ขึ้นปีใหม่บรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่และการพัฒนาตัวเองทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและทักษะก็อบอวลไปทั่ว ทักษะอย่างหนึ่งที่ผู้ชายหลายคนนึกอยากคว้ามาประดับตัวทุก ๆ ครั้งที่ปีใหม่มาถึงก็คือ “ทักษะทางด้านภาษา” ในโลกที่ผู้คนเชื่อมถึงกันอย่างง่ายดาย โลกทั้งใบเหลือแคบนิดเดียว การได้ภาษายิ่งมากก็ยิ่งได้เปรียบ เราจึงมักตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าปีใหม่นี้ต้องเรียนภาษาใหม่ ๆ กับเขาเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง แต่วิธีเรียนกับตัวเองวิธีไหนที่จะได้ผล ? แล้วยิ่งรับรองว่าได้ผลภายใน 6 เดือนอีก ? มีวิธีนั้น! แถมเป็นคำแนะนำจากนักภาษาศาสตร์ Chris Lonsdale คือนักภาษาศาตร์ชาวนิวซีแลนด์ ผู้พยายามควานคว้าหาคำตอบที่เราก็ถามตัวเองอยู่ทุกวันคือ “เรียนภาษาอย่างไรให้ได้เร็วขึ้นและได้ผล” โชคดีที่เขาใช้เวลาเฟ้นหาคำตอบจนออกมาเป็นกลยุทธ์ต่อไปนี้ ฟังไว้ก่อน เดี๋ยวดีเอง เราล้วนเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราเขาใจว่าการพัฒนาหรือการเรียนต้องผูกอยู่กับการเขียนการอ่านซึ่งดูเป็นรูปธรรม หลายครั้งที่การเรียนภาษาที่ 2 หรือ 3 ของเราจึงมักเริ่มต้นด้วยการจับปากกา อ่านตำรา ทั้ง ๆ ที่วิธีพื้นฐานอย่างการฟังนี่แหละที่ไม่ควรมองข้าม การฟังคือทักษะพื้นฐานเริ่มแรกในการเรียนภาษาของมนุษย์ และถือเป็นหัวใจสำคัญ (นึกถึงตอนคุณยังเด็กแล้วเริ่มเรียนรู้ภาษาไทย คุณว่าคุณเริ่มอ่านเขียนก่อน หรือฟังก่อน?) โดยวิธีที่นักภาษาศาสตร์แนะนำก็คือฟังไปเถอะ ฟังไปเรื่อย ๆ เหมือนเอาน้ำสาดเข้าผนัง แต่นี่คือการสาดความรู้ใส่สมอง ไม่ว่าภาษาอะไรที่เราเลือกเรียนให้เปิดเพลง เปิดวิทยุ เปิดพอดแคสต์ ฯลฯ ของภาษานั้น ๆ แล้วฟังให้มากที่สุด
หลายครั้งที่หนุ่ม ๆ เจอสถานการณ์ชวนหน้าแตก อย่างไปหน้างานแล้วใจสู้แต่น้องไม่ยอมลุกขึ้นสู้ สารพัดลูกเล่นที่เอามาปลุกน้องให้ลุกขึ้นตื่นมาผงาดอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยาทา ยากิน แต่อยากกระซิบบอกว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ลองมาสำรวจร่างกายของเราในเชิง Bio กันแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เข้าปัญหาให้ตรงจุดแล้วแก้มันตรงจุดกันที่ร่างกายของเราเอง จะได้เตรียมตัวให้ฟิตปึ๋งปั๋งแบบที่เข้าใจในร่างกายตัวเองจริง ๆ เข้มแข็ง ผ่อนคลาย ลงสนามได้แบบชายทั้งแท่ง น้องไม่สู้ – ล่มปากอ่าว ปัญหาระดับชาติของหนุ่มล่ก แม้สิ่งเร้าจะมาอยู่ตรงหน้าระยะประชิด แต่ความตื่นเต้น อาการประหม่า พาให้น้องหนูห่อเหี่ยว นอนนิ่งไม่ลุกขึ้นสู้ หรือต่อให้ลุกขึ้นมาแล้ว (นึดนึง) แต่ก็ไม่ทันจะบรรเลงเพลงรักให้ถึงใจ ไคลแม็กซ์ดันมาถึงไวกว่าที่คิด เจ้าหนูหลั่งไหลปล่อยน้ำรักออกมาแบบไม่ปรึกษาใคร เซ็งกันทั้งคุณทั้งสาว เอาเป็นว่ามาทำความเข้าใจกันก่อน ว่าปัญหาระดับชาติของผู้ชายเหล่านี้เกิดจากอะไร ลุกไม่ลุกอยู่ที่อะไร ? ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจ แคะแกะเการ่างกายตัวเองกันก่อนว่า เจ้าหนูมันลุกขึ้นได้เพราะอะไร เจ้าหนูของเราเนี่ย มันเป็นอวัยวะที่อยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ ไม่ได้เหมือนแขนขาว่าจะยก ย้าย ไปทางไหน เราบังคับเจ้าหนูให้ได้ดั่งใจไม่ได้ว่าจะให้มันแข็งแล้วมันจะแข็งให้เลย เราต้องหาสิ่งกระตุ้นทั้งของจริง ทั้งภาพในหัว คอยกระตุ้นให้เจ้าหนูลุกขึ้นมา เจ้าหนูเนี่ยมันถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ แล้วไอ้ระบบนี้เนี่ย แบ่งเป็นสองฝั่งคือ
ต้นปีคือช่วงแห่งความฮึกเหิม ผู้ชายอย่างเรากระหายการเริ่มต้น ความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาตัวเองแบบที่ช่วงอื่น ๆ ของปีไม่อาจให้เราได้ ถ้าความฮึกเหิมพุ่งกระฉูดกับเราไปนาน ๆ ก็คงดีไม่น้อย แต่น่าเศร้าที่ความพลุ่งพล่านนี้มันจะค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไปตามจำนวนเดือนที่เพิ่มขึ้น กระทั่งท้ายปีมาถึง จากที่ฝันถึงยอดเขาสูงใหญ่กลับไปได้แค่เนินดินลูกเล็ก เหลือเพียงตัวเรากับความว่างเปล่าและความรู้สึกล้มเหลวไร้ค่าว่าเราไม่อาจทำอะไรให้สำเร็จได้สักอย่าง เหตุผลอย่างหนึ่งก็เพราะความฮึกเหิมผลักให้เราตั้งเป้าไกล แต่แค่เพราะเป้าถูกวางไว้ไกลและยิ่งใหญ่ไม่ได้แปลว่าเราจะทำสำเร็จ กุญแจสำคัญคือความสม่ำเสมอ ความต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเรามีแต่เป้าหมายสูงใหญ่ ไม่มีการวางแผนการก้าวเดินไปถึงจุดนั้น ความฮึกเหิมก็ไม่อาจพาเราไปถึงยอดเขา UNLOCKMEN จึงรวบรวม 5 สิ่งเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้ามและไม่คิดจะทำมัน เพราะมันดูง่ายเกินไปและดูเป็นก้าวเล็กเกินไป แต่ถ้าลองเริ่มทำตั้งแต่วันแรก ๆ ของปีและทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่หยุด รับรองว่าสิ่งที่เรามองข้ามเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจว่าความสำเร็จจากการทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ไม่ยาก อ่านหนังสือทุกวัน เราไม่ต้องฝันถึงหนังสือกองเท่าภูเขาหรือตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้จบ 40 เล่มภายในหนึ่งปี แค่บอกตัวเองว่า “เราจะอ่านหนังสือทุกวัน” แล้วทำต่อเนื่องเรื่อยไปอย่าหยุด แค่นั้น การอ่านหนังสือตลอด 365 วันต่อให้อ่านแค่วันละ 3-4 หน้าก็เชื่อเถอะว่าข้อมูล ความรู้ หรือแม้แต่จินตนาการจากหนังสือที่เราอ่านจะหล่อหลอมหรือเปิดทางให้เราเห็นมุมมองใหม่ ๆ ในชีวิต หรือแม้แต่แรงบันดาลใจที่จะก้าวไปข้างหน้าได้มากอย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อน
ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการประมวลผลถึงสามร้อยหกสิบกว่าวันที่ผ่านไป และการนับหนึ่งใหม่ในเดือนแรกของปฏิทินที่กำลังจะมาถึง คงจะเป็นช่วงสิ้นปีนี้ที่เป็นเหมือนรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง (อย่างน้อยก็ตัวเลขของปี) เป็นยังไงกันบ้าง หากมันเป็นปีที่แย่ก็อย่าเพิ่งท้อไป เรากำลังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ที่รอเราอยู่ข้างหน้าในอีกไม่กี่อึดใจ เรารู้แล้วว่าปีหน้าเราต้องปรับปรุงอะไร ในทางตรงกันข้ามหากมันเป็นปีที่โคตรเจ๋ง แล้วปีหน้านี้เราจะทำอะไรดีล่ะถ้าไม่ต้องมาคอยซ่อมเรื่องพัง ๆ จากปีที่แล้ว ? แม้จะเป็นปีที่เจ๋ง อาจจะเจ๋งที่สุดที่เคยมีมา แต่ยังมีเรื่องอีกมากมายให้เราได้ทำ มาดูกันว่ามีอะไรให้เราตะลุยผ่านด่านของปีหน้ากันบ้าง BE BETTER ตอนต้นปีเราต่างมี New Year’s Solution ไว้ในใจกันทั้งนั้น อาจจะสำเร็จทั้งหมดหรือสำเร็จแค่บางอย่าง พอเริ่มต้นปีใหม่ ก็ต้องมาเริ่มลิสต์ New Year’s Solution กันใหม่อีกครั้ง เบื่อมั้ยที่จะทำแบบนั้น ลองล้วงลึกดูดี ๆ ว่าปีนี้เราได้ทำอะไรเจ๋ง ๆ ลงไป เปลี่ยนแปลงตัวเองยังไงบ้าง อะไรที่เราไม่เคยได้ทำมาก่อน แล้วเพิ่งเริ่มทำในปีนี้ หรืออะไรที่เราหัดทำแล้วเราเก่งขึ้น อย่าเพิ่งหยุดสิ่งเหล่านั้นไว้เพียงเพราะได้ลงมือทำแล้ว พอใจแล้ว ไหน ๆ เราก็ได้ทุ่มเทเวลาให้มันไปหนึ่งปีแล้ว หยิบมันมาสานต่อให้เราเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นไปเลย ให้มันกลายเป็น Skill ติดตัวเราที่สามารถเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ อย่าหยุดความพอใจไว้ที่การได้ลงมือทำ เดินต่อไปให้สุด BE A SUPPORTER
เราเชื่อว่าไม่ใช่เราแค่คนเดียวที่จำภาพสาวน้อยตาหยีกับเสียงหวานใสราวกับมีมนตร์สะกดวัย 16 ปีบนเวทีเดอะวอยซ์ไทยแลนด์เมื่อ 4 ปีก่อนได้ติดตา ไม่ใช่แค่เสียงหวานใส ความตั้งใจและความน่ารักเท่านั้นที่ทำให้เธอมีความหมายในความทรงจำของเรา แต่เพราะยิ่งกาลเวลาผ่านไป ยิ่งเธอเติบโต เรายิ่งเห็นว่าภายใต้กรอบแว่น เสียงหวานใสยังเต็มไปด้วยตัวตน วิธีคิดและการมองโลกที่หนักแน่นน่าสนใจ ใช่ เรากำลังหมายถึง “อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ” หญิงสาวผู้หลงใหลการร้องเพลงและรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่ได้จับไมค์และเปล่งเสียงเล่าเรื่องราวออกมาผ่านเสียงดนตรี วันนี้อิมเมจไม่ใช่สาวน้อยคนเดิมบนเวทีเดอะวอยซ์ แต่คือหญิงสาววัย 20 ปีที่มาพร้อมความฝันเต็มเปี่ยม บางฝันดูไม่ยากจะคว้ามา บางฝันดูห่างออกไปหน่อยแต่เธอก็พร้อมฝ่าไป ที่แน่ ๆ ปีนี้เธอมาพร้อมการออกซิงเกิลอย่างเป็นทางการของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ถ้านับว่าเธอร้องเพลงตั้งแต่อนุบาล เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่ ม.3 ซิงเกิลสองซิงเกิลแรกในชีวิตของเธอนี้ก็นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราเองก็อยากบันทึกความเป็นเธอไว้ในรูปแบบบทสนทนาในฐานะคนที่เฝ้ามองการเติบโตของเธอมาตลอด เราเจอกันในวันแดดจ้า ตาหยี ๆ ของอิมเมจหรี่ลงจากแสงแดดจัด แต่กลับส่องประกายสดใสมาที่เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมที่เธอได้พักจากการเรียน สีหน้าเธอบ่งบอกถึงความสุขของคนเพิ่งสอบเสร็จมาหมาด ๆ แต่ในมหาวิทยาลัยชีวิตและการทำเพลงเหมือนตอนนี้เพิ่งจะเป็นปีการศึกษาใหม่อันหอมหวาน จนเราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าอิมเมจแบ่งเวลาในมหาวิทยาลัยจริง ๆ กับมหาวิทยาลัยแห่งการทำงานอย่างไร ? “อิมแบ่งไม่ได้ อิมทำได้ดีที่สุดคือจัดตารางให้งานไม่ชนเวลาเรียน เพราะอิมเป็นคนขี้เกียจ ไม่ค่อยได้ทบทวนบทเรียน แต่ก็พยายามเอาตัวรอด” เราชอบเธอตั้งแต่คำตอบแรก หมายถึงชอบมากกว่าที่ชอบอยู่แล้วไปอีก เพราะบางทีการที่เราจะสามารถจะจัดการอะไรได้ มันอาจต้องเริ่มต้นที่เรากล้าจะยอมรับก่อนว่าเราจัดการไม่ได้ เราขี้เกียจ
คุณเคยเจอคนตรงหน้าที่แค่ฟังคำที่เขาพูดแล้วรู้สึกว่า “เออ! กูยอม กูต้องยกนิ้วให้” หรือแค่บางประโยคที่ส่งออกมาก็มีพลังทำให้เรารู้สึกนั่งไม่ติดต้องลุกขึ้นไปทำอะไรสักอย่างแล้วเพราะถ้าปล่อยให้นั่งเฉย ๆ จากนี้วินาทีเดียวก็สายเกินไปบ้างไหม ถ้าคุณเคยเจอ เขาคนนั้นคือคนที่ช่วย UNLOCK POTENTIAL บางอย่างในตัวคุณ นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ตลอดการทำงานและตลอดปี 2018 ที่ผ่านมาพวกเราร่วมเฟ้นหาบุคคลเจ๋งจากหลากที่มาที่มีความหลากหลายมานั่งพูดคุยประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจเพื่อมาส่งต่อพลังงานถึงกัน เพราะเราเชื่อว่ากระแสที่ดีจะเหนี่ยวนำเรื่องดีเข้ามา เมื่อคุณคบใครย่อมได้ถ่ายเททัศนคติบางอย่างจากเขามาด้วย ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาทั้ง 5 คนจากนี้จะเป็นคนที่คุณคุ้นเคยหรือไม่ก็ตาม แต่พวกเขาคือ 5 คนสุดท้ายในปีนี้ที่เราลงความเห็นแล้วว่าคุณควรทำความรู้จัก เพราะคุณจะได้เก็บเกี่ยวพลังไปใช้ในปีหน้าอย่างแน่นอน ความไร้สาระ คือความสดแจ้งเกิดฝัน หนึ่งคนที่พิสูจน์ว่าแพสชั่นแม่งไม่ต้องเป็นเรื่องที่มีสาระอะไรก็ได้ แต่ว่าได้สาระเหี้ย ๆ ปีนี้เราต้องยกตำแหน่งให้เขาคนนี้ “เย่ – ธนวัฒน์” นักคราฟต์ดาบ Lightsaber ที่เลือกออกจากงานประจำที่รัก มาหาความไร้สาระที่ “รักมากกว่า” “ผมรักงานประจำที่ทำมากเลยนะ ผมชอบแอนิเมชั่น ชอบ CG มีความฝันที่อยากทำหนังใหญ่ อยากมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่พอทำอยู่ 3-4 ปี เริ่มรู้สึกว่าไม่ไปไหนซักที มาถึงจุดนึงก็เริ่มคิดว่ากูจะนั่งอยู่หน้าคอมตรงนี้ไปตลอดหรอวะ พอดีกับที่ช่วงนั้นเริ่มสะสม Lightsaber เริ่มสั่งมาโมดิฟายเก็บและโมขายไปด้วย
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าบทความนี้ไม่ใช่การอุปมาอุปมัยอะไรทั้งนั้น แต่เป็นเรื่องจริงที่วิทยาศาสตร์เข้ามาศึกษาตรวจสอบทั้งสิ้น ในชีวิตนี้เรามักได้สนทนากับเพื่อนฝูงกันบ่อยว่า “การตรอมใจ” มันทำให้ตายได้จริงไหม หรือการรู้สึกยอมจำนนกับโลกใบนี้และสิ่งที่ถาโถมเข้าใส่แต่ไม่ลุกมาเอามีดกดบนผิวเนื้อมันจะทำให้เราอยู่ต่อไปได้นานแค่ไหน เมื่อในทางการแพทย์เรายังไม่อาจตายได้จนกว่าหัวใจจะหยุดเต้น สมองจะหยุดสั่งการ แต่วันนี้เราพบคำตอบแล้วว่า คุณตายจริงแน่นอนหากยอมยกธงขาวให้กับการใช้ชีวิตตามระดับขั้นตอนเหล่านี้ ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นอาการที่เรียกว่า Give-up-itis หรือการตรอมใจตาย และจะตายภาย 3 วันหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการยอมแพ้ต่อการมีชีวิตอยู่ Dr. John Leach จาก University of Portsmouth ได้ศึกษาปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “give-up-itis” ซึ่งใช้เรียกแทนอาการ “จิตตาย” ทางการแพทย์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและแตกต่างจากสิ่งที่เรียกว่าฆ่าตัวตาย แถมมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอาการซึมเศร้าด้วยแต่เป็นการหมดอาลัย ยกธงขาวให้กับการใช้ชีวิตเสียเฉย ๆ ซึ่งสิ่งนี้มักเชื่อมโยงกับสมองส่วนหน้าของเราและเป็นเงื่อนไขให้เราตายได้จริง แพทย์สันนิษฐานความตายจาก give-up-itis ว่ามันคือสิ่งที่เปลี่ยนวงจรของ anterior cingulate cortex ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่มีส่วนต่อการคาดการณ์การตัดสินใจ การควบคุม และตอบสนองต่อความเครียด เรียกง่าย ๆ ว่าปกติเวลาที่เราเจอความผิดปกติส่วนนี้ เรามักจะข้ามผ่านมันได้เพราะว่ามีแรงกระตุ้นของความรู้สึกอยากมีชีวิตต่อไปเป็นแรงขับเคลื่อนจูงใจ แต่ถ้าคิดว่าวันนึงมันไม่มีอะไรไปรักษาแล้วเพราะไม่อยากอยู่แล้ว การเยียวยาทั้งระบบก็ไม่เกิด และมันจะยับยั้งการหลั่งสารโดพามีนซึ่งกระทบกับการทำงานของสมองและร่างกายในที่สุด Dr. Leach ได้อธิบาย 5 ขั้นของการยอมแพ้ทางใจที่จะนำเราไปสู่ความตายตามลำดับดังนี้ Social withdrawal
มุมมองที่เรามีต่อชีวิต กำหนดว่าเราพอใจแล้ว ยังอยากขับเคี่ยวให้มันเข้มข้นกว่านี้ หรืออยากจะผ่อนคลายให้มันลื่นไหลกว่าที่เป็น ในขณะที่มุมมองของคนอื่นมีต่อเราจะเป็นเหมือน Hint ที่คอยแนะนำเราอยู่ห่าง ๆ ในวันที่เราไม่อาจมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนนัก ดังนั้นไม่ว่าเรามีมุมมองต่อตัวเราแบบไหน การได้เห็นมุมมองของคนอื่น อาจจะเป็น Case Study ที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตของเรา แม้ว่าชีวิตคนเราไม่อาจใช้บทเรียนของคนอื่นได้ 100% ก็ตาม ลองมาดูมุมมองเข้มข้นของชีวิตผ่านซีรีส์บน Netflix ที่จะมาพลิกมุมมองของเราให้ได้ลองไปยืนในด้านอื่นที่ไม่คุ้นเคยกันบ้าง Black Mirror เทคโนโลยีที่ช่วยโอบอุ้มเราให้อยู่บนความสะดวกสบาย ให้เราได้ใช้ชีวิตลื่นไหลกว่าแต่ก่อน ในตอนที่ยังคงพึ่งพาระบบ Manual หรือ Analog กันอยู่ เราอาจมองว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้อมรอบแบบนี้มันช่างสมบูรณ์แบบ จนนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าเราขาดสิ่งเหล่านี้ไปเราจะใช้ชีวิตยังไงไหว ลองมาดูเรื่องนี้ เรื่องราวของเทคโนโลยีในอีกด้านที่คอยกลืนกินเราอย่างช้า ๆ เหมาะกับคนเวลาน้อยมาก ๆ เพราะเท่ากับว่าใช้เวลาดูตอนนึงแค่ 40 นาที แถมเนื้อเรื่องยังจบในตอนอีกต่างหาก แกนเรื่องหลักของทุกซีซั่นคือการใช้เทคโนโลยีในทางที่ชวนให้เกิดความหมิ่นเหม่ทางศีลธรรม จนเกิดคำถามเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในชีวิตของเราว่าขอบเขตของมันควรอยู่แค่ไหน เราหรือมันกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายควบคุม เป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่า อาจจะฟังดู Sci-Fi เสียเหลือเกิน แต่เชื่อเถอะว่าเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้ดี เข้าใจง่าย และออกมาในเชิงการตั้งคำถามกับชีวิตไม่ได้มีเนื้อหาเฉพาะ Geek IT เท่านั้น
ของบางชิ้นเราซื้อไปก็ไม่รู้ว่าทำอะไร แต่พอซื้อมาแล้วมันรู้สึกดีกว่าไม่ซื้อ และแม้หลายคนจะบอกว่ามึงมันบ้าวัตถุเราก็ยังยินดีจะซื้อต่อไปมากกว่าอยู่ดี ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่ทุ่มทุนจ่ายเงินเพื่ออะไรสักอย่างไม่สิ้นสุดโดยไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงทำ ก่อนจะโหมซื้อของให้รางวัลตัวเองจนกระเป๋าแฟบ ลองอ่านบทความนี้อีกทีเพราะมันอาจจะทำให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้นและบางทีอาจเปลี่ยนทัศนคติให้คุณเก็บเงินเพิ่มในปีนี้ได้ด้วย ผลงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Psychology เผยว่าคนใจบางหรือรู้สึกไม่มั่นคงต่อสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตมักใช้วิธีซื้ออะไรบางอย่างถมหลุมความรู้สึกของตัวเอง เพราะเขาคิดว่าการซื้อวัตถุสักชิ้นมาครอบครองจะสร้างความมั่นคงทดแทนช่องว่างในใจได้ ของยิ่งเยอะ ใจยิ่งร้าวราน? ที่มาของการทดลองนี้เริ่มต้นจากความคิดตั้งต้นเรื่องการช้อปบำบัดว่ามีผลมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงทางใจของนักซื้อทั้งหลาย และความรู้สึกอยากครอบครองนี้คาดว่ามาจากความไม่มั่นคงทางใจ ซึ่งน่าจะเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและคนรอบข้างที่ไม่ดีนัก เรียกง่าย ๆ ว่าไม่สมหวังในความรัก ไม่สามารถครอบครองความรักก็หันมาครอบครองของแทน เพราะอกหักไปของก็ยังอยู่กับเราเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคงถาวร หรือคนขาดความอบอุ่นในครอบครัวก็มีแนวโน้มที่จะหันมาซื้อของทดแทนความรู้สึกนั้นแทน ของที่ไม่เคยได้ในวัยเด็กกลายเป็นอะไรที่ต้องพิชิตในวันที่มีเงินซื้อ Ying Sun และเพื่อนร่วมงานจาก Beijing Key Laboratory of Experimental Psychology จึงทำการทดลองพิสูจน์สมมุติฐานนี้ โดยทำการทดลองกับคนจำนวน 237 คน ถามคำถามเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนรอบข้าง และคนรัก แล้วนำมาเปรียบเทียบกับคำถามที่ว่าด้วยสิ่งสำคัญในชีวิตที่มีตัวแปรเป็นทั้งสิ่งที่ชี้ว่าเป็นเราเป็นคนประเภทวัตถุนิยมและไม่ใช่วัตถุนิยม ตัวอย่างคำถามบางส่วนที่อยู่ในแบบทดสอบเหล่านี้ พวกเราคิดคำตอบไว้ในใจดูก่อนไปดูผลวิจัยได้ “เรารู้สึกกังวลว่าคู่รักของเราไม่แคร์เราเท่าที่เราแคร์เขา” “เรารู้สึกกังวลเวลาคู่รักเข้าใกล้” “เราชอบใช้ของหรูหรามีระดับ” “ชีวิตของเราจะดีขึ้นเมื่อได้เป็นเจ้าของบางอย่างที่เราไม่มี” เมื่อตอบคำถามเหล่านี้เสร็จผู้วิจัยจะเริ่มวัดความเป็น “วัตถุนิยม” ในตัวของผู้ทดสอบด้วยการโชว์ชุดคำบางอย่างบนจอคอมพิวเตอร์อย่างคำว่า “เงิน” “ท้องฟ้า” รวมทั้งคำที่ไร้ความหมายอื่น ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกดคำที่เขาคิดว่ามีความหมายกับชีวิตและกดเลือกคำที่คิดว่าไม่มีความหมายอะไร ผลการทดลองชี้ชัดว่าใครที่มีอ่อนไหวกับเรื่องความสัมพันธ์มักให้ความสำคัญกับสิ่งของที่เป็นวัตถุมากกว่า
ความกระหายที่จะเรียนรู้ไม่หยุดยั้งคืออีกคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้ผู้ชายอย่างเราอยู่รอดได้ในยุคสมัยที่อะไรก็เคลื่อนไปไวจนเราตามไม่ทัน จินตนาการดูว่าถ้ารอบตัวเรากำลังเคลื่อนไปข้างหน้า แต่เราหยุดอยู่กับที่ไม่เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เลย การอยู่กับที่ก็ไม่ต่างอะไรจากการถอยหลังจนตามอะไรไม่ทันอีกต่อไป การเรียนรู้จึงเป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนา ไม่กลายเป็นมนุษย์ตกรุ่นในวันที่ AI กำลังพร้อมาแทนที่เราทุกขณะ แต่ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เท่านั้นแต่การเรียนรู้ได้ไวดังใจคิดก็เป็นอีกสกิลสำคัญที่ต้องมีติดตัว สำหรับใครที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เราจะเรียนรู้ให้ไวได้อย่างไรบ้าง UNLOCKMEN พามาเตรียมเรียนรู้อย่างเร็วไวไปพร้อม ๆ กัน เขียนด้วยมือเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนแบบไหน แต่จงจำไว้กระดาษและปากกานี่แหละคืออาวุธลับของการเรียนรู้ได้ไว จดจำได้ไว แม้โลกจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายที่สะดวกสบายมากกว่า แต่การจดลงบนกระดาษกลับกลายเป็นวิธีที่ส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่าการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น เราไม่ได้พูดลอย ๆ แต่งานวิจัยจากสองนักวิจัยอย่าง Pam Mueller และ Daniel Oppenheimer ชี้ให้เห็นว่าคนที่เรียนรู้ด้วยการจดลงกระดาษจะเรียนรู้ได้มากกว่าคนที่ใช้คอมพิวเตอร์จดเนื้อหาแม้คนที่ใช้คอมพิวเตอร์จดจะจดได้มากกว่าก็ตาม คำอธิบายก็คือการจดด้วยปากกานั้นทำให้เราจดได้ช้ากว่า จึงทำให้เรารู้จักที่จะสรุปความตามที่เราเข้าใจ และรวบคอนเซปต์ของการเรียนรู้ในแต่ละครั้งได้ไวและดีกว่าการพิมพ์เอา ซึ่งการพิมพ์ทำได้ไว เราจึงแค่ลอกสิ่งที่ฟังหรือดูลงไปโดยไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ หรือการวิเคราะห์ประเด็นในแบบของเรา ดังนั้นถ้าลงคอร์สเรียนสกิลใหม่ ๆ ไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ครั้งหน้า ทำเท่ ทำวินเทจ คว้าสมุดเท่ ๆ ปากกาคูล ๆ สักด้ามแล้วจด แทนที่จะอัดเสียงหรือพิมพ์เถอะ ฟังคนอื่นสอน ก็สอนคนอื่นต่อ อีกวิธีการที่ช่วยให้เราเรียนรู้ได้ไวอย่างไม่น่าเชื่อคือ “การสอนคนอื่น” เรามักเข้าใจผิดว่าก่อนที่เราจะไปสอนคนอื่นได้เราจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นระดับหาตัวจับยากก่อน ซึ่งไม่จำเป็นเสมอไป


