราอาจประสบความสำเร็จอย่างใครเขา เป้าหมายที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” ไม่ได้มีไว้แค่พุ่งชน หากยังคอยเตือนใจในวันที่หนุ่ม ๆ ท้อแท้ หมดหวัง และคิดจะเลิกล้มสิ่งที่ตรากตรำทำมาเกือบตลอดชีวิต วันนี้ UNLOCKMEN ขอเป็นอีกแรงที่ช่วยพิสูจน์อัตราความสำเร็จของพวกคุณทุกคน ด้วย 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณเริ่มก้าวขึ้นบันไดความสำเร็จไปแล้ว (แม้คุณอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน) เข้าใจนิยามความสำเร็จ หากพูดถึงความสำเร็จหลายคนมักจะถูกพรางตาด้วยการมีบ้านหลังใหญ่โต รถยนต์หรูจอดขนาบข้าง และมีกลุ่มเพื่อนผู้ทรงอิทธิพล แต่แท้ที่จริงแล้วฐานะและวัตถุนิยมหาได้เป็นคำจำกัดความของความสำเร็จแต่อย่างใด เนื่องด้วยแต่ละคนนั้นมีเป้าหมายและจุดสูงสุดในชีวิตที่ต่างกัน นิยามความสำเร็จจึงเป็นเรื่องปัจเจกที่ไม่เข้าใครออกใคร มีงานวิจัยจาก Strayer University เผยว่า 90% ของคนอเมริกันเชื่อว่าความสุขเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจทรัพย์หรือศักดิ์ศรี มี 67% คิดว่าความสำเร็จคือความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนและครอบครัว ในขณะที่ 60% นิยามความรักในอาชีพที่เลี้ยงปากท้องว่าเป็นความสำเร็จ และมีเพียง 20% เท่านั้นที่เห็นว่าความมั่งคั่งทางการเงินเป็นตัวชี้วัดและกำหนดความสำเร็จ หากคุณเข้าใจความหมายของความสำเร็จในแบบฉบับของตัวคุณเองได้ นั่นแปลว่าคุณประสบความสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง มองโลกในแง่ดีและเต็มไปด้วยความหวัง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเลวร้ายเป็นอีกส่วนของชีวิต โลกอาจจะเหวี่ยงคนไม่ดีหรือเรื่องแย่ ๆ มากระทบไหล่เราอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหน หากหนุ่ม
ทุกคนเติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ประสบการณ์ที่พบแตกต่างกัน เช่นเดียวกับการรับมือปัญหาของแต่ละคนที่ย่อมแตกต่างกันไปตามสิ่งที่สั่งสมมาจาก “ครู” ที่อยู่รอบข้าง แต่วันนี้บทเรียนจากครูที่เราพูดถึงไม่ใช่คนที่คอยบ่มเพาะให้ในช่วง 20 กว่าปีแรกของชีวิตอย่างพ่อแม่ หรือครูในสถาบันศึกษา แต่เป็นขวบปีของการทำงานที่อยู่หลังจากนั้นไปจนชั่วชีวิตการทำงาน ครูที่บอกว่า “คุณไม่มีทางเป็นเด็กไปได้ตลอดกาล” คุณยังจำเรื่องที่ “เจ้านาย” หรือ “หัวหน้า” ของคุณสอนได้ไหม ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่เท่าไหร่ก็ตาม เราจำได้แม่น จำได้ดี และคิดว่าคงเป็นประโยชน์กว่าถ้าจะแชร์บางส่วนที่หล่อหลอมมาให้หลายคนที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้ได้ฟัง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เด็กที่สุดในออฟฟิศวันนี้ หรือเป็นคนที่โตกว่าคนอื่น ๆ ท่ามกลางการทำงาน เพราะที่แห่งนี้ ทุกคนพกศักยภาพกับความสามารถตัวเองมาใช้แลกเงินเดือน ไม่มีใครอยากฟังคำตอบของเด็กไม่ยอมโต ส่วนการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่คำขอโทษหรือแค่คัดคำผิดแล้วจบไปเพื่อรอให้วันนึงข้างหน้าเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากความเสียหายที่ตามมันใหญ่กว่าสอบไม่ผ่าน หรือโดนตำหนิ “อย่ามาหาพี่พร้อมปัญหา เอา SOLUTIONS มาด้วย” นี่คือประโยคแนะนำการทำงานที่อดีตหัวหน้าเคยพูดกับเราที่อยู่ในฐานะคนที่เด็กที่สุดในสายงานและตำแหน่งงานเสมอ ประโยคนี้ช่วงแรกเราเคยไม่เข้าใจ เคยบ่น เคยเถียงว่าถ้าแก้ได้เองแล้วมันจะไปลอดไปถึงหัวหน้าได้ยังไง คงจะไม่เดินมาหาแบบนี้ แต่เมื่อโดนสอนให้ตั้ง “สติ” ดับความร้อนรนแล้วคิดหาทางออก เราจึงจำเป็นต้องโตขึ้นโดยอัตโนมัติ คุยแบบคนทำงานคุยกันและคิดอย่างมีเหตุผลให้รอบคอบขึ้น ถอยออกมามองปัญหาจากมุมอื่นและหาทางออก ซึ่งเมื่อพิจารณาให้ดี เราพบว่ามี 5 อุปสรรคมายาที่ทำให้คิดว่าถึงทางตันจนทำงานไม่สำเร็จ ทั้งที่การแก้ไขปัญหามันไม่ได้มีเพียงทางเดียวเสมอไป ดังต่อไปนี้ เราให้เวลาทุกคน
เรื่องการทำความสะอาดบ้านก็เป็นอีกประเด็นที่ผู้ชายโดนสาว ๆ ก่นด่าเป็นประจำ แม้ปากเธอจะยังไม่ฉีกถึงรูหูดีแต่แค่นี้ก็เพียงพอจะทำลายโสตประสาทและสร้างความรำคาญใจให้เราได้ไม่น้อยเลย จริงไหม? แต่ก็นะ กลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ ไม่ว่าใครก็อยากพักผ่อนกันทั้งนั้น เกมก็ต้องเล่น บอลก็ต้องเชียร์ ซีรีส์ก็ต้องดู จะให้พวกผมไปเอาเวลาจากไหนมาทำความสะอาดห้องล่ะครับคุณผู้หญิง แม้ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะขี้บ่นจุกจิก แต่ก็ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่จะรักษาความสะอาดมากพอจนทำให้พวกเธอพอใจ ทำให้ในบางครั้งหลายคนมักคิดว่าผู้ชายชาตรีอย่างเราไม่รอบคอบและปราศจากความละเอียดอ่อนจนมองไม่เห็นร่องรอยของสิ่งสกปรก แต่จริง ๆ แล้วศักยภาพในการสังเกตสิ่งปฏิกูลของผู้ชายก็ทำได้ดีไม่แพ้ผู้หญิงเลย ความสามารถในการมองเห็นที่เท่ากัน มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sociological Methods & Research โดยนำผู้ชาย 327 คน และผู้หญิง 295 คน มาประเมินภาพห้องครัวและห้องนั่งเล่นว่าสะอาดหรือสกปรกในระดับใด ผลการสำรวจเผยว่าทั้งสองเพศต่างประเมินระดับความสะอาดและสกปรกได้ในระดับเดียวกัน นั่นแปลว่าผู้ชายเราก็มีดวงตาเฉียบคมทัดเทียมนกเหยี่ยวและทำเรื่องนี้ได้ดีไม่แพ้ผู้หญิง เพราะฉะนั้นที่บอกว่าผู้ชาย ‘ตาบอดต่อสิ่งสกปรก’ คงไม่ใช่เรื่องจริงนัก แต่ความขยันกลับมีไม่เท่ากัน ผลการสำรวจยังระบุว่าผู้หญิงนั้นทำงานบ้านหนักกว่าผู้ชายเสมอ เพราะผู้หญิงจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวัน ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรุงอาหาร ทำความสะอาด และซักรีด ในขณะที่ผู้ชายกลับใช้เวลาในฐานะพ่อบ้านเพียงครึ่งชั่วโมงต่อวันเท่า แม้ในสวีเดนจะมีการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศอย่างหนัก แต่สาวสวีเดนก็ยังทำงานบ้านหนักกว่าผู้ชายถึงสองเท่าอยู่ดี ถูกสังคมตัดสินทั้งคู่แต่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน จริงอยู่ที่คนในสังคมติดภาพจำของ ‘ผู้ชายสกปรก’ มากกว่า ‘ผู้หญิงสกปรก’
ความเครียด เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับคุณโดยไม่รู้ตัว หากคุณมีอาการดังนี้ คุณกำลังจะเข้าสู่ภาวะความเครียดอย่างไม่รู้ตัว
เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมเราถึงมีชีวิตอยู่ หรือถามตัวเองว่าทำไมเราถึงอยากตาย ? หลายคนอาจจะมีคำถามเหล่านี้แวบเข้ามาในหัว แต่สำหรับบางคนคำถามเหล่านั้นมักเป็นสิ่งที่เฝ้าถามอยู่ทุกวัน เพราะความต่างทางความคิด สภาพแวดล้อมและสังคมทำให้แต่ละคนมีความคิดที่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้เอง UNLOCKMEN เกิดความสงสัยใคร่รู้ว่าแต่ละคนมีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ต้องมีชีวิตอยู่ การค้นหาคำตอบเริ่มขึ้นในเว็บไซต์ reddit ซึ่งเป็นเว็บไซต์พูดคุยยอดนิยมของคนอเมริกัน ภายในเว็บรวบรวม forum ต่าง ๆ และแยกแต่ละเรื่องให้เข้ากันโดยการจัดหมวดหมู่ กระทั่งเราได้เห็นกระทู้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า “เหตุผลดี ๆ ที่ทำให้แต่ละคนอยากมีชีวิตอยู่คืออะไร ?” คำตอบในกระทู้มีมากมายหลากหลายเกือบสองหมื่นคำตอบ โดยมีตั้งแต่เหตุผลของเรื่องส่วนตัวเล็ก ๆ แต่แสนสำคัญอย่าง “ไม่อยากสร้างความเจ็บปวดให้กับคนในครอบครัว ซึ่งครอบครัวที่ว่ารวมถึงน้องหมาที่เลี้ยงไว้ด้วย” หรือคำตอบที่ว่า “ก็แค่อยากใช้ชีวิต” ไปจนถึง “ตอนนี้ยังสนุกอยู่” หรือ “ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่หดหู่แต่ใช่ว่าจะมีความสุข ที่อยู่ต่อทุกวันนี้เป็นเพราะอยากใช้เวลาอยู่กับพ่อ” ส่วนคำตอบที่คนชื่นชอบมากที่สุดจนได้ Top Comment คือคำตอบที่ว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ แต่แค่มีเหตุผลที่ยังตายไม่ได้” เมื่อลองคิดดูแล้วคำตอบของคนส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่น ๆ เช่น ไม่อยากให้คนรู้จักต้องเศร้าไปจนถึงไม่อยากให้คนที่เกลียดขี้หน้าเราดีใจ จากนั้นจึงค่อยคิดถึงความสนใจของตัวเองอย่างการอยู่เพื่อไปฟังเพลงที่ชอบในคอนเสิร์ต หรือรอดูหนังภาคต่อเรื่องโปรด ถัดจากการดูคำตอบไกลตัวของคนจากอีกซีกโลกหนึ่งที่พอจะทำให้เห็นอะไรชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ผลที่ตามมาคือคำถามที่ชวนให้เราเกิดความสงสัยว่าหากเป็นคนใกล้ตัวอย่างสมาชิกของ UNLOCKMEN ล่ะจะมีคำตอบอะไรบ้างที่ทำให้ต้องมีชีวิตอยู่ Video Editor คนหนึ่งของ
คุณมีความฝันไหม? เราเชื่อว่าในหนึ่งชีวิตไม่สั้นไม่ยาวของเราแต่ละคนล้วนมีความฝัน บางฝันอาจใหญ่ บางฝันอาจเล็ก บางฝันไกลเกินเอื้อม แต่บางฝันใกล้แสนใกล้ขอเพียงแค่ลงมือทำ แล้วสิ่งที่เราฝันถึงนั้นเป็นจริงไปแล้วกี่อย่าง? สามอย่าง สองอย่าง หนึ่งอย่าง หรือต่อให้คำตอบคือยังทำความฝันให้เป็นจริงไม่ได้สักฝันก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น วันนี้คุณลงมือทำตามความฝันไปแล้วกี่อย่าง? แต่คำตอบคือว่างเปล่า ไม่เคยลงมือทำ เราอยากชวนคุณมารู้จักชายหนุ่มคนหนึ่งไปด้วยกัน “สำหรับผมมันมีแค่สองอย่างทำหรือไม่ทำ ผมไม่ได้คิดว่ามันจะผ่านไปหรืออะไร ถ้าเราได้ทำแล้ว เราไม่รู้ว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ขอให้ได้ทำ ลงมือทำไว้ก่อน อันนี้ผมว่ามันสำคัญกว่า” นี่เป็นประโยคสั้น ๆ ได้ใจความจากปาก JIGSAW หรือ จีน–ชัยกำพล จันทรักษ์ ที่เราจำขึ้นใจ หลายคนอาจจำเขาได้ในฐานะแรปเปอร์ฝีมือแพรวพราวผู้ผ่านเข้าไปถึงรอบ 3 คนสุดท้ายของรายการ Show Me The Money Thailand รายการเฟ้นหาสุดยอดแรปเปอร์ของเมืองไทย นอกจากนั้นเขายังมีบทบาทเป็น Hair Stylist อาชีพที่เขาก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ลึกลงไปจากภาพฝันที่ใครหลายคนเห็นอยู่ตอนนี้ เบื้องหลังเขาคือชายหนุ่มที่หลงใหลเพลงฮิปฮอปตั้งแต่ยังเด็ก ฝันอยากเป็นนักร้องที่มีคอนเสิร์ตของตัวเอง เขาเลือกกระโจนลงไปหาสิ่งที่ฝัน ลงมือทำเพลง แต่หัดแรปครั้งแรกเหมือนคนท่องอาขยาน ขอฟีทฯ เพลงกับใครก็มีแต่คนปฏิเสธ ลึกลงไปจากภาพฝันที่ใครหลายคนเห็นอยู่ตอนนี้ เบื้องหลังเขาเคยทุกข์ทรมานกับการตัน สร้างสรรค์ทรงผมใหม่ ๆ
“ความสำคัญ คนสำคัญ” เป็น 2 คำที่น้อยคนจะใช้กับตัวเองแต่สามารถหยิบยื่นให้คนอื่นอย่างเต็มใจ เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเรามักมองคนทั้งโลกดีหมด ใจกว้างให้อภัยคนที่ทำให้เรารู้สึกแย่ได้ แต่กลับหวดตัวเองอย่างรุนแรงเมื่อพบข้อบกพร่องที่เกิดจากตัวเองเสมอ ถ้า “ดีเกินไป” คือสิ่งที่คุณทำให้คนอื่น แต่ไม่ยอมทำให้ตัวเอง เราขอให้ลดดีกรีมันลงอีกนิดเพราะบางครั้งมันอาจถ่วงคุณภาพชีวิตคุณลงจากผลสะท้อนทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก แต่ไม่ค้ำจุนเรา อารมณ์สงสารเป็นธรรมดาของลูกผู้ชาย กายภาพของเราที่แข็งแรงกว่ามักมาพร้อมหน้าที่ที่ฝังหัวมาว่าควรปกป้องคนอื่น และถ้าดีกว่านั้นหน่อยหลายคนก็เลือกเป็นพ่อพระทางความคิด ทำไปทำมาจนเคยชิน โดยไม่รู้เลยว่าการรับเรื่องราวบอบช้ำของคนอื่นมามาก ๆ สงสารเขาไปเรื่อย มันทำให้เราเหนื่อยล้า สิ้นหวังกับเขาลงได้เหมือนกัน ผลการวิจัยจาก University of Bradford เผยว่าแค่การรับข่าวจากสื่อโซเชียลที่ผ่านตาก็สร้างความเครียด ความรำคาญให้เราได้แล้ว ความเครียดที่ได้รับผ่านประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นของเราโดยตรงหรือของคนอื่นเหล่านี้ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในตัวเราจนทำให้รู้สึกดิ่ง จม สิ้นหวังและไร้ค่า แถมผลกระทบนี้ยังสื่อออกมาผ่านพฤติกรรมและความคิดด้วย ถ้าคุณสังเกตว่าช่วงนี้การมองโลกไม่ค่อยเหมือนเดิม จัดการอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ทักษะวิเคราะห์หรือความรู้สึกอยากริเริ่มสิ่งต่าง ๆ ลดลง นอนไม่ค่อยหลับ แสดงว่าต้องเริ่มหันมาเมตตาตัวเองบ้างแล้ว พักการเสพเรื่องแย่จากโซเชียลเสียบ้าง คนเจ็บปวดมือสอง เรื่องของเขาแต่พอเราฟังหรือเห็นก็เอามาเก็บไว้ให้เจ็บแทน สิ่งนี้คือเลเวลสองที่เพิ่มระดับจากความดิ่งแบบแรก การรับความเจ็บปวดมือสอง ฟังแล้วดูคล้าย ๆ ควันบุหรี่มือสอง แต่มันเล่นงานเราด้วยความเจ็บที่รวดเร็วและรุนแรงมากกว่านั้นเพราะจู่โจมการใช้ชีวิตเข้าอย่างจังจากภาวะเหล่านี้ ติดเป็นภาพจำจนเก็บมาเป็นฝันร้าย


