ชายหนุ่มร่างกายผอมแห้ง ตัวเล็กและเต็มไปด้วยรอยสัก ลุคท่าทางดูอันธพาล ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาจับไม้กลองบรรเลง ก็เหมือนกับงานแสดงศิลปะชั้นสูงขึ้นมาทันที Travis Barker ได้รับยกย่องว่าเป็นมือกลองในยุคโมเดิร์นที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่ง โดยเขาเป็นสมาชิกคนสำคัญของวงป๊อปพังค์ยอดนิยมอย่าง Blink 182 และยังประสบความสำเร็จในชีวิตด้านอื่น ๆ อีกด้วย จนวันนี้เราอยากจะมาเล่าเรื่องราวเจ๋ง ๆ ของเขาไม่ว่าจะเป็น ประสบการณ์เฉียดตายและที่มาของรอยสักต่าง ๆ บนร่างกาย Travis Barker เป็นลูกคนสุดท้ายในครอบครัวที่มีเชื้อชาติผสมทั้ง อเมริกัน , ไอริส , อิตาเลี่ยน ซึ่ง Barker ได้เริ่มเล่นกลองเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นอกเหนือจากกลองชุดแล้ว Travis มีความหลงใหลในด้านดนตรีอย่างมาก จนเข้าคลาสฝึกการเล่นเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ อาทิ ทรัมเปต , เปียโน และยังสมัครเป็นนักร้องประสานเสียงอีกด้วย ทว่าเขาเกือบจะหันเหชีวิตตัวเองหลังจากได้รู้จักกับสเก็ตบอร์ดจนถึงขั้นเคยคิดจะเอาดีเป็นโปรสเก็ตเลยทีเดียว แม้ว่าจะมีเหลวไหลไปบ้างถึงขั้นเคยติดกัญชาอย่างหนัก แต่ประโยคที่ทำให้ยังคงเล่นดนตรีมาจนถึงทุกวันนี้คือคำกล่าวของแม่ของเขากล่าวก่อนตายคือ ให้ Travis ให้เล่นดนตรีจงทำตามความฝันต่อไป เริ่มต้นจากการเป็นคนเก็บขยะสู่พังค์สตาร์ก้องโลก ใครจะไปคิดว่า Travis Barker ก็เคยทำงานเป็นพนักงานเก็บขยะมาแล้วสมัยที่เรียนจบจาก
โลกเต็มไปด้วยความหลากหลายของมนุษย์ บางคนเก่งด้านนี้ บางคนฉลาดด้านนั้น เราต่างมีความสามารถเป็นของตัวเอง หรือแม้แต่การไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่ที่โคตรไม่เข้าใจคือ “พวกกูก็ไม่รู้ แต่กูอยากอวด” หรือพูดง่าย ๆ ว่าอวดฉลาดไปทั่ว พูดเหมือนตัวเองรู้ทุกอย่าง เอาล่ะ ไม่ว่ากัน ถ้าใครอยากแชร์ความรู้ เราก็พร้อมฟัง แต่ถ้าเกิดเอะใจสงสัยว่าอีตาคนนี้มันรู้จริงไหมหรือมันแค่อวดว่ารู้มั่ว ๆ ? เราก็มี 5 หนทางดีต่อใจมาให้ลองเช็คกัน พุ่งคำถามเข้าใส่ การจะเช็คว่าใครรู้จริงไหม เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ มากมายแต่อย่างใด แค่คำถามง่าย ๆ โยนลงไปกลางวงก็พอ คนที่รู้ว่าตัวเองมีพื้นฐานการคิดเรื่องนั้น ๆ แน่นอยู่แล้ว เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ซ้ำยังจะตอบคุณกลับมาอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าคุณไม่เข้าใจ แต่พวกฉลาดปลอม ๆ แต่ชอบอวด จะติดแหง็กทันที ถ้าเจอคำถามง่าย ๆ เช่น “ทำไมคุณถึงเชื่อว่า … ล่ะครับ” หรือ “อธิบายเรื่อง … ที่คุณพูดเมื่อกี๊เพิ่มอีกหน่อยได้ไหมครับ” ถ้าตอบไม่รู้ เราก็ไม่ว่ากัน เพราะคนเรารู้อะไรไปหมดทั้งโลกไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าอึกอักแล้วทำโกรธใส่ หรือโยนกลับมาว่าคนถามนี่โง่เองที่ไม่รู้
เมื่อพูดถึง “ความสำเร็จ” คำนี้แม้จะมีนิยามความหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสิ่งที่แทบทุกคนต้องเคยผ่านช่วงเวลาของการตั้งเป้าหมายในชีวิต อยู่ในโมเม้นต์แห่งการหมายมั่นปั้นมือว่าจะพาตัวเองไปยังจุดที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” ให้ได้ดั่งหวัง ซึ่งแน่นอนว่าบนเส้นทางสู่ความสำเร็จนั้น มันมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องประสบพบเจอเหมือน ๆ กัน นั่นก็คืออุปสรรคระหว่างทางที่มักจะพร้อมใจถาโถมโหมกระหน่ำเข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ เหมือนเป็นด่านวัดใจให้หลายคนหยุดตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะล้มเลิกหรือไปต่อ ซึ่งใครที่กำลังโดนซัดด้วยหมัดอันหนักหน่วงของสิ่งที่เรียกว่าอุปสรรคจนอ่อนล้า เราขอตบบ่าให้กำลังใจ และอยากบอกว่าอย่าเพิ่งท้อ กับสิ่งที่เป็นสัจธรรมของชีวิต เพราะเราทุกคนต่างก็รู้มาตั้งแต่เด็กว่าไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาง่าย ๆ อยากสอบได้อันดับต้น ๆ ของห้อง แม้ไม่หวังเป็นที่ 1 ก็ยังต้องอ่านหนังสือแทบเป็นแทบตาย นับประสาอะไรกับการพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จที่ฝันใฝ่ ยังไงมันก็ต้องมีเจ็บ มีท้อบ้างเป็นธรรมดา และเพื่อไม่ให้ทุกอย่างมันจบไปแบบห้วน ๆ เหมือนการเชียร์ตามมารยาท ด้วยการตบบ่า บอกว่า “สู้ ๆ ดิวะ” แล้วจากไป วันนี้ UNLOCKMEN จึงขอให้ทุกคนที่กำลังท้อ สูดหายใจลึก ๆ ตะโกนบอกตัวเองดัง ๆ ว่า What Stops You ? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด แล้วไปดูวิธีสุมไฟแห่งความมุ่งมั่น ปลุกปั้นแรงบันดาลใจให้แข็งแกร่ง เพื่อพาตัวเองพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวว่าอุปสรรคหน้าไหนจะมาหยุดเป้าหมายการไปสู่ความสำเร็จที่หวังไว้
เข้านอนหัวค่ำ ควรจะ boost ความสดชื่นให้เรายามเช้า แต่สำหรับเช้าต้นสัปดาห์อย่างนี้ ชาว UNLOCKMEN บางคนก็ยังรู้สึกว่ายังง่วงอยู่เหมือนเเดิม หนังตาหนักเหมือนคนอดนอน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ? วันนี้เราไปสืบจากผู้เชี่ยวชาญมาบอกต่อเพื่อคืนความกระปรี้กระเปร่าต้นสัปดาห์ให้กลับมามีพลังเหมือนเดิม หรือบางทีอาการง่วงตลอดเวลาของพวกเราอาจเป็นสัญญาณส่งต่อว่า “เฮ้ย! ถึงเวลาต้องไปหาหมอ 7-10 ชั่วโมงอันคุ้มค่าที่ปิดตาไปตามที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่ามันจะพอต่อร่างกาย แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้นเมื่อใช้งานยามตื่น ผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกว่าที่ให้นอนก็ใช่อยู่หรอก แต่แค่หลับตาต่อเนื่อง 7-10 ชั่วโมงมันก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตล้ำเลิศอะไร เพราะบางครั้งเรายังขาด 8 สิ่งด้านล่างนี้ เพื่อคืนความฟิตทุกวินาทีจากการตื่นนอนเราลองมาเช็กดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่เราขาดและควรเสริมเข้าไป 1. ออกกำลังกาย ชาว UNLOCKMEN สายสุขภาพน่าจะออกมายืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหลังออกกำลังกายในวันนั้นเราจะหลับได้ดีและรู้สึกตื่นตัวในวันรุ่งขึ้น ต่างจากการไม่ออกกำลังกายแล้วนอนซึ่งแม้จะนอนยาวนานก็ยังรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนอยู่ดี วิธีแนะนำจาก Science Alert เมื่อคุณเกิดอาการนอนไม่พอไม่ว่านานแค่ไหนด้วยการไปออกกำลังกายเบา ๆ ไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ขยับยืดตัวบ้างแล้วมันจะดีเอง 2. รินน้ำดื่มเข้าไป เราอาจจะไม่เคยคิดว่าเรื่องกินน้ำจะกระทบการนอนและทำให้วันทั้งวันของเรากลายเป็นวันเพลีย ๆ ที่อยากฟุบตลอดเวลาตั้งแต่ลืมตา แต่ความจริงอาการขาดน้ำมันจะทำให้การสูบฉีดเลือดในร่างกายของเราสะดุดได้ ซึ่งนำไปสู่อาการเหนื่อยล้า 3. รีแล็กซ์ให้น้อยลงจากเครื่องดื่มมึนเมา เรื่องนี้หลายคน รวมถึงเราเองก็มักจะทำอยู่บ้างเวลาเหนื่อยพอกลับไปที่บ้านสบโอกาสเมื่อไรก็เปิดขวดไวน์บ้าง กระป๋องเบียร์ป้อนเบียร์ให้ตัวเอง
การเจอกันครั้งแรกของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยการทักทายอย่างเป็นมิตร รอยยิ้มที่ฉีกกว้างประดับบนใบหน้า (แบบที่จริงใจบ้างไม่จริงใจบ้าง) บทสนทนาสุดไพเราะลื่นใจ แต่บางครั้งผู้ชายอย่างเราก็เลือกไม่ได้ เมื่อต้องเจอกับมนุษย์หน้าหงิกไม่เป็นมิตรพูดคุยอะไรด้วยก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับเหมือนเราไปเหยียบเท้าเขาไว้ตลอดเวลา หรือเพราะหน้าเรามันกวนตีนเขาเกินไปก็ไม่รู้ ไม่เอา อย่าเพิ่งหัวร้อนไป เราควรรับมือมนุษย์พวกนี้อย่างมืออาชีพ ถ้ายังไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไรเราเอา 5 วิธีรับมือกับมนุษย์ไม่เป็นมิตรมาฝากกัน ยิ้มเท่านั้นที่ครองโลก รอยยิ้มนี่แหละที่สร้างง่ายแสนง่ายไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่เคล็ดลับเด็ดอยู่ที่ความจริงใจ รอยยิ้มที่ดีต้องมาจากทัศนคติที่ดี คิดไว้เสมอว่าว่าเขาแย่ใส่เรา เราไม่จำเป็นต้องแย่ใส่เขา โปรยยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ ถ้าไม่ถนัดฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันทุกซี่ ก็ยิ้มบาง ๆ ด้วยสายตาเพื่อบ่งบอกว่า “นาย ๆ เรามาอย่างเป็นมิตรนะ อย่ากัดเราเลยว่ะ” ตั้งใจฟังรายละเอียดทุกส่วนของเขา การเจอกันครั้งแรกต้องมีการแนะนำตัว พูดคุยสร้างบทสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่แล้ว ให้เราตั้งใจฟังทุกอย่างที่เขาพูดเกี่ยวกับตัวเขาเองหรือเรื่องราวที่เขาเล่า แสดงความตั้งใจว่าเราใส่ใจที่จะฟังเขาอย่างจริงใจ อาจจะพยักหน้ารับเป็นครั้งคราว หรือส่งเสียงตอบรับเป็นระยะ ๆ หรือตรงไหนที่เห็นว่าน่าสนใจก็โยนคำถามกลับไป เพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าเรากำลังใส่ใจจะเป็นมิตรกับเขามาก ๆ ได้โปรดอย่าตั้งแง่ใส่เรานักเลย ไหว้ล่ะครับพี่ หมากัดอย่ากัดตอบ การรับมือกับมนุษย์ไม่เป็นมิตรจำเป็นต้องมีสติอย่างมาก แต่ UNLOCKMEN เชื่อในสติของผู้ชายชาว UNLOCKMEN ทุกคน ดังนั้นไม่ว่าเขาจะจิกกัด เหน็บแนม
“งานโคตรยุ่งเลยว่ะ ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย” นี่เป็นข้ออ้างอันดับต้น ๆ ของผู้ชายที่ Work Hard Play Hard ซึ่งข้ออ้างง่าย ๆ นี้ทำให้เราพลาดอะไรหลายต่อหลายอย่างในชีวิตแบบไม่รู้ตัว เราพลาดเวลาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี เราพลาดเวลาไปเฮฮากับเพื่อนฝูงเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี เราพลาดเวลาทำสิ่งที่เราชอบเพื่อเติมเต็มความฝัน เราพลาดแทบทุกอย่างในชีวิตเพียงเพราะคำว่า “ไม่มีเวลา” เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าที่ “ไม่มีเวลา” จริง ๆ หรือเราแค่ตัดโอกาสตัวเองออกจากสิ่งต่าง ๆ อย่างคนขี้แพ้กันแน่? UNLOCKMEN บอกได้เลยว่าหลังจากที่อ่านเรื่องราวการจัดสรรเวลา“กฎ 168 ชั่วโมงต่ออาทิตย์” นี้จบ เราจะมอง “เวลาในชีวิต” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ประหยัดเวลาเพื่อมีเวลา? Laura Vanderkam คือนักเขียนผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารเวลา เรื่องราวของเธอโคตรน่าสนใจ ตอนแรกเธอก็ดั้นด้นพยายามหาเวลาเพิ่มเหมือนเรา ๆ ทุกคนนี่แหละ โดยทริคที่เธอสนใจก็คือการประหยัดเวลาเพื่อเพิ่มเวลา สมมติว่าเราซื้ออาหารสำเร็จรูปมาอุ่นแล้วมันเขียนว่าอุ่น 3-4 นาที เราก็อุ่นมันแค่ 3 นาที เพื่อประหยัดเวลา 1 นาทีไว้ไปทำอย่างอื่น หรือถ้าเราติดละครสักเรื่องแทนที่จะดูมันฉายทางโทรทัศน์สด ๆ เราก็ดูย้อนหลังแทน เพราะจะประหยัดเวลาที่ต้องเสียไปกับการดูโฆษณาได้รวม ๆ
กว่าจะขุดตัวเองไปออกกำลังกายได้แต่ละที ขุดแซะยากยิ่งกว่านักโบราณคดีขุดค้นซากไดโนเสาร์จากยุคดึกดำบรรพ์เสียอีก แต่ไม่ต้องตกใจไปเราไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวที่ประสบปัญหา “หลอกตัวเองให้ขี้เกียจ” นี้ ขอแค่อย่ามัวจมไปกับมันแล้วปล่อยให้ร่างกายไหลไปตามวันเวลาและไขมันที่พอกพูนร่างกายขึ้นเรื่อย ๆ หยุดตั้งแต่ตอนนี้! ด้วย 5 เหตุผลจากผู้เชี่ยวชาญที่จะทลายข้ออ้างของจอมขี้เกียจอย่างคุณให้หมดสิ้นไป “โธ่ ก็ผมไม่มีเวลานี่ครับ” ข้ออ้างอันดับหนึ่งของจอมขี้เกียจอย่างเราคือ “ไม่มีเวลา” Laura Vanderkam นักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจพูดเรื่องเวลาไว้อย่างน่าสนใจว่าในแต่ละอาทิตย์เรามีเวลา 168 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน เป็นเวลานอนไป 56 ชั่วโมง และตีเป็นเวลางาน 50 ชั่วโมงไปเลย! เท่ากับว่าเราเหลือเวลา 62 ชั่วโมงเต็ม ๆ ที่เราสามารถจัดสรรปันส่วนเป็นเวลาพักผ่อนหย่อนใจ เวลาเดินทาง เวลาอาบน้ำกินข้าว ปัญหาเรื่องไม่มีเวลาจะหมดไปถ้าเรามองเวลาเป็นล็อตใหญ่ ๆ แล้วแบ่งมันไว้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ และใส่ “การออกกำลังกายไว้ในตารางเวลาที่เราวางไว้ด้วย” โดยอาจจะเริ่มต้นจาก 1 ชั่วโมงครึ่งจาก 168 ชั่วโมง (อาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที) ถ้าคิดได้ว่ามันแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งจาก 168
ทุกเช้า เราเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่อันหลากหลาย แต่ล้วนมีความสำคัญไม้แพ้กันในมุมของแต่ละคน เราพุ่งออกจากบ้านด้วย Passion ที่เต็มเปี่ยม แต่พลังงานเหล่านั้นกลับหมดไประหว่างทางตั้งแต่เรายังเดินทางไม่ถึงจุดหมาย การเสียเวลาราว 2-3 ชั่วโมงในแต่ละวันให้กับการเดินทางไปและกลับ ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถาม และหาทางออกให้กับตัวเองว่า “แล้วเราจะอัพเกรดคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างไร” ซึ่งทางออกที่ง่ายที่สุดในปัจจุบัน คงต้องเป็นการมองหาที่อยู่อาศัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ แน่นอนว่ามันไม่มีคำว่าดีที่สุด แต่สิ่งที่เราควรพิจารณาคือ ‘คำว่าเหมาะสมกับเราที่สุด’ มากกว่า ‘YOU ARE WHERE YOU LIVE’ อาจจะเป็นคำใหม่สำหรับใครหลายคน การเลือกใช้ชีวิตตามรูปแบบไล์ฟสไตล์ของเรา มันได้ซอยย่อยถี่ลงถึงระดับสถานที่ หรือย่านที่อยู่อาศัยไปแล้ว ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ Filter ตัวเลือกของเราอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งข้อดีของการเข้าใจไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมของย่านที่อยู่อาศัยนั้น ๆ คือการใช้ชีวิตที่มีความสุข อัพเกรดคุณภาพชีวิตได้ดีกว่าการเลือกที่อยู่แค่จากกรอบราคาและความนิยมของโครงการอย่างที่หลายคนบอกกันว่าดี แต่บางทีมันอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ จากการพยายามอัพเกรดคุณภาพชีวิตของตัวเองเหมือนกับคนอ่านทุกคน เราก็เป็นอีกคนที่มองหาที่อยู่อาศัยที่สามารถช่วยทุ่นแรงวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ และยังตอบโจทย์ด้านไล์ฟสไตล์ครบ ๆ ในวันหยุดและจังหวะหลังเลิกงานได้เต็มที่ วันนี้เราจะมาแนะนำอีกโครงการคอนโดมิเนียมที่น่าสนใจ เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดใหม่ ณ ตอนนี้ มีจุดเด่นทั้งด้านที่ตั้งโครงการ ราคาพื้นที่ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงคอนเซปต์และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน นั่นก็คือ LIFE SUKHUMVIT 62 The Concept
สิ่งที่เกลื่อนกลาดพอ ๆ กับขยะในบ้านเมืองของเราก็คงจะหนีไม่พ้นบรรดาข่าวปลอมที่ขยันสร้างออกมาเพื่อเหตุผลอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่ที่ข่าวปลอมแพร่กระจายได้ไวยิ่งกว่าโรคพิษสุนัขบ้าที่กำลังระบาด แค่กดแชร์แบบไม่คิดเพียงคลิกเดียวจากปลายนิ้วก็สร้างแรงกระเพื่อมส่งต่อข่าวปลอมได้เป็นวงกว้างแล้ว ผู้ชายที่ภาพลักษณ์ดูน่าเชื่อถือขนาดไหน ถ้าหน้าเฟซบุ๊กเต็มไปด้วยการแชร์ข่าวปลอมมามั่ว ๆ ความน่าเชื่อถือก็คงพังทลายลงไปในทันใด เพื่อไม่ให้สูญเสียความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาแสนนาน UNLOCKMEN ขอเสนอเคล็ดวิธีสังเกตข่าวปลอมมาให้ จะได้ไม่ตกลงไปในหลุมดักขนาดใหญ่ที่เขาขุดไว้หลอกลวงอีก ที่มาสำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าเห็นพาดหัวโดนใจก็แชร์มาชื่นชม เห็นพาดหัวด่าคนที่เราเกลียดเหมือนกันแล้วแชร์มาด่า หรือเห็นพาดหัวเล่าเหตุการณ์สุดแปลกแล้วแชร์มาตื่นตะลึงทันที โลกนี้มันร้ายกับผู้ชายอย่างเรากว่านั้นเยอะ! ก่อนจะเชื่อให้เลื่อนสายตาดูหน่อยก็ยังดีว่าข่าวนี้มีที่มาจากเว็บไซต์อะไร? หรือเว็บไซต์อะไรที่เป็นคนเผยแพร่ข่าวที่ว่านี้ ถ้าชื่อเว็บไซต์ประเภทนัดยิ้มที่ริมดอย สาวน้อยซู่ซ้า ผู้กล้าออนไลน์ เว็บที่ชื่อก็ไม่น่าเชื่อถือแล้วหรือเด็กอนุบาลอ่านก็รู้ว่าอยากปั่นยอดไลก์หรือปั่นเพจวิว ก็อย่าไปไลก์ไปแชร์ให้เสียเวลา แถมกดรีพอร์ตสักหนึ่งทีเป็นของแถมได้เลย ชื่อคนเขียน ชื่อคนเขียนคอนเทนต์ก็สำคัญ ลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าชื่อคนเขียนคนนี้เราเคยเห็นเขาเขียนให้ที่ไหนอีกไหม หรือถ้าเป็นนามปากกาชื่อมันน่าเชื่อถือหรือเปล่า ตามดูบทความอื่น ๆ ที่เขาเขียนว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน หรือเว็บไซต์ที่คนคนนี้เขียนให้เว็บไซต์อื่น ๆ น่าไว้วางใจเพียงใด ถ้าไม่มีอะไรเลย เหมือนสร้างแอคเคาต์มาเขียนบทความนี้เพื่อปั่นกระแสอย่างเดียว ก็พอจะบอกได้เลยว่าน่ากลัวมากที่จะเป็นข่าวปลอม เช็คแหล่งข้อมูลอ้างอิงซิ บางทีหลาย ๆ คอนเทนต์บนโลกออนไลน์ก็เป็นข่าวที่แปลมา โดยเขาจะใส่แหล่งที่มาของข่าวที่แปลเอาไว้ เราก็อย่าแค่อ่าน ไลก์ แชร์แค่เพราะโดนใจ แล้วจบ สละเวลากดเข้าไปสักนิดว่าเว็บไซต์ต่างประเทศที่แปลมาน่าเชื่อถือหรือไม่ หรือก็เป็นเจ้าพ่อข่าวปลอมของต่างประเทศเช่นกัน พอ ๆ กับชื่อคนเขียนในเว็บไซต์ต่างประเทศนั้น บางคนก็เขียนข่าวปลอมเป็นหลักก็ให้ระวังไว้ให้ดี
ผู้ชายอย่างเรามักมีคำถามเล่น ๆ ถามกันเองว่าถ้าพรุ่งนี้ต้องตายจะทำอะไรเป็นอย่างสุดท้ายวะ? คำตอบที่ได้มักจะเป็นอะไรสุดโลดโผนหวือหวาที่ชีวิตไม่เคยได้ทำมันมาก่อน อาจจะอยากกระโดดบันจี้จัมพ์สักครั้งในชีวิต อยากมีเซ็กซ์แบบพิสดารสุดเหวี่ยงกับสาวเอ็กซ์ ๆ สักคน ฯลฯ นั่นคือสิ่งที่เราอยากทำ แล้วถ้าพูดถึงอะไรที่เราทำมันลงไปแล้ว แต่รู้สึกเสียใจที่ได้ทำแบบนั้นลงไป หรือคิดย้ำ ๆ ว่าทำไมเราไม่ทำอย่างอื่นแทนล่ะ? อะไรที่เราจะเสียใจในวันสุดท้ายของชีวิต? ถ้าวันนี้ยังนึกของตัวเองไม่ออก เราเอาของคนอื่นมาให้ดูว่าพวกเขาได้ทบทวนอะไรในวันก่อนที่จะจากโลกนี้ไป เผื่อจะได้กลับมาทบทวนชีวิตเราเองบ้าง นี่คือเรื่องราวของ Bronnie Ware พยาบาลชาวออสเตรเลียที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงเวลา 12 อาทิตย์สุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะจากโลกนี้ไปอย่างถาวร แต่ละวันที่เธอดูแลผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตเหล่านั้น เธอก็ได้พูดคุยกับเขาด้วย โดยเรื่องหนึ่งที่เธอพูดคุยก็คือเรื่องความเสียใจในชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา ช่วงที่เธอพูดคุย เธอก็เขียนบล็อกของตัวเองเอาไว้ จนเรื่องราวที่เธอเขียนได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง กระทั่งเธอต้องเขียนหนังสือเรื่อง Top Five Regrets of the Dying ออกมา Bronnie Ware เขียนถึงวิสัยทัศน์สุดชัดเจนของคนที่กำลังจะตายว่าเมื่อวันท้าย ๆ ของชีวิตจะมาถึงพวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและโลกอย่างไร และนี่คือ 5 ความเสียใจอันดับต้น ๆ ที่มนุษย์เสียใจมากที่สุดในวันที่กำลังจะตายจากโลกนี้ไป ฉันหวังว่าฉันจะหาญกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ฉันได้เป็นฉัน มากกว่าใช้ชีวิตอย่างที่คนอื่นคาดหวัง นี่เป็นความผิดหวังเสียใจของคนใกล้ตายที่แทบทุกคนมีเหมือน ๆ กัน เมื่อทุกคนระลึกได้ว่าชีวิตของพวกเขากำลังจะจบลง


