ไม่รู้ว่าการซ้อมรบมันหนักเกินไป หรือเป็นเพราะคราฟต์เบียร์ท้องถิ่นมีรสชาติดีเกินคาด มีข่าวรายงานว่าเกือบทุกบาร์ภายในเมือง Reykjavik (เรคยาวิก) เมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์กำลังประสบปัญหาขาดแคลนเบียร์เป็นอย่างมาก โดยเป็นผลมาจากการเข้ามาพักผ่อนของกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกา ระหว่างการซ้อมรบที่ใหญ่ที่สุดของกองกำลัง NATO เมือง Reykjavik กำลังประสบปัญหาขาดแคลนเบียร์ภายในสัปดาห์เดียว หลังจากกองกำลังสหรัฐจำนวน 6,000 – 7,000 คน เลือกใช้เมืองนี้เป็นสถานที่พักกองกำลัง ในระหว่างการซ้อมรบรวมกับกองกำลัง NATO ที่เรียกว่า Trident Juncture 2018 แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะดูเหมือนว่าเหล่านักรบจากแดนลุงแซมจะเหนื่อยจากการฝึกเป็นพิเศษ เลยชดเชยด้วยการตระเวนซดเบียร์ซะเกลี้ยงเมือง ทำให้บาร์ท้องถิ่นหลายแห่งต้องงัดเบียร์ถังสำรองมาบริการ ส่วนร้านที่มีไม่พอก็ต้องสั่งเพิ่มเข้ามาแบบไม่ขาดสาย เพราะถึงแม้ Reykjavik จะเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์ แต่พวกเขามีประชากรอาศัยอยู่ภายในเมืองเพียง 128,000 คนเท่านั้น และถึงจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีโอกาสต้อนรับนักเดินทางอยู่ตลอด แต่พวกเขาไม่คุ้นชินกับการรับรองคนจำนวนมากพร้อมกันแบบนี้ แถมทั้งหมดยังเป็นนักดื่มที่เก็บกดมาจากการซ้อมรบอีกด้วย Icelandic Magazine เปิดเผยถึงอีกสาเหตุที่ทำให้เบียร์ในเมือง Reykjavik หมดไปอยากรวดเร็ว นั่นก็คือกองกำลังสหรัฐชื่นชอบในรสชาติคราฟต์เบียร์และเครื่องดื่มท้องถิ่นของประเทศไอซ์แลนด์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะยี่ห้อ Gull และเหล้าถังท้องถิ่นที่มีส่วนผสมของ gin, rum, vodka และ Tequila ก่อนท็อปปิ้งด้วย RedBull ชื่อว่า Trash Can ทำให้พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของการพักผ่อนไปกับการดื่ม
ถ้าพูดถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เรามักได้ยินการนิยามว่าเป็น “ประเทศแห่งเสรี” ทำให้ครั้งหนึ่งคำว่า “American Dream” หรือการฝันอย่างอเมริกันจึงกลายเรื่องระดับโลก เป็นความฝันที่ใครก็ล้วนใฝ่หาและต้องการเดินทางไปตั้งรกราก เพราะมีทั้งความเจริญ ความเท่าเทียม และอิสระ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนในฝันที่ใครก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเศรษฐีได้ จึงไม่แปลกที่ล่าสุดเมื่อผลสำรวจประชากรชาว Freelancer ในสหรัฐฯ ประจำปีนี้เผยตัวเลขว่ามีคนเลือกเป็นฟรีแลนซ์จำนวนถึง 56.7 ล้านคน เราจะรู้สึกไม่ประหลาดใจ แต่ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้นที่น่าสนใจ UNLOCKMEN ยังมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้มาแบ่งปันกันด้วย American Dream: Past & Present ใครที่ดูหนังต่างประเทศบ่อย ๆ จะได้ยินคำว่า “American Dream” กันมาบ้าง ซึ่งส่วนมากเรื่องราวจะออกแนวการเดินทางจากต่างดินแดนเข้าไปในอเมริกาเพื่อตามหาความฝัน ซึ่งความฝันเหล่านั้นมักจะผลิตซ้ำเรื่องการเป็น “Somebody” ด้านอาชีพ เช่น อยากจะเป็นนักมวยอาชีพ นักดนตรีอาชีพ ก็จะฝึกมันครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะได้เป็น หรือ Underdog เองก็มีสิทธิผันตัวเองเป็นเศรษฐีใหม่ได้เสมอ หากขยันและร่ำรวย อาชีพ Freelance หรือการรับจ้างเป็นมือปืน จึงอาจเป็นเรื่องของการหารายได้เสริมเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ค่านิยมความฝันของคนเราก็เริ่มเปลี่ยน ความรู้สึกอยากเป็น “Somebody” มันเริ่มจางลง
นับตั้งแต่แคนาดาเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G20 ที่มีการประกาศให้กัญชากลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายในการใช้เพื่อนันทนาการ ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา และถึงจะมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีในการควบคุมและจัดระเบียบให้การซื้อ-ขายให้เป็นไปตามกฎหมาย กำหนดทุกอย่างเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาภายหลัง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะลืมคิดถึงสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งกำลังต้องเผชิญอยู่ตอนนี้ นั่นคือ ปริมาณกัญชามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์สาย High ในประเทศนั่นเอง เกิดปัญหาที่หลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเมื่อร้านกัญชาถูกกฎหมายทั่วประเทศแคนาดาต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกัน คือปัญหาของขาด กัญชาภายในร้านมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนสายชีวจิต ซึ่งเกิดจากความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นสังเกตุได้จากยอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาลหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้สูบกันได้อย่างเสรี รวมไปถึงปัญหาการกระจายสินค้าในระบบโลจิสติกส์และไปรษณีย์ซึ่งยังไม่คุ้นเคยกับธุรกิจดี ที่สำคัญคือปริมาณการปลูกยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการถึงขนาดทำให้ร้านขายกัญชาในรัฐควิเบกต้องแก้ไขด้วยการเปิดเพียง 3 วัน/สัปดาห์ เพื่อคงปริมาณสต๊อกของในร้านให้เพียงพอ ก่อนสินค้าล็อตต่อไปจะส่งมาถึง เรียกว่าดูดกันจนแถบจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศเลยทีเดียว นอกจากนี้ในรัฐออนตาริโอซึ่งไม่มี Physical Retailers ในพื้นที่เลยสักร้านเดียว โดยประชาชนในรัฐต้องสั่งซื้อกัญชาทางไปรษณีย์ซึ่งยุ่งยากและล่าช้ากว่าการซื้อที่ร้าน ว่ากันว่าภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากมีการประกาศในกัญชาถูกกฎหมาย มียอดสั่งซื้อทะลักมากกว่า 100,000 รายการ แต่ทางรัฐไม่สามารถจัดส่งได้อย่างทั่วถึง แถมทั้งยังสุ่มยกเลิกคำสั่งซื้อในกรณีที่มีคนซื้อเยอะเกินไปอีกด้วย และโชคร้ายก็ไปตกกับหนุ่มนักศึกษาคนหนึ่งที่สั่งซื้อไปแถมยังถูกหักเงินในบัตรเครดิต แต่กลับไม่มีของส่งมาให้ล่องลอยที่บ้านซะงั้น ใครจะไปคิดว่า เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากกัญชาถูกทำให้เสรีแคนาดาจะต้องเจอกับวิกฤตการณ์ “ของขาด” ถึงแม้รัฐบาลจะบอกว่ามีการเตรียมตัวมาอย่างดี แต่กระแสความต้องการของมันกลับพุ่งทะยานสูงขึ้นกว่าก่อนหน้า และว่ากันว่านี่เป็นการท้าทายครั้งสำคัญของรัฐบาลแคนาดาที่จะต่อสู้แย่งชิงส่วนแบ่งจากสิ่งที่เคยมีมูลค่าอยู่ในตลาดมืดสูงถึง 5.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ด้วยการเพิ่มจำนวนกัญชาในร้านถูกกฎหมายให้เพียงพอกับความต้องการของสายเขียวในประเทศ ก่อนที่คนเหล่านั้นจะเบือนหน้าหนีหันไปพึ่งคนขายตามหัวมุมถนนอีกครั้งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะซื้อกับรัฐบาล ได้ของคุณภาพดี มีการตรวจสอบ แถมภาษียังถูกนำไปพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง เรียกว่าเมาช่วยชาติก็ไม่ผิดนัก ในไตรมาสต์ที่ 4 ของปี
หลังจากวุ่นวายอยู่กับการออกแบบรองเท้าประจำตัวร่วมกับ Adidas มาสักพักใหญ่ ๆ ล่าสุดศิลปินมากความสามารถ Pharrell Williams ก็เตรียมพักงานสตรีตเพื่อเตรียมตัวออกแบบคอลเลกชันใหม่ร่วมกันห้องเสื้อโอ กูตูร์สุดหรูหราอย่าง Chanel แถมยังแอบได้ยินมาว่าการร่วมงานระหว่างครั้งนี้มีแผนจะใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่เปิดตัวคอลเลกชันอีกด้วย หลายคนทราบกันดีว่าศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Karl Lagerfeld ซึ่งเป็น Creative Director ของ Chanel มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยทำงานร่วมกันแบบจริงจังมาก่อนนอกจากรองเท้า Chanel x Pharrel Williams x Hu NMD เมื่อปี 2017 เท่านั้น แต่ข่าวลือเรื่องการคอลแลปส์ของทั้งสองก็เริ่มหนาหูขึ้นอีกครั้งหลังจากที่มีรูปถ่ายของ Pharrell Williams ในงานเปิดตัวคอลเลกชัน ChanelCruise ที่กรุงเทพมหานครในวันพุธที่ 30 ตุลาคมที่ผ่าน เขาปรากฏตัวในเสื้อฮู้ดสีเหลืองสดซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในงานออกแบบของเขาเอง มีการใส่รายละเอียดของความเป็น Chanel ลงไปตัวเสื้อเช่น CC logo ตรงหน้าอกซ้ายหรือ Coco N.5 ที่ถูกวางไว้ตรงกลางเสื้อ นอกจากนี้ยังปรากฏวิดีโอใน Instagram ที่ของผู้ใช้ที่ชื่อว่า dutchesscathy ซึ่งถ่ายระหว่างที่ศิลปินหนุ่มกำลังขึ้นแสดงอยู่ โดยจะเสียงตะโกนจากลุ่มคนดูในเชิงว่าต้องการเสื้อตัวที่เขาใส่ ซึ่ง
เป็นที่ฮือฮาสั่นสะเทือนวงการ Gamer ทั่วโลกในงาน Blizzcon 2018 ที่ผ่านมาหมาด ๆ เมื่อ Blizzard ประกาศเปิดตัวความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของเกม Action RPG ระดับ Iconic ชื่อดัง ‘Diablo’ ที่ได้ย้ายการผจญภัยสุดมันส์มาสู่ iOS และ Android Smartphone เรียบร้อยแล้วในชื่อ Diablo Immortal ตามกระแส Smartphone Gaming ที่กำลังมาแรงแซงทุกทางโค้ง Diablo ถือเป็นอภิมหาเกมที่อยู่คู่วัยรุ่นมาทุกยุคสมัย เรียกว่าติดมาตั้งแต่ยุค PC ยังไม่แพร่หลาย ตัวเกมเกี่ยวกับการเลือกตัวละครเข้าไปต่อสู้กับปีศาจสมุนของ Lord of Terror ในดินแดน Kingdom of Khanduras ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 31 ธันวาคม 1996 และมีภาค Extension pack อย่าง Hellfire ไปจนถึงการขยับจาก PC ไปสู่ Console อย่าง PlayStation รวมถึงภาคต่ออย่าง
ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอีกยาวสำหรับการใช้กัญญา ซึ่งปัจจุบันนอกจากทางการแพทย์ และใช้เพื่อผ่อนคลาย ยังมีการใช้ในระหว่างแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะในกีฬาประเภทศิลปะป้องกันตัวอย่าง Brazilian Jiu Jitsu ซึ่งถูกปรับกติกาให้ทันยุคสมัยสายเขียวครองโลก ด้วยการจัด HIGH ROLLERZ ทัวร์นาเมนต์การแข่งขัน Brazilian Jiu Jitsu แบบพิเศษที่มีข้อกำหนดว่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องจุดกัญชาดูดให้เต็มปอด high กันให้เรียบร้อย ก่อนลงทำการต่อสู้ และของรางวัลที่ได้สำหรับผู้ชนะก็คือ กัญชาคุณภาพดีห่อใหญ่ แหม่ อะไรจะชิวขนาดนั้น HIGH ROLLERZ ถูกจัดขึ้นโดย Lonn “Big Lonn” Howard และ Matt “Mighty Matt” สองคู่หูที่มีแนวคิดจะขับเคลื่อนให้การใช้กัญชาในกีฬาประเภทศิลปะป้องกันตัวเป็นที่ยอมรับ โดยร่วมมือกันกับกลุ่มคนที่ชื่นชอบในกีฬา UFC รวมถึงนักกีฬาที่สนใจในการต่อสู้จำนวนหนึ่ง ซึ่ง HIGH ROLLERZ จะรับสมัครผู้เข้าแข่งขันจำนวน 60 คนมาจับคู่กัน เพื่อหาผู้ชนะคนสุดท้ายที่จะครองรางวัลใหญ่ประจำทัวร์นาเมนต์เป็นกัญชาชั้นดีจำนวน 1 ปอนด์ (ครึ่งกิโลกรัม) เอากลับบ้านไปล่องลอยกันต่อฟรี ๆ ที่บ้านท่าน อีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาจัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างความเข้าใจและแสดงให้เห็นว่าศิลปะป้องกันตัวแขนงนี้สามารถไปกันได้ดีกับกัญชา เพราะการเล่น Brazilian Jiu Jitsu ที่เป็นศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่
บางครั้งความบังเอิญก็นำเราไปพบกับสิ่งที่ดีเกินความคาดหมาย เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากยามดึกคืนหนึ่ง เรานอนไถโทรศัพท์ก่อนนอนอยู่บนเตียงเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดมุ่งหมายใด ๆ แต่ก่อนเราจะตัดสินใจล็อกหน้าจอและข่มตานอน สายตาแว่บหนึ่งของเราดันไปสะดุดกับคลิป ๆ หนึ่งที่เพื่อนของเราแชร์ลงใน Feed Facebook เป็นคลิปเกี่ยวกับคอนเทนต์ลึกลับที่มีคำโปรยและหน้าปกค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว ด้วยความที่เราชอบคอนเทนต์แนวนี้เป็นทุนอยู่แล้ว จึงลองกดเข้าไปดูแบบไม่คาดหวังใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากคอนเทนต์แนวนี้ของไทยส่วนใหญ่ที่เราดูมักจะเป็นการมานั่งอ่านข้อมูลใน Wikipedia ให้ฟัง ดังนั้นสำหรับช่อง ‘The Common Thread’ นี้ที่ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ยอด Subscribe ยอด View ก็น้อย จึงไม่แปลกที่เราจะไม่คาดหวัง แต่หลังจากที่ดูคลิปแรกจบ เราถึงกับอุทานในใจว่า ‘เหี้ย แม่งทำโคตรดีเลยว่ะ’ The Common Thread มีความแตกต่างจากช่องอื่น ๆ อย่างชัดเจน ด้วยการหาแหล่งข้อมูลนับสิบ ๆ แหล่ง ก่อนจะมานั่งเรียบเรียง ตัดอะไรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ออกไปทีละอย่างเพื่อมุ่งหาความจริงหรือสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เราสถาปนาตัวเองเป็นแฟนคลับช่องนี้ในทันที และด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ลังเลที่จะชวน ‘ฟาโรห์-เตชภณ คำสีแก้ว’ แห่ง The Common Thread มาพูดคุยเจาะลึกกันทันที ถึงเวลานัดสัมภาษณ์ ฟาโรห์มารอเราอยู่ก่อนแล้ว และด้วยความบังเอิญอีกอย่างคือการที่เรากับเขาเคยเรียนในคณะเดียวกัน การสร้างความคุ้นเคยก่อนการสัมภาษณ์จึงเป็นไปอย่างลื่นไหล
“พบกันน้อยนิด..จากกันเนิ่นนาน” วลีอมตะจากนวนิยายเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า หนึ่งในผลงานขึ้นหิ้งของ ‘กิมย้ง’ คงจะเข้ากับเหตุการณ์ตอนนี้ที่สุด เพราะเขาในวัย 94 ปี ก็ได้เริ่มต้นการจากกันเนิ่นนานกับยุทธภพแห่งนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม (พ.ศ. 2561) ที่ผ่านมา 94 ปีแห่งชีวิต 63 ปีแห่งการสร้างยุทธภพผ่านตัวอักษร ไม่ว่าจะสรรเสริญเท่าไรก็คงไม่เพียงพอกับความยิ่งใหญ่ของบุรุษผู้นี้ เขาคือหนึ่งในผู้บุกเบิกนิยายจีนกำลังภายใน เป็นอาจารย์ของนักเขียนรุ่นหลัง สร้างแรงบันดาลใจและความบันเทิงมากมายให้กับผู้เสพงานของเขา ดังนั้นถ้าใครติดตามนามปากกากิมย้งมาตลอดจะรู้ความจริงข้อนี้ดีอยู่แล้ว คอนเทนต์นี้เราจึงอยากแนะนำกิมย้งให้นักอ่านรุ่นใหม่รู้จักกันเสียมากกว่า หลายคนมักจะอคติกับนิยายชุดกำลังภายในว่าเน้นการบรรยายพรรณาเยิ่นเย้อ อ่านแล้วรู้สึกเบื่อ ซึ่งเราก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อก่อนเราก็เคยคิดเช่นนั้น จนกระทั่งได้ลองอ่านงานของกิมย้งอย่างจริงจัง พบว่าในสำนวนโวหารต่าง ๆ นั้นคือหมู่มวลแห่งความบันเทิงทั้งสิ้น และทุกประโยคสนทนาคือแง่คิดดี ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่านจากเล่มไหนดี เราขอแนะนำผลงานอมตะ 5 เรื่องนี้ของกิมย้งที่รับรองว่าคุณจะสนุกไปกับมันได้อย่างแน่นอน มังกรหยก คงไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่านี่คือผลงานที่โด่งดังที่สุดของกิมย้ง โด่งดังถึงขนาดที่ว่าต่อให้คุณไม่รู้จักกิมย้งแต่คุณต้องรู้จักมังกรหยกอย่างแน่นอน เพราะผลงานซีรีส์โทรทัศน์ที่ถูกดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องนี้อยู่คู่กับจอแก้วบ้านเรามาตั้งแต่จำความได้ ในส่วนของเนื้อหา มังกรหยกแบ่งเรื่องราวทั้งหมดออกเป็น 3 ภาค โดยในภาคปฐมบทเล่าถึงแผ่นดินจีนที่กำลังเสื่อมโทรม ประชาราษฎร์ยากแค้น ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ก่อนการปรากฏตัวของ ‘ก๊วยเจ๋ง’ เด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาในดินแดนของมองโกลก่อนจะเดินทางกลับสู่ยุทธจักรจีน ก๊วยเจ๋งหมั่นฝึกฝนวิชามากมาย เป้าหมายคือขับไล่พวกมองโกลจากแผ่นดินจีน
RM Sotheby’s บริษัทจัดประมูลรถชื่อดังเตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการประมูลรถอีกครั้ง หลังออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาเตรียมนำรถแข่งโมเดลสุดคลาสสิกอย่าง FERRARI 290 MM รหัสเครื่อง 0628 1 ใน 4 คัน ออกประมูลในงาน The Petersen Automotive Museum Auction 2018 ในเดือนธันวาคมนี้ โดยคาดว่ามันจะกลายเป็นอีกไฮไลต์หนึ่งของการประมูลรถปีนี้ หลังจากเมื่อปี 2015 พี่น้องในรหัส 0626 เคยถูกนำออกประมูลจนราคากลายเป็นสถิติโลกมาแล้ว ความเป็นตำนานของ FERRARI 290 MM เริ่มต้นในปี 1956 ในโปรเจกต์พัฒนารถแข่งเพื่อเตรียมสำหรับการแข่งขัน World Sports Car Championship รวมถึงรายการ Mille Miglia จนเป็นที่มาของชื่อ MM ต่อท้าย ซึ่งในตอนนั้นพวกเขามี Mercedes-Benz หรือ Maserati เป็นคู่แข่งตัวฉกาจอยู่ในวงการ ในขณะที่ Enzo Ferrari เองก็ต้องการให้ความสำคัญกับการแข่งขันทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะการคว้าแชมป์โลกรถสูตร 1 เท่านั้น Ferrari จึงได้ผลิตรถ
ดูเหมือน London และ New York จะแคบเกินไปแล้วสำหรับ Palace Skateboards สตรีตแวร์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ เพราะตั้งแต่พวกเขามีหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกในปี 2015 มาวันนี้พวกเขาเตรียมขยับขยายกิจการข้ามทวีปมาเปิดสาขา 3 เอาใจสายสตรีตไกลถึงโตเกียว แต่เวลาเดียวกันก็เป็นเรื่องดีสำหรับหนุ่มไทย เพราะร้านมันย้ายมาอยู่ใกล้กว่าเดิมเยอะมาก จะได้มีเหตุผลในการไปเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อ ใครจะคิดว่าแบรนด์สเก็ตบอร์ดที่สร้างขึ้นมาจากความหลงใหลอย่าง PalaceSkateboards หรือ Palace จะกลายมาเป็นแบรนด์สตรีตแวร์ซึ่งปัจจุบันคงพูดได้ว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับแบรนด์ Supreme และ Stussy แบบไม่อายปาก พวกเขาเริ่มจากการไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเองโดยขายผ่าน Online Store เพียงช่องทางเดียวจากนั้นจึงเริ่มวางขายในร้านสเก็ตบอร์ดในตำนานของอังกฤษที่รู้จักกันอย่าง SLAM CITY SKATES ต่อมาไม่นานงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแบบแฟชั่นสเก็ตบอร์ดของอังกฤษยุค 90’s บวกกับการตลาดที่ไม่เหมือนใครก็ดึงดูดให้แบรนด์น้อยใหญ่สนใจพากันมาร่วม Collab ด้วยมากมายไม่ว่าจะเป็น Umbro, Reebox หรือว่า Adidas ทำให้พวกเขาถูกรู้จักเป็นวงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกันเสื้อผ้าของ Palace ก็เป็นที่ต้องการของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ในปี 2015 ชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lev Tanju ก็ตัดสินใจเปิดร้านเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า The Palace ‘Pop-Off’ Shops ก่อนจะเปิดร้านสาขา 2 ขึ้นใน New


